Monday, 6 July 2026
WORLD

‘เนทันยาฮู’ ลั่น!! ‘อิสราเอล’ จะไม่ยุติสงครามจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ย้ำ!! จะโจมตีฉนวนกาซาต่อไปจนกว่า ‘กลุ่มฮามาส’ จะถูกกวาดล้าง

(2 ก.ค. 67) รอยเตอร์ส/อัลจาซีรา รายงาน นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แถลงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอิสราเอลประจำสัปดาห์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิ.ย. ว่า กองทัพอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทั้งในเมืองราฟาห์ เชไจยา และทุกที่ในฉนวนกาซามีนักรบและผู้ก่อการร้ายถูกสังหารทุกวันเป็นสงครามที่ยากลำบาก ทหารต้องรับมือทั้งการรบระยะประชิดและการถูกซุ่มโจมตีทั้งบนพื้นดินและใต้ดิน แต่ยืนยันว่า อิสราเอลจะไม่หยุดทำสงครามในฉนวนกาซา จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย คือการกวาดล้างและคว้าชัยชนะเหนือกลุ่มฮามาส

ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าส่งทั้งรถถังและกำลังพลประชิดเข้าไปลึกในย่านเชไจยา ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาและรุกกดดันพื้นที่ทางตะวันออกและตอนกลางของเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของกาซาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตี 6 นาย บ้านเรือนหลายหลังเสียหาย นอกจากนี้ยังมีการยิงปะทะดุเดือดกับนักรบทั้งของกลุ่มฮามาสและอิสลามิกจีฮัด ในย่านทางตอนเหนือของกาซาและในเมืองราฟาห์ นักรบของทั้ง 2 กลุ่มได้ยิงจรวดต่อต้านรถถังและลูกกระสุนปืน ค. เพื่อต่อต้านกองกำลังอิสราเอล

ขณะที่นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เมื่อ7 ตุลาคมปีที่แล้ว มีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้ว37,834 ศพแล้ว บาดเจ็บอีกกว่า 86,800 คนส่วนเมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตเพิ่ม 2 นาย ระหว่างปฏิบัติการทางทหารในย่านเชไจยา ส่งผลให้จนถึงขณะนี้ มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตจากสงครามในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 670 นาย

ในอีกด้านหนึ่ง โอซามา ฮัมดาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาส แถลงที่กรุงเบรุตของเลบานอนว่า ไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซากับอิสราเอล อย่างไรก็ดี กลุ่มฮามาสยังคงพร้อมดำเนินการในเชิงสร้างสรรค์กับทุกข้อเสนอที่จะนำไปสู่การทำข้อตกลงหยุดยิงถาวร การถอนทหารอิสราเอลทั้งหมดออกจากฉนวนกาซาและการมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกันในกาซากับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในเรือนจำอิสราเอลอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ฮามาสยังได้กล่าวโทษสหรัฐฯ ว่า กดดันให้ฮามาสยอมรับเงื่อนไขของอิสราเอลโดยไม่ต้องปรับแก้ไข ซึ่งกลุ่มฮามาสไม่เห็นด้วย

ด้านชาติอาหรับ ทั้งอียิปต์และกาตาร์ ที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยพยายามที่จะทำให้เกิดการหยุดยิง แต่ยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้จนถึงขณะนี้ ฮามาสยืนยันว่า ข้อตกลงใด ๆ ก็ตามจะต้องยุติสงคราม ถอนทหารอิสราเอลทั้งหมดออกจากกาซา ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่า จะยอมรับการพักรบต่อเมื่อกลุ่มฮามาสที่ปกครองกาซามาตั้งแต่ปี 2550 ถูกกำจัด

เด็กนร.เชื้อสายจีนโดนด่าหยาบเหยียดผิวบนรถบัสในนิวซีแลนด์ แถมยังถูกตี 'เลือดอาบหน้า-ฟันหัก' โดยปราศจากการยั่วยุใดๆ 

(2 ก.ค.67) รายงานข่าวระบุว่า มีผู้เห็นเหตุการณ์แค่คนเดียวที่เข้าขัดขวางเหตุทำร้ายร่างกายที่มีแรงจูงใจจากการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลา 9.00 น.ของวันศุกร์ (28 มิ.ย.67) ทำให้เด็กชายฟันหลุด 3 ซี่และหักอีก 2 ซี่ พร้อมกับมีเลือดอาบใบหน้า

"ผมกำลังขึ้นรถบัสไปแพนมัวร์ และรถเพิ่งแล่นผ่านปากูรันกา พลาซา ตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มด่าทอดูถูกเหยียดหยามผม และจากนั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายผมในทันที" เด็กนักเรียนชายซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์กับนิวซีแลนด์ เฮรัลด์

สื่อมวลชนรายงานว่า ผู้หญิงรายนี้เริ่มตะโกนด่าหยาบคายเหยียดผิวใส่เด็กชายชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายจีน ก่อนใช้เหล็กเล่นงานเด็กโดยปราศจากการยั่วยุใด ๆ "ผมแค่ฟังเพลงอยู่เฉย ๆ เขี่ยโทรศัพท์เล่น และจากนั้นมันก็เกิดขึ้น เธอลุกขึ้นและทำร้ายผม"

เด็กชายรายนี้พำนักอยู่ในนิวซีแลนด์มานานกว่า 7 ปีแล้ว หรือครึ่งหนึ่งในชีวิตของเขา ในขณะที่เขาเผยว่านับเป็นครั้งแรกที่ถูกทำร้ายร่างกายอันเนื่องจากแรงจูงใจเหยียดผิว "ผมฟันหลุด 3 ซี่ และอีก 2 ซี่หัก ผมยังไม่อาจซ่อมฟันได้ในตอนนี้ จำเป็นต้องรอให้แผลหายดีก่อน"

แม้มีผู้คนอยู่บนรถบัสมากกว่า 10 ราย แต่มีบุคคลเพียงรายเดียวที่เข้าขัดขวางเหตุทำร้ายร่างกาย "สุภาพบุรุษวัย 75 ปี ที่อยู่ข้างหลังช่วยผมไว้ เขาช่วยควบคุมผู้หญิงคนนั้นและเข้ามาขัดขวาง" เด็กชายเล่า

จากนั้นผู้หญิงรายนี้ก็กระโดดลงจากรถที่ป้ายรถเมล์วิลเลียมส์ อีฟ ในปาคูรันกา ก่อนวิ่งหนีไป "เราตะโกนใส่คนขับอย่าเปิดประตู แต่เขาเปิดประตูและเธอหนีไปได้"

เด็กชายรายนี้เชื่อว่าผู้หญิงที่ก่อเหตุน่าจะมีอายุราว 40 ปี รูปร่างใหญ่และแต่งกายชุดดำล้วน "ผมรู้สึกกลัว คราวนี้เป็นแค่ท่อนเหล็ก แต่คราวนี้ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางทีอาจเป็นมีดก็ได้" เขากล่าว

ทั้งนี้ เด็กชายผู้เป็นเหยื่อหวังว่าบอกเล่าเรื่องราวของเขาในครั้งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนเข้าขัดขวางการทำร้ายร่างกาย และช่วยเหลือคนที่ถูกทำร้าย ทั้งนี้เขาไม่คิดว่าตำรวจจะหาตัวผู้หญิงรายนี้พบ ในขณะที่ตำรวจยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ระหว่างสืบสวนเรื่องนี้อยู่

เจมส์ แมปป์ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโส เปิดเผยว่าผู้หญิงที่ทราบชื่อรายนี้ขึ้นไปบนรถบัส ก่อนก่อเหตุลงมือทำร้ายเหยื่อด้วยวัตถุหนึ่ง "มันเป็นการทำร้ายร่างกายโดยปราศจากการยั่วยุ ส่งผลให้เหยื่อได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง"

"เราทราบดีถึงความหวาดกลัวและความกังวลต่อเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ เช่นนี้ในชุมชน และเรายังคงเดินหน้าไล่ตามทุกเบาะแสที่จะนำมาซึ่งการนำตัวบุคคลรายนี้มาลงโทษ ตำรวจไม่อดทนต่ออาชญากรรมเช่นนี้ หรือการก่อความหวาดกลัวในชุมชนของเรา ขณะเดียวกัน เราก็กำลังมอบแรงสนับสนุนแก่เหยื่อ และขอรับประกันกับชุมชนว่า เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อนำตัวบุคคลรายนี้มาลงโทษ"

ด้านโฆษกการขนส่งโอ๊คแลนด์ บอกว่าพวกเขารู้สึกเสียใจที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้น "ความปลอดภัยของทุกคนที่ใช้บริการเครือข่ายการขนส่งของเรา คือลำดับความสำคัญสูงสุดของเรา เรายืนยันว่าเราทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และเราเข้าใจว่าผู้ปฏิบัติการรถบัสได้มอบคลิปวิดีโอแก่ตำรวจไปแล้ว"

‘ศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของจีน’ แล้วเสร็จ พร้อมปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024

(1 ก.ค.67) สำนักงานใหญ่การก่อสร้างศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์ไห่หนาน ซึ่งเป็นศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของจีน ตั้งอยู่ที่เมืองเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ เปิดเผยว่าขณะนี้ศูนย์แห่งนี้สามารถรองรับภารกิจการปล่อยจรวดได้แล้ว

รายงานระบุว่าหลังจากการประเมินอย่างครอบคลุม ศูนย์ดังกล่าวผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทั้งหมดในการเริ่มปฏิบัติการปล่อยจรวด โดยเมื่อวันอาทิตย์ (30 มิ.ย.) ที่ผ่านมาได้มีการจำลองซ้อมปล่อยจรวดด้วย

งานก่อสร้างศูนย์ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์ไห่หนานเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2022 ปัจจุบันเป็นพื้นที่ปล่อยยานอวกาศแห่งแรกของจีนที่อุทิศให้กับภารกิจเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของศูนย์ฯ ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิงและจ่ายก๊าซ สถานีไฟฟ้าย่อย และแท่นปล่อยจรวด

หยางเทียนเหลียง ประธานบริษัท ไห่หนาน อินเตอร์เนชันแนล คอมเมอร์เชียล แอโรสเปซ ลอนช์ จำกัด เผยว่าศูนย์ฯ มีกำหนดปล่อยจรวดครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเชิงพาณิชย์

หยางกล่าวว่าแผนการต่อไปคือการขยายพื้นที่ปล่อยจรวดด้วยการติดตั้งแท่นปล่อยจรวดเพิ่มเติม และให้บริการปล่อยจรวดและดาวเทียมสำหรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีน

'ชาวกะเหรี่ยง' พลัดถิ่นประท้วงตำรวจมะกัน หลังยิงสวน 'เด็กกะเหรี่ยง' วัย 13 ดับ

ชุมชนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงออกมาไว้อาลัยต่อการเสียชีวิต Nyah Mway เด็กวัยรุ่นชายชาวกะเหรี่ยงวัยเพียง 13 ปี ที่ถูกตำรวจสหรัฐฯ ยิงเสียชีวิต เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นขโมย และใช้อาวุธปืนเล็งตำรวจ

เหตุสลดเกิดขึ้นที่เมืองยูทิกา ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อเวลา 22.15 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุลักขโมย โดยมีผู้ต้องสงสัยเป็นชายชาวเอเชีย 2 คน หนึ่งในผู้ต้องสงสัยพกพาอาวุธปืน จึงได้ออกลาดตระเวนตามท้องถนนในเมือง และได้พบกับ Nyah Mway และเพื่อน ๆ ที่เพิ่งกลับจากงานเลี้ยงฉลองจบชั้นเกรด 8 พอดี 

ตำรวจจึงสั่งให้กลุ่มของ Nyah Mway หยุดเพื่อจับกุมตัว เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นคนร้ายที่กำลังตามหา แต่ทว่า Nyah Mway ขัดขืนและวิ่งหนี ตำรวจจึงวิ่งไล่ และเห็นเขากำลังชักอาวุธคล้ายปืนออกมา ตำรวจจึงตัดสินใจยิงสวนทันทีเข้าที่ทรวงอก ทำให้ Nyah Mway บาดเจ็บสาหัส และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ส่วนอาวุธที่ Nyah Mway พกมา ทราบในภายหลังว่าเป็นเพียงปืนปลอมเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ นายแอนดรูว์ ซิทรินิติ, นาย บรูซ แพทเตอร์สัน และ นาย ฮัสเนย์ รับราชการตำรวจมาแล้วตั้งแต่ 2-6 ปี ถูกสั่งให้พักงานโดยได้รับค่าแรงเพื่อการสอบสวนเป็นการภายใน 

เมื่อถูกถามว่าตำรวจทั้ง 3 นายนี้ มีโอกาสถูกดำเนินคดีหรือไม่ กรมตำรวจยูติกายอมรับว่าข้อมูลหลักฐานมีความซับซ้อน ที่ต้องรอผลการสืบสวนจากสำนักงานสืบสวนพิเศษแห่งรัฐนิวยอร์ก ว่าเหตุการณ์นี้ละเมิดกฎหมายของรัฐหรือไม่ แต่ทางตำรวจยูติกา ก็ได้แสดงความเสียใจต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่เสียชีวิต

เมื่อสื่ออเมริกันพยายามติดต่อครอบครัว Nyah Mway แต่ทางครอบครัวให้สื่อสารผ่าน เพจ GoFundMe ที่เป็นเพจระดมทุนช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง ที่ประสงค์ลี้ภัยมายังสหรัฐอเมริกา โดยครอบครัวของ Nyah Mway คือหนึ่งในชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนที่ลี้ภัยสงครามออกจากพม่า มาตั้งรกรากในสหรัฐฯ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

สำหรับ เมืองยูติกา ในรัฐนิวยอร์ก กลายเป็นชุมชนของชาวกะเหรี่ยง และชนกลุ่มน้อยในพม่าที่ลี้ภัยมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังที่จะได้อยู่อย่างสงบสุขในดินแดนแห่งเสรีภาพ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเศร้า จากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชนต่อพวกเขาอีก 

เพจ GoFundMe ระบุอีกว่า Nyah Mway เป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่ชอบไปขี่จักรยาน เล่นกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นเด็กดีของครอบครัว ไม่เคยทำตัวสร้างปัญหา หรือทำผิดกฎหมายมาก่อน  

นั่นจึงทำให้ชุมชนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงในเมืองยูติกาส่วนหนึ่งไปรวมตัวประท้วงกันที่ศาลาว่าการเมือง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในขณะที่กรมตำรวจยูติกากำลังแถลงข่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเด็กชายชาวกะเหรี่ยง 

โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้เรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ Nyah Mway พร้อมทั้งตะโกนว่า “No Justice, No Peace” หรือ "ไร้ความยุติธรรม ก็ไร้สันติ" ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แผ่นดินใดที่ยังไร้ซึ่งความยุติธรรม ก็ยากที่จะหาสันติภาพได้ ไม่ว่าแผ่นดินนั้นจะอยู่บริเวณไหนของโลกก็ตาม

‘ตำรวจสหรัฐฯ’ โหด!! ยิงดับเด็ก 13 ปี  หลังถือปืนปลอมวิ่งหนีเจ้าหน้าที่

(1 ก.ค.67) มาร์ก วิลเลียมส์ ผู้บังคับการตำรวจเมืองยูติกา แถลงว่า เมื่อคืนวันศุกร์ (28 มิ.ย.67) เจ้าหน้าที่ได้เรียกตรวจ เอ็นยาห์ เอ็มเวย์ และเด็กชายวัย 13 ปีอีกคน เนื่องจากทั้งสองมีรูปพรรณสัณฐานตรงกับผู้ต้องสงสัยในเหตุปล้นในเมืองยูติกา เมื่อเร็ว ๆ นี้

ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนเด็กทั้ง 2 คน เอ็นยาห์ เอ็มเวย์ ได้ฉวยโอกาสวิ่งหนีไป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไล่ตาม ระหว่างนั้นตำรวจสังเกตเห็นบางอย่างที่คล้ายอาวุธปืนสั้น

จากนั้นเจ้าหน้าที่รายหนึ่งได้กดเด็กชายลงกับพื้น แต่ระหว่างที่กำลังต่อสู้กันนั้น ตำรวจอีกนายก็ลั่นกระสุน 1 นัดใส่เด็กบริเวณหน้าอก เขาได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ แต่ไปเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลวีนน์ ผู้บังคับการตำรวจระบุ

เมื่อคืนวันเสาร์ (29 มิ.ย.67) ตำรวจได้เผยแพร่วิดีโอบันทึกเหตุการณ์จากกล้องติดตามตัวเจ้าหน้าที่ทั้งหมดซึ่งกินเวลานานหลายนาที หลังจากชาวบ้านในท้องที่เกิดเหตุส่งเสียงโห่แสดงความขุ่นเคืองแทรกเป็นระยะ ๆ ระหว่างที่ผู้บังคับการตำรวจเมืองยูติกาแถลงข่าว ซึ่งมีครอบครัวของเด็กชายเข้าร่วมด้วย 

ไมเคิล กาลิเม นายกเทศมนตียูติกา วิงวอนขอให้ชาวเมืองอยู่ในความสงบ “เราตระหนักดีเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ และเราอยากรับประกันว่าจะมีการทำความเข้าใจกับทุก ๆ รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

ภาพในคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่เด็กชายวิ่งหนีเขาได้เล็งบางอย่างเข้าใส่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตะโกนบอกกันเองว่า “ปืน” ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นปืนปลอม

ตำรวจแก้ต่างว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพวกเขาเห็นอาวุธปืนจริง ก่อนจะทราบว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงปืนปลอมเลียนแบบปืนกล็อก 17 ที่สามารถยิงกระสุนบีบีกันได้เท่านั้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย อยู่ระหว่างลาดตระเวนในพื้นที่ทางตะวันตกของยูติกา เพื่อสืบสวนเหตุปล้น 2 คดีที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงเมื่อเร็ว ๆ นี้

'มารีน เลอเปน' คว้าชัยเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก  ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของ 'ซ้าย-กลาง-พันธมิตรมาครง'

(1 ก.ค.67) เอ็กซิทโพลระบุว่า พรรคขวาจัดของฝรั่งเศส National Rally (RN) ของนางมารีน เลอเปน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรอบแรกของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ตามผลโพลก่อนหน้านี้ แต่ต้องรอการเลือกตั้งรอบ 2 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม จึงจะบอกได้ว่า พรรคฝ่ายขวาจะสามารถยึดครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งฝรั่งเศสได้ในท้ายที่สุดหรือไม่

การสำรวจเอ็กซิทโพลของหลายสำนัก อาทิ Ipsos, Ifop, OpinionWay และ Elabe เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรค RN คว้าชัยด้วยคะแนน 33.2% ตามด้วยพรรค New Popular Front ที่ 28.1% และพรรค Ensemble presidential alliance ของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ที่ได้ไป 21%

ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พรรคขวาจัดเอาชนะพรรคคู่แข่งฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางไปได้อย่างสบาย ๆ รวมถึงเอาชนะกลุ่มพันธมิตรของมาครง ทำให้การเลือกตั้งรอบแรกกลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในเดิมพันของมาครงที่ประกาศเลือกตั้งล่วงหน้า หลังากที่พรรคแนวร่วมของเขาประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

จอร์แดน บาร์เดลลา หัวหน้าพรรค RN วัย 28 ปี ประกาศความพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศว่า “ผมตั้งเป้าที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของชาวฝรั่งเศสทุกคน หากชาวฝรั่งเศสลงคะแนนให้เรา”

ทั้งนี้ พรรคขวาจัดของฝรั่งเศสไม่เคยชนะการเลือกตั้งรัฐสภารอบแรกมาก่อน สิ่งที่มารีน เลอเปน ผู้นำที่เป็นที่รู้จักในฐานะตัวแทนพรรคขวาจัด และบาร์เดลลา หัวหน้าพรรค RN คนปัจจุบันต้องการ คือเสียงข้างมาก 289 ที่นั่งจาก 577 ที่นั่ง โดยการคาดการณ์บ่งชี้ว่าพวกเขาอาจไม่ได้สิ่งที่ต้องการในการเลือกตั้งรอบ 2 ด้วยเช่นกัน

หากไม่มีเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ ฝรั่งเศสอาจประสบกับภาวะสภาแขวน หรือการมีรัฐบาลที่มีเสียงข้างน้อยในรัฐสภา ซึ่งจะทำให้พรรค RN ไม่สามารถที่จะผลักดันแผนการต่าง ๆ ที่ประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับผู้อพยพ การปรับลดภาษี รวมถึงการควบคุมบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

การเลือกตั้งรอบแรกนี้ยังมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์ที่ราว 65-69% ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2022 ซึ่งบ่งชี้ว่าที่สุดแล้วการเลือกตั้งรอบ 2 อาจเป็นการแข่งขันกันระหว่าง 3 พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งรอบแรก เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายและพรรคฝ่ายกลางไม่ได้จับมือเป็นพันธมิตรในการเลือกตั้งครั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์กับพรรค RN มากกว่า ทำให้เริ่มมีการรณรงค์จากพรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางที่เรียกร้องให้ผู้สมัครจากพรรคที่ได้คะแนนตามมาในลำดับ 3 ลาออกเพื่อไม่ให้ตัดคะแนนเสียงกันเอง

ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ที่ไม่พอใจต่อชัยชนะของพรรค RN ได้ออกมาประท้วงต่อต้านชัยชนะของพรรคขวาจัดทันทีที่ทราบผลเอ็กซิทโพลที่จัตุรัสปลาสเดอลาเรปูบลิก กลางกรุงปารีส

สาวแจ้งลาป่วย แต่ที่จริงแอบเดินทางกลับบ้านเกิด แต่โลกกลม!! ดันมาเจอหัวหน้างานบนเครื่องบิน

(1 ก.ค. 67) เป็นไวรัลบอกเล่าเรื่องราวสุดโป๊ะ เมื่อ 'เกรซ' สาววัย 23 ปี ได้ตัดสินใจเล่าเรื่องประสบการณ์การลางานที่จำไม่รู้ลืม เพราะเธอถูกหัวหน้าจับได้อย่างจัง จะหลบหน้าก็ไม่รอดเพราะอยู่กลางเครื่องบิน!

เกรซมาจากอินโดนีเซียและทำงานเป็นฟรีแลนซ์ในยุโรป โดยเธอมักจะแบ่งเวลาเดินทางไปกลับระหว่างที่ทำงานในยุโรปและบ้านเกิดที่บาหลี

ในวันเกิดเหตุ เธอตัดสินใจลางานโดยอ้างว่ามีนัดพบแพทย์ จึงขอเปลี่ยนวันทำงานเป็นวันอื่นแทน แต่ความจริงแล้วเธอกำลังจะเดินทางไปยังบาหลี นอกจากนี้ เธอยังแจ้งให้ที่ทำงานทราบด้วยว่าในสัปดาห์หน้า เธอจะขอทำงานในช่วงเวลาอื่นเนื่องจากอยู่ที่บาหลี

น่าเสียดายที่ความพยายามในการ 'พักผ่อนอย่างสงบ' ต้องล้มเหลว หลังจากเธอบังเอิญเจอหัวหน้าขณะขึ้นเครื่องบิน และดูเหมือนว่าหัวหน้าของเธอจะพักที่บาหลีด้วย เมื่อหัวหน้าจำเธอได้ เขาก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยแซวการกระทำของเธอว่า “โอ้ ที่นี่คือโรงพยาบาลเหรอ?”

“ฉันลาป่วยเพื่อมาอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับผู้จัดการของฉันเนี่ยนะ สั้น ๆ ก็คือ ตอนที่ฉันกำลังเข้าแถว ฉันเห็นคนหน้าคุ้น ๆ เดินมาหาฉันแล้วเรียกชื่อฉัน”

แม้ในตอนแรกเธอจะตกใจและอับอาย แต่ต่อมาเธอกับหัวหน้าก็สามารถ “หัวเราะด้วยกัน” และ “พูดคุยกันจนจบเที่ยวบิน” นอกจากนี้หัวหน้ายังถ่ายรูปเธอและส่งมาให้เธอดูอีกด้วย

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอไม่ได้เปิดเผยว่า เธอต้องเผชิญกับปัญหาใด ๆ จากการโกหกหรือไม่ แต่เธอได้ตอบความคิดเห็นบนติ๊กต็อกว่า ขณะนี้เธอและหัวหน้าของเธอได้ 'ลาออก' โดยไม่ได้ระบุเหตุผล

'จีน' จัดแข่งกล่าวสุนทรพจน์ภาษาไทยระดับอุดมศึกษา เพิ่มโอกาส นศ.จีนเข้าถึงตลาดไทย ตามความร่วมมือ 'ไทย-กว่างซี'

ไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทางสถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง และมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้จัดการแข่งขันทักษะภาษาไทยและการกล่าวสุนทรพจน์ภาษาไทยระดับมหาวิทยาลัยแห่งกว่างซี ครั้งที่ 17

การแข่งขันข้างต้นมีนักศึกษาจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในกว่างซี 15 แห่ง รวม 51 คน เข้าร่วมแข่งขันรอบคัดเลือก รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ โดย 'ถูจื่อฮุ่ย' นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยฯ ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นบัตรโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ เส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ ระยะ 7 วัน

รายงานระบุว่าการแข่งขันในปีนี้แบ่งกลุ่มเป็นมืออาชีพและมือสมัครเล่น โดยหัวข้อของการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์รอบรองชนะเลิศคือ 'เตรียมรับมืออย่างไร เมื่อปัญญาประดิษฐ์กำลังจะครองโลก' และรอบชิงชนะเลิศคือ 'ปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน'

เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง กล่าวว่า หัวข้อของการแข่งขันในปีนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันที่มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น ซึ่งเหล่านักศึกษาชาวจีนนำเสนอมุมมองต่อประเด็นนี้ได้อย่างโดดเด่นและสร้างสรรค์

นอกจากนั้นเบญจมาศเสริมว่า การแข่งขันนี้เป็นโอกาสดีของนักศึกษาชาวจีนที่เรียนภาษาไทยในกว่างซีได้แสดงความรู้ความสามารถทางภาษาไทย และเป็นพื้นที่ให้ฝึกฝนภาษาไทยและเพิ่มพูนความมั่นใจ รวมถึงขยายโอกาสการมีงานทำของนักศึกษาและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันข้ามวัฒนธรรม

ด้าน เหวยเสวี่ยฟาง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างกว่างซีกับไทยมีความครอบคลุมรอบด้านเพิ่มขึ้น และความต้องการผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต ขณะมีการดำเนินงานตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

‘เกาหลีเหนือ’ ประหารชีวิตหนุ่มวัย 22 ปี ในที่สาธารณะ  เหตุ!! ฟัง K-POP 70 เพลง - ชมภาพยนตร์ 3 เรื่อง

(30 มิ.ย.67) สื่อต่างประเทศรายงานว่า จากรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนเกาหลีเหนือประจำปี 2024 ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ ได้รวบรวมคำให้การจากผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ 649 คน

ผู้แปรพักตร์ไม่ระบุชื่อ ให้การว่า ชายหนุ่ม 22 ปี จากจังหวัดฮวางแฮใต้ถูกประหารชีวิตต่อสาธารณะในปี 2565 ฐานฟังเพลงเกาหลีใต้ 70 เพลง ชมภาพยนตร์ 3 เรื่อง และจัดจำหน่าย ถือเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายเกาหลีเหนือ ที่ห้ามเสพหรือครอบครองวัตถุที่สื่อถึงอุดมการณ์และวัฒนธรรม

นอกจากนี้ จากรายงานเผยว่า ทางการมักสอดส่องโทรศัพท์มือถือของประชาชน เพื่อตรวจสอบการสะกดคำ ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ติดต่อ สำนวนภาษาที่ใช้ และคำสแลงต่างๆ ว่าใช้คำที่มีอิทธิพลจากเกาหลีใต้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการที่รุนแรงเช่นนี้ แต่อิทธิพลของวัฒนธรรมเกาหลีใต้ รวมถึงรายการโทรทัศน์ที่เพิ่งออกอากาศไม่นาน ดูเหมือนจะเล็ดลอดผ่านพรมแดนเข้าไปฝั่งเหนือได้อยู่ดี

“หลังจากดูละครเกาหลี คนหนุ่มสาวจำนวนมากสงสัยว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ฉันคิดว่าฉันขอตายดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีเหนือ” ผู้แปรพักตร์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

ทีมนักวิจัย ‘ม.เทลอาวีฟ’ สุดเจ๋ง!! พัฒนาสุดยอดวัสดุแก้ว ก่อตัวเมื่อโดนน้ำ-ซ่อมแซมตัวเองได้-ทนกว่าวัสดุแก้วทั่วไป

เมื่อวานนี้ (29 มิ.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (TAU) ของอิสราเอล เผยว่าทีมนักวิจัยได้พัฒนาวัสดุแก้วชนิดใหม่ที่ก่อตัวขึ้นเองเมื่อสัมผัสโดนกับน้ำ และมีหลายคุณสมบัติพิเศษเฉพาะ เช่น สามารถซ่อมแซมตัวเองได้

การวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่าแก้วชนิดใหม่นี้สร้างจากโครงสร้างทางชีวภาพ มีความแข็งมากกว่าวัสดุแก้วธรรมดามากและมีคุณสมบัติยึดติดสูง สามารถยึดชิ้นส่วนแก้วต่างๆ เข้าด้วยกันและซ่อมแซมรอยแตกที่เกิดขึ้นภายในได้ อีกทั้งมีระดับความโปร่งใสครอบคลุมตั้งแต่แสงที่มองเห็นได้จนถึงอินฟราเรดย่านกลาง

มหาวิทยาลัยฯ ระบุว่านวัตกรรมแก้วดังกล่าวมีศักยภาพที่จะสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆๅ เช่น ทัศนศาสตร์และอิเล็กโทร-ออปติกส์ (electro-optics) การสื่อสารผ่านดาวเทียม การสำรวจระยะไกล และชีวการแพทย์

ปกติแล้ววัสดุแก้วจะผลิตขึ้นจากการทำให้วัสดุหลอมเหลวเย็นลงอย่างรวดเร็ว หรือ ‘แช่แข็ง’ วัสดุเหล่านั้นในสถานะอสัณฐาน (amorphous) ซึ่งเป็นโครงสร้างรูปแบบหนึ่งของของแข็ง ก่อนที่จะตกผลึก ส่งผลให้เกิดคุณสมบัติทางแสง เคมี และทางกลที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งมีความทนทาน ปรับใช้ได้หลายรูปแบบ และมีความยั่งยืน

ในการศึกษาล่าสุดนี้ นักวิจัยค้นพบเปปไทด์ (peptide) ลักษณะเฉพาะที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากวัสดุที่เป็นที่รู้จัก โดยก่อตัวเป็นโครงสร้างอสัณฐานและไม่เป็นระเบียบอันเป็นลักษณะของแก้ว

แก้วชนิดใหม่นี้ก่อตัวได้เองตามธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงาน เช่น ความร้อนหรือความดันสูง เพียงแค่ละลายสารจำเพาะที่อยู่ในรูปแบบผงในน้ำ คล้ายกับการผสมเครื่องดื่มปรุงแต่งรส เปปไทด์อะโรมาติก ซึ่งประกอบด้วยลำดับกรดอะมิโน 3-ไทโรซีน (three-tyrosine amino acid) จะก่อตัวเป็นโมเลกุลแก้ว หลังจากมีการระเหยสารละลายในน้ำที่อุณหภูมิห้อง

ทีมงานได้ทดลองพัฒนาเลนส์จากวัสดุแก้วใหม่นี้แล้ว พวกเขาเพียงแค่หยดสารละลายลงบนพื้นผิวเพื่อควบคุมความโค้ง และปรับเปลี่ยนปริมาตรของสารละลายเพื่อควบคุมจุดโฟกัส แทนที่จะใช้กระบวนการตัดเจียรและขัดเงาที่กินเวลานานกว่า

อีฮัด กาซิต นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าแก้วชนิดใหม่มีคุณสมบัติที่ไม่พบในวัสดุแก้วอื่น ๆ ในโลก ทำให้มีศักยภาพที่สำคัญในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งหมดนี้ได้มาจากเปปไทด์เพียงตัวเดียว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็ก ๆ ของโปรตีน

‘เดโมแครต’ เครียด!! ‘ไบเดน’ สภาพแย่ ‘ดีเบตรอบแรก’ ทั้ง ‘ไอ-เสียงแหบ-พูดซ้ำคำเดิม’ ส่ง ‘ทรัมป์’ ชนะใส

(28 มิ.ย. 67) บลูมเบิร์กของสหรัฐฯ รายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตแสดงความผิดพลาดมากมายระหว่างการดีเบตรอบแรก ยิ่งเป็นแรงส่งให้เกิดความวิตกมากขึ้นถึงอายุที่สูงวัยของเขาและการที่เขาจะทำให้การหาเสียงประสบความสำเร็จและเอาชนะในการเลือกตั้งปลายปีได้อย่างไร

บนเวทีบลูมเบิร์กชี้ว่า ไบเดนนั้นทั้งไอ เสียงแหบ พูดซ้ำประโยคเดิม หยุดนิ่งไม่ไหวติง และเขายังพูดติด ๆ ขัด ๆ เมื่อกล่าวถึงตัวเลขเป็นต้นว่า จำนวนของงานที่สร้างใหม่ในสมัยของเขา การจำกัดเพดานจำนวนเงินสูงสุดที่ประชาชนอเมริกันต้องจ่ายสำหรับค่ายารักษาโรคและอินซูลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของไบเดนในการให้ได้รับเลือกกลับเข้ามา ซึ่งในสหรัฐฯ ดินแดนเสรีนิยมที่มีค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง

การแสดงออกของไบเดนซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังของไบเดนยิ่งทำให้ฝ่ายพรรครีพับลิกันลิงโลด และกระพือไฟโหมความอ่อนแรงและชราภาพของไบเดนให้ปรากฏ

ทรัมป์ฮุกหมัดใส่ไบเดนระหว่างเขาพลาดในประเด็นผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าเขาได้พูดอะไรออกมาในสิ่งนี้ และผมไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่าถึงในสิ่งที่เขาได้เอ่ย”

บลูมเบิร์กรายงานว่า แต่ใช่ว่าทรัมป์จะทำผลงานดี เพราะเมื่อผู้จัด CNN ถามเขาเกี่ยวกับปัญหาโอปิออยด์ (opioid) ที่กำลังทำร้ายอเมริกันชน อดีตผู้นำสหรัฐฯ โบ้ยตอบเรื่องนักข่าววอลล์สตรีทเจอร์นัลถูกรัสเซียควบคุมตัวแทน และโกหกคำโตด้วยการกล่าวอ้างบรรดาผู้สนับสนุนกบฏบุกรัฐสภา 6 ม.ค. ปี 2021 นั้นได้รับเชิญให้เดินเข้าไปภายในรัฐสภาสหรัฐฯ

โพลด่วนของ CNN จัดทำโดย SSRS ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ชมการดีเบตส่วนใหญ่ลงความเห็นให้ทรัมป์ชนะเหนือไบเดน

โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ลงทะเบียนและได้ชมการดีเบตรอบแรกคืนวันพฤหัสบดี (27) 67% ต่อ 33% ชี้ว่า ทรัมป์แสดงความสามารถในการดีเบตได้ดีกว่า

ซึ่งก่อนการดีเบต พบว่ากลุ่มผู้ร่วมแบบสอบถามคนเดิมกล่าวว่า 55% ต่อ 45% ที่คาดว่าทรัมป์จะแสดงความสามารถในการดีเบตได้ดีกว่าไบเดน

และโพลด่วนของ CNN พบว่าผู้ชม 8 ใน 10 หรือราว 81% ต่างชี้ว่า การดีเบตไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ส่วนอีก 14% ชี้ว่าการดีเบตทำให้คนเหล่านี้กลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งแต่ไม่เปลี่ยนใจ ส่วนอีก 5% กล่าวว่าเปลี่ยนใจจากผู้สมัครที่ตั้งใจจะเลือกก่อนหน้า

เดอะการ์เดียนชี้ว่า อดีตผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของไบเดน เคท เบดิงฟิลด์ (Kate Bedingfield) แสดงความเห็นต่อผลงานของไบเดนว่า ‘มันเป็นการแสดงความสามารถดีเบตที่น่าผิดหวังของประธานาธิบดีโจ ไบเดน’

ขณะที่อดีตนักวางแผนทางยุทธศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา เดวิด แอ็กเซิลร็อด (David Axlerod) กล่าวว่า พวกเดโมแครตพากันวิตกเป็นอย่างมากและกำลังสงสัยว่าประธานาธิบดีไบเดนสมควรไปต่อในการเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้ง

รู้จัก 'เจียง ผิง' สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งเจียงซู จากเด็กสายอาชีพสู่ตัวท็อปงานแข่งคณิตศาสตร์โลก

(28 มิ.ย.67) วิชาคณิตศาสตร์ อาจเป็นยาขมของใครหลาย ๆ คน ไม่ต่างจากภาษาต่างดาว ที่คุยกันให้ตายก็ไม่เข้าใจ และมักจะคิดว่าคนที่เก่งคณิตศาสตร์ มักเป็นเรื่องของเด็กอัจฉริยะที่เรียนอยู่ในสถาบันชื่อดัง ที่อยู่คนละโลกกับเราแน่ ๆ

แต่ความเชื่อเช่นนี้อาจไม่จริงเสมอไป เพราะยังมีเด็กอัจฉริยะหลังเขาอีกมากมาย ที่สปอร์ตไลท์ส่องไม่ถึง 

แต่ล่าสุดวันนี้ แสงไฟแห่งแวดวงคณิตศาสตร์ต้องจับตามอง เจียง ผิง สาวน้อยวัยเพียง 17 ปี จากมณฑลเจียงซู ผู้สามารถทะลุเข้าสู่รอบไฟนอลการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับโลก The Alibaba Global Mathematics Competition 2024 

และสามารถจบที่อันดับท็อป 12 จากในบรรดาผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลกที่คัดมาแล้วอย่างเข้มข้นถึง 800 คน ที่ล้วนมาจากสถาบันดัง ๆ ทั้งนั้น อาทิ MIT, Cambridge, ปักกิ่ง. ชิงหวา ไม่เว้นแม้แต่ทีม AI 

ซึ่งในจำนวนผู้เข้าแข่งขันโปรไฟล์ระดับพระกาฬ มี เจียง ผิง คนเดียว ที่ไม่ได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยชื่อเสียงใหญ่โต และที่สำคัญคือ เธอเป็นคนเดียวที่เรียนสายอาชีพด้านการออกแบบแฟชัน ในโรงเรียนมัธยมโนเนมเล็ก ๆ แทบไม่มีใครรู้จัก ในมณฑลเจียงซูเท่านั้น 

Alibaba Global Math Competition จัดโดยบริษัท Alibaba ตั้งแต่ปี 2018 เพื่อเฟ้นหาหัวกะทิด้านคณิตศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 แล้ว เป็นงานแข่งขันทางคณิตศาสตร์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานแข่งขันระดับโลก ที่มีเงินรางวัลสูง และไม่ได้ให้รางวัลสูงสุดแค่ที่ 1 คนเดียว แต่แบ่งเป็นหลายระดับ ได้แก่...

- Gold Award: มีผู้ชนะ 5 คน รับรางวัลเงินสดคนละ $30,000 

- Silver Award: ผู้ชนะ 10 คน รับรางวัลเงินสดคนละ $15,000

- Bronze Award: ผู้ชนะ 20 คน รับรางวัลเงินสดคนละ $8,000

- Honorable Mention: ผู้ชนะ 50 คน รับรางวัลเงินสดคนละ $2,000 

และยังเปิดโอกาสให้ทีม AI ลงแข่งขันได้ด้วย โดยจะแบ่งการแข่งขันเป็นรอบคัดเลือก ที่จะคัดผู้เข้าแข่งขันเพียง 800 คน เข้าสู่รอบไฟนอล โดยในปีนี้รองไฟนอลแข่งกันเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา

หลังจบการแข่งขัน ทางผู้จัดได้ประกาศผลผู้ชนะอย่างเป็นทางการ ก็ปรากฏชื่อ เจียง ผิง เด็กสาววัย 17 ปี จากโรงเรียนอาชีวะ เหลียนชุย เมืองเล็ก ๆ ในมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน เข้ามาติดในอันดับ Top 12 ของกลุ่มผู้ชนะในรายการปีนี้ 

โดย เจียง ผิง เป็นผู้เข้าแข่งขันคนเดียวในรายการปีนี้ ที่ไม่ได้เรียนสายสามัญ ไม่เคยไปเรียนเมืองนอก ไม่เคยเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่ไหนมาก่อน เธอเป็นเด็กสาวจากโรงเรียนอาชีวะธรรมดา ๆ ที่รักในวิชาคณิตศาสตร์ และศึกษามันเป็นงานอดิเรกเท่านั้น แต่สามารถเอาชนะผู้เข้าแข่งขันที่มาจากสถาบันระดับโลกเป็นร้อย เป็นพัน จนติดอันดับ 12 เป็นหนึ่งในผู้ชนะของรายการปีนี้ได้สำเร็จ 

จากความสำเร็จของเจียง ผิง ในรายการนี้ นอกจากที่เธอจะได้รับเงินรางวัล อย่างน้อย 15,000 ดอลลาร์ (มากกว่า 5.4 แสนบาท) แล้ว ยังส่งให้เธอกลายเป็นคนดังในแวดวงวิชาการจีนในทันที และยังได้รับเสียงชื่นชมจากชาวจีนเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากในสังคมจีนมักมีค่านิยมว่าเด็กเก่ง ต้องเรียนสายสามัญ ต้องได้เรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง ส่วนเด็กที่เรียนไม่เก่ง หรือสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ มักต้องไปเรียนในโรงเรียนอาชีวะ ดังนั้นเรื่องการแข่งขันด้านคณิตศาสตร์รายการใหญ่ระดับนี้ กับเด็กสายอาชีวะ อาจเป็นแค่เรื่องเหมือนฝัน ตัวอยู่ประจวบคีรีขันธ์ แต่ฝันไกลถึงแม่สาย 

แต่กับเจียง ผิง เธอเลือกเรียนสายอาชีวะ ด้านการออกแบบแฟชั่นในโรงเรียนแถวบ้าน เพราะพี่สาว และเพื่อน ๆ ที่สนิทเรียนอยู่ที่นั่น และไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดอะไร จนกระทั่ง หวาง หลันฉิว อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ประจำโรงเรียนค้นพบพรสวรรค์ของเธอ เมื่อเขาให้นักเรียนในชั้นทำข้อสอบเลข จำนวน 150 ข้อ ซึ่งนักเรียนในชั้นทำคะแนนได้แค่ค่าเฉลี่ย 50-60 คะแนนเท่านั้น มีเพียง เจียง ผิง คนเดียว ที่สามารถทำได้เกิน 140 คะแนน 

ความสามารถของเจียง ผิง จุดประกายครูผู้สอนให้เขาฝึกฝน เจียง ผิง ด้วยโจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ นานถึง 2 ปี และยอมรับว่าเธอเป็นคนมีวินัยสูงมาก ในขณะที่เพื่อน ๆ ของเธอได้พัก ได้เล่นเมื่อเรียนจบคาบ แต่เจียง ผิง ต้องมาเรียนเสริมคณิตศาสตร์ ต้องมานั่งแก้โจทย์ยาก ๆ อย่างไม่ย่อท้อ และไม่เคยบ่นสักคำ

เจียง ผิง บอกว่า เธอชอบคณิตศาสตร์ ถึงบางครั้งมันจะยาก แต่ยิ่งยาก ก็ยิ่งมันส์ และอยากเรียนวิชานี้เรื่อย ๆ ไม่เลิกล้มความตั้งใจแน่นอน ส่วนอนาคตเธอจะไปทำงานอะไรหลังเรียนจบนั้นเธอยังไม่ได้คิด แค่ตั้งใจทำเรื่องนี้ให้เต็มที่

แต่ก็ไม่วาย มีหลายคนกังขาถึงความสามารถที่แท้จริงของเจียง ผิง และจับผิดว่า เธอยังใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ไม่ถูกต้อง คลิปการแก้โจทย์คณิตศาสตร์บนกระดานของเธอไม่น่าเชื่อถือ และคนที่อยู่เบื้องหลังอาจเป็น หวัง หลันฉิว อาจารย์เลขของเธอต่างหาก พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความสามารถที่แท้จริงของเจียง ผิง ให้เป็นที่กระจ่าง 

แต่ก็มีชาวเน็ตจีนจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงความคิดเห็นว่า เป็นเพราะคนจีนมีอคติว่าเด็กอาชีวะ ไม่เก่งเลข และในบางครั้งการตีโจทย์คณิตศาสตร์การใช้ สัญชาตญาณ อาจสำคัญกว่าทฤษฎี ซึ่งเจียง ผิง ก็เพิ่งมาฝึกแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงกับครูเลขแค่ 2 ปี ดังนั้นก็ไม่ควรคาดหวังว่าเธอจะต้องเขียนสมการตามกฎ ทฤษฎี ออกมาได้อย่างเป๊ะปัง สมบูรณ์ เหมือนคนที่เรียนตรงด้านคณิตศาสตร์ชั้นสูงในสถาบันอุดมศึกษา

ที่สำคัญ ไม่อยากให้เจียง ผิง รู้สึกท้อจากคำวิจารณ์ในโลกออนไลน์ แต่อยากให้ส่งเสริมพรสวรรค์ของเธอให้เติบโต ประดับแวดวงคณิตศาสตร์ในอนาคต 

และยังเชื่อด้วยว่า น่าจะมีอัจฉริยะหลังเขาอย่างเจียง ผิง ตกหล่นอยู่ในเมืองชนบทจีนอีกมากมาย หากรัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ เราจะพบเจอ 'เจียง ผิง' คนต่อ ๆ ไป มากมายขนาดไหน

เช่นเดียวกับ รามานุจัน เด็กทมิฬในครอบครัวยากจนของอินเดีย ที่เริ่มเรียนวิชาเลขในโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญเมื่อตอน 10 ขวบ จากหนังสือตรีโกณมิติพื้นฐาน ที่จุดประกายความอัจฉริยะจนกลายเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับโลกในเวลาต่อมานั่นเอง

'ออสเตรเลีย' เคาะ!! 'บุหรี่ไฟฟ้า' ขายได้โดยร้านขายยา ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้ ชี้!! หากผู้ซื้ออายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น

(28 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่พรรคแรงงานได้ทำข้อตกลงกับพรรคกรีนส์เพื่อผ่านร่างกฎหมาย ทำให้ต่อไปในอนาคต ผู้ใหญ่จะสามารถซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้ที่ร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งยา อย่างไรก็ตามข้อกำหนดใหม่นี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าเภสัชกรและร้านขายยาว่า พวกเขาไม่ได้รับแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

รัฐบาลได้ทำข้อตกลงกับพรรค Greens เพื่อให้ร่างกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางวุฒิสภา ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว

ซึ่งรายละเอียดร่างกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าฉบับนี้นั้น จะยกเลิกข้อบังคับที่ผู้ใหญ่ต้องมีใบสั่งยาเพื่อซื้อบุหรี่ไฟฟ้า แต่จะมีการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้านอกร้านขายยา โดยมีข้อจำกัดเรื่องกลิ่นและรสของบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มงวดมากขึ้น และยังมีข้อกำหนดในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ให้มีสีฉูดฉาดอีกด้วย

ผู้นำของพรรค Greens อดัม แบรนด์ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น เขากล่าวว่า "พรรคกรีนส์จำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และทำให้แน่ใจว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่อาชญากรรม แต่จำทำอย่างไรที่เราจะป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ไม่สามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย ๆ"

ด้าน ประธานสมาคมการแพทย์แห่งออสเตรเลีย สตีฟ ร็อบสัน เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว

"การประนีประนอมที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับพรรคกรีนส์เป็นการเจรจาที่สมเหตุสมผล และในสถานการณ์เช่นนี้ เราไม่สามารถปล่อยให้ความสมบูรณ์แบบเป็นเครื่องกีดขวางของสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันช่วยปกป้องคนรุ่นใหม่ และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"

รองประธานสมาคมเภสัชกรรม แอนโธนี ทาสโซนี กล่าวว่าสมาคิมเภสัชกรรมไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เขาเปิดเผยว่า

"สมาคมเภสัชกรรมและองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมทราบรายละเอียดของข้อตกลงลับระหว่างรัฐบาลแรงงานและพรรคกรีนเมื่อวานนี้ผ่านสื่อ และพวกเราก็ต่างอึ้ง หลังจากนั้นเราก็มีคำถามว่าทำไมเราจึงไม่มีส่วนร่วมในการออกความเห็นในประเด็นที่สำคัญนี้"

ในขณะการปฏิรูปการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่คุณ ทาสโซนี กล่าวว่า หนทางดังกล่าว ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เขากล่าวว่า 

"เรายินดีฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ของเราสามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากมีความกังวลเรื่องสุขภาพ และอาจนำมาซึ่งผลกระทบร้ายแรงในสังคม แต่นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา การซื้อบุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์จากร้านขายยาต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งผลิคภัณฑ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกรับรองโดยองค์กรงานอาหาร"

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข มาร์ก บัตเลอร์ กล่าวว่าแนวทางนี้เป็นทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลนำมาพิจารณา อธิบายว่า

"เราศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน เราค่อนข้างเปิดกว้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างมากตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว แล้วผมก็แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง"

การเปลี่ยนแปลงระลอกแรกจะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2024 โดยจะห้ามการขายบุหรี่ไฟฟ้านอกร้านขายยา และจำกัดรสชาติที่ให้มีจำหน่ายเฉพาะรสชาติธรรมดา รสมิ้นต์ และเมนทอล

ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 1 ตุลาคม ทุกคนจะต้องมีใบสั่งยาจึงจะซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้

รัฐมนตรี บัตเลอร์กล่าวว่า ระยะเวลาดังกล่าว จะทำให้ร้านขายยามีเวลาเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข 

"ในทางปฏิบัติ มันทำให้เราแน่ใจว่าเภสัชกรจะสามารถได้รับคำแนะนำที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เกี่ยวกับวิธีจัดการกับกฎหมายใหม่เหล่านี้ และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีต้องมีใบสั่งยาสำหรับการซื้อบุหรี่ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน” มาร์ก บัตเลอร์ กล่าว 

รัฐมนตรี บัตเลอร์ยังกล่าวอีกว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้ จะทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้น้อยลง องค์การอาหารและยา ได้ออกข้อกำหนดที่ชัดเจนสำหรับประเภทของบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งใช้ในประเภทผลิตภัณฑ์รักษาโรค ที่สามารถขายในออสเตรเลียโดยจะมีปริมาณโดยนิโคตินตามที่กำหนด"

โฆษกด้านสุขภาพของฝ่ายค้าน แอนน์ รัสตัน กล่าวว่า “แนวทางของพรรคฝ่ายค้านจะใช้นโยบาย เหมือนการขายบุหรี่โดยทั่วไป”

โฆษก รัสตัน กล่าวว่า "ตามแนวทางโมเดลของเราจะเป็นโมเดลการขายปลีกที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด คล้ายกับการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในประเทศนี้ บรรจุภัณฑ์ธรรมดา ๆ หลังเคาน์เตอร์ และทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครที่อายุต่ำกว่า 18 ปีสามารถเข้าถึงได้อย่างถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย กับผลิตภัณฑ์เหล่านี้"

***หมายเหตุ

- กฎหมายนี้ ทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยเภสัชกรในร้านขายยาเท่านั้น

- เดิมออสเตรเลียห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด และให้ขายได้เฉพาะผู้ที่มีใบสั่งแพทย์ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพเท่านั้น

- ทั่วโลกเตรียมจับตาดูว่า กฎหมายใหม่ของออสเตรเลีย จะป้องกันการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนได้หรือไม่

- ออสเตรเลียเป็นผู้นำของโลกในการควบคุมยาสูบ เป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบเมื่อปี ค.ศ.2012 มีการขึ้นภาษีทุก ๆ ปีตามอัตราเงินเฟ้อ จนราคาบุหรี่มวนเฉลี่ยซองละ 26 ดอลลาร์อเมริกา (1,035 บาท) เป็นประเทศที่มีราคาบุหรี่แพงที่สุดในโลก 

- ออสเตรเลียมีเป้าหมายที่จะลดอัตราการสูบบุหรี่ให้ต่ำกว่า 5% โดยไม่สนับสนุนให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทน ซึ่งแตกต่างจากประเทศอังกฤษที่มีท่าทีส่งเสริมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนการสูบบุหรี่มวน

‘ท่องเที่ยวเกาหลีใต้’ ร้องรัฐฯ ทบทวนมาตรการคัดกรอง นทท. หลังยอด ‘นักท่องเที่ยวไทยตัวจริง’ ลดฮวบ แต่ ‘ผีน้อย’ กระฉูด

(27 มิ.ย.67) ทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะโคเรียไทมส์ รายงานอ้างการเปิดเผยของกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 67 ว่า คนไทย ครองสัดส่วนอันดับ 1 ผู้ที่พำนักอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมาย หรือ ผีน้อย

ข้อมูลถึงช่วงปลายเดือน พ.ค. มีถึง 145,810 คน คิดเป็น 35.1% แซงหน้าผีน้อยจากประเทศเวียดนาม 79,366 ราย, จีน 64,151 ราย, ฟิลิปปินส์ 13,740 ราย, อินโดนีเซีย 12,172 ราย, กัมพูชา 10,681 ราย

ทำให้ระบบตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดของเกาหลีใต้ ทางออนไลน์ K-ETA ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวไทยลดลงมากในปีนี้

จากข้อมูลเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 มีนักเดินทางชาวไทยเพียง 119,000 คน ลดลงถึง 21.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

กระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่พิจารณาคำขอของระบบ K-ETA ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่ปฏิเสธคำขอการเดินทางเข้าเกาหลีใต้ แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าใช้หลักเกณฑ์เดียวกันหมดกับทุกประเทศ

การท่องเที่ยวเกาหลีใต้ จึงได้ร้องขอให้กระทรวงยุติธรรม ยกเว้นประเทศไทยไม่ต้องขอ K-ETA ชั่วคราวไปจนถึงสิ้นปี 2567 เนื่องจากมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 20 ล้านคนในปีนี้

กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยกับสำนักข่าวยอนฮับว่า จำเป็นต้องใช้แนวทางที่ระมัดระวัง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลให้จำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ช่วงเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว กระทรวงยุติธรรมได้กล่าวปกป้องระบบคัดกรองคนเข้าเมืองนี้ โดยระบุว่ามีคนไทยมากถึง 78% ที่พำนักอยู่ในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย เป็นหน้าที่โดยชอบธรรม ของกระทรวงยุติธรรมที่จะลดจำนวนผู้ลักลอบอาศัยอย่างผิดกฎหมาย

ทางด้าน อริญชยา เลิศวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี KTO (Korea Tourism Organization) กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การท่องเที่ยวเกาหลีของนักท่องเที่ยวไทยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อแพ็กเกจทัวร์ เป็นการวางแผนเดินทางด้วยตนเอง

"ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย คือ นักท่องเที่ยวไทย ไม่ผ่าน ตม. ขณะที่ ผีน้อยไทย ผ่าน นักท่องเที่ยวไทยจึงลดจำนวนลงเรื่อย ๆ เพราะไม่อยากเสี่ยงถูกส่งกลับ และหาสาเหตุไม่ได้ว่า ทำไมตัวเองถึงไม่ผ่าน ไม่ได้เข้าประเทศ"

ผู้จัดการฝ่ายการตลาด องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี กล่าวเสริมว่า “เราได้ส่งคอมเมนต์ไปทางเกาหลีที่สำนักงานใหญ่ ว่า อยากให้ปรับปรุงระบบของ K-ETA ในการคัดกรองนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้น เพราะมีประเด็นว่า นักท่องเที่ยวจริง พอยื่นแล้วเข้าไม่ได้ หรือขอ K-ETA ไม่ผ่าน เราก็ทำเรื่องไปที่สำนักงานใหญ่ให้เขาช่วยคุยกับหน่วยงานนี้หน่อย ให้คัดกรองให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเราก็ทำได้แค่นี้"

มีคนกล่าวว่า “ผีน้อยที่ผ่าน อาจเพราะมีเอเจนซี่ มีการสอนมาอย่างดี ขณะที่นักท่องเที่ยว คิดว่าตัวเองเป็นนักท่องเที่ยว ก็แค่ถ่ายรูปพาสปอร์ตลงไป รูปไม่สวยบ้าง ไม่ตรงปกบ้าง”

"ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวบางคนขอ K-ETA แล้วไม่ผ่าน ก็ท้อใจ บอกว่าเกาหลีเข้ายาก ไม่ไปเกาหลีดีกว่า”

“ซึ่งการตรวจคัดกรองของเขาควรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตม. ก็เช่นกัน ควรตรวจคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราไม่สามารถไปแก้ไขมาตรการต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเราเอง เพราะการคัดกรองเข้าประเทศ มันเป็นสิทธิ์ของแต่ละประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้ คือ เสนอเขาไป”

‘ลาว’ เตรียมออก ‘ฟรีวีซ่า’ เอาใจนักท่องเที่ยวจีน หวังปลุกกระแสการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง

(27 มิ.ย.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดารานี พมมะวงสา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสารสนเทศ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เผยว่านโยบายดังกล่าวจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมากับบริษัทนำเที่ยว และรัฐบาลลาวยังวางแผนให้บริการวีซ่าสำหรับเข้าออกหลายครั้ง รวมถึงขยายระยะเวลาการพำนักสำหรับนักเดินทางต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 30 วันเป็น 60 วัน 

ดารานี กล่าวว่า “รัฐบาลกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางถนนในพื้นที่การเดินทาง และปรับปรุงถนนหนทางในการเดินทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมต่าง ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น”

กระทรวงฯ เดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานระดับแขวงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการท่องเที่ยวตามแนวทางรถไฟจีน-ลาว เพื่อปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐานการท่องเที่ยว และติดตั้งป้ายบอกทางสถานที่ที่มีชื่อเสียงตามเส้นทางการเดินทาง

นอกจากนั้น กระทรวงฯ ยังทำงานร่วมกับนักลงทุนภาคเอกชนในการสำรวจและพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top