Saturday, 4 July 2026
WORLD

The Star สื่อชั้นนำมาเลเซีย เสนอข่าว เหตุการณ์ คนร้ายราดน้ำมัน จุดไฟเผา นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย ในกรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค. 68) The Star สื่อชั้นนำมาเลเซีย เสนอข่าว เหตุการณ์ คนร้ายราดน้ำมัน จุดไฟเผา นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย ในกรุงเทพฯ ว่า ... 

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 22:00 น. บนถนนราชดำริ กรุงเทพมหานคร ผู้ต้องสงสัยชายชาวไทยอายุ 30 ปี ซึ่งว่างงาน และเคยเป็นนักมวย ได้แอบเข้ามาจากด้านหลัง จากนั้นราดสารบางอย่าง (เชื่อว่าเป็นทินเนอร์) ลงบน นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย — คือ Ong อายุ 26 ปี (ชาย) และ Gan อายุ 27 ปี (หญิง)  ขณะนั่งพักบริเวณบันไดใกล้ศูนย์การค้า ผู้เสียหายทั้งสองพยายามวิ่งหนี แต่ผู้ต้องสงสัยไล่ตามและจุดไฟเผาพวกเขาทั้งคู่อีก

Ong ได้รับบาดเจ็บไฟไหม้ระดับที่สอง (2nd-degree burns) บริเวณลำตัวด้านหน้าและหลัง อาการรุนแรงแต่ไม่น่าจะถึงขั้นเสียชีวิต ขณะนี้เข้ารักษาตัวในห้อง ICU ที่โรงพยาบาลตำรวจ (Police General Hospital)

Gan มีบาดแผลไฟไหม้ระดับที่สอง ครอบคลุมประมาณ 36% ของร่างกาย โดยอาการอยู่ในเกณฑ์ “เสถียรและรู้สึกตัว” อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ผู้ต้องสงสัยเป็นชายจากจังหวัดสระแก้ว ขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจลุมพินี ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ว่าจะสอบปากคำผู้เสียหาย เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาพพร้อม

ตัวแทนสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งได้ติดต่อ แจ้งข่าวให้ครอบครัวของ Ong และ Gan ทราบแล้ว

‘อ.เจษฎา’ เผย!! ‘ปูติน’ จะเสนอขอแลกเปลี่ยนดินแดน เพื่อการหยุดยิง!! ระหว่าง ‘รัสเซีย – ยูเครน’

(9 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

มีข่าวล่าสุด ว่า ปูตินจะเสนอ "ขอแลกเปลี่ยนดินแดน (land swap) เพื่อการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครน"

โดยข้อเสนอดังกล่าว อาจมีตั้งแต่รวมถึงการให้สหรัฐฯ ยอมรับ "ไครเมีย (Crimea เลข 1 ในภาพประกอบ)" ที่รัสเซียผนวกไปอย่างผิดกฎหมาย ในปี 2014 ว่าเป็นของรัสเซีย 

และ ให้ยูเครน ยอมยกการควบคุมดินแดนบางส่วน ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่มอสโกยึดครอง 

ซึ่งตอนนี้ รัสเซียได้ยึดครองบางส่วนของภูมิภาคเคอร์ซอน (Kherson เลข 4), โดเนตสค์ (Donetsk เลข 2), ลูฮานสค์ (Luhansk เลข 3) และซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia เลข 5 )

โดยมีความเป็นไปได้ ที่จะคืนการควบคุมพื้นที่บางส่วน ในซาโปริซเซีย และเคอร์ซอน กลับคืนสู่ยูเครน

ข้อเสนอดังกล่าวนี้ น่าจะอยู่ในแผนการสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่จะมีในการประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน 

ทรัมป์ เชื่อว่า ปูตินเปิดรับการเจรจาสันติภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการที่รัสเซียแลกเปลี่ยนดินแดนที่ยึดครองอยู่บางส่วน เพื่อแลกกับการหยุดยิง

ขณะที่จุดยืนของยูเครนนั้น ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้ปฏิเสธข้อเสนอใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกดินแดนอธิปไตยของยูเครน ให้แก่รัสเซีย ก่อนที่จะมีการหยุดยิง อย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นจากบางส่วน เช่น นายกเทศมนตรีเมืองเคียฟ วิตาลี คลิทช์โก ที่เคยกล่าวเป็นนัยว่า ยูเครนอาจต้องยอมยกดินแดนชั่วคราว เพื่อสันติภาพ

มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญมองว่า ยูเครนไม่น่าจะสนใจข้อตกลงแลกเปลี่ยนดินแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเจรจาที่ไม่มีการมีส่วนร่วมของยูเครนเอง (คือมีแค่สหรัฐคุยกับรัสเซีย)

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเสนอต่อปูตินเรื่องการหยุดยิงและการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดครองโดยพฤตินัย ด้วยการเลื่อนสถานะของดินแดนเหล่านั้นออกไป 49 หรือ 99 ปี และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน

ป.ล. บางคนก็บอกว่า ถ้าเป็นไปตามแผนการแลกเปลี่ยนดินแดนนี้ ถือเป็นชัยชนะของปูติน ที่เอากำลังมายึดดินแดนของยูเครนได้สำเร็จ (แม้จะแค่บางส่วน ไม่ใช่ทั้งประเทศ อย่างที่หวัง) 

... แต่บางคนก็บอกว่า ถือเป็นชัยชนะของยูเครน ที่สามารถปกป้องประเทศและอธิปไตยของตัวเองได้ หลังจากสู้รบกับมหาอำนาจทางทหารอันดับ 2 ของโลก มายาวนานกว่า 3 ปี และเสียดินแดนไปเพียงแค่ประมาณ 20 % ของประเทศ

‘รัฐบาลเลบานอน’ ยอมทำตามข้อตกลงของ ‘สหรัฐฯ’ เดินหน้าจำกัดอาวุธทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การควบคุมรัฐ

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลเลบานอนมีมติเห็นชอบ เป้าหมายของแผนสหรัฐฯ ที่ต้องการให้การถือครองอาวุธอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเท่านั้น แม้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาชัดเจน แต่แผนนี้จะมุ่งปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ภายในสิ้นปี ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาประณามว่าเป็น 'ความอัปยศ' และ “การยอมจำนนต่อศัตรู”

กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยืนกรานไม่ยอมให้ปลดอาวุธ พร้อมอ้างสิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติในการต่อต้านอิสราเอล โดยเฉพาะในขณะที่อิสราเอลยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และโจมตีทางใต้ของเลบานอนแทบทุกวัน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลถึง 8 รายในสัปดาห์นี้

รัฐมนตรีฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตรมุสลิมชีอะห์ ได้วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อประท้วงข้อเสนอดังกล่าว ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยืนยันสนับสนุนให้เลบานอนมอบหมายให้กองทัพเป็นผู้ควบคุมอาวุธทั้งหมด

ทั้งนี้ แผนของสหรัฐฯ ยังรวมถึงการถอนกำลังอิสราเอลจากจุดยุทธศาสตร์ทางใต้ และให้ยูเอ็น (UN) กับกองทัพเลบานอนควบคุมแทน แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด โดยสื่อฝ่ายฮิซบอลเลาะห์เตือนว่า หากรัฐบาลเดินหน้าตามแผนนี้ อาจถึงขั้นทำให้รัฐมนตรีชีอะห์ทั้ง 4 ลาออก หรือล้มรัฐบาลทั้งชุดผ่านกลไกรัฐสภา

‘เนทันยาฮู’ ไฟเขียวกองทัพอิสราเอล เข้ายึดกาซา UN เตือน!! อาจเกิดหายนะต่อพลเรือน และตัวประกัน

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลอิสราเอลนำโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อนุมัติแผนปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดเมืองกาซาซิตี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผน 5 ข้อที่ประกาศว่า “เพื่อกำจัดฮามาสและยุติสงคราม” แม้ก่อนหน้านี้เนทันยาฮูเคยประกาศว่าจะเข้าควบคุมทั้งฉนวนกาซา แต่แผนที่ได้รับความเห็นชอบในครั้งนี้เน้นเฉพาะเมืองหลวงกาซาเท่านั้น

สาระสำคัญของแผนนี้ได้แก่ การปลดอาวุธฮามาส ช่วยเหลือตัวประกัน ยึดการควบคุมความมั่นคง และจัดตั้งฝ่ายบริหารพลเรือนใหม่ที่ไม่ใช่ฮามาสหรือองค์การปาเลสไตน์ พร้อมให้กองทัพอิสราเอลเตรียมเข้าควบคุมพื้นที่อย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับการกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอังกฤษเตือนว่าการเข้ายึดเมืองกาซาอย่างเต็มรูปแบบจะส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก และอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการอพยพประชาชนมากถึง 1 ล้านคนจากทางเหนือไปยังตอนใต้ของกาซา

ในอิสราเอลเอง แผนนี้ก็เผชิญเสียงคัดค้านจากครอบครัวตัวประกันและฝ่ายค้านที่มองว่าเป็น “หายนะ” ทางการเมือง และยิ่งทำตามแผนของฮามาส โดยเฉพาะในขณะที่จำนวนพลเรือนในกาซาที่เสียชีวิตทะลุ 61,000 คน และประชาชนกว่า 87% ต้องพลัดถิ่นซ้ำซาก

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) และ UN เรียกร้องให้หยุดปฏิบัติการของกองทุน GHF ที่สหรัฐฯ สนับสนุน เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้หิวโหย และกลายเป็นจุดที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตจำนวนมาก การควบคุมฉนวนกาซาโดยกองทัพอิสราเอลถูกมองว่าอาจลุกลามเป็นวิกฤตมนุษยธรรมร้ายแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีทางออกทางการเมืองหรือข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นในเร็ววัน

‘สโลวีเนีย’ สั่งแบนสินค้าทุกชนิดจาก ‘อิสราเอล’ พร้อมส่งอาหาร-ผ้าห่มช่วยชาวกาซา มูลค่ากว่า 34 ล้าน

(8 ส.ค. 68) สโลวีเนียประกาศห้ามนำเข้าและซื้อขายสินค้าทุกชนิดที่ผลิตจากพื้นที่ยึดครองของอิสราเอล พร้อมเตรียมพิจารณาระงับการส่งออกสินค้าจากสโลวีเนียไปยังนิคมในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง 

นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต โกล็อบ (Robert Golob) ของสโลวีเนีย ระบุว่า การกระทำของรัฐบาลอิสราเอล เช่น การตั้งนิคมผิดกฎหมาย การยึดที่ดิน และการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นภัยต่อระเบียบโลก โดยล่าสุด รัฐบาลยังเตรียมจัดส่งความช่วยเหลือด้านอาหารและผ้าห่มมูลค่ากว่า 879,000 ยูโร (ราว 34.28 ล้านบาท) ให้แก่ประชาชนในฉนวนกาซา

แม้สินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้จะมีมูลค่าต่ำ (ไม่ถึง 2,000 ยูโรในปี 2023) แต่สโลวีเนียยังเดินหน้าประกาศจุดยืนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ก็เพิ่งสั่งแบนการนำเข้า ส่งออก และขนส่งอาวุธทุกชนิดไปยังอิสราเอล และขึ้นบัญชีรัฐมนตรีอิสราเอลบางรายว่าเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา”

ด้าน ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย–อิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สโลวีเนียประกาศ​ห้ามซื้อขายสินค้าทุกชนิดกับอิสราเอล​/ชาติยุโรป​นะครับไม่ใช่อาหรับมุสลิม

‘ฮุน มาแนต’ ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการโนเบล เสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัลสันติภาพ

(8 ส.ค. 68) กัมพูชาเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาให้ยุติลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการหยุดยิงที่ “ไม่มีเงื่อนไข” หลังความรุนแรงตลอด 5 วันทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย และประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพ

ในจดหมายที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ ระบุว่า การเจรจาผ่านโทรศัพท์ของทรัมป์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมกับผู้นำทั้งสองประเทศ มีส่วนทำให้การเจรจาในมาเลเซียวันที่ 28 กรกฎาคมเกิดผลเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมยกย่อง “ความเป็นผู้นำทางการทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์

การเสนอชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาจาก 49% เหลือเพียง 19% ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชาอย่างมาก 

ทั้งนี้ รายชื่อผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลจะถูกปิดรับในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี และจะประกาศผลในเดือนตุลาคม โดยมีบุคคลทั่วโลกที่มีสิทธิ์เสนอชื่อได้หลายหมื่นคน เช่น สส., รัฐมนตรี, ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้ได้รับรางวัลโนเบลเอง

‘ทรัมป์’ ขู่ยึดอำนาจการปกครองกรุงวอชิงตัน หลังมีคดีโจ๋ทำร้ายพนักงานรัฐบาลจากหน่วย DOGE

(7 ส.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะยึดอำนาจการปกครองท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนำเมืองหลวงมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง โดยอ้างเหตุอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อดีตทีม Doge ถูกรุมทำร้ายขณะพยายามช่วยผู้หญิงคนหนึ่งจากการถูกคุกคาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 'เอ็ดเวิร์ด โคริสทีน' นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 19 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ 'Big Balls' และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานกรมประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกรุมทำร้ายโดยกลุ่มวัยรุ่นราว 10 คน ใกล้วงเวียนดูปองต์ (Dupont Circle) ช่วงเวลาประมาณตี 3 โดยตำรวจจับกุมเยาวชนอายุ 15 ปี จากรัฐแมริแลนด์ได้ 2 คน พร้อมแจ้งข้อหาพยายามปล้นรถ ขณะที่ไอโฟนรุ่นใหม่ของผู้เสียหายก็หายไปด้วย

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social เรียกร้องให้ดำเนินคดีแบบผู้ใหญ่กับเยาวชนอายุ 14 ปี และขู่ว่าหากกรุงวอชิงตันไม่ควบคุมอาชญากรรม เขาจะใช้ 'อำนาจของประธานาธิบดี' ยึดอำนาจปกครองโดยตรง ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ ซีอีโอแห่งเทสลา ที่กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างความล้มเหลวของระบบความปลอดภัยในเมือง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้อำนาจรัฐสภาควบคุมกรุงวอชิงตัน แต่การยึดอำนาจทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งน่าจะถูกฝ่ายค้านเดโมแครตต่อต้านอย่างหนัก ปัจจุบันวอชิงตันมีระบบ 'home rule' ให้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสภาท้องถิ่น ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา แต่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามยกเลิกสิทธิ์นี้มาก่อนนับตั้งแต่ปี 1973 

อย่างไรก็ตามโดยสถิติจากกระทรวงยุติธรรมยังระบุว่า อาชญากรรมในเมืองหลวงมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขณะที่ สำนักงานของนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล เบาเซอร์ (Muriel Bowser) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทีมสหรัฐฯ เหมาเหรียญทองยกทีม เฉือน ‘จีน-เกาหลีใต้’ คว้าแชมป์ฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2025 ส่วนไทยจบอันดับ 14

(7 ส.ค. 68) การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Physics Olympiad: IPhO) ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบัน École Polytechnique กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่า 'ทีมชาติสหรัฐอเมริกา' สร้างผลงานสุดร้อนแรง คว้าอันดับ 1 เหนือคู่แข่งสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยนักเรียนทั้ง 5 คนของทีมสามารถคว้าเหรียญทองได้ครบทุกคน นับเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ตัวแทนนักเรียนจากสหรัฐฯ ได้แก่ อคัสทยา โกเอล (Agastya Goel), อัลเลน ลี่ (Allen Li), โจชัว หวัง (Joshua Wang), เฟโอดอร์ เยฟตูเชนโก (Feodor Yevtushenko) และ ไบรอัน จาง (Brian Zhang) ซึ่งต้องเผชิญโจทย์ฟิสิกส์ทั้งเชิงทฤษฎีและทดลองที่ซับซ้อนจากผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ความสำเร็จของพวกเขาช่วยผลักดันให้สหรัฐฯ ขึ้นครองอันดับสูงสุดของตารางเหรียญรางวัลในปีนี้

ขณะที่ จีนตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยผลงาน 4 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน ขณะที่ฮ่องกงและเกาหลีใต้มีผลงานเท่ากันคือ 4 ทอง 1 เงิน ส่วนอินเดียคว้าไป 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน ติดอันดับท็อป 5 เช่นกัน ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นสูสี และเน้นย้ำถึงคุณภาพของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในเอเชียและสหรัฐฯ

ส่วนไทยคว้าอันดับ 14 ในศึกชิงแชมป์โลกครั้งนี้ หลังทำผลงาน 1 เหรียญทอง จาก นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง , 2 เหรียญเงิน จากนายภัทรภณ ธนพิทักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ กับ นายปราชญ์ อำพนธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ 2 เหรียญทองแดง จากนายศุภมงคล เปรมอนันต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ นางสาวณัชวดี เอี่ยมสิริบูลย์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ ความสำเร็จของทีมสหรัฐฯ ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงการศึกษาและองค์กรวิทยาศาสตร์ในประเทศ โดยมองว่าเป็นผลจากการส่งเสริม STEM อย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณบวกของการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บนเวทีโลก ทั้งยังสะท้อนพลังของเยาวชนในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างแท้จริง

หน่วยความมั่นคง FBS ยืนยันสกัดแผนลอบสังหารจาก ‘ยูเครน’ สำเร็จ หลังรวบเยาวชนร้อนเงิน!! สารภาพถูกสั่งให้ป้ายสารพิษบนรถทหารรัสเซีย

(7 ส.ค. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า ได้สกัดแผนลอบสังหารทหารรัสเซียในเมืองโนโวซีบีสค์ (Novosibirsk) โดยผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนรัสเซีย 2 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวแล้ว ทั้งคู่รับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากหน่วยข่าวกรองยูเครนผ่านเว็บไซต์ที่โฆษณาว่า “หาเงินง่าย ได้เงินเร็ว”

สำหรับแผนการลอบสังหารคือการใช้สารพิษทาลงบนชิ้นส่วนของรถยนต์เป้าหมาย (ทหารรัสเซีย) หวังให้เหยื่อได้รับพิษเมื่อใช้งานรถ โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้รับคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้รู้ว่าต้องทำอะไรจนกว่าจะได้รับภารกิจจริง

ทั้งนี้ ทางการรัสเซียตั้งข้อหนักแก่เยาวชนทั้ง 2 ราย ในข้อหาก่อการร้าย พร้อมเปิดการสอบสวนเพิ่มเติม โดยชี้ว่านี่เป็นตัวอย่างล่าสุดของสงครามข่าวกรองที่ขยายตัวลึก เข้าไปในสังคมรัสเซียผ่านเยาวชนและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 

‘คิมกอนฮี’ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ โผล่พบอัยการ หลังถูกกล่าวหาปั่นหุ้น-รับสินบน-ล็อบบี้การเมือง

(6 ส.ค. 68) คิม กอนฮี (Kim Keon Hee) ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) เดินทางไปยังสำนักงานอัยการพิเศษ ณ กรุงโซล เพื่อรับการสอบสวนคดีทุจริตหลายประเด็น โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องเข้ารับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในฐานะผู้ต้องสงสัยทางอาญา

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกล่าวเพียงสั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนว่า “ขออภัยประชาชนที่ทำให้เกิดความกังวล ดิฉันเป็นแค่คนธรรมดา และจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่” โดยการสอบสวนภายใต้การนำของอัยการพิเศษ มิน จองกี จะครอบคลุมข้อกล่าวหากว่า 16 ประเด็น ตั้งแต่ปั่นหุ้น แทรกแซงการเมือง ไปจนถึงใช้อิทธิพลทางศาสนา

ข้อกล่าวหาสำคัญคือ คดีปั่นหุ้นบริษัทดีลเลอร์รถยนต์ 'Deutsch Motors' ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งคิมกอนฮีถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีร่วมกับแม่ แล้วมอบให้เทรดเดอร์มืออาชีพดำเนินการซื้อขาย โดยมีผู้เกี่ยวข้องอีก 9 คนถูกตัดสินโทษไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครในพรรคพลังประชาชน (PPP) ระหว่างการเลือกตั้งปี 2020 และ 2024

ทั้งนี้ อัยการยังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า คิมอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนา Unification Church หรือชื่อเต็มว่า “สมาคมครอบครัวเพื่อสันติภาพและเอกภาพโลก” ในการวิ่งเต้นทางการเมือง รวมถึงกรณีเครื่องประดับหรูที่ไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน และคำให้การของอดีตประธานาธิบดียุนที่อาจเข้าข่ายให้ข้อมูลเท็จช่วงหาเสียง ปัจจุบันยุนเองก็กำลังถูกควบคุมตัวจากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

รัฐ-ประชา..พิพากษา เมื่อหมอดูกลายเป็นหมอเดา ถึงเวลาจัดการพวกหากินกับความเชื่อไร้ความรับผิดชอบ

ไม่นานมานี้ผู้อ่านหลายท่านคงได้ทราบเรื่องที่มีหมอดูท่านหนึ่งได้ทำนายเรื่องว่าจะเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นอีกและจะมีความรุนแรงกว่าเดิมในเร็ววันนี้ คำทำนายนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งอินฟลูฯ เอยหรือแม้กระทั่งทนายออกมาแจ้งความเพราะสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคม

กรณีนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกที่มีหมอดูมาทำนายแล้วพยายามโยงนั่นโยงนี่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นหมอเดาที่แค่จับเอาสถานการณ์ที่มีความเป็นไปว่าจะเกิดขึ้นมาทำนายเป็นตุเป็นตะจนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม  ซึ่งเคสแบบนี้น่าแปลกที่ในประเทศอื่นหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับอินฟลูฯสร้างกระแสจนเป็นผลกระทบด้านลบต่อสังคมในวงกว้าง ทางการโดยเฉพาะในต่างประเทศมักจะไม่รอให้ผู้เสียหายมาเป็นคนแจ้งความกล่าวโทษแต่จะออกตัวเป็นเจ้าภาพแทนในงานเช่นนี้  

อย่างเคสที่เคยเกิดขึ้นกับหมอดูโซเชียลในเมียนมาที่ทำนายว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา จนทำให้ในวันที่ 21 เมษายน ผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่างออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนอกอาคาร หลับนอนกันนอกตัวบ้านไม่กล้าเข้าไปอยู่ภายใต้อาคารเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น  จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง รัฐบาลเมียนมาก็ไม่รอช้ารีบจับกุมหมอดูรายนี้ทันทีในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เอย่ามองว่าการที่รัฐบาลออกมาทำเองเพราะนี่คือประเด็นอ่อนไหวและเป็นประเด็นที่เปราะบางไม่ได้มีใครเดือดร้อนจากคำทำนายของหมอดูคนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ผู้คนไม่กล้าใช้ชีวิตในอาคารในวันนั้นก็แค่เท่านั้น แต่ในทางกลับกันรัฐบาลเมียนมากลับมองว่านี่เป็นการชี้นำสังคมอย่างรุนแรงแม้จะไม่เกิดผลเสียแต่ควรได้รับผลว่าการโพสต์อะไรลงในโซเชียลมีเดียโดยไม่มีการรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องได้รับการลงโทษ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการจับกุมหมอดูรายนี้ขึ้น

กลับมามองในประเทศไทย หมอดูในประเทศไทยไม่ได้สร้างแค่การเกิดความตื่นตระหนกในสังคมเพียงแค่ครั้งนี้ แต่ที่ผ่านมามีการทำนายที่เขย่าความเชื่อมั่นของผู้คนในสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องการยึดอำนาจ โรคระบาดยังไม่จบ พิบัติภัย ไปจนล่าสุดที่มีการมาโหนกระแสเรื่องสงคราม ซึ่งพอเอาคำทำนายของหมอดูแต่ละคนไปเทียบกับช่วงเวลาจริงที่เกิดขึ้นก็พบว่าในช่วงดังกล่าวหลายครั้งหลายหนไม่ได้เป็นไปตามคำทำนาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหมอดูคนนั้นได้เครดิตไปแล้วหลังจากพูด หลังจากเป็นกระแส ได้เงินได้ทองไปแล้วแต่ไม่เคยต้องมารับผิดชอบอะไรก็ตามที่ตนเองได้พูดออกมาแม้มันจะไม่ได้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบที่ต้องมีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อศาล ในกรณีล่าสุดนี้แม้จะมีทนายดังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เอย่าเชื่อได้ว่าเนื่องจากทนายดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากคำทำนายนั้น ดังนั้นสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็จะจบลงไปอย่างเงียบ ๆ เช่นเคย แต่ถ้าหากรัฐบาลเป็นคนร้องทุกข์กล่าวโทษหมอดูดังกล่าวเองในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม แม้จะไม่ได้ด้วยคดีอาญา แต่คดีแพ่งย่อมมีสิทธิ์ที่น่าจะฟ้องได้เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่รัฐบาลต้องมาแบกภาระดูแลผู้คนจากคำทำนายที่บิดเบือนและสร้างความตื่นตระหนกพวกนี้ก็มีราคามากพอที่จะทำให้หมอดูโหนกระแสเหล่านี้ หลาบจำว่าหากคุณอยากโหนกระแสเข้าหาแสงมันก็มีราคาที่ต้องจ่ายหากคำทำนายนั้นไม่รับผิดชอบต่อสังคม

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

‘รัสเซีย’ ยืนยันสังหารทหาร ‘ยูเครน’ จำนวนกว่า 385 นาย หลังใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ถล่มหลายจุด

(5 ส.ค. 68) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 สิงหาคม กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ โดยใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “คินซาล” (Kinzhal) และโดรนโจมตีระยะไกลพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทหารยูเครนหลายแห่ง พร้อมระบุว่า “ภารกิจประสบผลสำเร็จตามเป้า”

ด้านยูเครนยืนยันผ่านกองทัพอากาศว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดเป้าหมายได้เกือบทั้งหมด จากโดรนรัสเซียทั้งหมด 162 ลำ ยูเครนยิงตกหรือขัดขวางได้ถึง 161 ลำ แต่ก็ยังมีบางลูกหลุดรอดไปสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ เช่น เขตโบรีสปิลของกรุงเคียฟ และเมืองโอเดซา ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 6 หลัง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบป้องกันภัยจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัสเซียยังอ้างว่าสามารถสังหารทหารยูเครนได้กว่า 385 นาย และทำลายยุทโธปกรณ์หลายรายการ พร้อมทั้งยังคงยิงโจมตีซ้ำในช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยขีปนาวุธ Kinzhal พุ่งเป้าไปที่แคว้นคเมลนิตสกี สร้างแรงระเบิดรุนแรงท่ามกลางการแจ้งเตือนภัยทางอากาศทั่วยูเครน

ขณะที่ยูเครนยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากเศษซากโดรนในหลายเมือง ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะใกล้นี้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top