Saturday, 4 July 2026
WORLD

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

‘ทรัมป์’ บอก ‘ยูเครน’ ควรทำข้อตกลงกับรัสเซีย ชี้ มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า

(17 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีทรัมป์แนะยูเครนทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ชี้มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวในวันเสาร์ (16 ส.ค.) ว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในรัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ซึ่งมีรายงานว่าเขาได้เรียกร้องดินแดนจากยูเครนเพิ่ม

รอยเตอร์สรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า หลังจากผู้นำทั้งสองหารือกัน ทรัมป์ได้บอกประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีว่า ปูตินเสนอที่จะตรึงแนวหน้าส่วนใหญ่ไว้ (รักษาการควบคุมแนวหน้าโดยไม่รุกคืบหรือถอยร่น) หากเคียฟยอมยก “โดเนตส์ก” ภูมิภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของมอสโก

แหล่งข่าวเผยว่า เซเลนสกีปฏิเสธความต้องการดังกล่าว ขณะที่รัสเซียควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงพื้นที่โดเนตสก์ราว 3 ใน 4 ซึ่งรัสเซียรุกคืบเข้าไปตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินที่ข้อตกลงสันติภาพควรทำข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องหยุดยิงก่อนตามที่ยูเครนและพันธมิตรยุโรปต้องการ ซึ่งนั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเขาก่อนที่จะประชุมร่วมกับปูติน โดยทรัมป์เคยบอกไว้ว่าเขาจะไม่แฮปปี้ถ้าไม่มีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น

ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียล

"ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันเลวร้ายระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการบรรลุข้อตกลงสันติภาพโดยตรง ซึ่งจะยุติสงครามได้ ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมักจะใช้ไม่ได้ผลเสมอไป”

ด้านเซเลนสกีกล่าวว่าความไม่เต็มใจของรัสเซียในการยุติการสู้รบจะทำให้ความพยายามสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความซับซ้อนมากขึ้น

“การยุติการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการยุติสงคราม” ประธานาธิบดียูเครนโพสต์ใน X

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าเขาจะพบกับทรัมป์ที่วอชิงตันในวันจันทร์ (18 ส.ค.)

ทั้งนี้ รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และค่อยๆ รุกคืบไปในยูเครนมาหลายเดือนแล้ว สงครามครั้งนี้ที่เป็นสงครามนองเลือดที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี ได้คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนหลายพันคนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน

ยูเครนต้องได้รับประกันความมั่นคง
ที่ผ่านมาเซเลนสกียืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่าเขาไม่สามารถยอมเสียดินแดนได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของยูเครน และเคียฟมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ของโดเนตส์ก เช่น สโลเวียนส์กและครามาทอร์สก์ เป็นปราการด่านหน้าที่จะใช้ต้านทานการรุกรานของรัสเซีย

ปธน.ยูเครนยังยืนยันว่าต้องมีการรับประกันความมั่นคงเพื่อยับยั้งไม่ให้รัสเซียรุกรานอีก

เซเลนสกีกล่าวว่าตนและทรัมป์ได้หารือถึง “สัญญาณเชิงบวก” เกี่ยวกับการที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วม และว่ายูเครนต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “แค่การหยุดพักชั่วคราว”

ขณะที่ปูติน ซึ่งเคยคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างประเทศ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับประกัน”

‘ทรัมป์’ บอกยังไม่จำเป็นต้องลงโทษ ‘จีน’ ในตอนนี้ แต่เตือน!! พร้อมขึ้นภาษีอัตราสูง หากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

(16 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า เขาไม่มีแผนจะใช้มาตรการลงโทษจีนทันทีจากการซื้อปิโตรเลียมรัสเซีย แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจต้องพิจารณาภายใน '2-3 สัปดาห์' ข้างหน้า

ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงมาตรการรองต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซีย หากเครมลินยังไม่มีความเคลื่อนไหวยุติสงครามยูเครน โดยจีนและอินเดียถือเป็นผู้ซื้อหลักของรัสเซีย ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งสั่งเก็บภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากอินเดียเนื่องจากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับจีน เมื่อถูกถามโดยผู้สื่อข่าวจาก Fox News หลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกา ทรัมป์ระบุว่า “เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนั้นในตอนนี้ อาจต้องคิดในอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การประชุมวันนี้ไปได้ดีมาก”

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

สำรวจ ‘กำแพงกั้นพรมแดน’ ระหว่างประเทศทั่วโลก แนวทางที่ ‘ไทย’ กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้

(15 ส.ค. 68) กระแสการสร้างกำแพงไทย–กัมพูชากำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ฝ่ายทหารก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้จริง ในอดีตและปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกใช้กำแพงหรือรั้วพรมแดนเพื่อควบคุมการอพยพ ป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงเสริมความมั่นคงจากข้อพิพาทเขตแดน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดี เช่น กำแพงเมืองจีน และกำแพงเบอร์ลิน

เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน โลกมีเพียง 16 กำแพงพรมแดน แต่รายงานเมื่อปีก่อนโดย Elisabeth Vallet นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควิเบก แคนาดา ระบุว่าตัวเลขเพิ่มเป็น 66 แห่ง แสดงให้เห็นว่าการใช้กำแพงยังคงเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศเลือกใช้ แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชนชายแดน

สหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก เริ่มสร้างรั้วสมัยประธานาธิบดีคลินตันปี 1990 และขยายยาวกว่า 1,000 กม. หลังปี 2006 เพื่อสกัดแรงงานผิดกฎหมายและค้ายาเสพติด ส่วนซาอุดีอาระเบียสร้างรั้วสูง 7 เมตรตามชายแดนอิรัก ยาว 900 กม. พร้อมหอสังเกตการณ์ 78 แห่ง เพื่อรับมือกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม

ขณะที่ อิสราเอลสร้างกำแพงกั้นเวสแบงก์ตั้งแต่ปี 2002 อ้างป้องกันการโจมตีของชาวปาเลสไตน์ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการยึดพื้นที่ ขณะที่ฮังการีสร้างรั้วยาว 177 กม. ติดชายแดนเซอร์เบียและโครเอเชีย เพื่อสกัดผู้อพยพหลังวิกฤตผู้ลี้ภัยยุโรป

ด้าน สเปนมีรั้วไฮเทคในดินแดน Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันคนจากโมร็อกโกลอบเข้า แต่มีผู้เสียชีวิตจากการพยายามข้ามรั้ว อินเดียก็ล้อมบังกลาเทศด้วยรั้วลวดหนามตั้งแต่ปี 1993 ทำให้ชาวบ้านกว่า 100,000 คนกลายเป็นคนไร้สัญชาติจากข้อพิพาทเขตแดน

ทั้งนี้ ยังมีเกาะไซปรัสที่ถูกกำแพงแบ่งเหนือ–ใต้ตั้งแต่ปี 1974 เพราะความขัดแย้งเชื้อชาติ และแม้ปัจจุบันเป็นประเทศอิสระ แต่เกาะก็ยังแบ่งเป็นสองส่วนดังเดิม ส่วนไทยเองก็มีกำแพงกั้นชายแดนมาเลเซียในบางพื้นที่ แม้ไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก

‘แอร์เอเชียเอกซ์’ แจงเหตุเครื่องแลนด์ดิ้งผิดสนามบินในเกาหลีใต้ ยอมรับมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างลูกเรือและกัปตัน

(15 ส.ค. 68) ผู้โดยสารบนสายการบินแอร์เอเชียเอกซ์ (AirAsia X) เที่ยวบิน D7 506 จากกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียไปยังสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ ต้องเผชิญความล่าช้านานกว่า 2 ชั่วโมง หลังเครื่องบินถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินกิมโป เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและความแออัดของการจราจรทางอากาศ

เดิมที เครื่องบินมีกำหนดถึงอินชอนเวลา 19.50 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม แต่เครื่องกลับแลนด์ดิ้งที่สนามบินนานาชาติกิมโป ตอนเวลา 20.08 น. ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายคนเกิดความสับสนบนเครื่องบิน บางคนระบุว่าบรรดาลูกเรือก็ยังดูไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผู้โดยสารแจ้งให้มองที่หน้าต่าง ถึงรู้ว่านี่คือสนามบินกิมโป ไม่ใช่อินชอน

ขณะที่ AirAsia X ชี้แจงว่า การเปลี่ยนเส้นทางเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและเรื่องน้ำมัน หลังจากลงที่กิมโปเครื่องบินก็ออกเดินทางต่อเวลา 22.03 น. และถึงอินชอนเวลา 22.56 น. อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างพนักงานต้อนรับ และกัปตันได้ชี้แจงและขออภัยต่อผู้โดยสาร

ทั้งนี้สายการบิน AirAsia X ประกาศจะปรับปรุงมาตรการสื่อสารบนเครื่องบน และมอบบัตรกำนัลการเดินทางเป็นการเยียวยา “ขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความเข้าใจ และความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนปฏิบัติการเดินทางครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนเครื่อง”

จีนเปิดวีซ่าประเภท ‘เค’ ดึงดูดเยาวชนหัวกะทิ!! เน้นสายวิทย์–เทคโนโลยี จากทั่วโลก เริ่ม 1 ต.ค. นี้

(15 ส.ค. 68) จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่สำหรับเยาวชนผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามคำสั่งคณะรัฐมนตรีจีนเพื่อประกาศมติแก้ไขระเบียบการบริหารจัดการการเดินทางเข้าและออกประเทศของชาวต่างชาติ

โดยรายงานระบุว่าจีนจะเพิ่มวีซ่าประเภทเค (K) ในวีซ่าธรรมดาสำหรับเยาวชนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ โดยผู้ประสงค์ขอวีซ่านี้ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการจีนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นเอกสารประกอบตามที่กำหนด เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2025

‘ยูเครน’ ส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำถล่มรัสเซีย ก่อนการประชุมระหว่าง ‘ทรัมป์-ปูติน’ ที่อะแลสกา

(15 ส.ค. 68) ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำ โจมตีรัสเซียเมื่อค่ำวันที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้าการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และวลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกาเพียงไม่กี่วัน เป้าหมายโจมตีครอบคลุมทั้งสนามบินทหารและโรงกลั่นน้ำมันใน 6 ภูมิภาครัสเซีย รวมถึงบริยานสค์และตูลา โดยฝ่ายยูเครนอ้างว่าทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดราว 30% ของกองทัพรัสเซีย แต่ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลฝั่งยูเครนเท่านั้น ขณะที่รัสเซียยังไม่เปิดเผยความเสียหายจริง

รายงานจาก The Moscow Times ระบุว่า ไม่ใช่ทุกโดรนจะบินมาจากยูเครน แต่มีบางส่วนถูกปล่อยจากภายในรัสเซียเอง ผ่านเครือข่ายลับที่เตรียมการมานานนับปี ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศชัดว่า “นี่คือคำตอบของเราต่อการรุกราน และเราจะสู้จนกว่ามันจะหยุด” ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย (อ้างโดย @SputnikInt) กล่าวหายูเครนว่ากำลังเตรียมโจมตีพลเรือนในชูเกฟเพื่อโยนความผิดให้รัสเซีย แต่ยูเครนปฏิเสธทันทีว่าเป็น “เรื่องมโน”

อย่างไรก็ตาม รัสเซียตอบโต้ด้วยการส่งโดรน 140 ลำเข้าโจมตียูเครนในคืนวันที่ 13 สิงหาคม ถูกสกัดตก 85 ลำ แต่ The Economic Times รายงานว่า โดรนบางส่วนยังหลุดรอดไปโจมตีเมืองรอดินสเกและคอสเตียนตินิฟกา ทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าการโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นเกมตอบโต้รายวันในสงครามครั้งนี้

สำหรับยูเครน ปฏิบัติการครั้งนี้เสมือนการส่งสัญญาณกดดันก่อนโต๊ะเจรจา ว่าต่อให้ยังไม่มีเก้าอี้ในห้องประชุม ก็ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อคู่ขัดแย้งได้ การประชุมอลาสกาจึงไม่ต่างจากเกมหมากที่มีผู้เล่นนอกกระดาน คอยเคาะประตูเสียงดังเพื่อบอกว่า “อย่าลืมว่าฉันยังอยู่”

‘สตาร์บัคส์เกาหลี’ ประกาศห้ามตั้งออฟฟิศภายในร้าน หลังมีลูกค้ายกคอมฯ ตั้งโต๊ะ-เครื่องปริ้นฯ มานั่งทำงานเกินความพอดี

(14 ส.ค. 68) สตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ ออกประกาศขอความร่วมมือลูกค้าไม่ให้นำ 'อุปกรณ์ขนาดใหญ่' เช่น เครื่องพิมพ์ หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เข้ามาทำงานในร้าน หลังพบว่าบางคนขนคอมพิวเตอร์มาหลายเครื่อง เพื่อจับจองพื้นที่เหมือนออฟฟิศส่วนตัว

กระแสทำงาน-อ่านหนังสือในคาเฟ่ หรือที่ชาวเกาหลีเรียกว่า 'คากงจก' (cagongjok) กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม โดยเฉพาะหลังโควิดที่การทำงานจากบ้านเพิ่มขึ้น หลายคนใช้พื้นที่ร้านกาแฟนั่งยาวหลายชั่วโมง ซื้อเพียงแก้วเดียว ก็เพราะว่าได้ใช้ไฟฟ้าฟรีในห้องแอร์เย็นๆ 

สตาร์บัคส์ระบุว่าโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือยังคงนำมาใช้ได้ แต่ห้ามนำของที่กระทบการใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่น เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมีประสบการณ์ที่ดีและเข้าถึงร้านได้อย่างเท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตเกาหลีบางส่วนชื่นชมมาตรการนี้ พร้อมเรียกร้องให้ร้านกาแฟอื่นทำตาม ขณะที่บางคนเผยว่าเคยเลิกไปสตาร์บัคส์เพราะไม่พอใจกับพฤติกรรมลูกค้าบางกลุ่มที่ “ไม่มีมารยาท” และ “จับจองที่นั่งเกินพอดี”

มาตรการดังกล่าวสะท้อนทิศทางเดียวกับคาเฟ่หลายประเทศ รวมถึงอังกฤษ ที่เริ่มจำกัดพฤติกรรมลูกค้าทำงานนานเกินไป เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนที่นั่งและรักษาบรรยากาศร้านให้เป็นพื้นที่พบปะและดื่มกาแฟมากกว่าที่ทำงานถาวร

‘เซเลนสกี’ หวั่นถูกตัดออกจากการเจรจา ‘ยูเครน-รัสเซีย’ อาจใช้ทุกวิถีทางล้มโต๊ะประชุมระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’

(14 ส.ค. 68) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวเวียดนาม ดร. ฮวง เจียง (Hoang Giang) กล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กังวลอย่างมากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์และอำนาจของเขา

ดร.ฮวง เจียง แสดงทรรศนะว่า เซเลนสกีและทีมงานอาจพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการประชุมครั้งนี้ หรืออย่างน้อยสร้างความกังวลและเงื่อนไขลบต่อการเจรจา พร้อมอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีฮังการี วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็กลายเป็นอาหารของฝ่ายอื่น”

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ข้อมูลข่าวกรองหลายแหล่งชี้ว่ารัฐบาลยูเครนอาจวางแผนการยั่วยุให้สับสนและขัดขวางการประชุมระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่มีกำหนดวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยอาจใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นในเขตชูเกียฟของภูมิภาคคาร์คิฟใกล้ชายแดนรัสเซีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนอย่างมาก

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียเตือนว่า อาจเกิดการยั่วยุในเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลยูเครนได้เช่นกัน และนักข่าวตะวันตกที่อยู่ในพื้นที่อาจรายงานเหตุการณ์ทันที ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันทางสื่อและการเมืองต่อการประชุมระหว่างผู้นำโลก

ตำรวจกัมพูชา บุกจับ “วัน มรณา” อินฟลูฯ-แม่ค้าชื่อดัง คาดปมไลฟ์สดวิจารณ์รัฐบาล!! ปกปิดยอดทหารเสียชีวิต

(14 ส.ค. 68) ตำรวจจังหวัดกันดาล กัมพูชา บุกจับ “เชง เสร็ยร็วต” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “วัน มรณา” อินฟลูเอนเซอร์และแม่ค้าผลิตภัณฑ์ความงาม (Love Riya) ที่บ้านพักในโครงการ Borey ML Tiara 50m เมืองตาเขมา โดยการปฏิบัติการครั้งนี้มีการประสานงานระหว่างสำนักงานอัยการกับกองบัญชาการตำรวจจังหวัด ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด

หลังจับกุม ตำรวจได้นำตัว “เชง เสร็ยร็วต” ไปสอบสวนที่สำนักงานตำรวจจังหวัด โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุหรือข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ยืนยันเพียงว่าจะดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียด และปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและสังคม เนื่องจาก “เชง เสร็ยร็วต” เป็นบุคคลมีชื่อเสียงในกัมพูชา ขณะเดียวกันมีหลายเพจทั้งในไทยและต่างประเทศรายงานตรงกันว่า ก่อนถูกจับ เธอเพิ่งไลฟ์สดวิจารณ์รัฐบาลว่าปกปิดยอดทหารเสียชีวิต

ทั้งนี้ “เชง เสร็ยร็วต” เคยเป็นที่รู้จักกว้างขวางจากภาพไวรัลที่แต่งชุดทหารหญิงใส่ส้นสูง เดินแจกของให้กองทัพกัมพูชา สร้างกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์มาก่อนหน้านี้

‘หุ่นยนต์สี่ขา’ จากจีน วิ่งเร็วทุบสถิติ ‘กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด’ โค่นเกาหลีใต้!! ระยะ 100 เมตร วิ่งได้ 16.33 วินาที

(14 ส.ค. 68) มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในจีน ประกาศความสำเร็จ เมื่อเจ้า 'ไวท์ไรโน' (White Rhino) หุ่นยนต์สี่ขา พัฒนาร่วมโดยศูนย์ X-Mechanics คณะวิศวกรรมการบินและอวกาศ และศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลกหางโจว สามารถวิ่ง 100 เมตร ได้ในเวลาเพียง 16.33 วินาที ทำลายสถิติโลก “กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด” เดิมของหุ่นยนต์ 'ฮาวด์' (Hound) จากเกาหลีใต้ที่เคยทำไว้ 19.87 วินาที เมื่อปี 2022 

ศาสตราจารย์หวัง หงเทา (Wang Hongtao) หัวหน้าโครงการเผยว่า การวิ่งระยะสั้น 100 เมตร เป็นบททดสอบทั้งพลัง ความเร็ว ความมั่นคง และการควบคุมท่ามกลางความเร็วสูง พร้อมย้ำว่าผลสำเร็จครั้งนี้สะท้อนว่าทีมวิจัยมาถูกทางด้านเทคโนโลยี

สำหรับจุดเด่นของไวท์ไรโนคือ แนวคิดการออกแบบ (Robot Forward Design) ที่จำลองการทำงานของข้อต่อและมอเตอร์ในหลายสภาพแวดล้อม เพื่อหาการออกแบบที่เหมาะสมที่สุดตั้งแต่ต้น พร้อมติดตั้งชุดขับเคลื่อนกำลังสูงที่ทีมพัฒนาขึ้นเอง ทำให้ทั้งแรงบิดและการตอบสนองอยู่ในระดับเดียวกับ “กล้ามเนื้อนักแข่งจริง”

นอกจากนี้ ไวท์ไรโนยังแบกน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม จึงเหมาะกับการใช้งานในภารกิจช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือการขนส่งในพื้นที่ทุรกันดาร โดยเป้าหมายต่อไปของทีมคือการต่อยอดให้หุ่นยนต์ไม่เพียง 'วิ่งเร็ว' แต่ต้อง “วิ่งได้อย่างมีประโยชน์ต่อสังคม” ด้วย

‘กองทัพเรือจีน’ ตะเพิดเรือรบ USS Higgins ของสหรัฐฯ หลังรุกล้ำน่านน้ำใกล้เกาะปะการัง พื้นที่พิพาทกับฟิลิปปินส์

(14 ส.ค. 68) กองทัพเรือจีนเผยว่าได้ขับไล่เรือพิฆาตยูเอสเอส ฮิกกินส์ (USS Higgins) ของสหรัฐฯ ออกจากน่านน้ำรอบเกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเรือดังกล่าวรุกล้ำน่านน้ำจีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงส่งกำลังติดตาม ตรวจการณ์ เตือน และขับไล่ตามกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของจีน รวมถึงบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากเหตุการณ์นี้ กระทรวงกลาโหมไต้หวันยังรายงานว่า พบเครื่องบินรบจีน 14 ลำ และเรือรบ 6 ลำ ปฏิบัติการรอบเกาะเมื่อวันเดียวกัน ขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เครื่องบินลาดตระเวนของตนถูกเครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนสกัดอย่างอันตราย ใกล้เกาะปะการังสการ์โบโรห์ โดยบินเฉียดในระยะเพียง 500 ฟุต และบินเหนือหัวเพียง 200 ฟุต นานกว่า 20 นาที

ก่อนหน้านั้น 2 วัน PCG รายงานว่า เรือของจีน 2 ลำชนกันเองระหว่างไล่ติดตามเรือของฟิลิปปินส์ ทำให้เรือจีนลำหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เหตุการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ที่ปะทะกันทางทะเลและอากาศหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จีนย้ำว่าการขับไล่เรือสหรัฐฯ และสกัดเครื่องบินฟิลิปปินส์เป็นการปกป้องน่านน้ำและน่านฟ้าของตน ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรโต้ว่า ปฏิบัติการเหล่านี้อยู่ในเขตน่านน้ำและน่านฟ้าสากล ไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

‘คิม จองอึน’ ยกหูหา ‘ปูติน’ คุยกระชับความสัมพันธ์ ย้ำยืนเคียงข้างรัสเซียเสมอ พร้อมสนับสนุนทุกการตัดสินใจ

(13 ส.ค. 68) เกาหลีเหนือหนุนรัสเซียเต็มที่ ‘คิม จองอึน’ ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ยืนยันผ่านการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี ‘วลาดิเมียร์ ปูติน’ ว่าประเทศของตนจะยึดมั่นในสนธิสัญญาระหว่างเกาหลีเหนือ–รัสเซีย และพร้อมสนับสนุนทุกการตัดสินใจของผู้นำรัสเซียอย่างไม่ลังเล ตามรายงานของสำนักข่าว KCNA

ทั้งสองผู้นำได้หารือถึงประเด็นที่สนใจร่วมกัน พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่ลึกซึ้งขึ้นภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดย คิมจองอึน แสดงความขอบคุณ ปูติน ที่ร่วมแสดงความยินดีกับประชาชนเกาหลีเหนือ ในโอกาสครบรอบ 80 ปี การปลดปล่อยคาบสมุทรเกาหลี

คิมจองอึน ระบุว่า ในโอกาสครบรอบ 80 ปีดังกล่าว ชาวเกาหลีเหนือจะรำลึกถึงทหารโซเวียตที่เสียชีวิตเพื่ออิสรภาพของเกาหลี และยกย่องการเสียสละของกองทัพแดงในฐานะตัวอย่างสูงสุดของจิตวิญญาณสากล ขณะที่ปูตินกล่าวขอบคุณการสนับสนุนของเกาหลีเหนือ พร้อมชื่นชมความกล้าหาญและการเสียสละของกองทัพประชาชนเกาหลี

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังขยายตัวในทุกมิติ และตั้งเป้าจะเพิ่มความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต 

หนุ่มออสซี่ วัย 20 ปี ประกาศตั้ง ‘สาธารณรัฐเวอร์ดิส’ มีรัฐบาล-ประชากร 400 คน!! บนพื้นที่พิพาท ‘โครเอเชีย-เซอร์เบีย’

(13 ส.ค. 68) แดเนียล แจ็กสัน (Daniel Jackson) นักออกแบบดิจิทัล ชาวออสเตรเลียวัย 20 ปี ประกาศตั้ง 'สาธารณรัฐเสรีเวอร์ดิส' บนพื้นที่ป่า 125 เอเคอร์ หรือประมาณ 316 ไร่ ริมแม่น้ำดานูบ ระหว่างโครเอเชียกับเซอร์เบีย ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่ไม่มีประเทศใดอ้างสิทธิ์ เดิมรู้จักในชื่อ 'พ็อกเก็ตทรี'

สำหรับสาธารณรัฐเสรีเวอร์ดิส มีทั้งธงชาติ รัฐบาล คณะรัฐมนตรี ใช้สกุลเงินยูโร กำหนดภาษาอังกฤษ โครเอเชีย และเซอร์เบียเป็นภาษาทางการ ซึ่งประชากรแล้วราว 400 คน โดย ‘แจ็กสัน’ ประกาศเอกราชเมื่อ 30 พฤษภาคม 2019 หลังเริ่มสร้างรัฐบาลตั้งแต่อายุ 18 ปี

การเดินทางเข้าประเทศทำได้ทางเรือจากเมืองโอซิเยก ประเทศโครเอเชีย แต่การตั้งถิ่นฐานถูกต่อต้านอย่างหนัก โดยในเดือนตุลาคม 2023 ตำรวจโครเอเชียจับกุมและเนรเทศผู้ตั้งถิ่นฐานหลายคน รวมถึงแจ็กสัน พร้อมสั่งห้ามเข้าประเทศตลอดชีวิต โดยอ้างว่าเป็น 'ภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ'

ปัจจุบัน แจ็กสันอ้างว่าดำเนินงานในฐานะ 'รัฐบาลพลัดถิ่น' พร้อมกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่โครเอเชียตั้งกล้องสอดส่องตามชายฝั่งเวอร์ดิสเพื่อขัดขวางการเข้าพื้นที่จากฝั่งเซอร์เบีย เขายืนยันต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโครเอเชีย แม้จะถูกปฏิบัติอย่างแข็งกร้าวก็ตาม ขณะเดียวกัน เซอร์เบียมีท่าทีเปิดกว้างมากกว่า

ทั้งนี้ พลเมืองเวอร์ดิสแต่ละคนจะได้รับหนังสือเดินทางอย่างถูกต้อง แต่แจ็กสันเตือนว่าไม่ควรใช้ในการเดินทางระหว่างประเทศ แม้จะมีบางกรณีที่ใช้ผ่านด่านเข้าได้จริงก็ตาม ประเทศเล็กแห่งนี้คัดเลือกพลเมืองอย่างเข้มงวด โดยให้ความสำคัญกับผู้มีทักษะที่จำเป็น เช่น แพทย์หรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม แม้จะเจอปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง แต่แจ็กสันยังมั่นใจว่าจะได้กลับไปครองพื้นที่นี้อีกครั้ง เพราะโครเอเชียไม่ได้อ้างสิทธิ์ในดินแดนนี้ หากทำได้สำเร็จเขาก็พร้อมจะสละตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ และจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะไม่ได้ต้องการถือครองอำนาจถาวร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top