Sunday, 5 July 2026
WORLD

‘อีลอน มัสก์’ ร้องเอาผิด ‘เฟาซี’ หลังยอมรับให้ทุนสถาบันวิจัยอู่ฮั่น เพื่อพัฒนาดัดแปลงไวรัสโคโรน่าให้มีความสามารถแพร่เชื้อได้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 67 จากเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์พิเศษสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการโพสต์ภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ กรณีนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ซีอีโอบริษัทเทสล่าและสเปซเอ็กซ์ เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี อดีตรองประธานคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโจ ไบเดน ช่วงปี 2564-2565 จากกรณีที่ผู้บริหารสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา (NIH) ยอมรับต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า NIH ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่สถาบันวิจัยไวรัสที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในการพัฒนาดัดแปลงไวรัสโคโรน่าให้มีความสามารถในการแพร่เชื้อได้ดีขึ้น (gain of function) ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปลายปี 2562

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุข้อความในเฟซบุ๊กว่า การให้ทุนในการสร้างไวรัสโควิด จาก สหรัฐไปยังสถาบันวิจัยไวรัส เกิดขึ้นก่อนการระบาดโควิดด้วยซ้ำ สิทธิบัตรวัคซีนของ NIH จดตั้งแต่ปี 2018 ต้นตอโควิดอยู่ที่นี่เอง

ยืนยันชัดเจนจากกรรมาธิการรัฐสภา ถาม NIH ว่า “NIH ให้ทุนสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่นในการสร้างไวรัสใหม่ ที่มีความสามารถในการติดเชื้อและแพร่เชื้อ เกิดโรคได้ดีขึ้น หรือที่เรียกว่า gain of function”

คำตอบจาก NIH “ใช่ เราทำเช่นนั้น yes we did”

ในขณะเดียวกัน Elon Musk ประกาศ ต้องเอาโทษ Anthony Fauci ตัวการใหญ่ในเรื่องนี้ให้ได้

อีลอน มัสก์ เรียกร้องให้จับกุมและดำเนินคดีกับนายแพทย์ แอนโธนี เฟาซี เมื่อวันศุกร์ หลังจากที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ NIH เข้ามาเคลียร์กับสภาคองเกรส และยอมรับว่าให้ทุนสนับสนุนการวิจัย แก่สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น

ขณะเดียวกัน องค์กร EcoHealth alliance มีความผิด และพยายามจะกลบเกลื่อนปิดบังหลักฐานในการส่งผ่านทุนให้สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น และ รัฐบาลสหรัฐ department of Health and Services ตัดสินให้ยุติทุนใด ๆ ให้องค์กรนี้ รวมทั้งให้ถอดถอนสิทธิ์ขององค์การนี้ (disbarment)

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตามรายงานข่าวของนิวยอร์กโพสต์ ดังกล่าว ได้อ้างถึงคำให้การของนายแพทย์แอนโทนี่ เฟาซี่ ต่อสภาคองเกรส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งนายเฟาซี่ได้ให้การว่า NIH ไม่ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่สถาบันวิจัยที่อู่ฮั่นในการวิจัยไวรัส gain of function แต่อย่างใด

ทั้งนี้ การเรียกร้องของนายอีลอน มัสก์ ให้ดำเนินคดีนายเฟาซี่นั้น ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นข้อหาใด แต่ข้อหาที่ชัดเจนที่สุดคือข้อหาให้การเท็จและโกหกต่อสภาคองเกรส ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

เฮลิคอปเตอร์ ประธานาธิบดี Ebrahim Raisi แห่งอิหร่าน ตก!! ภายใต้ความหวังหลังบางคนในคณะได้ติดต่อมายังส่วนกลาง

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 67 เฮลิคอปเตอร์ ลำหนึ่งซึ่งมีผู้โดยสารอย่าง ประธานาธิบดี Ebrahim Raisi แห่งอิหร่าน, รัฐมนตรีต่างประเทศ Hossein Amir-Abdollahian, Malek Rahmati ผู้ว่าการอาเซอร์ไบจานตะวันออก และ Mohammad Ali Ale-Hashem ตัวแทนผู้นำสูงสุดในอาเซอร์ไบจานตะวันออก ได้ประสบอุบัติเหตุตกระหว่างหมู่บ้าน Ozi และ Pir Davood ทางตอนเหนือของ Varzeqan ขณะเดินทางไปยังเมืองทาบริซ 

ตอนนี้ทีมกู้ภัยและโดรนสี่สิบทีม กำลังพยายามค้นหาเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว ซึ่งตามรายงานระบุว่าตกในพื้นที่ป่าดิซมาร์ ซึ่งเป็นภูเขาสูงและป่าทึบ ขณะนี้ยังไม่ทราบทั้งตำแหน่งที่เฮลิคอปเตอร์ตกและชะตากรรมของผู้โดยสาร เพราะทีมกู้ภัยยังไม่สามารถเข้าถึงตำแหน่งของเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเนื่องจากสภาพอากาศปิดมีหมอกหนาจัด

อย่างไรก็ตาม IRNA ภาคภาษาอังกฤษ รายงานว่า มีการติดต่อจากคนบางคนในคณะของประธานาธิบดีบนเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นกับสำนักงานใหญ่กลาง จึงมีความหวังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะจบลงโดยไม่มีผู้เสียชีวิต

สำหรับเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนเฮลิคอปเตอร์สามลำ โดยเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำในจำนวนนั้น ซึ่งบรรทุกรัฐมนตรีและคณะทำงานสามารถเดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ขณะที่ ประธานาธิบดี Ebrahim Raisi และ รัฐมนตรีต่างประเทศ Hossein Amir-Abdollahian พร้อมด้วยบุคคลสำคัญหลายคนอยู่บนเฮลิคอปเตอร์อีกลำช่วงที่เดินทางกลับจากพิธีเปิดเขื่อนบริเวณชายแดนอิหร่านติดกับอาเซอร์ไบจาน แต่มาเกิดอุบัติเหตุขณะลงจอดในภูมิภาควาร์ซากันเมื่อวันอาทิตย์ 

“จากจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ที่มีการรายงานเกี่ยวกับเฮลิคอปเตอร์ของประธานาธิบดี กองกำลังบรรเทาทุกข์ของสภาเสี้ยววงเดือนแดง และกองกำลังบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาเฮลิคอปเตอร์ลำนี้” สำนักข่าวตัสนีม รายงาน

หนูน้อยชาวจีน คิดถึงแม่ผู้ล่วงลับ ‘วิดีโอคอล’ หาป้า เผย!! ‘หน้าป้า’ เหมือน ‘หน้าแม่’ ได้เห็นแล้ว ช่วยฮีลใจ

(19 พ.ค.67) เป็นไวรัลเรียกน้ำตาได้ไม่น้อย เมื่อเด็กชายคนหนึ่งในมณฑลหูหนาน ของจีน ทนคิดถึงแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วไม่ไหว จึงวิดีโอคอลหาป้าพร้อมเผยเหตุผลสุดบีบหัวใจ

โดยเด็กชายได้เลือกโทรหาป้าคนที่สอง เพราะเธอมีหน้าตาคล้ายกับแม่มาก เมื่อได้เห็นหน้าป้า จึงทำให้เด็กชายรู้สึกเหมือนได้เจอแม่อีกครั้ง

“คุณป้าครับ ผมคิดถึงแม่ ป้าดูเหมือนแม่ของผมเลย ผมเห็นป้าแล้วรู้สึกเหมือนได้เจอแม่อีกครั้ง ผมอยากเจอป้าจัง” เด็กชายกล่าว

ด้านป้าของเด็กชายเล่าว่า ช่วงค่ำของวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา จู่ ๆ หลานชายก็วิดีโอคอลมาหา โดยบอกว่าคิดถึงแม่ที่เสียชีวิตไป และบอกว่าเธอหน้าเหมือนแม่ของเด็กชายมาก เพราะคิดถึงแม่ก็เลยอยากเจอแม่ เด็กชายจึงเลือกโทรหาเธอ

นอกจากนี้ เธอยังเผยความรู้สึกในใจว่า ไม่ใช่แค่หลานชายที่จะร้องไห้ สำหรับเธอแล้ว การได้เห็นหน้าหลานชาย มันก็เหมือนการได้เห็นน้องสาวที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน และเธอก็สัญญาว่าเธอจะทำหน้าที่เป็นป้าที่ดี ให้ความรักและความเอาใจใส่หลานชายให้ดีที่สุด

“หลานชายของฉันคล้ายกับน้องสาวของฉัน และฉันก็เหมือนแม่ของหลาน เราต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฉันเชื่อว่าหลานชายของฉันจะเติบโตอย่างมีความสุขแม้ไม่มีแม่” ป้าของเด็กชายกล่าวทิ้งท้าย

ร้านกาแฟในนิวยอร์ก ชง ‘ลาเต้ทุเรียน’ รสชาติหวานหอม ขึ้นแท่นเมนูขายดี!! เพราะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

(19 พ.ค.67) ปัจจุบันมีเมนูเครื่องดื่มครีเอทมากขึ้น มีการนำวัตถุดิบต่าง ๆ มาผสมผสานจนเกิดเป็นเมนูใหม่ให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง เช่นเดียวร้านกาแฟในนิวยอร์กแห่งนี้ ที่ได้หยิบ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้เข้ามาอยู่ในเมนูด้วย.

เว็บไซต์นิวยอร์กโพสต์ได้รายงานว่า ร้านกาแฟ ‘Not As Bitter’ ได้ผุดเมนูลาเต้สุดแปลกใหม่ เพิ่มความเข้มข้นของกาแฟด้วยส่วนผสมที่ดุร้ายที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ ‘ทุเรียน’ ราชาผลไม้ที่มีเปลือกภายนอกแหลมคม ดูเหมือนอาวุธในระยะประชิดในยุคกลาง และเป็นที่เลื่องลือเรื่องกลิ่นฉุน

‘เจฟฟรี่ หวัง’ เจ้าของร้านเผยว่า ทางร้านคัดเลือกผลไม้สดใหม่ทุกวัน โดยเป็นทุเรียนจากไทยหรือมาเลเซีย ซึ่งรสชาติสุดเอกลักษณ์ของลาเต้แก้วนี้ ออกมาดีอย่างน่าประหลาดใจ

“เครื่องดื่มนั้นรสชาติดีมาก เพราะมันหวาน มันเพิ่มรสชาติให้กับกาแฟ และเพิ่มความนัว ความครีมมี่ลงไปด้วย” บาริสต้าซึ่งมาจากเทียนจิน ประเทศจีน กล่าว

สำหรับเมนูลาเต้ทุเรียนนั้น ทางร้านได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์ในประเทศจีน ที่มักผสมเครื่องดื่มกับผลไม้และอื่น ๆ มากมาย โดยวางขายในราคา 8.50 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 300 บาท ซึ่งทางร้านยังมีเมนูที่ผสมผสานวัตถุดิบสุดแปลกใหม่อีกมากมาย เพียงแต่ลาเต้ทุเรียนค่อนข้างได้กระแสตอบรับดีมากกว่าเมนูที่ผสมผลไม้อื่น ๆ

ร้านค้าในนิวยอร์ก กำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไปต่อไม่ไหว ชี้!! ‘คดีลักขโมย’ ระบาดอย่างหนัก เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

(19 พ.ค.67) มหานครนิวยอร์กมีการแจ้งความเกี่ยวกับเหตุขโมยของ 21,578 คดี ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2024 จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม เพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 20,552 คดี จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยที่ในแมนฮัตตันเพียงเขตเดียว มีคดีขโมยของจากห้างค้าปลีกถึง 8,896 คดี

อาชญากรรมดังกล่าวแพร่ระบาดรุนแรงหนักมากเสียจน เครือข่ายห้างค้าปลีกดังระดับชาติ อย่าง ทาร์เก็ต ซีวีเอส และวอลกรีนส์ ต้องปิดทำการไปแล้วหลายสาขา และพับแผนขยายสาขาเข้าลิ้นชัก

ห้างทาร์เก็ต แถลงว่าในช่วงปลายปีที่แล้ว พวกเขาได้ปิดทำการสาขาต่างๆ 9 แห่งใน 4 รัฐ ในนั้นรวมถึงในฮาร์เลม สืบเนื่องจากเหตุลักขโมย 

เราไม่อาจปฏิบัติการสาขาต่างๆ เหล่านี้ต่อไปได้ เพราะเหตุขโมยและอาชญากรรมค้าปลีกอย่างเป็นระบบ ที่คุกคามความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าของเรา และทำให้ผลงานทางธุรกิจอยู่ในภาวะไม่ยั่งยืน

นายหน้าค้าปลีกรายหนึ่งในแมนฮัตตัน ระบุว่าในขณะที่รูปแบบการชอปปิ้งได้เปลี่ยนไป ผู้คนหันไปซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น แต่เหตุลักขโมยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายค้าปลีกทั้งหลายตัดสินใจปิดสาขาต่างๆ เช่นกัน

โจเซฟ เกียคาโลเน นายตำรวจปลดเกษียณแล้ว จากกรมตำรวจนิวยอร์ก และเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ ณ วิทยาลัยการศึกษากระบวนการยุติธรรม จอห์น เจย์ ระบุว่าส่วนหนึ่งของปัญหาคือ การที่พวกนักการเมืองเมินเฉยต่อเหตุขโมยของในห้างค้าปลีก แทนที่จะพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับมัน

พวกนักการเมืองบอกกับเราว่า การขโมยของไม่ใช่ปัญหา เกียคาโลน กล่าว จากนั้นแทบในทันทีทันใด เราเริ่มพบเห็นปัญหานี้เกิดขึ้น เพราะว่ามากมายในอาชญากรรมเหล่านี้ถูกลดระดับความสำคัญโดยตัวนักการเมืองเอง ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมา

เหตุลักขโมยในห้างค้าปลีก ซึ่งกรมตำรวจนิวยอร์กเพิ่งเพิ่มเข้าไปในรายงานติดตามอาชญากรรม CompStat มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเมืองแห่งนี้ ในช่วง 6 ปีหลังสุด จำนวนคดีต่างๆ เพิ่มขึ้นจากคำร้องเพียง 32,254 คดี ตลอดทั้งปี 2017 เป็น 37,922 คดีในปี 2019 ก่อนลดลงระหว่างช่วงพีกสุดของโควิด-19 ในปี 2020 ทว่านับตั้งแต่ปี 2021-2023 คำร้องทั่วเมืองกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จาก 43,892 คดี เป็น 59,137 คดี

คดีลักขโมยนี้ได้สร้างความลำบากแก่ห้างขายยารายใหญ่เช่นกัน ในขณะที่ห้างเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างการลดขนาดธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว

วอลกรีนส์ อยู่บนเส้นทางของการลดจำนวนร้านลงทั่วประเทศราว 200 แห่งในปีงบประมาณ 2024 ซีอีโอ ทีโมที เวนท์เวิร์ธ กล่าวระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์กับพวกนักวิเคราะห์เกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ขณะที่ทางห้างค้าปลีกซีวีเอส แถลงแผนหนึ่งตั้งแต่ปี 2021 ว่ามีแผนลดจำนวนสาขาลง 900 แห่ง แบ่งเป็นปีละ 300 แห่ง ในปี 2022, 2023 และ 2024

Rite Aid เครือข่ายร้านขายยา เตรียมปิดทำการสาขาต่างๆ เพิ่มเติมอีก 53 แห่งใน 9 รัฐ ส่วนหนึ่งในกระบวนการล้มละลายของบริษัท นอกเหนือจากที่ปิดไปเบื้องต้น 154 สาขา

'สิงคโปร์' ตรวจสอบเข้มด่านพรมแดน 'ยะโฮร์บาห์รู - ขาเข้าสิงคโปร์' หลังเกิดเหตุคนร้ายสังหารตำรวจในมาเลย์ฯ โยงกลุ่มก่อการร้าย

(19 พ.ค.67) จากเพจ 'World Forum ข่าวสารต่างประเทศ' ได้นำเสนอภาพด่านพรมแดน ยะโฮร์บาห์รู - ขาเข้าสิงคโปร์ ที่มีรถติดหนัก เพราะต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุเนื่องมาจาก...

เวลา 02.54 น. วันที่ 17/05/2024 ชายชาวมาเลเซีย วัย 34 ปี บุกสถานีตำรวจเมืองอูลูติรัม ในรัฐยะโฮร์ มีตำรวจเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย 

โดยคนร้ายได้สังหาร ตำรวจ และแย่งชิงอาวุธมาใช้สังหารตำรวจคนที่ 2 จากนั้นตำรวจคนที่ 3 ที่เป็นสายตรวจ กลับมาจากตรวจได้มาพบ จึงเกิดการต่อสู้ และได้สังหารคนร้าย ส่วนตำรวจคนที่ 3 มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ และลำคอถูกนำส่งโรงพยาบาล 

ต่อมามีข่าวลือว่า คนร้ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ Jemaah Islamiyah หรือ ญะมาอะห์ อิสลามียะห์ หรือกลุ่ม JI ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่คาดว่าก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533 (ประวัติกลุ่ม เคลื่อนไหวในไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) 

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมาเลเซีย ได้ปฏิเสธว่าคนร้ายดังกล่าวไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่ม JI 

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ทางการสิงคโปร์ ประกาศยกระดับความปลอดภัย (ภาพวันที่  18-19 /05 /2024) โดยด่านยะโฮร์ มีรถติดยาว และไม่แน่ชัดว่าประตูตรวจคนเข้าเมือง สนามบิน ท่าเรือ จะเข้มงวดด้วยหรือไม่?

‘หมอธีระวัฒน์’ เผย โควิดหลุดจากแล็บเป็นเรื่องจริง ชี้!! ‘สหรัฐฯ’ พัฒนาเชื้อไวรัสร่วมกับ ‘สถาบันวิจัยอู่ฮั่น’

(19 พ.ค.67) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์พิเศษสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า ความชั่วปรากฏ พฤษภาคม 2024 ความจริงปรากฏชัดจากที่ถูกป้ายสี ‘โควิดมาจากห้องแล็บ (lab leak)’ ว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องจริง

และเปิดเผยการปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยม ของผู้ที่เป็นหัวหน้าองค์กร เช่น NIH Francis Collins (นายฟรานซิส คอลลินส์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ของสหรัฐอเมริกา) ที่ abuse ใช้อำนาจในทางที่ผิดในสหรัฐ ทำลายนักวิทยาศาสตร์ที่เสนอหลักฐานของกำเนิดโควิดจริงๆ

และทั้งนี้ยังมีโขลงของผู้มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง Fauci (นายแอนโทนี เฟาซี อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19) และกลุ่มที่บิดเบือน รวมไปถึงหัวหน้า CDC ซึ่งหน่วยงานของสหรัฐ NIH CDC USAID DARPA ผ่านเงินทุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงมาที่ตัวกลาง Eco Health Alliance ของ Peter Daszak และทำการวิจัยและพัฒนาไวรัสโควิดกับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น จนสำเร็จก่อนที่จะเกิดระบาดโควิดในปลายปี 2019 รวมทั้ง NIH ถือสิทธิบัตรครอบครองวัคซีนโควิดก่อนหน้าปี 2018 ด้วยซ้ำ

15 พฤษภาคม 2024 องค์กร Eco Health Alliance ถูกตัดสินจากหลักฐานที่รัฐสภาสืบสวนสอบสวนมาตลอด ยุติเงินทุนที่ได้รับที่นำไปใช้สำหรับตัวเองและส่งผ่านไปให้องค์กรอื่นและประเทศอื่นเก็บไวรัสจากสัตว์ป่าและรายงานข้อมูลมาเพื่อสร้างไวรัสใหม่ และอยู่ในกระบวนการที่องค์กรนี้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ (disbarment)

คนอื่นๆ ที่เป็นตัวการในเรื่องนี้กำลังถูกทยอยจัดการตามลำดับ และใครที่รับผิดชอบต่อการเสียชีวิตหลาย 10 ล้านคนทั่วโลก และยังเกี่ยวโยงไปถึงวัคซีนโควิดและการปกปิดผลกระทบผลข้างเคียงของวัคซีน

จับตาดูองค์กรใหญ่และหน่วยงานโรงเรียนแพทย์สถาบันในประเทศไทยที่รับเงินทำธุรกิจข้ามชาติจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ทั้งๆ ที่รู้ถึงเรื่องเหล่านี้และอันตรายที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะขึ้นถ้ายังคงทำต่อ แต่เห็นแก่เงินเป็นสรณะ

องค์กรและบุคคลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นกลุ่มเดียวกันที่พยายามปิดบังผลกระทบของวัคซีนที่ทำให้ตายและพิการและมีผลในระยะยาว

หลักฐานที่นำมากล่าวนี้มีมากมายและเป็นบันทึกของรัฐสภาสหรัฐฯ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

‘ทหารอาสาสมัครจากตะวันตก’ เข้าร่วมสู้รบต่อต้าน ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ อ้าง!! ได้แรงบันดาลใจ จากความกล้าหาญ ของพวกขัดขืนรัฐประหาร

(19 พ.ค.67) เจสัน (ใช้นามแฝงเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย) เป็นอดีตทหารราบที่เคยประจำการในอัฟกานิสถาน ใช้เวลา 8 สัปดาห์ในแนวหน้าทางตะวันออกของพม่า ก่อนเดินทางกลับมาตุภูมิในช่วงปลายเดือนเมษายน เขาให้คำจำกัดความนักรบฝ่ายต่อต้านว่า "พร้อมตายเพื่อเป้าหมาย" และเน้นว่าคนเหล่านี้มีความกล้าหาญเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับความขัดแย้งอื่นๆที่เขาประสบมา

ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆนานาและได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครต่างประเทศบางส่วน สู้รบกับกองทัพพม่ามานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ความขัดแย้งได้ขยายวง แผ่ลามสู่ภูมิภาคต่างๆในแถบตอนกลางของประเทศ ในขณะที่กองทัพ ซึ่งมีเครื่องบินขับไล่ที่ผลิตโดยรัสเซีย ถูกกล่าวหากระทำการโหดร้ายป่าเถื่อนต่างๆนานา ในนั้นรวมถึงโจมตีไม่เลือกหน้าและเผาหมู่บ้าน จนถูกสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งหลายตราหน้าว่าอาจเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม

แม้ใช้ยุทธวิธีโหดเหี้ยมเหล่านี้ แต่คณะรัฐประหารต้องประสบปัญหาในการปราบปรามการลุกฮือ ความเคลื่อนไหวต่อต้านได้ก่อความสูญเสียใหญ่หลวงและรุกคืบด้านดินแดน เบื้องต้นใช้อาวุธดั้งเดิม แต่ตอนนี้มีอาวุธที่ดียิ่งขึ้น สืบเนื่องจากการบริจาคของประชาชน แรงสนับสนุนจากกองทัพชาติพันธุ์ และใช้อาวุธที่ยึดมา

พม่า ไม่ได้พบเห็นการไหลบ่าเข้ามาของอาสาสมัครนานาชาติ อย่างเช่นความขัดแย้งในยูเครนหรือซีเรีย ไม่มีความพยายามอย่างเป็นระบบในการเกณฑ์นักรบต่างแดน และกลุ่มติดอาวุธทั้งหลายในประเทศปฏิบัติการอย่างเป็นอิสระ อย่างไรก็ตามพบเห็นอาสาสมัครอย่าง เจสัน เข้าร่วมสู้รบหลายคน แม้มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในประเทศบ้านเกิดก็ตาม

รายงานข่าวของอัลจาซีราห์ ระบุว่าพบเห็นคลิปวิดีโอและภาพถ่ายของเจสัน กำลังสู้รบเคียงข้างฝ่ายต่อต้านในภาคตะวันออกของพม่า ขณะที่ เจสัน ซึ่งเคยต่อสู้ในยูเครน ตามหลังการรุกรานของรัสเซีย เน้นย้ำว่าเขาไม่ใช่ทหารรับจ้าง แต่ต่อสู้ในเหตุผลที่เขาเชื่อถือศรัทธา "ผมไม่ใช่ทหารรับจ้าง ผมทำมันเพื่อคนที่ผมคิดว่าเป็นฝ่ายถูก"

เจสัน มีแผนที่จะจัดตั้งทีมงานของทหารที่มีประสบการณ์จากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ แคนาดาและออสเตรเลีย สำหรับมอบความช่วยเหลือแก่ฝ่ายต่อต้านทหารพม่า และเป้าหมายของทีมงานนี้ก็คือทำงานอยู่ภายใต้กรอบระบบของฝ่ายต่อต้าน ไม่ใช่จัดตั้งองค์กรแยกตัวออกมา

"เรามีความรู้จาก 4 กองทัพที่ต่างกัน ที่เราสามารถใช้สอนพวกเขา" เขากล่าว "ประสบการณ์คือจุดแข็งที่ผมสามารถช่วยพวกเขา พวกเขาแค่ต้องการมีเสรีภาพและประชาธิปไตย เราไม่ต้องการเป็นคนขาวผู้กอบกู้ ด้วยทีมงานของเรา เราอยากทำงานภายใต้ระบบของพวกเขามากกว่าจัดตั้งองค์กรของเรา เราจะทำมันทั้งหมดอย่างอิสระ"

ในรัฐชิน ติดชายแดนอินเดีย กองกำลังพิทักษ์ประชาชนโซแลนด์ โพสต์ภาพอาสาสมัครต่างชาติ 1 คน ได้แก่ อาซาด จากทางใต้ของสหรัฐฯและอีกคนเป็นชาวสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ อาซาด ไม่ได้มีภูมิหลังด้านการทหาร แต่เคยสมัครใจร่วมสู้รบร่วมกับกองกำลังวายพีจี ที่นำโดยเคิร์ด ในซีเรีย เขาทำหน้าที่สอนพลซุ่มยิงและหลักสูตรทหารราบ และเขามองว่าการปฏิวัติพม่าคือส่วนหนึ่งในความพยายามของโลก ไม่ต่างจากการสู้รบในซีเรียและการป้องกันตนเองของยูเครน จากการรุกรานของรัสเซีย

รายงานข่าวระบุว่ากลุ่มมนุษยธรรมคริสเตียน Free Burma Rangers (FBR) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งเช่นกัน โดบมอบความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ชุมชนต่างๆที่ต้องไร้ถิ่นฐาน ท่ามกลางเหตุล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆนานา ทั้งนี้แม้เป็นองค์กรช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แต่พบเห็นสมาชิกของ FBR ติดอาวุธเพื่อการคุ้มกันด้วย

ในส่วนของรัฐบาลพม่า ได้เสริมความเข้มแข็งแก่กองทัพ ด้วยแรงสนับสนุนจากต่างชาติ โดยในเดือนเมษายน พวกเจ้าหน้าที่เดินทางเยือนรัสเซียและจีน เพื่อจัดซื้อโดรนสู้รบ ในขณะที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการกองทัพ พบปะกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และเจ้าหน้าที่รัสเซีย ณ พิธีสวนสนามของกองทัพพม่า ท่ามกลางรายงานข่าวว่าครูฝึกทหารรัสเซียได้ช่วยฝึกฝนทหารพม่าในการใช้อาวุธรัสเซีย แม้ไม่มีข้อมูลยืนยันในเรื่องนี้

ผู้บัญชาการฝ่ายต่อต้านในเมืองเพคง ในรัฐฉาน ทางใต้ของพม่า อ้างว่าได้ยินข่าวว่าพบเห็นพวกครูฝึกทหารรัสเซียอยู่ใกล้ๆแนวหน้า แม้คำยืนยันเกี่ยวกับการพบเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ 4 เดือนก่อน และว่ากันว่าครูฝึกเหล่านั้นได้อพยพออกมาแล้ว ท่ามกลางการโจมตีอันดุเดือด

'มิโรสลาฟ โคลเซ่' เผย!! ความคิดของ 'เด็กรุ่นใหม่' ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เขาต้องหันหลังให้ 'ฟุตบอล'

จากบทความโดย 'Mansion Sports' ได้นำเสนอเรื่องราวของ 'มิโรสลาฟ โคลเซ่' อดีตกองหน้าทีมชาติ เยอรมนี ถึงมุมมองความคิดต่อ 'เด็กรุ่นใหม่' ที่มีส่วนสำคัญทำให้เขาต้องหันหลังให้อาชีพ 'ฟุตบอล' ในที่สุด ว่า...

"ผมเลิกเล่นฟุตบอล เพราะว่าผมไม่รู้จักมันอีกต่อไป ทุกวันนี้ เหล่าผู้เล่นดาวรุ่งเอาแต่คิดถึงเรื่องอื่น ๆ"

"สมัยที่ผมยังเด็ก ผมคิดอยู่อย่างเดียวว่านั่นก็คือ การฝึกซ้อม และการได้กลายเป็นใครสักคนในกีฬาที่ผมรักเสมอมา ทั้งตอนที่อยู่ ลาซิโอ้ หรือกับ ทีมชาติเยอรมนี"

โคลเซ่ เล่าอีกว่า "หลังจากซ้อมเสร็จ ผมเอาตัวเองไปแช่ในอ่างที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่พวกดาวรุ่งในทีมเลือกปฏิเสธที่จะทำแบบนั้น”

เขาเล่าต่อด้วยว่า "ตอนนั้นพวกเขาเห็นผมหยิบถุงใส่ลูกบอลและเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ หลังจบการฝึกซ้อม พวกเขาก็ถามผมว่า 'ใครเป็นคนบอกให้คุณทำแบบนั้น?'"

"ณ ตอนนั้นผมบอกกับตัวเองว่า ‘เอ็งอายุ 20 ปีแล้วนะ เอ็งไม่คิดจะช่วยเหลือคนงานอายุ 60 ปีกันเลยเหรอวะ?'"

"ดาวรุ่งเหล่านี้สนใจว่ารองเท้าสตั๊ดที่ใส่จะเข้ากับถุงเท้าของทีมหรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเลิกเล่น นี่ไม่ใช่ฟุตบอลที่ผมรู้จักอีกต่อไปแล้ว" โคลเซ่ กล่าวและว่า...

"นักเตะอายุน้อยในปัจจุบันต่างก็คิดถึงเรื่องการมีรถขับเป็นอันดับแรก, สัญญาส่วนตัวกับสปอนเซอร์ และ รองเท้าคู่ใหม่ นี่คือเรื่องทั้งหมดที่พวกเขาสนใจก่อนจะมาถึงเรื่องฟุตบอล ... สำหรับพวกเขาภาพลักษณ์คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับผมสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอก็คือ 'ฟุตบอล' ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด"

โดยสรุปแล้ว สิ่งที่ทำให้ยอดตำนานอย่าง มิโรสลาฟ โคลเซ่ เลือกปิดฉากเส้นทางค้าแข้งกับ ลาซิโอ้ เมื่อปี 2016 ไม่ใช่อายุอานามที่แตะหลัก 36-37 และไม่ใช่ความอิ่มตัวบนเส้นทางอาชีพกว่า 17 ปี แต่เป็นความคิดความหมกมุ่นของเด็กคนใหม่ที่ทำให้ฟุตบอลที่เขารัก กลายเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอีกต่อไป

แม้ มิโรสลาฟ โคลเซ่ จะไม่ใช่กองหน้าระดับหัวแถวในยุคสมัยของเขา เพราะมีทั้งช่วงเวลาที่ดีและไม่ดีในทุกๆ ที่ๆ เขาไป ไม่ว่าจะทั้งที่ ไกเซอร์สเลาเทิร์น, แวร์เดอร์ เบรเมน, บาเยิร์น มิวนิค ตลอดจนกับ ลาซิโอ้ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขา หรือตั้งข้อกังขาในฝีเท้าของเขาอย่างแน่นอน

ยิ่งกับทีมชาติเยอรมนีด้วยแล้ว เขาคือ ดาวยิงระดับตำนาน โดยเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นที่ทำประตูได้มากที่สุดตลอดกาลบนเวทีระดับ 'ฟุตบอลโลก'

...และทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ก้าวมาอยู่ในจุดๆ นั้นได้ ก็มาจากสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นก็คือ การมีวินัยกับตัวเอง และมองว่า 'ฟุตบอล' นั้นสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด

'เจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์' ชี้!! มีโอกาสเกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ ลั่น!! นาทีนี้ ถ้าเลือก ปธน.ได้เอง ขอเลือก 'เทย์เลอร์ สวิฟต์' ดีกว่า

เจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์ออกโรงเตือน อเมริกาเสี่ยงเกิดสงครามกลางเมือง แนะนักลงทุนโยกเงินออกจากสหรัฐ 

เรย์ ดาลิโอ อภิมหาเศรษฐีนักลงทุน และ ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates หนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แสดงความวิตกกังวลถึงบรรยากาศการเมืองสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ที่สุ่มเสี่ยงต่อการแตกแยกครั้งใหญ่และมีโอกาสเกิดสงครามกลางเมืองได้ถึง 1 ใน 3 

โดย เรย์ ดาลิโอ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ Financial Times เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การแบ่งขั้วทางการเมืองได้สร้างความปั่นป่วนในสังคมคนอเมริกันที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และตอนนี้เราอยู่ในจุดที่แตกหักแล้ว จึงมีโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ได้ถึง 35% - 40% 

เพียงแต่สงครามกลางเมืองในยุคสมัยนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะหันไปคว้าปืน คว้าระเบิดมายิงใส่กันอย่างที่แล้วมา แต่ผู้คนในสังคมจะเลิกมองหาจุดกึ่งกลางในการประนีประนอมทางการเมืองที่แตกต่าง และอีกไม่นาน เราอาจเห็นชาวอเมริกันยอมย้ายบ้านไปอยู่ในรัฐที่มีแนวทางการเมืองตรงจริตของแต่ละคน และไม่ยอมฟังคำสั่งของรัฐบาลกลางที่มาจากขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามอีกต่อไป 

ความเห็นของ เรย์ ดาลิโอ ก็สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดจาก Pew Research Poll พบว่าชาวอเมริกันมีแนวคิดทางการเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจนกว่าแต่ก่อนมาก และมีชาวอเมริกันเพียง 32% ที่ให้น้ำหนักความเชื่อทางการเมืองทั้งด้านอนุรักษ์นิยม และ เสรีนิยมก้ำกึ่งกัน ซึ่งลดลงจากปี 2004 ที่มีชาวอเมริกันสายกลางอยู่ที่ 49%

ถึงแม้ว่าหลายคนอาจมองว่าเจ้าพ่อเฮดจ์ฟันด์ เรย์ ดาลิโอ คาดการณ์เกินจริงเรื่องโอกาสที่สหรัฐอเมริกาจะถอยไปสู่ยุคสงครามกลางเมืองอีกครั้ง แต่มีกลุ่มชาวอเมริกันผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 40% มองว่าสหรัฐอเมริกาเคยแตะถึงจุดอันตรายนั้นมาแล้ว เมื่อตอนที่เกิดการลุกฮือของกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้ายึดอาคารรัฐสภา (The Capital) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 เป็นความตึงเครียดที่ไม่ต่างจากการเกิดสงครามกลางเมือง

เรย์ ดาลิโอ ยังกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนนี้ (2024) ระหว่างโจ ไบเดน และ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจุดตัดสินทางการเมืองที่สำคัญ และยังเป็นบททดสอบประชาธิปไตยของอเมริกันชนว่ายังยอมรับ กฎ กติกา ทางการเมืองได้อยู่หรือไม่ 

และยังมีปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมอย่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ ปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่จะมีผลต่อการใช้ชีวิตในสังคมมากขึ้น ยังไม่นับรวมความเสี่ยงจากหนี้ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่กระทบต่อราคาของพันธบัตรรัฐบาลอีก 

ดังนั้น ด้วยมุมมองของนักลงทุนระดับอภิมหาเศรษฐี วัย 74 ที่อยู่นิวยอร์กมาทั้งชีวิต เขาจึงแนะนำว่า นักลงทุนควรพิจารณาย้ายเงินไปตลาดต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง 

โดยชี้เป้าประเทศน่าลงทุน ได้แก่  อินเดีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนาม ควบคู่ไปกับประเทศย่านอ่าวในตะวันออกกลาง เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และมีการจัดการงบดุลที่ดี มีระเบียบภายใน และเป็นกลางในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงน่าดึงดูด

และเมื่อถามว่า เรย์ ดาลิโอ อยากให้ใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาตอบทันทีว่า ถ้านาทีนี้ ผมขอเลือก เทย์เลอร์ สวิฟต์ ดีกว่า อย่างน้อยเธอก็มีพลังที่ทำให้คนหลากหลายเชื้อชาติมารวมพลัง เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำทางการเมืองในยุคนี้ทำไม่ได้ 

ก็ถือเสียว่าเป็นความเห็นหนึ่งของนักลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐฯ ที่มองเห็นความเสี่ยงในสถานการณ์การเมืองที่ชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ซึ่งใครจะเห็นตาม หรือ เห็นต่าง หรือจะส่ายสะโพกโยกย้ายเงินทุนตามคำแนะนำของเขา ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน 

Buddha Marketing สูตรสำเร็จธรรมกายบุกเมียนมา ความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเมืองไทย

เป็นที่ประจักษ์แน่นอนแล้วว่าหมุดหมายใหม่ของธรรมกายไม่ใช่ประเทศไทย แต่บุกไปหลายประเทศที่นับถือพุทธศาสนา อาทิเช่น เมียนมา, ศรีลังกา รวมถึงหลายประเทศในยุโรปและอเมริกา โดยใช้กลยุทธ์ที่น่าจะนิยามได้ว่าการตลาดสายพุทธ หรือ ธรรมะมาร์เก็ตติง ทำไมจึงเรียกเช่นนั้น เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทราบกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าส่วนประสมทางการตลาดประกอบด้วย 4 ส่วนคือ...

- ผลิตภัณฑ์ แต่ ณ ที่นี้เอย่าจะขอเรียกว่า ไอดอล ลัทธิธรรมกายมีการสร้างไอดอลหลัก 3 ท่านคือ พระมงคลเทพมุนี, แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง และหลวงพ่อธัมมชโย โดยมีการสร้างเรื่องปาฏิหาริย์ เป็นการเพิ่มคุณค่าของไอดอลให้น่าเชื่อถือ

- ราคา ณ ที่นี้ขอเรียกว่าคำสอน อันให้เกิดลาภจากการสักการะ เช่นในครั้งที่สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ หลวงพ่อธัมมชโยได้กล่าวผ่าน DMC TV ว่าบริจาคแล้วได้อะไรรออยู่ที่สวรรค์

- สถานที่จัดจำหน่าย ณ ที่นี้ขอเรียกว่า อินฟลูเอนเซอร์และผู้เผยแผ่หลัก อาทิเช่นพระวีระธูในเมียนมาที่เป็นตัวตั้งตัวตีต่อต้านศาสนาอิสลามในเมียนมา และเป็นตัวหลักในการเผยแผ่และประสานงานกิจกรรมของธรรมกายในเมียนมา รวมถึงผู้นำบุญชาวเมียนมาที่ช่วยกันป่าวประกาศ

- สุดท้ายคือโปรโมชัน ณ ที่นี้คือกิจกรรมของธรรมกายที่ออกมาในเมียนมา อาทิเช่น การตักบาตรแบบเดียวกันกับที่เคยมีในประเทศไทย หรือ การสวมชุดนางวิสาขาเข้าไปถวายเงินให้แก่สังฆราช Sitagu ทั้งหมดล้วนเป็นกิจกรรมสร้างภาพให้สาวกทั้งเก่าและใหม่ ได้เลื่อมใส 

รวมถึงแม้สมาชิกเก่าจะถึงแก่กรรมไป ทางธรรมกายก็มีกิจกรรมในงานศพ เพื่อสร้างความประทับใจและหาสมาชิกใหม่เพิ่มเติมต่อ

และทั้งหมดนี้กล่าวได้ว่า กล่าวได้ว่านี่คือส่วนประสมทางการตลาดที่เป็นสูตรสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นในไทยมาแล้ว และจะกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งที่ เมืองมัณฑะเลย์ ในเมียนมา

เราคงต้องยอมรับว่าจนถึงวันนี้ คำสอนของ 'พระสัมมาสัมพุทธเจ้า' ได้ถูกบิดเบือนจากการใฝ่หาการพ้นทุกข์ไปสู่การสักการะแล้ว ได้ผลตอบแทนเป็นชีวิตที่สุขสบายไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติหน้า

เอย่าก็หวังว่าเราชาวพุทธจะมีวันที่หวนกลับมาหาคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะเราไม่มีวันหนีกรรมพ้นแม้จะสร้างบุญเท่าภูเขาเอเวอเรสต์ก็ตาม

‘จีน’ เดินหน้าสร้าง ‘ห้องปฏิบัติการ AI’ หวังงัดเทคโนโลยี ช่วยเหลือผู้พิการ

(17 พ.ค. 67) สหพันธ์คนพิการแห่งประเทศจีน และไอฟลายเทก (iFlytek) หนึ่งในบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำของจีน ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือในนครเหอเฝย เมืองเอกของมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน เพื่อสร้างห้องปฏิบัติการร่วมด้านปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป สำหรับให้ความช่วยเหลือผู้พิการ

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการจะช่วยพัฒนาองค์ประกอบด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ช่วยเหลือการฟื้นฟูสมรรถภาพอัจฉริยะ ดำเนินการวิจัยหลายหมวดหมู่เกี่ยวกับความช่วยเหลืออัจฉริยะสำหรับผู้พิการ และสร้างสถานการณ์การใช้งานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้พิการ

โจวฉางขุย ประธานคณะกรรมการบริหารของสหพันธ์ฯ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญสำหรับการสร้างชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้พิการ และส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงสำหรับประชากรกลุ่มนี้

อนึ่ง วันอาทิตย์ (19 พ.ค.) ที่กำลังจะถึงนี้ ตรงกับวันคนพิการแห่งชาติจีน (National Day of Disabled Persons) ครั้งที่ 34

สหรัฐฯ ต้องมุ่งพัฒนาสินค้าที่…ล้ำกว่า เริ่ดกว่า เพื่อแข่งขันกับจีนแล้วปล่อยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเอง

(17 พ.ค.67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีน จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ผู้นำสหรัฐฯ 🇺🇸 ใช้มุขเดิมๆ มุขโบราณ ๆ ที่ตัวเองถนัดในการเตะสะกัดคนอื่น!! ทั้ง ๆ ที่มาตรการขึ้นภาษีเพื่อใช้สะกัดสินค้าจีน 🇨🇳 ไม่เคยได้ผล!! จีนไม่ยอมแพ้ เน้นพัฒนาสินค้า/เน้นนวัตกรรมให้ดีวันดีคืน 

‘โลกแห่งอนาคต’ คือ การมุ่งสู่ พลังงานสะอาด คือ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV แทนรถยนต์เติมน้ำมันแบบเดิม ๆ ใน ‘โลกยุคเก่า’ 

แทนที่สหรัฐฯ 🇺🇸 จะมุ่งไปพัฒนาสินค้าให้ดีกว่าจีน เก่งกว่าจีน เน้นแข่งขันกันที่คุณภาพ 🇺🇸 กลับเลือกใช้มุกโบราณ ๆ เดิม ๆ คือ ไล่บี้ขึ้นภาษีสินค้าจีน แบบซ้ำไปซ้ำมา 

แบบนี้ชัดเจนนะคะ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ ในเกมแห่งอนาคต

หากต้องการ ‘เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ตามวาทกรรมที่ท่องทุกวัน ก็ต้องส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว  #GreenDevelopment และมุ่งสู่การพัฒนารถยนต์พลังงานสะอาด ไม่สร้างมลพิษแบบเดิมนะคะ  

คนเก่งจริงก็ต้องพัฒนาสินค้าแนวคุณภาพมาแข่งกับจีน ต้องล้ำกว่า ต้องเริ่ดกว่า แล้วให้ ‘ผู้บริโภค’ ตัดสินใจเอง ว่าจะซื้อสินค้าชาติไหน จะซื้อสินค้าจีนหรือไม่? แต่ไม่ใช่ไปไล่บี้ขึ้นภาษีรถยนต์ EV จีนและแบตตารี่ EV จีน เพื่อเตะสะกัดจีนแบบนี้นะคะ

'พาณิชย์จีน' ค้าน 'สหรัฐฯ' ขึ้นภาษีนำเข้า 'อีวี-โซลาร์เซลล์' ชี้!! เป็นการขัดระเบียบการค้าโลก ควรยกเลิกทันที

(17 พ.ค.67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘Salika’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 พ.ค.67) กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกมาแสดงการคัดค้านและประท้วงกรณีสหรัฐฯ ปรับขึ้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้าจีนบางส่วน และจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของจีน

สหรัฐฯ มีมติปรับขึ้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับการนำเข้าสินค้าจีน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า ในอัตรา 102.5% จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ในอัตรา 27.5% ส่วน แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน, โซลาร์เซลล์, แร่ธาตุสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์, เหล็กและอะลูมิเนียม และเครน เป็น 25% จากปัจจุบันที่อยู่ระหว่าง 0 - 7.5% ภายใต้มาตรา 301

ทั้งนี้ทางโฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าจีนไม่พึงพอใจอย่างยิ่งกับกระบวนการทบทวนการจัดเก็บภาษีศุลกากรตามมาตรา 301 โดยมิชอบของสหรัฐฯ ซึ่งมีแรงผลักดันจากประเด็นทางการเมืองภายในประเทศและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้าจีนบางส่วน

"การดำเนินการนี้ของสหรัฐฯ ใช้การค้ามาสร้างประเด็นทางการเมืองและใช้เป็นเครื่องมือ 'ชักใยทางการเมือง' ตามแบบฉบับ ทั้งที่องค์การการค้าโลก (WTO) ชี้ชัดแล้วว่าการจัดเก็บภาษีศุลกากรตามมาตรา 301 ขัดต่อระเบียบข้อบังคับขององค์การฯ แต่สหรัฐฯ ยังคงทำผิดต่อไป"

สำหรับการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ยังขัดกับฉันทามติที่ผู้นำของสองประเทศเห็นพ้องต้องกัน รวมถึงสวนทางกับคำมั่นสัญญาของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อบรรยากาศความร่วมมือทวิภาคี

ทางกระทรวงฯ ยังเน้นย้ำว่าฝ่ายสหรัฐฯ ควรแก้ไขข้อผิดพลาดโดยทันที และยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับจีน

'อิสราเอล' เผย!! 2 ตัวประกันไทยในกาซาตายแล้ว คาดตั้งแต่เหตุโจมตี 7 ต.ค. ด้าน 'รมว.กต.ไทย' ลั่น!! ขอให้ปล่อยอีก 6 ตัวประกันคนไทยโดยทันที

(17 พ.ค. 67) กองทัพอิสราเอลเปิดเผยในวันพฤหัสบดี (16 พ.ค.) ตัวประกันไทย 2 คน ที่เดิมทีเชื่อว่ามีชีวิตรอดอยู่ในกาซา แท้จริงแล้วเสียชีวิตในเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และศพของทั้งคู่ถูกกักอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยรุดออกมาแสดงความเสียใจ และบอกว่าจะติดต่อประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

"เราได้แจ้งกับครอบครัว 2 พลเมืองไทยที่ถูกลักพาตัว ซึ่งทำงานในภาคเกษตรกรรมในที่เพาะปลูกแห่งหนึ่งใกล้กับคิบบุตซ์บีรี (นิคมการเกษตรบีรี) ว่าพวกเขาถูกฆาตกรรมในเหตุโจมตีก่อการร้ายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และศพของพวกเขาถูกกักไว้โดยพวกฮามาส" จากการเปิดเผยของดาเนียล ฮาการี โฆษกของกองทัพอิสราเอล

กองทัพอิสราเอลกับกลุ่มครอบครัวตัวประกันและผู้สูญหาย (Hostages and Missing Families Forum) ระบุชื่อชายทั้ง 2 คน ได้แก่นายสนธยา อัครศรี และนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ซึ่งได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยเช่นกัน

จากการนับของเอเอฟพีบนพื้นฐานข้อมูลของฝั่งอิสราเอล สำนักข่าวเอเอฟพีเชื่อว่าตอนนี้เหลือตัวประกันไทยที่ยังถูกควบคุมในกาซา อยู่ 6 คน

Hostages and Missing Families Forum ระบุในถ้อยแถลงว่า "ในขณะที่เราเศร้าโศกต่อเหตุฆาตกรรมอันน่าเศร้าของ 2 ตัวประกันไทย มันเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประชาคมนานาชาติที่ต้องตระหนักว่าวิกฤตตัวประกันมีขอบเขตเกินเลยมากไปกว่าการเป็นประเด็นปัญหาของอิสราเอลแต่เพียงฝ่ายเดียว" พร้อมเรียกร้องการตอบสนองด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน

เอเอฟพีรายงานว่า ไทยมีพลเมืองในอิสราเอลราว 30,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม

เหตุโจมตีของพวกฮามาส เล่นงานทางภาคใต้ของอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,170 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มันกระตุ้นให้อิสราเอลแก้แค้นด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารในกาซา สังหารผู้คนไปแล้ว 35,272 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนเช่นกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เผยแพร่ถ้อยแถลงเรื่องการเสียชีวิตของตัวประกันไทย 2 ราย ในกาซา ระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า คณะกรรมการด้านการประเมินสถานภาพตัวประกันของรัฐบาลอิสราเอล ได้พิจารณาหลักฐานแวดล้อมที่เชื่อถือได้ และแจ้งว่า ตัวประกันคนไทย 2 ราย จากจำนวนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว 8 ราย ได้เสียชีวิตแล้ว ประกอบด้วย นายสนธยา อัครศรี และนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ โดยคาดว่าเป็นการเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงต้นของเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2023

ถ้อยแถลงระบุต่อว่า รัฐบาลไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยสถานเอกอัครราชทูต และกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อครอบครัวทั้ง 2 แล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานงานในการให้ความช่วยเหลือครอบครัวในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รัฐบาลไทยขอย้ำการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมดโดยเร็วที่สุด รวมถึงตัวประกันคนไทยอีก 6 คน ให้กลับคืนสู่มาตุภูมิโดยปลอดภัย รวมถึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างสูงสุดเพื่อบรรลุการเจรจา และนำไปสู่การแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมในกาซาโดยทันที ถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top