Monday, 24 August 2026
WORLD

'คิม จองอึน' มอบสุนัขประจำชาติ 'พุงซาน' เป็นของขวัญให้ 'ปูติน' หลังการลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างกว้างขวาง

(21 มิ.ย. 67) สำนักข่าวกลางเกาหลี ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้มอบสุนัขพันธุ์ 'พุงซาน' (Pungsan) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสมบัติชาติของเกาหลีเหนือ และเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่มีความจงรักภักดีและเฉลียวฉลาด ให้เป็นของขวัญแก่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายประชุมสุดยอดร่วมกันที่กรุงเปียงยาง

โดยทางสำนักข่าวยอนฮับ รายงานเพิ่มเติมว่า คิม จอง อึน มอบสุนัขให้กับนายปูติน ในระหว่างที่ทั้งสองเดินเล่นในสวนของบ้านพักรับรองคึมซูซัน หลังจากลงนามในข้อตกลงส่งเสริมความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างกว้างขวาง ขณะที่ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า คิมมอบสุนัขประจำชาติ 1 คู่ให้กับปูติน ซึ่งผู้นำรัสเซียได้กล่าวแสดงความขอบคุณ

ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อปี 2018 ‘คิม จอง อึน’ เคยส่ง สุนัขพุงซานให้ ‘มุน แจ อิน’ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนก่อน และในปี 2000 ก็เคยมอบลูกสุนัขพันธุ์พุงซานแด่ ‘คิม แด จอง’ อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ เช่นกัน

อย่างไรก็ตามในปี 2022 อดีตประธานาธิบดีมุน ก็จำต้องทิ้งสุนัขทั้ง 2 ตัว ที่ชื่อ ซองคังและโกมิ โดยอ้างว่า ขาดการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการเลี้ยงดูสุนัขจากรัฐบาลชุดปัจจุบันของประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ทำให้สุนัขทั้ง 2 ตัว ต้องย้ายไปอยู่ที่สวนสัตว์ในเมืองกวางจู หลังจากไปพักชั่วคราวที่โรงพยาบาลสัตว์ในเมืองแทจู และถูกดูแลต่อในฐานะสัญลักษณ์ของสันติภาพ การปรองดอง และความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ

ยอดขายรถยนต์แบรนด์จีนทั่วโลก มากกว่าแบรนด์สหรัฐฯ แล้ว แม้ตลาดภายในประเทศจีน จะลดความร้อนแรงลงไปบ้างก็ตาม

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนขายรถยนต์ทั่วโลกได้มากกว่าบรรดาผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อ้างอิงจากรายงานที่เผยแพร่โดยบริษัทวิจัยตลาด JATO Dynamics 

จากข้อมูลพบว่า แบรนด์ต่าง ๆ ของจีน ที่นำโดยบีวายดี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเซินเจิ้น ขายรถยนต์ใหม่ได้ 13.43 ล้านคันในปีที่แล้ว ส่วนแบรนด์ต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ขายรถยนต์ได้รวมกันราว 11.93 ล้านคัน อย่างไรก็ตามแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง รักษาความเป็นผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยยอดขายทั่วโลก 23.59 ล้านคัน

ทั้งนี้ รายงานยังพบด้วยว่ายอดขายรถยนต์ของบรรดาบริษัทจีนมีอัตราการเติบโตมากกว่าแบรนด์สัญชาติสหรัฐฯ โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 23% จากหนึ่งปีก่อนหน้า ส่วนเหล่าบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ มียอดขายเติบโตเพียง 9%

เฟลิเป มูนอซ นักวิเคราะห์อาวุโสของ JATO กล่าวว่า “ความประมาทเลินเล่อของค่ายรถยนต์เก่าแก่ ผลก็คือราคารถยนต์ยังอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักพวกผู้บริโภคหันเข้าหารถยนต์ทางเลือกค่ายจีนที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ ในขณะที่ราคารถยนต์ยังคงเพิ่มขึ้นในทุก ๆ แห่ง แบรนด์รถยนต์จีนใช้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ในการเข้าถึงเสียงตอบรับของตลาดในอัตราที่รวดเร็วอย่างมาก”

รายงานของ JATO พบว่าแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเกือบทั่วทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง ยูเรเชีย และแอฟริกา และมีทีท่าเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในลาตินอเมริกา
และเอเชีย นอกจากนี้ แบรนด์รถยนต์จีนยังมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อย่างยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอิสราเอล

อ้างอิงรายงานของ JATO พบว่า Qin รถคอมแพกต์ซีดานของบีวายดี เป็นรถจีนรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แม้ตลาดภายในจีน ยอดขายรถยนต์จะส่งสัญญาณลดความร้อนแรงลงไป แต่บรรดาผู้ผลิตของประเทศแห่งนี้กำลังค้นหาแหล่งบ่อเกิดแห่งการเติบโตในต่างแดนมาทดแทน

รายงานยังระบุอีกว่า สาเหตุที่แบรนด์รถยนต์จีนประสบความสำเร็จในด้านยอดขายในบรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ สืบเนื่องจากนโยบายที่เข้าถึงได้ง่าย การปรับลดอุปสรรคทางการค้า และความอ่อนไหวต่อราคาของบรรดาผู้บริโภค

'สรวง ตัวแทนวัยรุ่นไทย' ร่วมเสวนากระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน หนุนคนรุ่นใหม่เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ 2 ชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

(21 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเล และรัฐบาลมณฑลยูนนาน จัดการประชุมหอการค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 20 และการเสวนาผู้นำเยาวชนไทย-จีน ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน 

การเสวนาผู้นำเยาวชนไทย-จีนในครั้งนี้ ได้นำพาเยาวชนจากประเทศจีนและไทย มาร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในด้านการค้าขาย และการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ผ่านการประชุมรูปแบบการเสวนาโต๊ะกลม การกล่าวสุนทรพจน์ และบรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์

คว่าง จินหรง ประธานสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการเสวนา และกล่าวในฐานะแขกรับเชิญพิเศษว่า "ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษ จีนและไทยก็กำลังเผชิญกับโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ ของการพัฒนาในทุกมิติ เยาวชนไทย-จีน คืออนาคตของทั้งสองประเทศ หวังว่าคนหนุ่มสาวจะทำงานร่วมกัน เพื่อเขียนบทใหม่ของความร่วมมือฉันมิตรจีน-ไทย ด้วยพลังและความสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างไทย-จีน"

อีกหนึ่งแขกรับเชิญคนสำคัญดีกรี 'เยาวชนดีเด่นระดับโลก' จาง หยวนกัง คนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วม Global Shapers Community ในงาน World Economic Forum ณ กรุงดาวอส เขายังเป็นประธานบริษัท Shanghai Zeyang Intelligent Technology Co., Ltd. ประธานจางได้พูดถึงประเด็นการปรับตัวทางความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมให้พัฒนาตามกระแสโลก เขาเสนอว่า "คนหนุ่มสาวควรยอมรับและปรับตัวเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยแนวทางการคิดที่เปิดกว้าง เป็นนวัตกรรม และคำนึงถึงความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน"

ดร.ฉี ปิน ประธานคณะกรรมการเยาวชน สมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือของคนรุ่นใหม่ไทย-จีนว่า “ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารกระจายอย่างรวดเร็ว คนหนุ่มสาวจากทั้งสองประเทศควรใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในโครงการสำคัญ ๆ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้ความสำคัญกับแนวคิดริเริ่ม 'หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง' การแก้ปัญหาระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตพลังงาน ก็สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทั้งสองประเทศได้เช่นกัน”

ทั้งนี้ ตัวแทนผู้เข้าร่วมการเสวนาฝ่ายไทย สรวง สิทธิสมาน (เฉิน เทียนอี้) ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนไทย-จีน (นายกสมาคมฯ รุ่นก่อตั้ง) ได้เปิดเผยถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ของเยาวชนสองประเทศว่า “ในปัจจุบัน เยาวชนที่สนใจไปศึกษาแลกเปลี่ยนทางภาษาจากทั้งสองประเทศ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คนหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะมีจิตใจที่เปิดกว้างและมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยภูมิหลังที่หลากหลายทางวัฒนธรรม พวกเราไม่เพียงจะกลายเป็นสะพานสำคัญและเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยน รักษามิตรภาพระหว่างไทยและจีน ยังจะเป็นสะพานเชื่อมสู่อนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอีกด้วย“

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนกลุ่มเยาวชน ได้แก่ ดร.หลิว ซิน อดีตประธานสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทย สมัยที่ 5-6, หยู ชุนเซียว ประธานสหพันธ์พัฒนาเยาวชนจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย, ศ.ดร.ซุน ซิ่วประธานกรรมการบริหารเยาวชนสมาคมผู้ประกอบการชาวจีนโพ้นทะเลไทย-จีน, หมี่ หลานประธานกลุ่ม Sunshine Investments International group ณ ออสเตรเลีย, เจิ้ง เซียวเฉิง ประธานสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่มณฑลยูนนาน และ หวาง เจิงยู่ ประธานสหพันธ์คนจีนโพ้นทะเลรุ่นใหม่ในเยอรมนี เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้อีกด้วย

ตัวแทนคนรุ่นใหม่ทุกท่าน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเติบโต เรื่องราวการเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างความร่วมมือ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวา และเสน่ห์ของเยาวชนจีนและไทย ทั้งยังได้อภิปรายเชิงลึกเกี่ยวกับความเป็นไปได้และโอกาสในวงกว้างของเยาวชนจีนและไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การเป็นผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือทางการศึกษาผ่านการแลกเปลี่ยนเชิงโต้ตอบ

แขกรับเชิญสำคัญอีกสามท่าน ได้แก่ จ้าว หาน ประธานสมาคมผู้ประกอบการรุ่นใหม่แห่งมณฑลยูนนาน และประธาน Yunnan Yunhaiyao Catering Service Management Co., Ltd., เหอ หย่งเทา รองประธานสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทย และ ดร.ชุย อ้ายหลิน จากสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทยหารือแนวทางกระชับการแลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชนจีนและไทยในยุคใหม่

ก่อนการประชุมใหญ่ กลุ่มเยาวชนจีนและไทยได้ร่วมกันปิดห้อง จัด 'การประชุมร่วมเสวนาเยาวชนชั้นนำจีน-ไทย' เพื่อสร้างกลไกการเจรจาและแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ

“แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย-จีน และความสัมพันธ์ด้านการค้าขายของสองประเทศจะมีพื้นฐานที่ดีเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ประชาชนของทั้งสองประเทศยังคิดเห็นไม่ตรงกัน ไม่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยอุปสรรคทางด้านภาษาและการรับข้อมูลผ่านสื่อโซเชียล” สรวง สิทธิสมาน ตัวแทนฝ่ายไทย ชี้แจงต่อที่ประชุม 

สรวง สิทธิสมาน เสนอต่อว่า “เพื่อให้ประชาชนสองประเทศมีความเข้าใจตรงกัน และรู้จักกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผมอยากเน้นย้ำให้ทุกท่าน ทั้งท่านที่มาจากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน เป็นคนไทย คนจีน และ/หรือประเทศอื่น ๆ ต้องเห็นความสำคัญ และร่วมกันผลักดัน ‘การทูตภาคประชาชน’ หรือหากใช้คำที่แม่นยำกว่านี้ ก็จะขอใช้คำว่า ‘การทูตภาคเยาวชน’ เพราะอย่างที่ทุกท่านกล่าวไว้ว่าเยาวชนคือกลไกสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต"

ช่วงท้ายของการประชุม ที่ประชุมได้เห็นตรงกันว่า ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยเป้าหมายในการจัดงานเสวนาผู้นำเยาวชนจีน-ไทย ในครั้งต่อไปในปี พ.ศ. 2568 จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อการต่อยอดความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ และสนับสนุนการสร้างชุมชนคนรุ่นใหม่ เพื่อประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน

‘เอกวาดอร์’ ไฟฟ้าดับ ‘ทั่วประเทศ’ หลังระบบขาดการซ่อมบำรุง กระทบ!! ปชช.กว่า 18 ล้าน ต้องรับมือความมืดนาน 3 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวเอกวาดอร์กว่า 18 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความมืด ซึ่งเมื่อวานนี้ หลังเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั่วประเทศนาน 3 ชั่วโมง โดยทางการเอกวาดอร์กล่าวว่า สาเหตุของไฟฟ้าดับ เกิดจากระบบไฟฟ้าที่ขาดการซ่อมบำรุง ร่วมกับปัญหาจากระบบส่งกำลังของระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งไฟฟ้าดับครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ที่นอกจากต้องรับมือกับความมืดแล้ว ยังต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางอากาศร้อนจัดโดยไม่มีไฟฟ้าใช้ อีกทั้งยังทำให้น้ำประปาไม่ไหลในบางพื้นที่ตามไปด้วย

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา อาทิ โรงพยาบาล ที่ต้องดึงกระแสไฟจากเครื่องปั่นไฟมาใช้ในยามฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน ไฟฟ้าดับยังทำให้ระบบรถไฟใต้ดินหยุดเดินรถกะทันหัน และต้องอพยพผู้โดยสารหลายร้อยออกจากสถานีต่าง ๆ ซึ่งผู้โดยสารบางคนรู้สึกไม่พอใจ เพราะพวกเขาต้องเดินระยะไกลจากสถานีเพื่อไปถึงทางออกโดยไม่มีแสงไฟใด ๆ และมีการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่คืนเงินค่าโดยสาร

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาระบบไฟฟ้าทั้งหมดสามารถกลับมาใช้งานได้เกือบ 95 เปอร์เซ็นต์ ในหลายพื้นที่ ขณะที่ทางการเอกวาดอร์ออกมาเปิดเผยว่า เหตุไฟดับดังกล่าว ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ กับวิกฤตด้านพลังงานที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

'มาเลเซีย' ยุติหนุนดีเซล ประคองการเงินประเทศ ทำราคาน้ำมันจ่อพุ่ง 50% ด้าน 'นายกฯ อันวาร์' ยัน!! ช่วยประหยัดเงินรัฐได้ถึงปีละ 4 พันล้านริงกิต

(21 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาเลเซีย ได้เปลี่ยนทิศทาง ยุติการอุดหนุนดีเซลแบบถ้วนหน้า เพื่อหวังพลิกวิกฤตการเงินของประเทศ หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2567 นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ประกาศมาตรการสุดกล้าในการปรับเปลี่ยนนโยบายการอุดหนุนดีเซล จากแบบครอบคลุมไปสู่การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า เพื่อช่วยประเทศฝ่าวิกฤตทางการเงินที่กำลังเผชิญอยู่ 

สำหรับตัวเลขค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนดีเซลของมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จาก 1.4 พันล้านริงกิตในปี 2019 เป็น 1.43 หมื่นล้านริงกิตในปี 2023 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสถานะการเงินของรัฐบาล

แม้จะเป็นมาตรการที่ไม่เป็นที่นิยม แต่นายกฯ อันวาร์ยืนยันว่าจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความอยู่รอดของประเทศ โดยคาดว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋ารัฐบาลได้ถึงปีละ 4 พันล้านริงกิต 

ผลกระทบที่จะเห็นได้ชัดตามมาคือ ราคาดีเซลในมาเลเซียตะวันตกจะพุ่งขึ้นกว่า 50% เป็น 3.35 ริงกิตต่อลิตรในขณะที่ซาบาห์และซาราวักจะยังคงราคาเดิมที่ 2.15 ริงกิตต่อลิตร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงให้การอุดหนุนแก่กลุ่มรายได้ต่ำ เช่น ชาวประมง เกษตรกร รวมถึงการใช้ในรถโรงเรียนและรถพยาบาล

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อามีร์ ฮัมซะห์ อาซิซาน ชี้แจงว่านโยบายใหม่นี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำดีเซลราคาถูกข้ามพรมแดน และยืนยันว่าจะไม่ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น 

ขณะที่นักวิเคราะห์ โอ้ อี้ ซุน จากศูนย์วิจัยแปซิฟิกแห่งมาเลเซียให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลกล้าใช้มาตรการที่ไม่เป็นที่นิยมเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ทางการเงินของประเทศ 

ทั้งนี้ มาเลเซียคาดว่าจะใช้จ่ายเงิน 5.28 หมื่นล้านริงกิตในการอุดหนุนและการช่วยเหลือทางสังคมในปีนี้ ซึ่งลดลงจาก 6.42 หมื่นล้านริงกิตในปี 2023 ตามงบประมาณปี 2024

‘เลขาฯ สหประชาชาติ’ เรียกร้องทุกฝ่ายร่วมยุติ ‘การทำร้ายโลก’ หลังผืนดินทั่วโลกเสื่อมโทรมลง 40% หวั่น!! กลายเป็น ‘ทะเลทราย’

เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้หลายฝ่ายดำเนินงานเพื่อยุติการทำร้ายโลก หลังจากผืนดินทั่วโลกเสื่อมโทรมลงเกือบร้อยละ 40 และยังคงเสื่อมโทรมทุกๆ วินาที

“ผืนดินอุดมสมบูรณ์ขนาดเท่าสนามฟุตบอลราว 4 สนามจะเสื่อมโทรมลงทุกๆ วินาที” กูเตอร์เรสกล่าวข้อความผ่านวิดีโอ เนื่องในโอกาสวันต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและความแห้งแล้งโลก (World Day to Combat Desertification and Drought) ซึ่งตรงกับวันที่ 17 มิ.ย. ของทุกปี

ทั้งนี้ กูเตอร์เรสยังกล่าวว่า ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพของผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาผืนดินอันเจริญงอกงามเพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิต การทำมาหากิน และระบบนิเวศ แต่ผู้คนกลับกำลังทำร้ายโลกที่ช่วยค้ำจุนเรา พร้อมเสริมว่าวันดังกล่าวเตือนว่าเราจะต้องร่วมมือกันเพื่อผืนดิน ทั้งภาครัฐบาล กลุ่มธุรกิจ คณะนักวิชาการ ชุมชน และกลุ่มคนอีกมากมาย

ผืนดินสุขภาพดีเป็นแหล่งอาหารสำหรับผู้คนเกือบร้อยละ 95 ทั่วโลก เป็นเสื้อผ้าและที่พักพิงให้แก่ผู้คน สร้างงานและการทำมาหากิน ตลอดจนปกป้องชุมชนจากภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

กูเตอร์เรสกยังกล่าวอีกว่า พันธกิจต่างๆ ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) ที่มีอายุครบรอบ 30 ปีแล้วในปีนี้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณว่าทั่วโลกจะต้องเร่งลงมือทำตามเป้าหมายข้างต้นอย่างรวดเร็ว

เพื่อบรรลุผลลัพธ์เหล่านี้ กูเตอร์เรสกล่าวว่าควรสร้างแรงผลักดันในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ครั้งที่ 16 (COP 16) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ณ กรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย ในเดือนธันวาคม 2024 และรับประกันว่าหลายฝ่ายจะรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ในกระบวนการเจรจาหารือ พร้อมทิ้งท้ายเชิญชวนให้ผู้คนร่วมกันหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่ออนาคตอันรุ่งเรืองของธรรมชาติและมนุษยชาติ

'รอยเตอร์' แฉ!! สหรัฐฯ ฮั้วชาติพันธมิตร ส่งชื่อ รง.ผลิตชิปจีนลง ‘บัญชีดำ’ พร้อมเพิ่มแรงกดดันคู่ค้าจีน หยุดส่งออกเครื่องมือผลิตชิปก้าวหน้าให้ด้วย

เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.67) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเดินทางไปญี่ปุ่น หลังจากที่เข้าพบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ในความพยายามโน้มน้าวชาติพันธมิตรทั้งสองให้ช่วยกัน ‘เตะสกัด’ จีนไม่ให้เข้าถึงศักยภาพในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง 

อลัน เอสเตเวซ (Alan Estevez) หัวหน้าฝ่ายนโยบายส่งออกของสหรัฐฯ พยายามสานต่อข้อตกลงในปี 2023 ระหว่างทั้ง 3 ชาติเพื่อจำกัดการส่งออกเครื่องมือผลิตชิปไปยังจีน ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าอาจถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับศักยภาพกองทัพแดนมังกร

สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการจำกัดการส่งออกชิปและเครื่องมือผลิตชิปขั้นสูงของผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันอย่าง Nvidia และ Lam Research ไปยังจีนมาตั้งแต่ปี 2022

เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นซึ่งมีผู้ผลิตชิปรายสำคัญอย่าง Nikon Corp และ Tokyo Electron เริ่มปรับตัวขานรับนโยบายของสหรัฐฯ ด้วยการจำกัดส่งออกเครื่องมือ 23 ประเภท ตั้งแต่เครื่องจักรที่ใช้สำหรับติดฟิล์มลงบนซิลิคอนเวเฟอร์ เรื่อยไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้กัดลายแผงวงจรไฟฟ้าขนาดจิ๋ว

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็เริ่มควบคุมการส่งออกเครื่องมือผลิตชิปแบบ Deep Ultraviolet Lithography (DUV) ของบริษัท ASML ไปยังจีน ในขณะที่สหรัฐฯ ก็จำกัดการขายเครื่องมือ DUV ให้โรงงานของจีนบางแห่งด้วย โดยอ้างว่าเป็นเพราะระบบของ ASML นั้นใช้ชิ้นส่วนและองค์ประกอบบางอย่างจากสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ASML ถือเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทำชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก

นอกจากนี้ แหล่งข่าวของรอยเตอร์ยังเปิดเผยว่า วอชิงตันกำลังเจรจากับชาติพันธมิตรเพื่อเพิ่มรายชื่อโรงงานผลิตชิปจีนอีก 11 แห่งลงใน ‘บัญชีจำกัดการค้า’ จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 5 แห่ง ซึ่งก็รวมถึงบริษัท SMIC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีนด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังต้องการที่จะควบคุมอุปกรณ์ผลิตชิปเพิ่มเติมอีก ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว

ล่าสุด โฆษกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานนี้

สหรัฐฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเยือนเนเธอร์แลนด์เมื่อเดือน เม.ย. ในความพยายามกดดันให้ ASML หยุดให้บริการเครื่องไม้เครื่องมือบางอย่างแก่จีน และสหรัฐฯ เองก็มีกฎห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันมอบบริการด้านเครื่องไม้เครื่องมือแก่โรงงานระดับก้าวหน้าของจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวชี้ว่า ASML ยังคงมีสัญญามอบบริการแก่จีนอยู่ และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็ไม่สามารถใช้อำนาจนอกอาณาเขต (extraterritorial scope) ที่จะไปสั่งยุติสัญญาด้วย

สถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยังไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน

ปีที่แล้วบริษัท หัวเว่ย (Huawei) ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจีนที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง Huawei Mate 60 Pro ที่ใช้ชิป 7 นาโนเมตรุ่นก้าวหน้าที่สุดของ SMIC จนกลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะเติบโตก้าวหน้าในทางเทคโนโลยีให้ได้ แม้จะถูกสหรัฐฯ กีดกันทุกทางก็ตาม

‘อีลอน มัสก์’ ทำนายอนาคต การพูดคุยผ่าน ‘มือถือ’ จะล้าสมัย มนุษย์จะสื่อสารกันผ่านความคิด ด้วยการฝังชิปในสมองแทน

(19 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยในอนาคต และจะถูกแทนที่ด้วยชิปที่จะถูกฝังลงในสมองของมนุษย์โดยตรงแทน จากคำทำนายเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี

บริษัทด้านเทคโนโลยีประสาท Neuralink ของ มัสก์ ทำการฝังชิปสมองเป็นครั้งแรกในตัวของนายโนแลนด์ อาร์โบห์ ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก วัย 30 ปี ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขั้นตอนการผ่าตัดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใส่ชิปคอมพิวเตอร์ขนาดพอ ๆ กับเหรียญดอลลาร์ เข้าไปในพื้นที่ของสมองซึ่งควบคุมความเคลื่อนไหว จากนั้นชิปถูกใช้บันทึกและถ่ายทอดสัญญาณสมองแบบไร้สายไปยังแอปพลิเคชันหนึ่งที่ถอดรหัสความเคลื่อนไหวตามเจตนาของผู้ป่วย

คำทำนายล่าสุดของ มัสก์ เป็นการตอบโต้ข้อความหนึ่งที่โพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ โดยบัญชีล้อเลียนชื่อว่า ‘ไม่ใช่ อีลอน มัสก์’ ในวันอาทิตย์ (16 มิ.ย. 67) ซึ่งข้อความดั้งเดิมเขียนว่า "คุณจะติดตั้ง Neuralink interface (เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์) ในสมองของคุณ เพื่อเปิดทางให้คุณควบคุม X phone ใหม่ ผ่านทางความคิดหรือไม่?"

อีลอน มัสก์ ตอบกลับคำถามดังกล่าว โดยบอกว่า "ในอนาคตจะไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีเพียงแค่ Neuralink"

ในเอกสารประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว Neuralink ระบุว่าโครงการ PRIME (Precise Robotically Implanted Brain-Computer Interface) เป็นการทดลองระดับคลินิก เพื่อศึกษาความปลอดภัยของกระบวนการฝังชิปลงในสมองของมนุษย์ด้วยหุ่นยนต์ และความปลอดภัยของตัวชิปเอง

เป้าหมายของการพัฒนาการฝังส่วนต่อประสานสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ไร้สายอย่างสมบูรณ์ จะเป็นครั้งแรกที่ช่วยให้มนุษย์มีขีดความสามารถในการควบคุมเคอร์เซอร์คอมพิวเตอร์ หรือคีย์บอร์ดผ่านทางความคิด จากนั้นมันจะเปิดทางสำหรับการบำบัดเชิงปฏิวัติสำหรับคนที่ป่วยพิการทางกายต่าง ๆ อย่างเช่นอัมพาตและตาบอด เช่นเดียวกับโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ อย่างเช่นโรคอ้วน ออทิสติก ซึมเศร้า และโรคจิตเภท

ระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2018 มัสก์ เคยบ่งชี้ว่าด้วยเทคโนโลยี Neuralink มันอาจทำให้วันใดวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถสื่อสารกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใด ๆ และมีความเป็นไปได้ของการบรรลุเป้าหมายสถานะของการอยู่ร่วมกันกับปัญญาประดิษฐ์

สำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ อนุมัติการทดลองฝังชิปเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว หลายสัปดาห์หลังการผ่าตัดเมื่อเดือนมกราคม มัสก์เปิดเผยว่าบุคคลรายดังกล่าว ‘ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากผลข้างเคียงใดๆ’ และมีศักยภาพในการเคลื่อนเมาส์คอมพิวเตอร์ไปรอบๆ จอผ่านความคิด

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม Neuralink ยอมรับว่าพวกเขาประสบกับปัญหาทางเทคนิคบางประการ หลังสายไฟขนาดเล็กจิ๋วที่ฝังลงไปในสมองเคลื่อนที่หลุดจากตำแหน่ง

กระนั้นก็ตามทางสำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ได้ไฟเขียวให้ทดลองกับมนุษย์เป็นครั้งที่ 2 ตามรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล เมื่อเดือนที่แล้ว โดยที่การทดลองครั้งถัดไป ซึ่งกำหนดไว้ในเดือนมิถุนายน จะมีการแก้ไขปรับปรุงในกระบวนการต่างๆ โดยที่ชิปจะถูกฝังลึกเข้าไปในสมองมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้มันหลุดออกมา

‘เกาะอังกฤษ’ เสน่ห์หาย มหาเศรษฐีแห่หอบเงินหนี ผลจากภาวะเศรษฐกิจ - แนวโน้มเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

‘สหราชอาณาจักร’ กลายเป็นประเทศในโซนยุโรป ที่มีมหาเศรษฐีย้ายออกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ (2024) ที่มีการย้ายออกสุทธิมากถึง 9,500 ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มที่จะย้ายออกเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง หลังรู้ผลการเลือกตั้งใหญ่ของอังกฤษในปีนี้ 

จากรายงานการสำรวจการโยกย้ายถิ่นฐานของ The Henley Private Wealth Migration ประจำปี 2024 พบว่าอังกฤษกลายเป็นประเทศที่มหาเศรษฐีอยากจะย้ายออกมาเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีนในปีนี้ แถมมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นวิกฤติการย้ายถิ่นแบบ Exodus หรือการทิ้งถิ่นฐานของมหาเศรษฐีจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ซึ่งในปีนี้ มีเศรษฐีในอังกฤษ ย้ายออกไปประเทศอื่นแล้วถึง 9,500 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีเศรษฐีย้ายออก 4,200 ราย นับว่าเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว

ถึงแม้ว่าจีนจะยังคงเป็นประเทศที่มีคนระดับเศรษฐีย้ายออกมากที่สุดในโลก ซึ่งมีตัวเลขการย้ายออกสุทธิอยู่ที่ 15,200 รายในปีนี้ แต่หากเทียบกับตัวเลขในอดีตที่อังกฤษเคยติดอันดับกลุ่มประเทศที่มีมหาเศรษฐีอยากย้ายเข้ามากที่สุด เป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมที่ใครต่อใครสนใจที่จะย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ นับว่าเป็นปัญหาที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับอังกฤษ

‘Henley’ บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐานระบุว่า ช่วงระหว่างปี 1950 - 2000 ถือเป็นยุคทองของสหราชอาณาจักร ที่ครอบครัวชนชั้นสูง ตระกูลเศรษฐีทั่วทั้งยุโรป, แอฟริกา, เอเชีย และ ตะวันออกกลาง นิยมย้ายถิ่นมาลงหลักปักฐานในอังกฤษเป็นจำนวนมาก 

แต่ในวันนี้กลับไม่ใช่แล้ว กลุ่มคนที่มีทรัพย์สินมั่งคั่งในอังกฤษเริ่มมองหาประเทศทางเลือกอื่น ๆ ในการย้ายถิ่นที่อยู่ใหม่ เห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขประชากรระดับเศรษฐีของอังกฤษลดลงถึง 8% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับจำนวนประชากรเศรษฐีในประเทศเศรษฐกิจหลักของกลุ่มชาติตะวันตกในช่วงเวลาเดียวกัน อาทิ เยอรมัน ที่มีจำนวนเศรษฐีเพิ่มขึ้นถึง 15% ในขณะที่สหรัฐอเมริกา มีจำนวนเศรษฐีเพิ่มมากถึง 62% 

แต่อะไรเป็นสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เสน่ห์ของประเทศอังกฤษหายไป ไม่ชวนดึงดูดกลุ่มเศรษฐี นักลงทุนให้มาอยู่ได้อย่างที่แล้วมา?

แรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ผลพวงจากผลประชามติ Brexit ซึ่งในช่วงปี 2017 - 2023 หลังจากที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปแล้ว มีตัวเลขประชากรเศรษฐีในอังกฤษย้ายถิ่นไปแล้วถึง 16,500 ราย และตัวเลขการย้ายถิ่นของคนกลุ่มนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทุกปี 

แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำเศรษฐีอังกฤษหอบเงินหนี ‘ฮานนาห์ ไวท์’ CEO ของสถาบันวิเคราะห์ยุทธศาสตร์รัฐบาล เผยว่าการย้ายถิ่นครั้งใหญ่ของเศรษฐีจะยิ่งเร่งสปีดเร็วขึ้นกว่าเดิมหลังรู้ผลการเลือกตั้งใหญ่ของอังกฤษในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้

จากผลโพลหลายสำนักในอังกฤษชี้ตรงกันว่าพรรคแรงงาน ฝ่ายซ้าย ที่เป็นฝ่ายค้านในปัจจุบันมีคะแนนนำเหนือพรรคอนุรักษ์ฝ่ายรัฐบาล ถึง 46% ต่อ 21% มีโอกาสคว้าชัยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่สูงมาก 

โดยพรรคแรงงานมีนโยบายการจัดเก็บภาษีที่เข้มงวด โดยเน้นการเก็บภาษีเพิ่มในกลุ่มคนต่างด้าว ลดช่องทางการหลีกเลี่ยงภาษี ยกเลิกการลดหย่อนภาษีสำหรับโรงเรียนเอกชน และเพิ่มภาษีสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยบุคคลที่ไม่ได้ถือวีซ่าผู้อาศัยในอังกฤษ อีกทั้งขึ้นภาษีที่ดินเป็น 40% สำหรับที่ดินที่มีราคาสูงกว่า 325,000 ปอนด์ เพื่อนำภาษีเหล่านั้นมาลงให้กับกองทุนสวัสดิการสังคมต่าง ๆ ของชาวอังกฤษ 

ด้วยปัจจัยด้านนโยบายในการจัดเก็บภาษีคนรวย บวกกับสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะเงินเฟ้อในประเทศ และ การถูกยกเลิกสิทธิพิเศษจากการเป็นสมาชิก EU ทำให้เศรษฐีในอังกฤษตัดสินใจย้ายออกอย่างมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นับเป็นความท้าทายที่สาหัสทีเดียวสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ของอังกฤษ ในการฟื้นฟูประเทศ เรียกบรรยากาศที่เคยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีมีเงินทั่วโลก ที่เคยหอบทรัพย์สินหลั่งไหลมาตั้งถิ่นฐานใน ‘ดินแดนแห่งผู้ดี’ เช่นในอดีต

‘Nvidia’ ขึ้นแท่นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ล้ม Microsoft เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เพิ่งแซง Apple

(19 มิ.ย. 67) Nvidia ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ โค่นบัลลังก์ยักษ์ใหญ่ ‘ไมโครซอฟท์’ กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) หลังโปรเซสเซอร์ระดับไฮเอนด์ที่บริษัทผลิตได้กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วงชิงความเป็นหนึ่งด้านเทคโนโลยีเอไอ

โดยราคาหุ้น Nvidia ไต่ขึ้นอีก 3.5% ไปอยู่ที่ 135.58 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดพุ่งสูงแตะระดับ 3.335 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Nvidia เพิ่งจะสามารถก้าวแซง ‘แอปเปิล’ ขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของโลกได้

สำหรับมูลค่าตลาดของไมโครซอฟท์อยู่ที่ 3.317 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาหุ้นปรับลดลง 0.45% ขณะที่หุ้นแอปเปิลร่วงลงกว่า 1% ทำให้บริษัทมีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 3.286 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้อานิสงส์ความแรงของหุ้น Nvidia จะทำให้ดัชนีหุ้นหลักอย่าง S&P 500 และ Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่นักลงทุนบางคนเริ่มกังวลว่ากระแสความบูมของเอไออาจอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว หากปรากฏสัญญาณการลงทุนที่ลดลง

Nvidia กลายเป็นบริษัทที่มีการซื้อขายมากที่สุดในวอลล์สตรีท ด้วยอัตราการหมุนเวียนซื้อขายต่อวัน (daily turnover) เฉลี่ยอยู่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับราว ๆ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีของแอปเปิล ไมโครซอฟท์ และเทสลา ตามข้อมูลจาก LSEG

ราคาหุ้น Nvidia พุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในปีนี้ เมื่อเทียบกับหุ้นไมโครซอฟท์ที่ขยับขึ้นเพียง 19% โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังการผลิตโปรเซสเซอร์ระดับคุณภาพเยี่ยมที่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ท่ามกลางความพยายามของยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ เมตา และอัลฟาเบ็ทซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เอไอออกสู่ท้องตลาด

การที่ชิปเอไอของ Nvidia ถูกมองว่ามีคุณภาพสูงกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ และเป็นที่ต้องการอย่างมากนั้น ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า Nvidia คือ ‘ผู้ชนะรายใหญ่ที่สุด’ ในสงครามการแข่งขันด้านเอไอ ณ เวลานี้

“Nvidia กำลังได้รับความสนใจในเชิงบวกอย่างมาก และบริษัทก็เดินเกมหลายอย่างได้ถูกต้อง แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจกระทบต่อมูลค่าหุ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องระวังเช่นกัน” โอลิเวอร์ เพิร์ช รองประธานอาวุโสของ Wealthspire Advisors ในนครนิวยอร์ก ให้ความเห็น

มูลค่าตลาดของ Nvidia ขยายตัวจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียง 9 เดือนเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก่อนใช้เวลาอีกเพียง 3 เดือนในการไต่ระดับสู่หลัก 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือน มิ.ย.

ทั้งนี้ ผู้บริหาร Nvidia เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือน พ.ค.ว่า อุปสงค์ชิปเอไอ Blackwell ของทางบริษัทน่าจะสูงเกินกำลังผลิต ‘ไปจนถึงปีหน้า’

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่แล้ว Nvidia ได้แตกหุ้นในอัตรา 10 ต่อ 1 โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. ในความเคลื่อนไหวที่คาดว่าจะทำให้หุ้นของบริษัทชิปเอไอแห่งนี้เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนมากขึ้นไปอีก

‘เกาหลีใต้’ ชี้!! 4 เดือนแรก ยอดนักท่องเที่ยวไทยมาเยือน ลดฮวบ 21% หลังปัญหา 'ตม.เลือกปฏิบัติ' พ่นพิษ และไร้เงาไทยติดลิสต์ K-ETA

(19 มิ.ย.67) องค์การการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ออกมาเผยกับสื่อต่างประเทศ ถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาถึงเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นในปี 2024

แต่กลับกันตัวเลขนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยที่เคยเป็นแชมป์อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียกลับลดลง ไปอยู่ที่ อันดับ 3 ตามหลังนักท่องเที่ยวจากเวียดนาม และฟิลิปปินส์

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวเกาหลีใต้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน มีจำนวน 119,000 คน ลดลง 21.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ขณะที่ นักท่องเที่ยวจากจีน เพิ่มขึ้น 470% และญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 86% และจากข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ (76%) อินโดนีเซีย (51%) มาเลเซีย (35%) เวียดนาม (29%) และสิงคโปร์ (11%)

และแม้จะเทียบกับช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-19 แต่อัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายนของปีนี้ พบว่านักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนเพียง 59% ของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยในช่วงเวลาเดียวกันของปี 62 ซึ่งต่ำกว่าอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยรวมที่ 88%

โดยในปี 62 ประเทศไทยอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกาหลีใต้มากที่สุด กว่า 572,000 คน ตามด้วย เวียดนาม 554,000 คน และฟิลิปปินส์ 504,000 บาท

อย่างไรก็ตามในปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญในวงการอุตสาหกรรมเกาหลี เชื่อว่าเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวนลดลง เนื่องจากมีความรู้สึกเชิงลบกับการถูกปฏิเสธการเข้าประเทศ ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)

โดยเฉพาะภายหลังจากที่มีการเปิดใช้ระบบ K-ETA (Korea Electronic Travel Authorisation) ซึ่งกำหนดให้นักเดินทางจากประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า 112 จะต้องลงทะเบียน และขออนุมัติการเข้าประเทศทางออนไลน์ ก่อนออกเดินทางไปเกาหลีใต้เป็นปัจจัยสำคัญ ด้วยแม้ว่าจะมีการยกเว้น K-ETA ชั่วคราวสำหรับประเทศต้นทาง 22 แห่ง เช่น ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง และสิงคโปร์ แต่ประเทศไทยกลับไม่รวมอยู่ด้วย

วิเคราะห์ 'เมียนมา' ปิดด่านพญาโตงซู กระทบส่งออกไทยนับร้อยล้าน อาจเพราะ 'โทนี่' ออกหน้าแทนฝ่ายต่อต้านฯ-อาวุธหลุดข้ามชายแดนถี่

มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวในเมียนมา ว่ามีการปิดด่านพญาโตงซู ในฝั่งเมียนมา ทำให้สินค้าจากไทยไม่สามารถขนผ่านด่านนี้ได้ และเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก 

อนึ่งจากเหตุการณ์ที่ KTLA บุกยึดเมียวดี และทางกองทัพเมียนมาเลือกใช้วิธีปิดด่านชายแดน ส่งผลให้นักธุรกิจชายแดน ต้องมุ่งเป้าหาเส้นทางใหม่ ๆ ในการขนส่งสินค้าจากไทยเข้าสู่เมียนมาและเส้นทางที่นิยมกันรองจากเมียวดีคือ เส้นทางด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี

หลังจากการปิดด่านเมียวดี เส้นทางด่านเจดีย์สามองค์ก็เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าด้วยเหตุที่ว่า หากเทียบในการขนสินค้าจากเมียวดีไปเมืองเมาละแหม่ง ใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทาง 75 ไมล์ ในขณะที่เส้นด่านเจดีย์ 3 องค์ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น กินระยะทาง 111 ไมล์จากด่านพญาโตงซูในฝั่งเมียนมา

การปิดด่านพญาโตงซู ในฝั่งเมียนมา โดยไม่อนุญาตให้รถขนส่งจากไทยข้ามไปฝั่งเมียนมา มีหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงเหตุการณ์นี้ว่า ทำไมฝ่ายเมียนมาจึงตัดสินใจแบบนี้?

ข่าวลือแรก ในพื้นที่ออกมา ว่าเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ด่านนี้มีการรับส่วย จึงถูกจับเปลี่ยนยกชุด เพราะเรื่องรู้ไปถึงส่วนกลางที่เนปิดอว์ ... ซึ่งข่าวนี้ไม่นับว่ามีน้ำหนักสักเท่าไร เพราะหากมีการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่เพราะทุจริตจริง ทางการเมียนมาต้องส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหม่มาปฏิบัติงานแทนแล้ว

ข่าวต่อมา ระบุว่า ปิดเพราะมีการจับการขนส่งอาวุธได้เป็นประจำที่จุดนี้ ... เรื่องนี้พอมีเค้ามูลอยู่บ้างโดยเฉพาะช่วงหลังการปะทะกันระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังกะเหรี่ยงกับ PDF พุ่งเป้ามาบริเวณนี้มากขึ้น

สุดท้าย คือ เรื่องที่มีข่าวว่ากลุ่มต่อต้านเข้าหารือกับทางการไทย โดยเฉพาะที่เป็นข่าวออกมาว่านายทักษิณ ชินวัตร จะออกหน้าแทนฝ่ายต่อต้านมาเจรจากับกองทัพเมียนมา ซึ่งนั่นน่าจะสร้างความไม่พอใจกับทางการเมียนมาอยู่มิใช่น้อย รวมถึงการที่ฝั่งกองทัพเมียนมารู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของไทยในการจัดการปัญหาชายแดนระหว่างกันให้เด็ดขาด รวมถึงปล่อยปละละเลยให้ทางเมียนมาตรวจจับอาวุธที่ส่งมาจากไทยได้บ่อยครั้ง ทั้งหมดน่าจะเป็นส่วนผสมที่ทำให้เกิดการปิดด่านครั้งนี้

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาตอนนี้ ด่านเมียวดียังปกติ มีการส่งออกจากไทยอยู่ประมาณ 7 พันล้านบาทต่อเดือน พอเข้าเดือนเมษายนที่มีเหตุการณ์ยึดเมียวดี ยอดส่งออกตกลงมาเหลือ 4.5 พันล้านบาท 

แน่นอนว่าด่านเจดีย์ 3 องค์ เป็นด่านหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากการปิดด่านเมียวดีในครั้งนั้นจนถึงวันนี้ ดังนั้นการแก้ปัญหาคงไม่ใช่แค่ให้ฝ่ายพาณิชย์แก้ไขเพียงฝ่ายเดียว ต้องดูถึงปัจจัยแวดล้อมว่าอะไรคือต้นเหตุที่นำพามาให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

ไม่ว่าเหตุผลของการปิดด่านคืออะไร ก็หวังว่าทางการไทยจะรับรู้และช่วยกันผลักดันให้ด่านเปิดเป็นปกติอีกครั้ง

‘มิน ออง หล่าย’ ให้คำมั่น ‘จัดการเลือกตั้งทั่วไป’ ปี 2025 ยัน!! มอบอำนาจให้ ‘พรรคที่ชนะ’ ท่ามกลางกระแสเลื่อนถี่

(18 มิ.ย.67) สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ ระหว่างการเยี่ยมเจ้าหน้าที่และตัวแทนชุมชนในเมืองเมะทีลา (Meiktila) เขตมัณฑะเลย์ ‘มิน ออง หล่าย’ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ได้กล่าวให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาในปีหน้า

ก่อนหน้านี้เขากล่าวว่าการเลือกตั้งจะจัดขึ้นหลังจากการสำรวจสำมะโนประชากรในเดือน ต.ค. ปีนี้เสร็จสิ้น โดยยืนยันว่าจะจัดการเลือกตั้งเพื่อมอบอำนาจให้กับพรรคที่ชนะ แต่ที่ผ่านมา มิน ออง หล่าย ได้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยอ้างเรื่องความไม่มั่นคงในเมียนมา

ขณะที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว มิน อ่อง หล่าย ได้รับคำแนะนำให้มีการลงคะแนนเสียงในดินแดนที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล แต่เขาปฏิเสธแนวคิดนี้ และกล่าวว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นหลังจากสันติภาพและเสถียรภาพกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วเท่านั้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้นำรัฐบาลทหารยอมรับว่า กองกำลังของเขาสูญเสียพื้นที่ในความควบคุม หลังจากเมืองหลายแห่งทางตอนเหนือของรัฐฉานถูกยึดไปในปฏิบัติการ 1027 ของกลุ่มภราดรภาพ และเสีย 10 เมืองในรัฐยะไข่และรัฐชินให้กับกองทัพอาระกัน

รัฐบาลเมียนมาได้สูญเสียรัฐยะไข่ไปแล้วครึ่งหนึ่ง และความตึงเครียดก็กลับมาสูงอีกครั้งทางตอนเหนือของรัฐฉาน แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวหลังจีนเป็นคนกลางเจรจาก็ตาม
ความพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐบาลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เกิดคำถามว่า เมียนมาจะดำเนินการสำรวจสำมะโนประชากรแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง ได้จริงหรือ?

นอกจากนี้ หลังจากยุบพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของ องงซาน ซูจี และปฏิเสธที่จะยอมรับผลการเลือกตั้งปี 2020 รัฐบาลทหารยังได้แก้ไขกฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อสนับสนุนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ที่เป็นตัวแทนของกองทัพด้วย

‘ผู้แสวงบุญ’ ประกอบพิธีฮัจญ์ เฮ!! ได้ ‘ฝนตก’ ช่วยคลายร้อน หลังซาอุฯ เผชิญอุณหภูมิพุ่งสูง จนคนดับเพราะโรคลมแดด

(18 มิ.ย.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ผู้แสวงบุญมากกว่า 1,800,000 คน กำลังประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมอย่างพิธีฮัจญ์ ที่ซาอุดีอาระเบีย และเป็นพิธีที่มีชาวมุสลิมรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานออกมาว่า พบมีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์แดน โดยรัฐบาลจอร์แดนได้ออกแถลงการณ์แล้วว่า สาเหตุของผู้เสียชีวิตนั้นมาจาก 'โรคลมแดด' ซึ่งอุณหภูมิพุ่งถึง 47 องศาเซลเซียส

ซึ่งล่าสุดมีฝนตกลงมาและมีลมแรงช่วยให้สภาพอากาศที่ร้อนระอุตลอดหลายวันที่ผ่านมาคลายความร้อนลงไปได้มาก เป็นผลดีต่อผู้แสวงบุญนับล้านคนที่เผชิญกับอากาศร้อนจัดติดต่อกันหลายวัน โดยทางการซาอุดีอาระเบียได้ติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำเพื่อบรรเทาความร้อน และจัดหาน้ำดื่มเอาไว้บริการ แต่ส่วนมากผู้แสวงบุญก็ต้องหาวิธีคลายร้อนให้ตนเอง ทางการได้เตือนว่าให้ผู้แสวงบุญจิบน้ำเพื่อป้องกันสภาวะร่ายกายขาดน้ำ 

‘ดร.อักษรศรี’ เผย 'จีน' สั่งตรวจสอบเนื้อหมูยุโรปทุ่มตลาดจีนหรือไม่?

(18 มิ.ย.67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีน จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เนื้อหากรณี 'จีนสั่งสอบเนื้อหมูยุโรปทุ่มตลาดในจีน'  จีนใช้พลังซื้อเป็นอาวุธ และโอกาสจะเกิดสงครามการค้าระหว่างจีน-สหภาพยุโรปหรือไม่ โดยระบุว่า...

เรื่องหมู ๆ แต่ไม่หมูสำหรับยุโรปแล้ว จีนสั่งสอบเนื้อหมูยุโรปทุ่มตลาดในจีน โดยใช้พลังซื้อจีนเป็นอาวุธ  ปีที่แล้ว 2023 จีนนำเข้าเนื้อหมูกว่า 2.2 แสนล้านบาท!! จีนเป็นประเทศที่กินหมูมากที่สุดในโลก และนำเข้าจำนวนมาก

(https://www.reuters.com/markets/commodities/china-opens-anti-dumping-probe-into-imported-pork-by-products-eu-2024-06-17/)

ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปประกาศเก็บภาษี จะเล่นงานรถยนต์ EV จีน ก็เลยต้องโดนเอาคืนบ้างนะ โอกาสจะเกิดสงครามการค้าหรือไม่

ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปเก็บภาษีรถยนต์ EV จีน แต่สหภาพยุโรปจะโดนจีนเอาคืนก่อน เพราะสหภาพยุโรปจะเก็บภาษี EV จีนในเดือนกรกฎาคมนี้ (ส่วนสหรัฐฯ แม้ประกาศก่อน แต่ยังไม่ขึ้นภาษีกับรถยนต์ EV ของจีนในทันที) 

เดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ สหภาพยุโรปจะเรียกเก็บภาษีรถยนต์ EV จีนเพิ่มเติมจากอัตราเดิมสูงถึงร้อยละ 38.1

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศเมื่อวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2024 ว่าอัตราภาษีชั่วคราวใหม่จะถูกนำมาใช้เพิ่มเติมจากภาษีปัจจุบันที่ร้อยละ 10

คณะกรรมาธิการกล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรม "ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ" ของผู้ผลิตในสหภาพยุโรป

นอกจากนั้นยังระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม เว้นแต่การหารือกับจีนจะนำไปสู่ ‘แนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิผล’

ภาษีเพิ่มเติมยังครอบคลุมถึงผู้ผลิตจากชาติตะวันตกในจีนด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top