Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘บ๊อบ แคทเตอร์’ สส.ออสเตรเลียฉุนขาด เกือบต่อยนักข่าว!! หลังถูกถามเรื่องเชื้อสายเลบานอน

(1 ก.ย. 68) บ็อบ แคทเตอร์ (Bob Katter) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังถูกถ่ายคลิปขณะยกกำปั้นข่มขู่ผู้สื่อข่าว ระหว่างการแถลงข่าวหน้ารัฐสภารัฐควีนส์แลนด์ จากการที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเชื้อสายเลบานอนของเขา ซึ่งทำให้แคทเตอร์ไม่พอใจ และตอบกลับว่า “ผมเคยต่อยปากคนมาแล้วหลายครั้ง อย่าพูดแบบนั้นออกมา!”

แคทเตอร์ยืนยันว่าตนเป็น “ชาวออสเตรเลียแท้” และครอบครัวอยู่ในประเทศมากว่า 140 ปี พร้อมกล่าวหาผู้สื่อข่าวว่าเป็น “พวกเหยียดเชื้อชาติ” ขณะที่นักข่าว จอช บาวาส (Josh Bavas) จากช่อง 9 ออสเตรเลีย ยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง แม้ถูกข่มขู่ต่อหน้า

ต่อมา แคทเตอร์ออกมาเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวและสถานีดังกล่าวออกมาขอโทษ โดยระบุว่าการถูกมองว่าไม่ใช่ออสเตรเลียนั้น เป็นการดูถูกอย่างยิ่ง ด้านผู้สื่อข่าวบาวาสมองว่าเป็นการแถลงข่าวที่เหนือความคาดหมาย และตนเพียงต้องการสะท้อนคุณค่าของครอบครัวผู้อพยพที่ช่วยสร้างชาติออสเตรเลีย

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คลิปกลายเป็นไวรัล และถึงขั้นนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส (Anthony Albanese) ออกมาวิพากษ์ว่า แคทเตอร์ควรกลับไปดูพฤติกรรมตัวเอง พร้อมย้ำว่า “ออสเตรเลียเกิดจากผู้อพยพ” และยกตัวอย่างว่า แม้แต่ตนชื่ออัลบานีส (เชื้อสายอิตาลี-ไอริช) หรือผู้นำวุฒิสภาที่ใช้นามสกุลวอง ก็สะท้อนความจริงข้อนี้ว่า คนที่อพยพเข้ามาทำให้ออสเตรเลียแข็งแกร่งขึ้น

จีนโชว์บทบาทเจ้าภาพ SCO ครั้งใหญ่สุด ที่เทียนจิน ‘สี จิ้นผิง’ ชี้เป็นเวทีสำคัญสร้างอนาคตให้มนุษยชาติ

(1 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำและแขกนานาชาติ ในการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit 2025) ที่เมืองเทียนจิน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ว่า SCO กำลังมีบทบาทและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ทั้งในด้านการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของโลก

สี จิ้นผิงแสดงความมั่นใจว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และ SCO จะยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือ ความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการผลักดันพลังของโลกใต้ (Global South) เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับมนุษย์

สำหรับ SCO ก่อตั้งเมื่อปี 2001 จาก 6 ประเทศสมาชิก และขยายจนมี 26 ชาติในปัจจุบัน โดยมีสมาชิกเต็มรูปแบบ ผู้สังเกตการณ์ และหุ้นส่วนการเจรจา ครอบคลุมทั้งเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ซึ่งการประชุมเทียนจินครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดของ SCO โดยคาดว่าจะรับรองเอกสารยุทธศาสตร์การพัฒนาในอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ 10 แห่งเข้าร่วม ซึ่งก่อนการประชุม สี จิ้นผิง ได้พบปะทวิภาคีกับผู้นำหลายชาติ เขาระบุว่าเมืองเทียนจินในฐานะพื้นที่นำร่องการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน จะช่วยเสริมพลังใหม่ให้ SCO เดินหน้าสู่อนาคตที่สดใส และยังย้ำว่า SCO กำลังกลายเป็นพลังสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน

สื่อนอกแฉ!! เครือข่าย ‘จอร์จ โซรอส’ และองค์กร NED อยู่เบื้องหลังการประท้วงครั้งใหญ่ที่ ‘อินโดนีเซีย’

(1 ก.ย. 68) อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ จนทำให้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ต้องยกเลิกการเดินทางไปจีนและไม่เข้าร่วมการประชุม SCO โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง แองเจโล จูลิอาโน (Angelo Giuliano) ระบุว่า แม้การประท้วงสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจจริง แต่การที่ผู้ชุมนุมใช้สัญลักษณ์ “ธงโจรสลัดจากการ์ตูนดัง One Piece” บ่งชี้ถึงอิทธิพลจากภายนอก

จูลิอาโนอ้างว่า องค์กรต่างประเทศอย่าง National Endowment for Democracy (NED) และมูลนิธิ Open Society ของจอร์จ โซรอส (George Soros) นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยทั้งสองเคยสนับสนุนกิจกรรมในอินโดนีเซียมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ขณะที่สัญลักษณ์จากการ์ตูนญี่ปุ่นที่แพร่ไปตามถนน รถยนต์ และกำแพงบ้านในหลายเมือง ก็ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือชี้นำการเคลื่อนไหว

นักวิเคราะห์อีกคนอย่าง เจฟ เจ. บราวน์ (Jeff J. Brown) ผู้เขียน The China Trilogy มองว่าเหตุการณ์นี้คล้ายกับ “ปฏิวัติสี” ที่เกิดขึ้นในเซอร์เบีย และสะท้อนความพยายามของตะวันตกในการผลักดันผู้นำสายสหรัฐฯ ขึ้นมาแทนผู้นำที่ไม่เข้ากับผลประโยชน์ เช่นปราโบโว ซึ่งกำลังเสริมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน รัสเซีย SCO และ BRICS

ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นประเทศอาเซียนชาติแรกที่เข้าร่วม BRICS อีกทั้งยังมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 8 ของโลกในด้าน PPP ซึ่งมีประชากรเกือบ 300 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจฟ เจ. บราวน์ ชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อินโดนีเซียตกเป็น “เป้าหมาย” ที่ตะวันตกต้องการสั่นคลอนเพื่อรักษาอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

นายกรัฐมนตรีเยเมน อะห์หมัด ฆอเล็บ เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล

(31 ส.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเยเมน อะห์หมัด ฆอเล็บ เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และยังมีครม.อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัส

พลเอกเจอราสิมอฟ แถลงผลงาน!! กองทัพรัสเซีย ในสถานการณ์ ‘สงครามรัสเซีย – ยูเครน’

(31 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Ethan Hunts’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ทีมฝ่ายความมั่นคงรัสเซีย โดนพลเอกเจอราสิมอฟ แถลงผลงานกองทัพรัสเซีย ในสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน
- สามารถยึดและควบคุมพื้นที่ได้ 99.7% ของแคว้นลูฮันส์
- ยึดครองพื้นที่ 77% ของแคว้นดอนเนสก์
- ยึดครองพื้นที่ได้ราว 76% ของแคว้นเคอร์ซอน
- ยึดครองพื้นที่ได้ 74% ของแคว้นซาโปโรเชีย

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม จนถึงปัจจุบันกองทัพรัสเซียเดินหน้ารุกเข้ายึดพื้นที่ยูเครนแล้วมากกว่า 3,500 ตารางกิโลเมตรแล้ว และยังคงเดินหน้าต่อไป
พลเอกเจอราสิมอฟ เผยกองกำลังยูเครนสูญเสียกำลังพลอย่างมหาศาล และกำลังประสบปัญหาการเติมกำลังพล

อนึ่งเมื่อวานนี้มีข่าว สส.ยูเครนและอดีตผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่สหภาพการค้าในโอเดสซ่าในปี 2014 นายแอนเดีย พารูบิว ถูกจ่อยิงระยะเผาขนราว 8 นัด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุบนทางเท้าในลวอฟ สร้างความขวัญเสียให้แก่เซเลนสกี้ ได้กำชับกระทรวงมหาดไทยยูเครน ให้ตรวจสอบเร่งติดตามคนร้ายให้ได้

‘สหรัฐฯ’ วางข้อจำกัดให้ 'ซัมซุง-SK Hynix' ผลิต!! ชิปขั้นสูงใน 'จีน' ได้ยากขึ้น

(31 ส.ค. 68) สหรัฐอเมริกากำลังทำให้ผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้อย่างซัมซุงและ SK Hynix ประสบปัญหาในการผลิตชิปในจีนมากขึ้น โดยเพิกถอนใบอนุญาตที่เปิดทางให้บริษัทเหล่านี้รับอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐฯ ในประเทศจีน ตามข้อมูลจากวารสารทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ (Federal Register)

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ยกเว้นบริษัทเหล่านี้จากข้อจำกัดอันครอบคลุมซึ่งกำหนดไว้ในปี 2022 เกี่ยวกับการขายอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ให้กับจีน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้จะต้องขอใบอนุญาตเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวสำหรับจีน

Intel เป็นหนึ่งในบริษัทที่สูญเสียใบอนุญาตสำหรับจีน แม้ว่า Intel จะขายหน่วยธุรกิจในเมืองต้าเหลียนของจีนไปแล้วใน
ข้อตกลงที่เสร็จสิ้นในปีนี้

การเพิกถอนจะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน ตามประกาศ

กระทรวงพาณิชย์ระบุในคำแถลงว่า สหรัฐฯ มีแผนที่จะออกใบอนุญาตเพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถดำเนินการโรงงานที่มีอยู่แล้วในจีนได้ แต่จะไม่ให้ใบอนุญาตเพื่อขยายกำลังการผลิตหรืออัปเกรดเทคโนโลยี

SK Hynix ระบุว่า บริษัท "จะปนะสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจให้น้อยที่สุด"

ด้าน ซัมซุง ยังไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อธิบายให้กระทรวงพาณิชย์เข้าใจถึง "ความสำคัญของการดำเนินงานที่มั่นคงของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเราในจีนต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก" ตามถ้อยแถลงของกระทรวงอุตสาหกรรมโสมขาว

ทางกระทรวงยังยืนยันว่า โซลจะหารือกับวอชิงตันต่อไปเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อบริษัทของเกาหลีใต้

การเปลี่ยนแปลงใบอนุญาตดังกล่าวน่าจะทำให้ยอดขายของผู้ผลิตอุปกรณ์สัญชาติอเมริกันอย่าง KLA Corp, Lam Research และ Applied Materials ไปยังจีนลดลง ทว่าทั้ง 3 บริษัทยังไม่ได้ตอบข้อซักถามของสื่อในประเด็นนี้

ในเดือน มิ.ย. เมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ หยิบยกความเป็นไปได้ที่จะเพิกถอนใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่า สหรัฐฯ แค่กำลัง "วางรากฐาน" ไว้เผื่อกรณีที่การเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ

ในเดือน ก.ค. สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้ประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ทว่าประธานาธิบดี อี แจ มยอง เดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยยังไม่ได้ข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร

สหรัฐฯ และจีนยังคงอยู่ภายใต้ข้อตกลงสงบศึกทางภาษีศุลกากร โดยสินค้าจีนที่นำเข้าสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษี 30% และสินค้าอเมริกันที่นำเข้าจีนถูกเก็บภาษี 10% ซึ่งจะยังคงมีผลบังคับไปจนถึงเดือน พ.ย.

สงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่แร่ธาตุหายากที่อุตสาหกรรมสหรัฐฯ ต้องการ ไปจนถึงการรับซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ของจีน

คริส มิลเลอร์ ผู้เขียนหนังสือ “Chip War” ระบุว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะทำให้ผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้ที่มีโรงงานอยู่ในจีนผลิตชิปขั้นสูงได้ยากขึ้น และอาจกลายเป็นผลดีสำหรับผู้ผลิตเครื่องมือในจีนซึ่งเครื่องมือของพวกเขาสามารถเติมเต็มช่องว่างได้ นอกจากนี้ยังอาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทอเมริกันอย่าง Micron ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ ซัมซุง และ SK Hynix ในอุตสาหกรรมชิป

“หากไม่ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อสกัด (ผู้ผลิตชิปจีน เช่น) YMTC และ CXMT ก็มีความเสี่ยงที่มาตรการนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่ตลาดให้กับบริษัทจีน โดยบริษัทเกาหลีใต้เป็นฝ่ายสูญเสีย” มิลเลอร์กล่าว

หนังยาวที่ชื่อ Trump’s Tariffs ศาลอุทธรณ์อเมริกา สั่งให้ แพ้คดี

(30 ส.ค. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า...

หักมุมอีกรอบ !!

สำหรับหนังยาวที่ชื่อ Trump’s Tariffs 
ศาลอุทธรณ์อเมริกา สั่งให้ President Trump แพ้คดี
เพราะใช้อำนาจเกินตัว

ยึดอำนาจที่เป็นของรัฐสภา มาใช้ในการขึ้น Tarifffs ใส่ทุกประเทศ
พร้อมบอกว่า ขาดดุลการค้าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่อง “ฉุกเฉิน“
แต่ …..

1. ผลของคำพิพากษา ยังไม่ใช้บังคับจนกระทั่ง 14 ตุลาคม
ให้เวลานำไปขึ้น Supreme Court ขอให้พิจารณา

2. ผลจะบังคับใช้ เฉพาะบริษัทที่นำมาฟ้อง
- V.O.S. Selections, Inc. (ขายไวน์)
- Plastic Services and Products, LLC (ขายท่อ)
- MicroKits, LLC (ขายของเล่น)
- FishUSA Inc (ขายอุปกรณ์ตกปลา)
- Terry Precision Cycling LLC (ขายจักรยานและอุปกรณ์)
- อื่นๆ ที่ร่วมฟ้อง
ซึ่งเป็นส่วนน้อยมาก
บริษัทที่เหลือต้องให้ศาลล่างตัดสินอีกทีว่า จะมีผลไปถึงหรือไม่

3. ที่สำคัญที่สุด … ยังดีใจไม่ได้
เพราะหนังเรื่องนี้ 
คงไม่จบง่ายๆ แบบนี้
เพราะศาลอุทธรณ์ลงคะแนนกัน 7-4 
โดยมีผู้พิพากษาอีก 1 ท่านไม่ได้เข้าร่วม
6 ใน 7 คนที่สั่งให้ทำเนียบขาวแพ้คดี
เป็นผู้พิพากษาที่ Clinton, Obama และ Biden แต่งตั้ง มีเพียง 1 คนใน 7 ที่มาจาก George H. W. Bush !!

ดังนั้น President Trump จึงบอกว่า 
ผู้พิพากษากลุ่มนี้เอียงซ้าย 
ไม่เข้าข้าง ไม่ยุติธรรมกับ ทำเนียบขาว  
ขอให้รอให้ถึงมือ Supreme Court 
แล้วมาเจอกัน
เพราะศาลสูงสหรัฐฯ ที่มีผู้พิพากษา 9 ท่าน
6 ใน 9 ตั้งโดย George H.W. Bush, George W. Bush และ President Trump !!
คราวนี้ ศาลก็คงจะเอียงมาอีกข้าง 
งั้นช่วงนี้ …
ขอทุกคนอย่าเพิ่งดีใจ
ให้รอดูไปก่อน

นอกจากนี้ … ถ้าสุดท้ายแล้ว จะแพ้จริงๆ ในเรื่องนี้
ยังมีอำนาจอื่นๆ ที่ President Trump สามารถเอามาใช้ ในการขึ้น Tariffs ได้อยู่ดี
Tariffs จะอยู่กับเราอีก 3.5 ปี 
เพราะ ท่านประธานาธิบดีเชื่อและชอบ !!

ดังนั้น รอบนี้ให้คิดว่า 
เป็นการวางพลอตหักมุม ให้เร้าใจ 
ทำให้ยากขึ้นอีกนิด
แต่ไม่ยากเกินเอื้อม
กรุณาโปรดติดตามชมตอนต่อไป
ตามที่ท่านประธานาธิบดีชอบจบที่ท่านโพสต์ว่า

Thank you for your attention to this matter.  

‘สีจิ้นผิง’ ผูกสัมพันธ์!! เพื่อนบ้านกับมิตรสหาย เผย!! จีนปรารถนาดีกับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ

(30 ส.ค. 68) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้รับรองคณะนักการทูตระดับสูงและเหล่าหัวหน้าหน่วยงานถาวรขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่ห้องโถงฝูเจี้ยนอันใหญ่โตโอ่อ่าของอาคารมหาศาลาประชาชน ณ ใจกลางกรุงปักกิ่ง

"จีนให้ความสำคัญกับองค์การฯ ในการทูตประเทศเพื่อนบ้านเสมอมา และมุ่งมั่นจะทำให้องค์การฯ มีความสำคัญและความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น" สีจิ้นผิงกล่าวย้ำในการประชุมร่วมกับแขกผู้มาเยือน ซึ่งคำมั่นนี้สะท้อนความพยายามต่อเนื่องนานหลายปีของจีนที่ส่งเสริมการเป็นเพื่อนบ้านฉันมิตรแห่งสันติสุขและการพัฒนาบนเวทีองค์การฯ

นโยบายประเทศเพื่อนบ้านของจีนตามที่สีจิ้นผิงเคยแจกแจงระหว่างเดินทางเยือนกรุงอัสตานาของคาซัคสถานเมื่อเดือนมิถุนายนนั้นเน้นย้ำความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในการเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร มั่นคงปลอดภัย และเจริญรุ่งเรือง รวมถึงการอุทิศเพื่อสัมพันธไมตรี ความจริงใจ ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และความครอบคลุมทั่วถึง

อีกไม่กี่วันข้างหน้า สีจิ้นผิงจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดองค์การฯ ประจำปี 2025 ในเมืองท่าเทียนจินทางตอนเหนือของจีน ที่ซึ่งสีจิ้นผิงและเพื่อนพ้องผู้นำองค์การฯ จะกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความมั่งคั่งระดับภูมิภาคยิ่งขึ้น รวมถึงเดินหน้าการสร้างประชาคมองค์การฯ ที่มีอนาคตร่วมกันอย่างใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

#สายสัมพันธ์การเป็นเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนที่ดี
สีจิ้นผิงได้เดินทางเยือนต่างประเทศสามครั้งแล้วในปี 2025 ซึ่งสองจุดหมายปลายทาง ได้แก่ รัสเซียและคาซัคสถาน ต่างเป็นประเทศสมาชิกองค์การฯ
ตอนเดินทางถึงท่าอากาศยานในกรุงอัสตานาเมื่อเดือนมิถุนายนเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลาง ครั้งที่ 2 สีจิ้นผิงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนเก่าอย่างคาสซิม โจมาร์ต โตกาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน ซึ่งนี่เป็นการเยือนคาซัคสถานครั้งที่ 6 ของสีจิ้นผิงนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน

การประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลางนั้นมุ่งผูกสายสัมพันธ์ของจีนกับเหล่าประเทศเพื่อนบ้านที่ไร้ทางออกสู่ทะเลตามแนวเส้นทางสายไหมโบราณ

"สุภาษิตของเอเชียกลางเปรียบเปรยความสามัคคีปรองดองและความเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นความสุขและความร่ำรวย" สีจิ้นผิงกล่าวที่การประชุมฯ "จีนปรารถนาดีกับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ"

นักวิทย์จีน พัฒนา!! เทคโนฯ โฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์ ทลายขีดจำกัด 6G เร็วแรงกว่าเดิม ครอบคลุมทุกพื้นที่

(30 ส.ค. 68) มหาวิทยาลัยปักกิ่งรายงานว่านักวิทยาศาสตร์จีนสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีการรวมระบบโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์แบบความกว้างคลื่นสูงสุดหรืออัลตราไวด์แบนด์ (ultra-wideband) สำหรับการสื่อสารไร้สาย 6จี (6G)

ด้วยการผสานการทำงานระหว่างโฟโทนิกและอิเล็กทรอนิกส์ ทีมวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยซิตี ฮ่องกง สามารถพัฒนาระบบความกว้างคลื่นสูงสุดที่รองรับการส่งสัญญาณไร้สายความเร็วสูงพร้อมการปรับความถี่ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งแรกของโลกที่คาดว่าจะช่วยยกระดับความเสถียรและประสิทธิภาพของเครือข่าย 6G ในอนาคต

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ทางออนไลน์ ระบุว่าการสื่อสาร 6G ในอนาคตต้องอาศัยการส่งข้อมูลความเร็วสูงในหลายย่านความถี่และหลายสถานการณ์ แต่ฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมมักจำกัดเฉพาะย่านความถี่บางช่วงเนื่องจากข้อจำกัดด้านการออกแบบ โครงสร้าง และวัสดุ ทำให้ยากต่อการใช้งานข้ามย่านความถี่หรือครอบคลุมสเปกตรัมทั้งหมด และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงใช้เวลาสี่ปีในการพัฒนาระบบโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์ความกว้างคลื่นสูงสุด

ระบบนี้รองรับการส่งสัญญาณความเร็วสูงในทุกความถี่ระหว่าง 0.5-115 กิกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งถือเป็นความสามารถชั้นนำระดับโลกในด้านการใช้งานเต็มสเปกตรัม และยังมีศักยภาพในการปรับความถี่แบบยืดหยุ่น ทำให้สามารถสลับไปยังความถี่อื่นเมื่อเกิดการรบกวน ซึ่งเพิ่มความเสถียรของการสื่อสารและประสิทธิภาพการใช้สเปกตรัม

หวังซิ่งจวิน รองคณบดีสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง อธิบายว่าเทคโนโลยีนี้เปรียบเหมือนการสร้างทางด่วนขนาดยักษ์ที่มีสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เป็นยานพาหนะ และมีย่านความถี่เป็นเลนถนน ซึ่งก่อนหน้านี้สัญญาณต้องเบียดอยู่ในหนึ่งหรือสองเลน แต่ปัจจุบันมีหลายเลนให้เลือก หากเลนใดถูกปิดกั้น สัญญาณยังสามารถสลับไปเลนอื่นได้ ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้นและราบรื่นขึ้น

การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถส่งสัญญาณไร้สายด้วยอัตราที่เร็วกว่า 100 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งเพียงพอที่จะถ่ายทอดวิดีโอขนาด 8เค (8K) ความละเอียดสูงพร้อมกัน 1,000 รายการ เข้าเกณฑ์ข้อกำหนดความเร็วสูงสุดของ 6G และยังคงประสิทธิภาพสม่ำเสมอในทุกย่านความถี่

ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังทำงานเพื่อยกระดับการบูรณาการของระบบ เพื่อสร้างโมดูลโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่สามารถปรับใช้กับระบบอื่นๆ ได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขนาด น้ำหนัก และการใช้พลังงานลงให้น้อยที่สุด

หวังระบุว่าเครือข่าย 6Gในอนาคตจะมีการเชื่อมต่อไร้สายอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ และเมื่อเสริมด้วยอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบใหม่นี้จะสามารถทำให้เครือข่ายชาญฉลาดและยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจจับสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติ ทำให้การสื่อสารมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานการณ์ที่ซับซ้อน

Nvidia ย้ำ “ไม่จ่าย” ส่วนแบ่ง 15% ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชี้เพราะกฎหมายทรัมป์ไม่ชัด…ที่ขู่ขอเปอร์เซ็นต์ขายชิป H20 ในจีน

(29 ส.ค. 68) บริษัท Nvidia ยืนยันยังไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่ง 15% จากการขายชิป H20 ในจีนให้รัฐบาลสหรัฐฯ เหตุแผนของรัฐบาลทรัมป์ยังไม่ถูกตราเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดย โคเล็ต เครสส์ (Colette Kress) รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ NVIDIA ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีเอกสารข้อบังคับทางกฎหมายใด ๆ ออกมา ทำให้ Nvidia สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าว

เดิมทีชิป H20 ถูกออกแบบมาเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกยุคโจ ไบเดน แต่ถูกสหรัฐฯ บล็อกในช่วงต้นปี ต่อมาฝ่ายทรัมป์เปิดให้ขอใบอนุญาตส่งออกได้ แต่มีเงื่อนไขต้องหัก 15% รายได้ ซึ่ง Nvidia ชี้ว่ายังไม่ได้ส่งออกหรือบันทึกรายได้ภายใต้เงื่อนไขนี้เลย

ทั้งนี้ Nvidia เตือนว่าหากกฎหมายบังคับใช้จริง จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงถูกฟ้องร้อง และเปิดช่องให้คู่แข่งได้เปรียบ แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย บริษัทคาดว่าชิป H20 อาจสร้างรายได้เพิ่ม 2,000–5,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสหน้า

‘รัสเซีย’ ยกจีนเป็นคู่ค้าหลัก หลังบริษัทตะวันตกถอย 3 ปี ทำยอดการค้าพุ่ง 244.8 พันล้านดอลล์ โตขึ้นกว่า 67%

(29 ส.ค. 68) รัสเซียและจีนเร่งกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำจีนระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตขึ้นกว่า 67% หลังจากบริษัทตะวันตกจำนวนมากถอนตัวออกจากตลาดรัสเซีย ทำให้ธุรกิจจีนเข้ามาแทนที่ทันที และสามารถจัดหาสินค้าสำคัญให้ได้อย่างเพียงพอ

ด้านรัสเซียเองก็ปรับเส้นทางการส่งออกหันไปพึ่งตลาดจีนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกรัสเซียมีบทบาทแข็งแกร่งในตลาดจีน โดยปี 2024 มูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขล่าสุดชี้ว่ามูลค่าการค้ารวมระหว่างรัสเซีย–จีน พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 244.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 8.08 ล้านล้านบาท) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของทั้งสองชาติในการลดการพึ่งพาตะวันตก และขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

‘สวีเดน–เนเธอร์แลนด์’ กดดันหนักใส่ ‘อียู’ ขอระงับการค้า ‘อิสราเอล’ ปมสังหารหมู่กาซ่า

(29 ส.ค. 68) สวีเดนและเนเธอร์แลนด์ออกแถลงร่วม เรียกร้องให้อียู (EU) ระงับความตกลงการค้ากับอิสราเอล หลังสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซ่าเลวร้าย อย่างน่าตกใจและไม่อาจยอมรับได้ พร้อมทั้งประณามแผนสร้างนิคมยิวใหม่ในเขตเวสต์แบงก์ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง

ทั้งสองประเทศชี้ว่า อิสราเอลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยทำไว้กับอียูเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่เกี่ยวกับการเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซ่า จึงสนับสนุนให้ระงับ 'บทการค้า' ในข้อตกลงสมาคมอียู–อิสราเอล และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างมาตรการโดยเร็ว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองชาติยังเสนอให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรเฉพาะกลุ่มต่อรัฐมนตรีอิสราเอลที่ผลักดันการตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมาย และคัดค้านแนวทาง 'สองรัฐอยู่ร่วมกัน' พร้อมทั้งขอให้อียูจัดทำรายงานวิเคราะห์ความสอดคล้องต่อคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เรื่องการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า ตั้งแต่ตุลาคม 2023 อิสราเอลได้สังหารชาวปาเลสไตน์ไปแล้วเกือบ 63,000 คน กาซากำลังเผชิญภาวะอดอยาก และอิสราเอลยังถูกดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ศาลโลก รวมถึงมีหมายจับผู้นำระดับสูงโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ

ด้าน ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน เปิดเผยว่า มีรัฐมนตรีถึง 9 คนตัดสินใจลาออก เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ไม่ยอมเอาผิดอิสราเอลจากการสังหารหมู่ในกาซ่า

บริษัท SkyeChip มาเลเซียเปิดตัวชิป AI ตัวแรกของประเทศ รุ่น MARS1000 ช่วยพัฒนาเมืองอัจฉริยะ–ลดการพึ่งพาคลาวด์

(29 ส.ค. 68) บริษัทชิปในประเทศมาเลเซีย SkyeChip เปิดตัวชิป AI รุ่นใหม่ MARS1000 ซึ่งเป็นชิป AI ตัวแรกที่ออกแบบและพัฒนาในมาเลเซีย โดยชิปนี้สามารถใช้ขับเคลื่อนอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่หุ่นยนต์ รถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลได้เองภายในเครื่องโดยไม่ต้องส่งขึ้นคลาวด์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้มาเลเซียเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกในการพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

ฟง สวี เกียง (Fong Swee Kiang) ซีอีโอของ SkyeChip ระบุว่า MARS1000 เป็นชิป IoT อัจฉริยะตัวแรกที่สร้างบนเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ชิปนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมในประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ เกษตรอัจฉริยะ, อุตสาหกรรม 4.0, เมืองอัจฉริยะ, ระบบจราจรอัจฉริยะ และเมืองปลอดภัย รวมถึงสร้างระบบเรียนรู้ AI สำหรับนักเรียนมาเลเซีย เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน AI

แม้ว่าชิป MARS1000 จะยังไม่แรงเท่ากับชิประดับสูงของ NVIDIA ที่ใช้ฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของมาเลเซียในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย และช่วยให้อุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและลดการพึ่งพาคลาวด์

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเคยประกาศงบลงทุนอย่างน้อย 25,000 ล้านริงกิต (ราว 206,500 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ แต่ความพยายามของประเทศในการสร้างฐานเทคโนโลยีขั้นสูงยังถูกความซับซ้อนจากข้อเสนอของรัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ในการจำกัดการไหลของชิป AI เนื่องจากความกังวลเรื่องการค้าผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิยกเว้นภาษีพัสดุนำเข้า ต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผล 30 ส.ค. นี้!! หลังใช้มาตรการดังกล่าวมายาวนานกว่า 80 ปี

(29 ส.ค. 68) สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมนี้ หลังใช้นโยบายมานานกว่า 80 ปี โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือนแรก ผู้ให้บริการไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกจ่ายภาษีแบบเหมาจ่าย 80–200 ดอลลาร์ต่อพัสดุ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง ก่อนที่จะต้องเก็บภาษีตามมูลค่าจริงทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป

ทำเนียบขาวระบุว่า การยกเลิกช่องโหว่นี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติด เช่น เฟนทานิล และเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรอีกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดย ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่านี่คือ “การเปลี่ยนแปลงถาวร” และไม่เปิดทางให้ประเทศคู่ค้ารายใดกลับมาได้สิทธิยกเว้นอีก

ที่ผ่านมาพัสดุนำเข้าภายใต้นโยบาย de minimis เพิ่มจาก 139 ล้านชิ้นในปีงบประมาณ 2015 เป็นกว่า 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีน ซึ่งได้รับความนิยมสูงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shein และ Temu ที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

สำหรับอัตราใหม่ พัสดุจากประเทศที่สหรัฐฯ เก็บภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป จะถูกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น ประเทศที่อยู่ระหว่าง 16–25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม เสีย 160 ดอลลาร์ ส่วนประเทศที่เกิน 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา จะเสียสูงสุด 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น ขณะที่ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ทั้ง FedEx, UPS และ DHL ต้องดำเนินการเก็บภาษีและจัดการเอกสารแทนผู้นำเข้าเต็มรูปแบบ

‘รัฐธรรมนูญคาซัคสถาน’ ยกระดับสิทธิมนุษยชน–นิติธรรม พร้อมสร้างรากฐานรับมือความท้าทายระดับโลกในยุคดิจิทัล

อะไรคือสิ่งที่ประสบความสำเร็จ ของรัฐธรรมนูญคาซัคสถานในวันที่ครบรอบ 30 ปี

ความเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญของคาซัคสถานไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่ยังโดดเด่นด้วยการเน้นมนุษยธรรม มาตรา 1 กำหนดให้ประเทศเป็นรัฐประชาธิปไตย ประชาชน มีนิติธรรม และสังคม ซึ่งให้คุณค่าอันสูงสุดแก่มนุษย์ ชีวิต สิทธิ และเสรีภาพของเขา

สำหรับประเทศอย่างคาซัคสถานที่เพิ่งได้รับเอกราช ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่กลายเป็นรากฐานของนโยบายภายใต้ การพัฒนากฎหมาย และยุทธศาสตร์ของรัฐในเวลาต่อมา ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการรับรองสิทธิมนุษยชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากระบบบริหารแบบสั่งการไปสู่รัฐที่มีนิติธรรมสมัยใหม่

ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา คาซัคสถานได้แสดงถึงความพร้อมที่จะเสริมสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิพลเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง เปิดเผย มีสถาบันรองรับ และเชื่อมโยงกับพันธกรณีระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชนจึงไม่เพียงมีความหมายในประเทศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศด้วย

การขยายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการปฏิรูปหลังประชามติ 5 มิถุนายน 2022 คือการยกระดับสถานะ 'ผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชน' (Ombudsman) ขึ้นเป็นสถาบันตามรัฐธรรมนูญ อาร์ตูร์ ลาสตาเยฟ ผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชน ระบุว่าด้วยการตัดสินใจนี้ คาซัคสถานได้เข้าร่วมกับประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว ที่มีกิจกรรมของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติกำกับโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

“นี่เป็นสัญญาณของวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย การปฏิรูปได้ทำให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงสิทธิของประชาชนที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง” ลาสตาเยฟอธิบาย

บทบาทของผู้ตรวจการได้ขยายจากการรับเรื่องร้องเรียน ไปสู่การตรวจสอบเชิงรุกในเรือนจำ ศูนย์กักกัน การริเริ่มด้านกฎหมาย และการศึกษากฎหมาย ในปี 2024 มีการลงพื้นที่เกือบ 800 ครั้ง ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาอย่างมาก

ผู้แทนประจำภูมิภาคของผู้ตรวจการฯ ได้เริ่มทำงานทั่วประเทศแล้ว สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของสาธารณะ โดยจำนวนคำร้องเรียนต่อปีเพิ่มจาก 1,800 เป็นเกือบ 7,000 ในเวลาไม่กี่ปี ลาสตาเยฟระบุว่านี่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางกฎหมายและความเชื่อมั่นในสถาบัน ข้อเสนอทางกฎหมายจากสำนักงานผู้ตรวจการฯ ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติ หนึ่งในนั้นคือร่างกฎหมายต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวที่จัดทำตามข้อเสนอของผู้ตรวจการฯ และถือเป็นกฎหมายสำคัญในระบบกฎหมายของคาซัคสถาน

นิติธรรมผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญพิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากประชามติในเดือนมิถุนายน 2022 เมื่อประชาชนสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย การปรับปรุงระบบศาล และการย้ำหลักนิติธรรม

ฝ่ายตุลาการได้รับประโยชน์โดยตรง ผู้พิพากษาสูงสุด อัสลัมเบก เมอร์กาลิเยฟ ระบุว่า รัฐธรรมนูญรับรองว่าทุกคนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางศาล

“ดังนั้น สิ่งสำคัญคือประชาชนทุกคนต้องมั่นใจในความยุติธรรมของศาล ที่พวกเขาสามารถเรียกร้องทั้งความคุ้มครองและความจริงได้ หลักนิติธรรมต้องกลายเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ก้าวหน้าของคาซัคสถาน” เขากล่าว

การพัฒนาดิจิทัลก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะนี้กว่า 80% ของการสอบสวนก่อนพิจารณาคดีดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 90% ของการดำเนินการสอบสวนมีการบันทึกวิดีโอเพื่อความโปร่งใส กระทรวงยุติธรรมยังขยายการเข้าถึงกฎหมายผ่านโครงการ 'ทนายประชาชน' และระบบ 'Legal Cabinet' ออนไลน์

มุมมองระดับภูมิภาค

น่าสนใจว่าหนทางของคาซัคสถานสะท้อนแนวโน้มของเอเชียกลางที่กว้างขึ้น มีร์ซาติลโล ทิลลาเยฟ รองผู้อำนวยการศูนย์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติอุซเบกิสถาน ระบุว่า ในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ โลกได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ถึง 57 ฉบับ และรัฐเอเชียกลางก็ไม่อยู่เฉย กฎหมายพื้นฐานเหล่านี้กำลังพัฒนาไปสู่ความเปิดกว้าง ความรับผิดชอบทางสังคม และการสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากล เขาเน้นถึงการยกระดับสถาบัน Ombudsman ในทั้งคาซัคสถานและอุซเบกิสถานเป็นหลักฐานสำคัญ

เขายังเตือนด้วยว่าการพัฒนาดิจิทัลนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องการความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค

“การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของ AI, Big Data และการบริหารแบบดิจิทัล เปิดประตูสู่ขัอเรียกร้องถึงแนวทางใหม่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ชุมชนผู้เชี่ยวชาญต้องทำงานร่วมกันในเรื่องความมั่นคงทางดิจิทัล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ AI ในการบริหารและกระบวนการยุติธรรมอย่างมีจริยธรรม” เขากล่าว

รัฐธรรมนูญคาซัคสถานแสดงให้เห็นถึงความคงทนและความสามารถในการปรับตัว เกือบ 30 ปีหลังการรับรอง ยังคงยึดหลักว่าคุณค่าสูงสุดคือมนุษย์ สิทธิ และศักดิ์ศรีของเขา โดยเฉพาะการปฏิรูปปี 2022 ได้ตอกย้ำหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พร้อมทั้งสถาปนาหลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนลงใน DNA ทางการเมืองของประเทศ

เมื่อประเทศต้องเผชิญยุคดิจิทัลและภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง ความหวังสูงสุดของคาซัคสถานอยู่ที่บทบาทต่อเนื่องของรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงเป็นรากฐานของความเป็นรัฐ แต่ยังสะท้อนความใฝ่ฝันของสังคมอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top