Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘ทรัมป์’ โพสต์ระบาย..น้อยใจ!! ‘สี จิ้นผิง’ ไม่ชวนร่วมพาเหรดที่จีน เชื่อกำลังสมคบคิดกับ ‘ปูติน-คิม จองอึน’ โค่นสหรัฐอเมริกา

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเหน็บแนมประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่ากำลังสมคบคิดกับวลาดิมีร์ ปูติน และคิม จองอึน ต่อต้านสหรัฐฯ หลังจีนจัดงานสวนสนามวันชัยชนะครั้งใหญ่ในกรุงปักกิ่งโดยเชิญผู้นำโลก 26 คนเข้าร่วม แต่ไม่เชิญเขา

ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า “กรุณาส่งความปรารถนาดีของผมไปยังปูตินและคิม ขณะที่ท่านสมคบคิดกันต่อต้านสหรัฐอเมริกา” พร้อมทวงบุญคุณชีวิตของทหารอเมริกันที่สละชีพเพื่อชาวจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วีรกรรมเหล่านั้นไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร

แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แต่ทรัมป์ยังยืนยันว่าอเมริกามีอำนาจเหนือกว่าและไม่กังวลเรื่องพันธมิตรใหม่ พร้อมระบุว่า “จีนต้องการเรา มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา” และย้ำอีกครั้งว่าเขายังมีความสัมพันธ์ดีกับสี จิ้นผิง 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความผิดหวังต่อปูติน หลังการประชุมที่อะแลสกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดียูเครน วลาดิมีร์ เซเลนสกี ก็เผยว่ารัสเซียกำลังเสริมกำลังทหารในบางแนวรบ โดยปูตินยังไม่ยอมเจรจาสันติภาพ

‘ท่าเรืออาลาชานโกว’ เพิ่มเส้นทางรถไฟ ‘จีน-ยุโรป’ ทะลุ 5,000 เที่ยว ครอบคลุม 125 เส้นทาง 21 ประเทศ รองรับสินค้ากว่า 200 ประเภท

(3 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 1 กันยายน ท่าเรืออาลาชานโกว (Alashankou) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ของจีน จัดการขนส่งรถไฟสินค้าจีน-ยุโรปผ่านเอเชียกลางเกิน 5,000 เที่ยวแล้ว ตามข้อมูลของบริษัท China Railway Urumqi Group

ท่าเรือได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่ง หลังโครงการรางคู่ Jinghe-Alashankou เริ่มใช้งานปีที่แล้ว ทำให้มีเส้นทางตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ และปรับปรุงเส้นทางเดิมอีกสองเส้นทาง

โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสถานีได้ปรับรางหนึ่งเพื่อใช้ในการโหลด-ขนถ่ายสินค้าชิ้นใหญ่โดยเฉพาะ เพิ่มความสามารถจัดการสินค้าได้วันละ 7,700 ตัน และช่วยเร่งกระบวนการขนส่งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านศุลกากรอาลาชานโกวก็เพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยระบบแจ้งข้อมูลล่วงหน้าออนไลน์ ทำให้รถไฟขนส่งออกจากท่าเรือได้เร็วที่สุดเพียง 20 นาที ซึ่งปัจจุบันท่าเรือมีเส้นทางรถไฟจีน-ยุโรป 125 เส้นทาง ครอบคลุม 21 ประเทศ รวมถึงเยอรมนีและโปแลนด์ และขนส่งสินค้ากว่า 200 ประเภท ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องจักร

‘ปูติน-คิม จองอึน’ ตบเท้าร่วมงานยกย่องวีรชนสงคราม วันแห่งชัยชนะ 80 ปีต้านญี่ปุ่น!! ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ กรุงปักกิ่ง

(3 ก.ย. 68) ขบวนพาเหรดทางทหารขนาดใหญ่จัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ของจีน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยมี ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน เข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะที่ขบวนพาเหรดทำการเดินสวนสนามเพื่อยกย่องความสำเร็จทางประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียตและการปราบลัทธิฟาสซิสต์จนสิ้นสุดสงคราม

นอกจากนี้ยังมีผู้นำโลกและตัวแทนจากกองทัพหลายประเทศเข้าร่วมในพิธี อาทิ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ , ปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย , เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส 

ทั้งนี้ ขบวนพาเหรดแสดงถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีของชาติพันธมิตรในสงคราม พร้อมให้ความสำคัญกับเหล่าทหารนักรบ ผู้รอดชีวิตและวีรบุรุษที่มีส่วนในการสร้างชัยชนะครั้งนี้

‘ยูเครน’ ถูกโจมตีด้วยโดรน-ขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก ‘เซเลนสกี’ เรียกร้องชาติพันธมิตรเปลี่ยนระบอบรัสเซีย

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนว่ารัสเซียกำลังสะสมกำลังในแนวรบบางจุด และ “ฮึกเหิมหนักขึ้นทุกวัน” หลังเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก โดยมีกรุงเคียฟเป็นเป้าหมายหลัก ส่งผลให้ตึกอพาร์ตเมนต์ 9 ชั้นบางส่วนพังเสียหาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย รวมถึงเด็กชายอายุ 6 ขวบ และบาดเจ็บกว่า 150 คน

หลังเหตุโจมตี เซเลนสกีเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงในรัสเซีย เพื่อป้องกันไม่ให้มอสโกพยายามสร้างความไม่มั่นคงในประเทศเพื่อนบ้านแม้สงครามจะจบลง พร้อมกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้สะท้อนถึง “ความโหดร้ายและความหวาดกลัวเกินจินตนาการ”

ด้านกองทัพรัสเซียอ้างว่าได้ยึดเมืองชาซิวยาร์ (Chasiv Yar) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตะวันออก และยังโจมตีฐานทัพอากาศ คลังอาวุธ และโรงงานผลิตโดรน ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อ แม้สหรัฐฯ จะออกคำเตือนให้รัสเซียยุติการรุกรานภายใน 10 วัน มิฉะนั้นจะถูกคว่ำบาตร

ทั้งนี้ กรุงเคียฟประกาศให้วันศุกร์เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิทช์โก (Vitali Klitschko) ระบุว่าช่วงนี้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตีทางอากาศต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้ยุติสงคราม

‘อินเดีย’ เผยผลสำรวจประชากร ‘สิงโต’ สายพันธุ์เอเชียติก เพิ่มจาก 674 เป็น 891 ตัวภายใน 5 ปี!! และพบในพื้นที่ชุมชนเป็นจำนวนมาก

(3 ก.ย. 68) สิงโตสายพันธุ์เอเชียติก (Asiatic lion) ในอินเดียกลับมาเพิ่มจำนวนอย่างก้าวกระโดด โดยรายงานจาก Lion Population Estimation ครั้งที่ 16 ระบุว่าจำนวนสิงโตเพิ่มขึ้นจาก 674 ตัวในปี 2020 เป็น 891 ตัวในปี 2025 คิดเป็นการเติบโต 32% ภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันจำนวนตัวเมียวัยเจริญพันธุ์ก็เพิ่มจาก 260 ตัวเป็น 330 ตัว ทำให้ความสามารถในการสืบพันธุ์มีโอกาสสูงยิ่งขึ้น

รายงานยังพบการขยายพื้นที่กระจายพันธุ์ไปยังอนุรักษ์สัตว์ป่าบาร์ดาในรัฐคุชราต รวมถึงพื้นที่รอบ เจตปุระ (Jetpur) และ บาบรา–จัสดาน (Babra-Jasdan) โดยปัจจุบันดาวเทียมตรวจพบสิงโตอาศัยอยู่ จำนวน 497 ตัวใน 9 พื้นที่ และที่สำคัญคือมีการบันทึกพบสิงโต 22 ตัว ในพื้นที่ทางเชื่อมระหว่างถิ่นอาศัยกับมนุษย์เป็นครั้งแรก

เนื่องใน วันสิงโตโลก (World Lion Day) 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอินเดีย ภูเพนเดอร์ ยาดัฟ (Bhupender Yadav) กล่าวว่านี่คือ “ความสำเร็จที่น่าทึ่ง” และย้ำว่าสิงโตเอเชียติกคือสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก พร้อมเปิดตัวโครงการ 1.8 พันล้านรูปี (ราว 810 ล้านบาท) เพื่อเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรัฐคุชราต

สำหรับ สิงโตเอเชียติก พบได้เฉพาะในภูมิภาคกีร์ รัฐคุชราต อินเดีย มีลักษณะเด่นต่างจากสิงโตแอฟริกัน เช่น ขนาดเล็กกว่า แผงคอผู้ไม่หนา และมีรอยพับของผิวหนังที่หน้าท้อง การอนุรักษ์จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะพวกมันเป็นทั้งสายพันธุกรรมเฉพาะ ถ่วงดุลระบบนิเวศ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอินเดีย หากไม่มีมาตรการคุ้มครองต่อเนื่อง ก็เสี่ยงเผชิญโรคระบาดและการสูญพันธุ์ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพบเห็นสิงโตในสถานที่ไม่ควรอยู่ เช่น บนระเบียงบ้าน ในลานจอดรถใต้ดินของโรงแรม และบนทางหลวงที่พลุกพล่านเป็นประจำ ด้วยจำนวนสิงโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นปัญหาได้ โดยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.68 สิงโตตัวหนึ่งได้ขย้ำเด็กชายวัย 5 ขวบเสียชีวิตในเขตอัมเรลี รัฐคุชราต 

‘ทรัมป์’ เล็งเปลี่ยนชื่อ ‘กระทรวงกลาโหม’ เป็น ‘กระทรวงสงคราม’ เชื่อคนอเมริกาส่วนใหญ่เห็นด้วย

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ อาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขากำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือ 'กระทรวงสงคราม' (Department of War) ซึ่งเคยใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว

ทรัมป์กล่าวถ้อยแถลงนี้ระหว่างการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง โดยย้ำว่า คำว่า 'สงคราม' สะท้อนบทบาทที่แท้จริงมากกว่า พร้อมเสริมว่าแนวคิดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หากจะมีการเปลี่ยนชื่อจริง ๆ ขั้นตอนนี้อาจต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน ซึ่งอาจกลายเป็นอีกประเด็นร้อนในทางการเมืองของวอชิงตันในเร็ว ๆ นี้

จีนเปิดตัวชิป 6G ครอบคลุมทุกย่านความถี่ ความเร็วทะลุ 100Gbps ปูทางสู่ยุคเครือข่าย AI

(2 ก.ย. 68) จีนเปิดตัวชิป 6G แบบ “ครอบคลุมทุกย่านความถี่” ชิ้นแรกของโลก รองรับความเร็วสูงสุดกว่า 100 กิกะบิตต่อวินาที นับเป็นก้าวสำคัญในการปูทางสู่เครือข่ายไร้สายยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยชิปดังกล่าวอาจช่วยลดช่องว่างดิจิทัลระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ชนบท

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) และ มหาวิทยาลัยซิตี้ยู ฮ่องกง (City University of Hong Kong) สามารถรวมย่านความถี่ตั้งแต่ 0.5 GHz ถึง 115 GHz ไว้ในชิปขนาดเพียง 11 x 1.7 มม. แถมยังสลับใช้งานระหว่างย่านความถี่ต่ำ-สูงได้อย่างไร้รอยต่อ เหมาะทั้งการกระจายสัญญาณกว้างไกลและการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น VR หรือการผ่าตัดทางไกล

หัวใจของนวัตกรรมนี้คือเทคโนโลยี โฟโตนิกส์ผสานอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยแปลงสัญญาณไร้สายเป็นสัญญาณแสงเพื่อประมวลผล ทำให้การสื่อสารคงคุณภาพเสถียรทั่วทั้งย่านความถี่ พร้อมความสามารถ “เปลี่ยนช่องความถี่อัตโนมัติ” เมื่อเจอการรบกวน คล้ายการขับรถเลี่ยงช่องทางที่ติดขัด

นักวิจัยระบุว่าชิปดังกล่าวเป็นพื้นฐานฮาร์ดแวร์ของ “เครือข่าย AI-native” ที่สามารถปรับพารามิเตอร์สื่อสารได้เองแบบเรียลไทม์ในสภาพแวดล้อมซับซ้อน อีกทั้งยังวางแผนพัฒนาโมดูลขนาดเล็กเท่าแฟลชไดรฟ์ สำหรับติดตั้งในสมาร์ทโฟน สถานีต่างๆ โดรน และอุปกรณ์ IoT เพื่อผลักดันการใช้งานเครือข่าย 6G ให้แพร่หลายเร็วขึ้น

‘สี จิ้นผิง’ ยกความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย เป็นตัวอย่างของมิตรภาพถาวร พร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน

(2 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์จีน–รัสเซียว่าเป็น “ตัวอย่างของการร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ” โดยย้ำถึงมิตรภาพถาวร การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน คำกล่าวนี้เกิดขึ้นระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เดินทางเยือนปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2

สี จิ้นผิง ระบุว่าจีนพร้อมกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับรัสเซียในประเด็นสำคัญ และผลักดันความร่วมมือทวิภาคีให้ก้าวหน้า เขาเน้นว่าควรใช้โครงการขนาดใหญ่เป็นกลไกขับเคลื่อน เพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนยังชี้ว่าการที่สองประเทศเข้าร่วมพิธีรำลึกชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกันและกัน แสดงถึงความรับผิดชอบในฐานะชาติผู้ชนะสงครามและสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกและมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสีจีนยังผลักดัน “ข้อริเริ่มการกำกับดูแลโลก” เพื่อร่วมกับประเทศที่มีแนวคิดใกล้เคียงกันปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ และสร้างระบบบริหารจัดการโลกที่เป็นธรรมมากขึ้น เขาย้ำว่าจีนและรัสเซียควรเสริมบทบาทในเวทีพหุภาคี เช่น UN, SCO, BRICS และ G20 เพื่อร่วมกันสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ”

UNRWA เผยเด็กกาซา 660,000 คน ถูกตัดขาดจากการศึกษา หลังโรงเรียนเกือบทั้งหมดถูกถล่มยับโดยอิสราเอล ตั้งแต่ปี 2023

(2 ก.ย. 68) องค์การบรรเทาฯ ผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์แห่งสหประชาชาติ (UNRWA) เปิดเผยว่า เด็กกว่า 660,000 คนในฉนวนกาซา ถูกตัดขาดจากการศึกษา หลังโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาถูกกองทัพอิสราเอลทำลายหรือเสียหายเกือบทั้งหมด นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อปลายปี 2023

ฟิลิปป์ ลาซซารินี (Philippe Lazzarini) หัวหน้า UNRWA ระบุว่า “กาซากลายเป็นซากปรักหักพัง ระบบการศึกษาก็พังไปด้วย” โดยโรงเรียน 97% ได้รับความเสียหาย และกว่า 92% จำเป็นต้องรื้อสร้างใหม่หรือซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อกลับมาใช้งานได้ นอกจากนี้มีโรงเรียนกว่า 432 แห่งที่ถูกโจมตีแบบไม่เหลือซาก

ลาซซารินี ย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นของการหยุดยิง โดยชี้ว่าเป็นทางเดียวที่จะยุติวิกฤติความอดอยาก และ “การฆ่าล้างทางการศึกษา” ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ในกาซา เด็กจำนวนมากในวันนี้ไม่ได้กลับไปโรงเรียน แต่กลับต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหิวโหย สูญเสีย และบาดแผลทางจิตใจ

ทั้งนี้ วิกฤติด้านมนุษยธรรมยิ่งเลวร้ายขึ้น หลังอิสราเอลปฏิเสธทำงานร่วมกับ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดส่งความช่วยเหลือมานานหลายสิบปี ทำให้ศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือหลายร้อยแห่งถูกปิด เหลือเพียง 4 ศูนย์ที่กองทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลดูแล ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า กองทัพอิสราเอลยิงใส่ชาวปาเลสไตน์ที่ต่อคิวรอรับความช่วยเหลือเป็นประจำ

‘คิม จองอึน’ ยกคณะร่วมพิธีใหญ่ในกรุงปักกิ่ง ของจีน ด้วยรถไฟหุ้มเกราะสีเขียว ที่ถูกใช้สืบต่อกันมาหลายรุ่น

(2 ก.ย. 68) สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด กำลังเดินทางไปกรุงปักกิ่งด้วย รถไฟหุ้มเกราะสีเขียว ที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลคิม รถไฟขบวนนี้ถูกใช้สืบต่อกันมาหลายรุ่น และมักจะปรากฏเฉพาะในการเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญเท่านั้น โดยครั้งนี้ คิม จอง อึน เดินทางพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยมี โช ซน ฮุย (Choe Son Hui) รัฐมนตรีต่างประเทศร่วมด้วย จุดหมายคือเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ของจีน ที่จะจัดขึ้นในวันพุธนี้ (3 ก.ย.)

สำหรับ รถไฟขบวนดังกล่าวเป็นที่รู้จักมายาวนานว่าเป็น “รถไฟของตระกูลคิม” โดยสืบต่อมาตั้งแต่ยุค คิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล ซึ่งมักหลีกเลี่ยงการโดยสารเครื่องบิน ซึ่ง คิม จอง อิล เคยใช้รถไฟนี้เยือนรัสเซียเมื่อปี 2002 และมีรายงานว่าบนขบวนรถไฟหรูหรานี้เต็มไปด้วยไวน์ฝรั่งเศส อาหารทะเลสด และหมูย่างสไตล์เกาหลี

แม้จะมีภาพลักษณ์หรูหรา แต่การใช้รถไฟถูกมองว่าเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย เพราะตัวรถหุ้มเกราะกันกระสุน เดินทางได้เพียงความเร็วเฉลี่ย 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น โดยภายในประกอบด้วยห้องประชุม ห้องพักผ่อน และระบบสื่อสารดาวเทียม

คิม จอง อึน เคยใช้รถไฟนี้ในการเยือนต่างประเทศหลายครั้ง ทั้งการพบ วลาดิมีร์ ปูติน ที่รัสเซียในปี 2023 และการพบ สี จิ้นผิง ที่จีนเมื่อปี 2018 ซึ่งในบางครั้งสื่อของรัฐเกาหลีเหนือยังเผยภาพเขานั่งทำงาน สูบบุหรี่ หรือผ่อนคลายภายในขบวนรถไฟ

ลาวเข้าร่วมองค์การ SCO ในฐานะหุ้นส่วนเจรจาใหม่ลำดับที่ 15 ‘ปธน.ทองลุน’ ยิ้มชื่นมื่น!! ย้ำแนวทางลาวคือยึดมั่นในสันติภาพ

(2 ก.ย. 68) ลาวได้รับการรับรองเป็น 'คู่เจรจาลำดับที่ 15' ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 25 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน โดยมีประธานาธิบดีทองลุน สีสุลิด (Thongloun Sisoulith) เข้าร่วมพร้อมกล่าวขอบคุณชาติสมาชิกที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์

ประธานาธิบดีลาวย้ำว่า แนวทางและนโยบายต่างประเทศของลาวสอดคล้องกับหลักการของ SCO ที่ยึดมั่นในสันติภาพ ความเป็นอิสระ มิตรภาพ และความร่วมมือหลายฝ่าย พร้อมประกาศความพร้อมที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ชาติสมาชิกเดินหน้าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สืบสาน 'จิตวิญญาณเซี่ยงไฮ้' ท่ามกลางความท้าทายของโลก พร้อมชี้ว่า SCO มีพัฒนาการก้าวกระโดด ขยายจาก 6 ประเทศก่อตั้งสู่เครือข่าย 26 ประเทศ ครอบคลุมเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ด้วยความร่วมมือกว่า 50 ด้าน และมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากการประชุมใหญ่ ผู้นำลาวยังใช้โอกาสนี้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รักษาการประธานาธิบดีเมียนมา นายกรัฐมนตรีเนปาล และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน

‘อินเดีย’ ยอมลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ‘ทรัมป์’ บอกไม่สน!! ชี้ควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่มาเสนอตอนนี้

(2 ก.ย. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อินเดียเสนอที่จะปรับลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์ หลังจากที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศถูกวิจารณ์ว่ามีความไม่สมดุล โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “พวกเขาควรทำตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเสนอตอนนี้ มันสายเกินไปแล้ว”

ด้านอินเดียยังไม่มีการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงดังกล่าว แต่เป็นที่รู้กันว่า สหรัฐฯ เคยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอย่างมาก

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของอินเดีย เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีน โดยปรากฏภาพเขาเดินจับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ตอกย้ำภาพความใกล้ชิดระหว่างอินเดีย จีน และรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันจากวอชิงตัน

แม้สหรัฐฯ และอินเดียจะเคยมีความร่วมมือใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นถ่วงดุลอำนาจจีน แต่ความสัมพันธ์กลับตึงเครียดขึ้น หลังอินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันรัสเซีย ขัดต่อความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดกั้นการทำสงครามของมอสโกในยูเครน

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัว รมต.กลาโหมเวเนซุเอลา 15 ล้านดอลลาร์ แลกข้อมูลนำจับ

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศมอบเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 498 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุม วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino López) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาพัวพันคดียาเสพติดและทุจริต ซึ่งการประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันรัฐบาลประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ที่สหรัฐฯ และหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีมาดูโรยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เขาประกาศต่อสาธารณะว่า เวเนซุเอลามีขีปนาวุธจำนวน 1,200 ลูก ที่ถูกล็อคเป้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทั้ง 8 ลำแล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศตนจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยจาก “สงครามเศรษฐกิจ” และแรงกดดันจากชาติตะวันตก

สหรัฐฯ ยังได้เพิ่มเงินรางวัลนำจับ นิโคลัส มาดูโร เป็นจำนวน 25 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 830 ล้านบาท และ ดิโอสดาโด กาเบโย (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีมหาดไทยอีก 25 ล้านดอลลาร์ รวมถึงคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเพิ่มเติม ขณะที่สหภาพยุโรป แคนาดา และสหราชอาณาจักร ก็ร่วมออกมาตรการคว่ำบาตรไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านฝ่ายค้านเวเนซุเอลาและนานาชาติยังคงยืนยันว่า ผลการเลือกตั้งปี 2024 ไม่โปร่งใส และอดีตผู้สมัครฝ่ายค้าน เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ (Edmundo González) ควรเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง โดยสถานการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลมาดูโรกับสหรัฐฯ ที่อาจลุกลามสู่ความขัดแย้งทางทหารมากขึ้นในอนาคต

‘สตาร์บัคส์’ เปิดสาขาใหม่ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ตกแต่งด้วย ‘ผ้าไหมหางหลัว’ ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับร้านกาแฟ

(1 ก.ย. 68) สตาร์บัคส์ (Starbucks) เปิดร้านสาขาใหม่ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันศุกร์ (29 ส.ค.) โดยชูแนวคิด “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ซึ่งเป็นการผสานธุรกิจกาแฟเข้ากับการสืบสานวัฒนธรรมจีน ซึ่งสาขานี้นับเป็นแห่งที่ 5 ของประเทศ หลังจากที่เคยเปิดในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซูโจว และหนานจิงมาแล้ว

สำหรับสาขาแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนถนนเหอฟาง ย่านเก่าแก่ของหางโจว ในอาคารพาณิชย์อายุเกือบร้อยปี การตกแต่งเน้นการใช้ “ผ้าไหมหางหลัว” ผ้าไหมขึ้นชื่อของท้องถิ่น ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติเมื่อปี 2008 พร้อมจัดแสดงเครื่องทอผ้ามือบนชั้นหนึ่ง ให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศวัฒนธรรมควบคู่กับการดื่มกาแฟ

แนวคิดดังกล่าวเกิดจากโครงการสาธารณประโยชน์ของสตาร์บัคส์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2019 โดยมุ่งส่งเสริมและสืบสานเทคนิคมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ รวมถึงสนับสนุนฝีมือแรงงานสตรีในชนบท ปัจจุบันครอบคลุมกว่า 50 รายการใน 26 มณฑลทั่วจีน

ผู้บริหารสตาร์บัคส์ในจีนตะวันออกระบุว่า ร้านสาขานี้ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สำหรับดื่มด่ำกาแฟ แต่ยังเป็น “หน้าต่างทางวัฒนธรรม” ที่ให้สาธารณชนได้เรียนรู้และสัมผัสพลังของมรดกวัฒนธรรมจีน โดยในหางโจวเพียงเมืองเดียว สตาร์บัคส์ได้ขยายสาขามาแล้วกว่า 450 แห่งในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

รถไฟใต้ดินฉงชิ่ง “สายตะกร้าผัก” ไม่เพียงยกระดับการเดินทาง แต่ยังยกระดับรายได้และชีวิตชาวบ้านเข้าด้วยกันกับคนเมือง

(1 ก.ย. 68) รถไฟฟ้าใต้ดินสาย 4 ของเมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการเชื่อมโยงเมืองกับชนบทอย่างแท้จริง ซึ่งเส้นทางยาวกว่า 48.5 กิโลเมตรนี้ ไม่เพียงแต่รองรับผู้โดยสารทั่วไป แต่ยังเป็นเส้นทางของเกษตรกรที่หอบตะกร้าผักและผลไม้ขึ้นรถไฟเข้ามาขายในเมือง ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “รถไฟสายตะกร้าผัก”

บรรยากาศของรถไฟสายตะกร้าผัก เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพราะเป็นพื้นที่ที่ทั้งกระเป๋าเอกสารและตะกร้าผักอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 เป็นต้นมา มีการดัดแปลงที่พักพิงเก่าในเมืองฉงชิ่งจากยุคสงครามมาเป็นตลาดสดให้เกษตรกร เพิ่มความสะดวกในการค้าขายมากขึ้น

ขณะที่มณฑลเสฉวน ชาวเมืองจำนวนมากนั่งรถไฟสายนี้ออกไปซื้อผักผลไม้สดถึงชนบท รอบสถานีรถไฟจึงคึกคักด้วยตลาดผักเล็ก ๆ และไม่ไกลก็ยังมีตลาดใหญ่ของชาวบ้านที่ดึงดูดผู้คนให้มาเลือกซื้อสินค้ากันแน่นขนัด

เรื่องราวของ “รถไฟสายตะกร้าผัก” จึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางขาเดียวจากชนบทเข้าเมืองอีกต่อไป แต่กลายเป็นการเดินทางสองทางที่เอื้อประโยชน์ทั้งเกษตรกรและคนเมือง เมืองได้อาหารสดคุณภาพดี ชนบทได้รายได้เพิ่มและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการบูรณาการเมือง–ชนบท ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top