Sunday, 23 August 2026
WORLD

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

สาวจีน Gen Z พลิกโฉม AI สร้างภาพยนตร์ กวาดรายได้ 110 ล้านเหรียญ สร้าง!! ก้าวกระโดดที่ร้อนแรงที่สุดของ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง

(14 ก.ย. 68) เมื่อวิศวกรอัลกอริทึมจากซิลิคอนวัลเลย์ โคจรมาพบกับผู้สร้างสรรค์แห่งฮอลลีวูด จะเกิดอะไรขึ้น Cecilia Shen หญิงสาวชาวจีน Gen Z คือคำตอบนั้น เธอใช้ AI พลิกโฉมกระบวนการผลิตภาพยนตร์ทั้งระบบ และก่อตั้ง “Utopai Studios” สตูดิโอภาพยนตร์ AI-Native แห่งแรกของโลก ซึ่งสร้างรายได้ในปีแรกทะลุ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.49 พันล้านบาท) จนนิตยสาร Forbes ขนานนามว่านี่คือ “การก้าวกระโดดที่ร้อนแรงที่สุดของ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง”

Cecilia Shen เคยเป็นวิศวกรที่อายุน้อยที่สุดในห้องปฏิบัติการลับของ Google ด้วยวัย 21 ปี ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Cybever ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง 3 มิติด้วย AI จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 24 ปี หลังได้รับคำแนะนำจากสตูดิโอภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ให้หันมาทำ Virtual Production (การผลิตเสมือนจริง)

เธอจึงรีแบรนด์บริษัทเป็น Utopai Studios และระดมคนในวงการฮอลลีวูดที่มีแนวคิดก้าวหน้าและต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมภาพยนตร์แบบดั้งเดิม ประกอบด้วยมือเขียนบทรางวัลออสการ์, อดีตผู้บริหารระดับสูง และทัพศิลปินวิชวลเอฟเฟกต์ เพื่อท้าทายตรรกะเดิมๆ ของวงการภาพยนตร์ "เป้าหมายสูงสุดของ Generative AI ไม่ใช่การเป็นแค่ API แต่คือการสร้างสรรค์คอนเทนต์" คำกล่าวของ Cecilia 

หัวใจของนวัตกรรมคือเทคโนโลยี "Previz-to-Video Pipeline" ที่ช่วยให้ผู้กำกับเห็นภาพตัวอย่างคุณภาพสูงได้ในไม่กี่นาที ทำให้วงจรการผลิตโดยรวมสั้นลงกว่า 60% เทคโนโลยีนี้ถูกนำร่องใช้กับโปรเจกต์สุดหินอย่างภาพยนตร์มหากาพย์ Cortés และซีรีส์ไซไฟ Space: Above and Beyond ซึ่งได้จำหน่วยสู่ตลาดยุโรปล่วงหน้าแล้ว

ความต้องการปฏิรูปวงการของฮอลลีวูดได้กลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์สำหรับ Utopai Studios โดยศิลปินระดับแนวหน้าได้เริ่มนำเครื่องมือ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน AI เข้ามาช่วย "ปลดล็อก" บทภาพยนตร์เก่าๆ ที่เคยถูกพักไว้เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและเทคนิค

Cecilia สังเกตว่า ศิลปินชั้นนำได้เริ่มนำเครื่องมือ Generative AI มาใช้เพื่อขยายขีดความสามารถของสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพื่อทดแทน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ผลงานเข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น

ความท้าทายสำคัญคือการสอนให้ AI เข้าใจตรรกะของพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น (เช่น ผังเมืองหรือห้อง) ซึ่งต่างจากการสร้างภาพธรรมชาติแบบสุ่ม ทีมงานจึงต้องฝึก AI ให้เรียนรู้ "กฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น" เช่น เหตุผลในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือการเว้นที่ว่างในห้อง จนในที่สุดระบบสามารถสร้างฉากที่สมจริงและยังจำลองการคาดการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ในพื้นที่นั้นๆ ได้สำเร็จ

เสียงตอบรับจากตลาดเป็นไปในทิศทางบวก Utopai Studios ได้กลายเป็นบริษัท AI แห่งแรกที่เข้าร่วมสมาคมวิชาชีพในฮอลลีวูด และกำลังเตรียมนำผลงานไปจัดแสดงในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญปลายปีนี้

"ผู้ชมไม่สนใจว่าคอนเทนต์จะสร้างโดย AI หรือไม่ พวกเขาสนใจแค่ว่ามันถูกสร้างสรรค์มาอย่างพิถีพิถันหรือเปล่า" Cecilia กล่าว เธอมองว่าความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่จะขึ้นอยู่กับการหลอมรวมระหว่างเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนี่อาจเป็นความลับที่ทำให้ผู้ประกอบการหญิง Gen Z คนนี้ สามารถท้าทายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีอายุนับศตวรรษได้สำเร็จ

'สภาเนปาล' แถลง!! เสียใจต่อการสูญเสีย จากเหตุประท้วง Gen Z

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ที่ #เนปาล 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของเนปาลออกแถลงการณ์หลังจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศ
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า …

พวกเรารู้สึกตกใจกับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงของคนรุ่น Gen-Z เมื่อวันที่ 23 และ 24 ภัทรา 2082 พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเยาวชนทุกคนที่เสียชีวิตระหว่างการประท้วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว นอกจากนี้ยังขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนหายดีในเร็ววัน และขอเรียกร้องให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องดูแลให้ไม่มีการขาดแคลนการรักษาพยาบาล

เหตุวางเพลิงและการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ภัทรา 2082 รวมถึงอาคารรัฐสภาแห่งชาติที่บาเนศวอร์ เลขาธิการรัฐสภาแห่งชาติที่สิงหะดุรบาร์ รวมทั้งสำนักงานรัฐบาลต่าง ๆ ที่อยู่อาศัยของภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน สถานประกอบการเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินสาธารณะ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งชาติ เลขาธิการรัฐสภา และทั่วประเทศ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ

ในสถานการณ์อันยากลำบากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ฯพณฯ ประธานาธิบดีกำลังดำเนินการหาทางออกผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดมั่นในอธิปไตย เสรีภาพพลเมือง บูรณภาพแห่งดินแดน เอกภาพของชาติ และเอกราชที่เป็นของประชาชน

ในบริบทนี้ เราขอยืนยันว่าหลักนิติธรรมและลัทธิรัฐธรรมนูญไม่ควรถูกบิดเบือน และเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมุ่งมั่นสู่การสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า มั่งคั่ง และเข้มแข็งขึ้น ด้วยการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง

ชัยชนะของจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างเงื่อนไข!! เอื้อฟื้นฟูชาติ

(6 ก.ย. 68) สถาบันซินหัว คลังสมองของสำนักข่าวซินหัว เผยแพร่รายงานระบุว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นได้สร้างเงื่อนไขสำคัญให้ประชาชนจีนสร้างเส้นทางที่ถูกต้องสู่การฟื้นฟูชาติภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

รายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า "รำลึกประวัติศาสตร์และผดุงความยุติธรรม - คุณูปการยิ่งใหญ่ของสมรภูมิหลักทางตะวันออกในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก" เผยแพร่ทั้งฉบับภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

ปี 2025 นับเป็นวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งรายงานเผยว่าสถานการณ์อันซับซ้อนของสงครามได้เป็นบททดสอบและหล่อหลอมพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากชัยชนะในสงคราม พรรคฯ ได้ชี้นำประชาชนให้บรรลุชัยชนะในการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่อย่างรวดเร็ว และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ทำภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ในการสร้างเอกราชของชาติและการปลดแอกประชาชนจีนสำเร็จลุล่วงในที่สุด

รายงานระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้ได้ลบล้างศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู สร้างเงื่อนไขทางสังคมขั้นพื้นฐานสำหรับการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และเปิดบทใหม่แห่งการพัฒนาของจีน

อนึ่ง สถาบันซินหัว ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยเชิงนโยบาย ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคาดการณ์ เชิงกลยุทธ์ และเชิงเตรียมการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นสำคัญทั้งในประเทศและระดับโลก โดยได้สร้างผลงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลจำนวนมากในกระบวนการดังกล่าว

‘อียิปต์’ เผย!! ‘อิสราเอล’ มีแผนที่จะกำจัดผู้นำฮามาส ในกรุงไคโร และเตือนอิสราเอล การโจมตีใดๆ ก็ตาม จะถูกตอบโต้ ด้วยกำลังชนิดจัดเต็ม

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

อียิปต์เผยอิสราเอลมีแผนที่จะกำจัดผู้นำฮามาสในกรุงไคโร และเตือนอิสราเอลว่าการโจมตีใดๆ ก็ตามจะถูกตอบโต้ด้วยกำลังชนิดจัดเต็ม - Middle East Eye

ตามข้อมูลข่าวกรอง อิสราเอลได้เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วในการลอบสังหารผู้นำกลุ่มฮามาสในกรุงไคโร เนื่องจากอียิปต์ได้ขัดขวางความพยายามครั้งก่อนในการเจรจาหยุดยิงในภูมิภาคนี้ไปแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระดับสูงในกองกำลังความมั่นคงอียิปต์กล่าว

‘จีน’ ครองแชมป์!! จดสิทธิบัตรปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก หรือกว่า 5 แสนฉบับ

(12 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนครองอันดับหนึ่งของโลกในด้านจำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2567 โดยสูงแตะ 5 แสนฉบับ เพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบรายปี โดยข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่ในการประชุมประจำปีทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ทรัพย์สินทางปัญญาในยุคดิจิทัล’ 

จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการถือครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสัดส่วนการถือครองสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวของจีนคิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก ขณะที่จำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนเพิ่มขึ้นจาก 21,000 ฉบับในปี 2559 เป็น 52,000 ฉบับในปี 2567 

ขณะเดียวกัน มี 95 ประเทศและภูมิภาคได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน เมื่อนับถึงสิ้นปี 2567 โดยจำนวนสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวรวมอยู่ที่ 4.07 แสนฉบับ คิดเป็น 43.7% ของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทั้งหมดที่นักประดิษฐ์ต่างชาติถือครองในจีน 

เซินฉางอวี่ หัวหน้าสำนักบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน กล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าบริษัทต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาในอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน

แอลเบเนีย ประกาศตั้ง ‘รัฐมนตรี จาก AI’ คนแรกของประเทศ หวังยุติ ‘คอร์รัปชัน’ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบได้ 100%

แอลเบเนียประกาศแต่งตั้ง 'ดิเอลล่า' (Diella) ผู้ช่วยดิจิทัลที่สร้างขึ้นจาก AI ขึ้นเป็น รัฐมนตรีคนแรกของประเทศ โดยจะรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างของทางภาครัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเอดี รามา (Edi Rama) ย้ำว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศปลอดคอร์รัปชัน 100%

สำหรับผู้ช่วยดิจิทัล ดิเอลล่า มีการทดลองงานมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม ผ่านพอร์ทัล e-Albania ช่วยประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์กว่า 95% ของบริการภาครัฐ และสามารถตอบโต้ด้วยคำสั่งเสียง ซึ่งล่าสุดถูกยกระดับขึ้นมามีบทบาทในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อคัดเลือกผู้ชนะประมูลอย่างเป็นกลางแทนเจ้าหน้าที่รัฐ

นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ระบุว่า การโอนอำนาจตัดสินการประมูลจากกระทรวงต่าง ๆ มาสู่ AI จะค่อย ๆ ดำเนินการทีละขั้นตอน เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตัดวงจรการติดสินบน รวมถึงการแทรกแซงทางการเมืองที่มักทำให้โครงการรัฐกลายเป็นประเด็นคอร์รัปชัน

แม้สื่อท้องถิ่นมองว่าเป็น “การปฏิรูปครั้งใหญ่” ที่ให้เทคโนโลยีมีบทบาทจริงในการบริหารประเทศ แต่ก็ยังมีเสียงกังขา โดยชาวเน็ตบางรายเหน็บว่า 

“ในแอลเบเนีย ต่อให้เป็นดิเอลล่า (AI) ก็ยังถูกทำให้คอร์รัปชันได้”
 

‘เนทันยาฮู’ ขู่ ‘กาตาร์’ และทุกประเทศ ถ้าไม่ขับไล่ฮามาส เดี๋ยวเจอดีแน่!!

(12 ก.ย. 68) เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า หากกาตาร์และประเทศใดที่ให้ที่พักพิงผู้ก่อการร้ายไม่ขับไล่พวกเขาออกไป อิสราเอลจะดำเนินการเอง หลังจากการโจมตีครั้งประวัติศาสตร์ที่กรุงโดฮาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายไปยังผู้นำฮามาสระดับสูง

คำกล่าวของเนทันยาฮูทำให้กาตาร์ประณามอย่างรุนแรง กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เรียกสิ่งนี้ว่า “เป็นสิ่งที่น่าละอายในการชี้แจงการโจมตีที่โหดร้าย” ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกาตาร์ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน อัล ธานี (Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “การก่อการร้าย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างชัดเจน

โดยการโจมตีเกิดขึ้น ในขณะที่กาตาร์กำลังเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่กาซา การโจมตีครั้งนี้ทำให้ผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน และกระบวนการเจรจาได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กาตาร์และผู้นำฮามาส เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

ขณะที่ ฝ่ายฮามาสยืนยันว่าจะยังคงต่อสู้ต่อไป หลังจากการโจมตีในโดฮา โฆษกฮามาส ฟาวซี บาร์ฮูม (Fawzi Barhoum) ระบุว่าการโจมตีไม่ได้มุ่งไปที่คณะผู้เจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการโจมตีทั้งกระบวนการเจรจา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายการเจรจาหยุดยิง

ทั้งนี้ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียทำให้ประเทศในภูมิภาค เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย เตรียมส่งตัวแทนเยือนกาตาร์และร่วมหารือแนวทางตอบโต้ โดยกาตาร์ยืนยันว่าจะมีการตอบโต้ร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อป้องกันการคุกคามต่ออธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

‘ฮังการี’ พบแหล่งน้ำมันใหม่!! ผลิตได้ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

(12 ก.ย. 68) ฮังการีค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ใกล้เมืองกัลกาเฮวิซ (Galgahévíz) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ความลึก 2,400 เมตร ตามข้อมูลจากบริษัทน้ำมันและก๊าซ MOL ของฮังการี

บริษัท MOL ระบุว่าการค้นพบทุ่งน้ำมันใหม่นี้ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของฮังการี เพราะการผลิตภายในประเทศช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศฮังการี ปีเตอร์ ซียาร์ยาร์โต (Peter Szijjarto) ระบุว่า การโจมตีท่อส่งน้ำมันดรุซบา (Druzhba) ของยูเครน ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นการคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งยูเครนเตือนว่าหากฮังการีไม่สนับสนุนยูเครน ก็อาจโดนโจมตีท่อส่งน้ำมันนี้ต่อไป

‘คิม จูแอ’ บุตรสาวของ ‘คิม จองอึน’ ขึ้นแท่นผู้นำรุ่นต่อไปเกาหลีเหนือ

(12 ก.ย. 68) หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้เปิดเผยว่า คิม จูแอ (Kim Ju-Ae) บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกยอมรับให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังจากเธอร่วมเดินทางไปกับบิดาในภารกิจเยือนจีนและพบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

คิม จูแอ ถูกสื่อเกาหลีเหนือขนานนามว่า ‘บุตรอันเป็นที่รัก’ ได้รับการจับตามองตั้งแต่ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2022 ขณะร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปกับบิดา จากนั้นสื่อของรัฐได้ยกย่องเธอว่าเป็น ‘ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่’ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ใช้กับผู้นำสูงสุดหรือทายาททางการเมืองเท่านั้น

แม้เคยมีรายงานว่า คิม จองอึน มีบุตรชายคนโตที่ถูกเตรียมให้สืบทอดอำนาจ แต่เกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ขณะที่ข่าวกรองล่าสุดประเมินว่า ‘จูแอ’ มีโอกาสสูงกว่าในการขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป

สำหรับ คิม จองอึน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังบิดาเสียชีวิตในปี 2011 ได้เดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อเนื่องจนสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค การที่จูแอถูกยกให้เป็นผู้สืบทอดสะท้อนถึงความพยายามของระบอบเปียงยางในการสืบสายอำนาจตระกูลคิมอย่างเหนียวแน่นและต่อเนื่อง

ปธน.เกาหลีใต้ รับบริษัทเอกชนเริ่มลังเล!! ลงทุนในสหรัฐฯ หลังบุกจับแรงงานโสมขาวครั้งใหญ่ ที่โรงงานผลิตแบตฯ รัฐจอร์เจีย

(11 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง แถลงว่า การบุกตรวจคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนในรัฐจอร์เจียของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ในอนาคต พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับบริษัทเกาหลีใต้ที่ไปตั้งโรงงานในสหรัฐ

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ในรอบหลายปี โดยมีการควบคุมตัวแรงงานจำนวนมากจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเอลลาบ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนของฮุนได (Hyundai) และแอลจี เอนเนอร์จี โซลูชัน (LG) ทำให้สังคมเกาหลีใต้ไม่พอใจ และมองว่าเป็นการบั่นทอนมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศก่อน แล้วจึงพิจารณากระบวนการกลับเข้าสหรัฐเพื่อทำงานใหม่ ขณะที่สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ในการส่งแรงงานกลับโดยไม่ใส่กุญแจมือ

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวมีกำหนดเดินทางกลับจากแอตแลนตาในวันพฤหัสบดีและถึงกรุงโซลในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในเกาหลีใต้ที่มองว่าภาพแรงงานถูกใส่โซ่ตรวนและพาขึ้นรถบัสเป็น “การตบหน้ามิตรภาพ” และอาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ทบทวนการลงทุนในสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนเข้าประเทศผิดกฎหมายหรืออยู่เกินวีซ่า แต่ฝ่ายกฎหมายเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีแรงงานจำนวนหนึ่งทำงานอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันนักการเมืองสหรัฐเองก็เริ่มผลักดันร่างกฎหมาย Partner with Korea Act เพื่อแก้ปัญหาวีซ่าธุรกิจและแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจนมากขึ้น

นายกฯ เบอร์ลิน ฉะ!! ‘กลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง’ ลอบวางเพลิงสายไฟ ทำคนเดือดร้อน 50,000 ครัวเรือน เพราะไฟดับครั้งใหญ่สุดในรอบ 25 ปี

(11 ก.ย. 68) ไค เวกเนอร์ (Kai Wegner) นายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลิน ออกมาประณามเหตุลอบวางเพลิงเสาและสายไฟในเขตทรีปเทา-เคอเพอนิค (Treptow-Köpenick) จากกลุ่มหัวรุนแรง ว่าเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมยืนยันว่า “เบอร์ลินจะไม่ยอมจำนนต่อการข่มขู่” และแสดงความเชื่อมั่นต่อการทำงานของตำรวจและเจ้าหน้าที่สืบสวน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันอังคาร ทำให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 25 ปีของกรุงเบอร์ลิน ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 50,000 ครัวเรือน โดยในเช้าวันพุธ (10 ก.ย.) ยังคงมีราว 10,000 ครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่บริษัท Stromnetz GmbH คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครบทุกพื้นที่ภายในค่ำวันเดียวกัน

ทางการเบอร์ลินได้เร่งบรรเทาผลกระทบ โดยจัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน หลายจุดทั่วเขตทรีปเทา-เคอเพอนิคนอกจากนี้ การคมนาคมขนส่งก็ได้รับผลกระทบ โดยรถรางสาย M17 และ 63 ต้องหยุดให้บริการบางช่วงและจัดรถบัสมาทดแทน

ด้านบริษัท Stromnetz Berlin ได้วอนประชาชนที่มีไฟฟ้าคืนแล้วช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูง เช่น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องดูดฝุ่น เพื่อคงความเสถียรของระบบ และช่วยให้สามารถจ่ายไฟคืนให้กับพื้นที่ที่ยังขาดไฟฟ้าได้เร็วขึ้น

ฮิซบอลเลาะห์แฉ!! เกมปลดอาวุธของ ‘สหรัฐฯ’ เพื่อหวังฮุบ ‘เลบานอน’ ยกให้ ‘อิสราเอล’

(11 ก.ย. 68) ชีค นาอิม กัสเซ็ม (Naim Qassem) เลขาธิการพรรคฮิซบอลเลาะห์ ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังกดดันรัฐบาลเลบานอนอย่างหนักเพื่อให้ปลดอาวุธของฮิซบอลเลาะห์ เปิดทางให้อิสราเอลขยายอิทธิพลในประเทศ โดยกล่าวหาว่า “สหรัฐฯ พร้อมยกเลบานอนให้อิสราเอล” และทำให้การปลดอาวุธกลายเป็นเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องการไม่ว่าจะด้วยวิธีสงบหรือใช้กำลัง

นาอิม กัสเซ็ม กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือการทำให้เลบานอน “เป็นเหยื่ออันโอชะ” ในโครงการ “อิสราเอลยิ่งใหญ่” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายการเมืองในเลบานอนหันหน้ามาเจรจา โดยยึดความเป็นเอกภาพแห่งชาติ การยุติการยึดครองของอิสราเอล และการปล่อยตัวนักโทษเลบานอนเป็นเป้าหมายสำคัญ

ทางการเลบานอนยืนยันหลายครั้งว่าอิสราเอลยังคงละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 โดยกองทัพอิสราเอลยังคงประจำการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตอนใต้ 5 จุด รวมถึงหมู่บ้านฆัจการ์ ซึ่งเลบานอนถือว่าเป็นการยึดครองและละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1701

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 235 ราย และบาดเจ็บกว่า 500 คนจากการโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่ปลายปี 2567 ขณะที่อิสราเอลอ้างว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างทางทหารของฮิซบอลเลาะห์และผู้นำกองกำลัง โดยย้ำว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปเพื่อกำจัดภัยคุกคามจากกลุ่มชีอะห์นี้

‘สี จิ้นผิง’ ลั่นจีนแข็งแกร่ง ไม่หวั่นผู้รังแก!! ย้ำเลือกสันติภาพและพร้อมปกป้องชาติ

เมื่อวันที่ (3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน เป็นประธานพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีผู้นำและผู้แทนระดับสูงจาก 26 ประเทศเข้าร่วม อาทิ ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน

พิธีเริ่มต้นเวลา 09.15 น. สี จิ้นผิงตรวจแถวทหารนับพันนาย พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ว่า “ชาติจีนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ ไม่กลัวความรุนแรง พึ่งพาตนเองได้ และเข้มแข็ง ไม่เคยหวั่นเกรงผู้รังแก” พร้อมย้ำว่าแม้จีนแข็งแกร่ง แต่เลือกยืนหยัดเพื่อสันติภาพของโลก

การสวนสนามยาวกว่า 70 นาที แสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีนอย่างเต็มที่ มีการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์หลากหลาย รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีป (ICBMs) รุ่นใหม่ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง โดรนโจมตีล่องหน และหุ่นยนต์ปฏิบัติการทางทหาร ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธเลเซอร์ขั้นสูง

สำหรับการจัดแสดงเหล่านี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง พร้อมยืนยันบทบาทของจีนในการรักษาสันติภาพโลก ขณะเดียวกันก็เป็นการรำลึกถึงผู้พลีชีพในอดีตและแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชาติในปัจจุบัน

‘ชาร์ลี เคิร์ก’ นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี คนสนิทของ ‘ทรัมป์’ ถูกลอบยิงเสียชีวิต!! ในเวทีปราศรัยรัฐยูทาห์

(11 ก.ย. 68) ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักกิจกรรมอนุรักษ์นิยมและพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตในงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยยูทาห์เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกผู้ว่าการรัฐยูทาห์ สเปนเซอร์ ค็อกซ์ (Spencer Cox) ระบุว่าเป็น “การลอบสังหารทางการเมือง” โดยผู้ก่อเหตุคาดยิงมาจากหลังคาอาคาร ระยะเกิน 200 หลา

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีผู้ถูกควบคุมตัวสองราย แต่ทั้งคู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุยิงและถูกปล่อยตัวไป ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตามหาผู้ต้องสงสัยรายใหม่ ส่วนสาเหตุของเหตุยิงยังไม่ชัดเจน แต่เหตุการณ์นี้ให้น้ำหนักไปที่เรื่องการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสหรัฐอเมริกา

โดยวิดีโอจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็น เคิร์กกำลังพูดใส่ไมโครโฟนใต้เต็นท์ พร้อมป้าย “The American Comeback” (การกลับมาของอเมริกา) และ “Prove Me Wrong” (ลองมาพิสูจน์ว่าฉันคิดผิด) จากนั้นเกิดเสียงปืน เขาชูมือข้างขวาเลือดไหลออกจากคอด้านซ้าย กระทั่งผู้ฟังปราศรัยตกใจวิ่งหนีออกจากบริเวณทันที ซึ่งเหตุเกิดที่สนาม Sorensen Center ในมหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ (Utah Valley University)

สำหรับ เคิร์กเป็นที่รู้จักในการจัดโต้วาทีกลางแจ้งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการชักชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรุ่นเยาว์ให้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน โดยหลังเหตุสังหาร ทรัมป์โพสต์ไว้อาลัยว่า “ไม่มีใครเข้าใจหัวอกของเยาวชนอเมริกันดีกว่าชาร์ลี” 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top