Saturday, 27 June 2026
NEWS FEED

‘เมย์ รัชนก’ นักแบดสาวมือ 1 ของไทย บาดเจ็บหนักที่ข้อเท้าซ้าย ประกาศถอนตัวจากการแข่งทั้งหมดในปีนี้ รวมถึงเอเชียนเกมส์ด้วย

(19 ก.ย. 66) โรงเรียนสอนแบดมินตันบ้านทองหยอด ออกแถลงการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊กว่า ‘เมย์ รัชนก อินทนนท์’ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 7 ของโลก จำเป็นต้องถอนตัวจากทุกรายการแข่งขันในปีนี้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ เริ่มตั้งแต่กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่นครหางโจว ประเทศจีน ซึ่งกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

แถลงการณ์ดังกล่าวมีใจความว่า “อาการบาดเจ็บครั้งนี้ มาจากการบาดเจ็บที่ข้อเท้าซ้าย เนื่องจากพื้นสนามที่ค่อนข้างลื่นในศึกฮ่องกง โอเพ่น 2023 เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

โดยหลังเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ด้วยการสแกน MRI ผลพบว่า เอ็นรอบข้อเท้าซ้ายฉีกขาด จากการปรึกษาแพทย์วิธีการรักษาไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้น 6-8 สัปดาห์ ส่งผลให้นักตบลูกขนไก่หญิงเดี่ยวมือ 1 ของไทย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายและจะกลับมาลงแข่งขันอีกครั้งในปี 2024”

ทั้งนี้ รายการสำคัญที่เหลือในปีนี้นอกเหนือจากเอเชี่ยนเกมส์ จะมีรายการระดับซุปเปอร์ 750 ที่ประเทศเดนมาร์กและฝรั่งเศส ในเดือนตุลาคม รวมถึงที่จีน ในเดือนพฤศจิกายน และมีรายการใหญ่ที่สุดอย่างเวิลด์ทัวร์ไฟนัลส์ ที่นครหางโจว ประเทศจีน ในเดือนธันวาคมอีกด้วย

‘ศิษยานุศิษย์’ ร่วมพิธีเคลื่อนสรีระสังขาร ‘หลวงปู่แขก’ กลับบางระกำ หลังกู้ร่างกลับสู่สภาพเดิมสำเร็จ จากเหตุเพลิงไหม้โลงแก้ว ปี 65

(19 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศิษยานุศิษย์และคณะศรัทธา ‘หลวงปู่แขก’ หรือ ท่านเจ้าคุณพระมงคลสุธี (ลำยอง ปภาโส) อายุ 94 ปี พระเกจิชื่อดังเมืองพิษณุโลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมรณภาพเมื่อปี 2561 และนำร่างไปทำหุ่นขี้ผึ้งที่จังหวัดเชียงใหม่ นำมาเปลี่ยนถ่ายรถทหาร บชร.3 ที่หน้าวิหารวัดใหญ่ (พระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร) เคลื่อนย้ายไปวัดสุนทรประดิษฐ์ ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร โดยมีบรรดาลูกศิษย์ทราบข่าวต่างมาร่วมพิธีพร้อมกับส่องเลขรถที่ขนย้ายหลายคัน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 65 สรีระหลวงปู่แขกได้บรรจุโลงแก้วตั้งไว้บนศาลาการเปรียญชั้น 2 ของวัด แต่กลับเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรลามไหม้สังขารหลวงปู่แขก จนเสียหายทั้งร่างเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่เค้าโครงสรีระยังอยู่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่บรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านที่นับถือศรัทธาหลวงปู่แขก

ต่อมาศิษยานุศิษย์และคณะศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ นำร่างสรีระสังขารหลวงปู่แขกที่ถูกไฟไหม้ไปทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมและสมบูรณ์ที่สุดจาก จ.เชียงใหม่ กระทั่งอัญเชิญสรีระสังขารหลวงปู่แขกในรูปหุ่นขี้ผึ้งกลับสู่วัดสุนทรดิษฐ์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่แขกอายุครบ 99 ปีพอดี

โอกาสนี้ ขบวนรถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารหลวงปู่แขกยังวนรอบตลาดบางระกำ 1 รอบ ก่อนเข้าไปในวัดสุนทรประดิษฐ์ ท่ามกลางศิษยานุศิษย์โปรยข้าวตอกดอกไม้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ตั้งแต่ประตูทางเข้าวิหารวัดสุนทรประดิษฐ์

สำหรับประวัติท่านเจ้าคุณพระมงคลสุธี หรือ หลวงปู่แขก ปภาโส อายุ 94 ปี 70 พรรษา เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ อ.บางระกำ ถือเป็นเกจิชื่อดังของเมืองพิษณุโลก มีลูกศิษย์ทั่วประเทศไทยให้ความเคารพและศรัทธา มีชื่อเสียงด้านปลุกเสกวัตถุมงคลและปลุกเสกน้ำมนต์

‘เศรษฐา’ ปลื้ม!! ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ขึ้นแท่นมรดกโลก ชี้!! เป็นสมบัติล้ำค่า หวังใช้ต้อนรับ นทท. เยือนไทย

(19 ก.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวแสดงความยินดีภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 45 มีมติให้ขึ้นทะเบียนแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกว่า ประธานคณะกรรมการมรดกโลก สมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยทุกคน ตนขอขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลกและองค์กรที่ปรึกษาอย่างยิ่งที่เล็งเห็นคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากลของเมืองโบราณศรีเทพ และมีมติขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในวันนี้ ซึ่งเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 3 พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกัน สามารถกำหนดอายุได้ก่อนประวัติศาสตร์ 

นายเศรษฐา กล่าวว่า นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่ที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสมัยทวารวดีแล้ว ยังมีลักษณะโดดเด่นกว่าเมืองในยุคเดียวกัน มีศิลปะ สถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับ ในชื่อศิลปะสกุลช่างศรีเทพ การขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะดำเนินการร่วมกันในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและปกป้องสถานที่อันทรงคุณค่าแห่งนี้ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และเป็นสมบัติอันล้ำค่า ไม่เพียงแต่ต่อคนทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเพื่อคนรุ่นหลังต่อไป 

ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านให้เยี่ยมเยือนแหล่งมรดกโลกเมืองศรีเทพ รวมทั้งประสานความร่วมมือในการอนุรักษ์ และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศร่วมกับประชาชนชาวไทย

‘ชัชชาติ’ นำทัพผู้บริหารกทม. เข้าพบ ‘อนุทิน’ เพื่อแสดงความยินดี พร้อมรับมอบนโยบายต่อ

(19 ก.ย.66) ที่กระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำคณะผู้บริหารกทม. เดินทางเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสรับตำแหน่ง โดยนำพวงมาลัยดอกไม้ มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ในโอกาสรับตำแหน่งรมว.มหาดไทย พร้อมรายงานการทำงานของ กทม.และรับมอบนโยบายการโดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวง ร่วมหารือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการพบกันเป็นไปอย่างชื่นมื่น เป็นกันเอง โดยนายอนุทิน ได้ทักทายนายชัชชาติ พร้อมกล่าวหยอกล้อและหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ว่า "เมื่อวานนายชัชชาติ เข้าพบกับนายกฯ เป็นแบบพี่น้องกัน แต่วันนี้มาพบแบบเป็นเพื่อนกัน เพราะเป็นเพื่อนเรียนกันมา จากนั้นทั้งคู่จะชนหมัด ก่อนที่นายชัชชาติ บอกว่าจับมือดีกว่า เดี๋ยวจะไปเหมือนกับนายกรัฐมนตรี จึงได้เปลี่ยนมาจับมือแสดงความยินดีแทน โดยนายอนุทิน ได้มอบพระพุทธรูปปางลีลา เป็นที่ระลึกให้แก่นายชัชชาติ

จากนั้น นายอนุทิน ได้แนะนำคณะทำงาน อาทิ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ที่ย้ายมารับตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำให้นายชัชชาติ ระบุว่า ดีเลย จะได้ประสานทำงานกันอย่างเข้มข้น และที่ผ่านมากทม.ก็ประสานการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นอย่างดี จากนี้จะได้เดินหน้าทำงานต่อไป ทั้งนี้ใช้เวลาหารือ ประมาณ 30 นาที 

“พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ประชุมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ป้องกันทรมานและอุ้มหายฯ ชี้ ประชาชนจำนวนมากฝากความหวังไว้สูง

วันที่ 19 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ครั้งที่ 2/2566 ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม 

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการรายงานผลการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 และเพื่อพิจารณาร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับและควบคุม การแจ้งการควบคุมตัว และการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2566 และ พิจารณาร่างแบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2515 (ปท.1) 

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว ระหว่างการประชุม ตอนหนึ่งว่า “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พรก.ฉุกเฉิน ถ้าไปถามข้าราชการ ข้าราชการก็อยากจะได้ แต่ถ้าไปถามประชาชน ภาคประชาสังคม หรือท่านนายกฯ ก็จะเป็นประเด็น สำหรับประชาชนในภาคใต้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เวลาจับตามกฎอัยการศึก 7 วัน แล้วจากนั้นก็ไปอยู่ พรก.ฉุกเฉิน อีก 30 วัน  พอพ้น 37 วัน ก็ไปเริ่มเหมือนคนอื่น ไปเริ่มประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิ.อาญาฯ” 

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “คราวนี้ ในกระบวนการ 7 วัน หรือ 30 วัน การค้นหาความจริงที่สำคัญ คือ ส่วนใหญ่แล้วมีผู้ได้รับผลกระทบมากมาย ส่วนที่รัฐบาลจะต่อเวลาเนื่องจาก ครม. เราเข้ามาเร็วไป ถ้าจะต่อก็ควรจะต่อสักเดือนเดียว แล้วเมื่อจะครบระยะเวลาเดือนเดียว ก็ให้คณะ หรือให้รองนายกฯ ที่เป็นประธาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคง ลองประเมินดูว่า พอครบเดือนแล้ว จะต้องยกเลิกหรือไม่ ?  หรือจะทยอยยกเลิกตามแผน ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะอีกนาน ก็อยากให้พิจารณา และก็ พระราชบัญญัติเรื่องความมั่นคงที่ออกมาหลังปี พ.ศ.2551 ซึ่งตอนนั้นออกมาเพื่อจะยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็เหมือนว่าออก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึก ยิ่งออกยิ่งใช้คู่กันไปหมด ก็เลยต่อ  และท่านนายกฯ ก็จะให้ยกเลิกที่กะพ้อ 1 อำเภอ แค่เดือนเดียว และในอีก 1 เดือน คงจะต้องมาพิจารณาว่าควรจะต่อหรือไม่ ?” 

“แต่เมื่อเกิด พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ก็อยากให้พิจารณาดูว่า มันจะมีศักดิ์สูงกว่า กฎอัยการศึก หรือ พรก. ฉุกเฉิน หรือไม่ ? เพราะว่าสิ่งที่ถูกทำให้มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ อย่างการเอาตัวไป 37 วัน เพื่อไปค้นหาความจริงจากผู้ที่จะถูกจับ ให้เขารับสารภาพ ให้เขาเล่าเรื่องพยานหลักฐาน เมื่อ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเกิดขึ้นมา กฎหมายใหม่ จะมายกเลิกกฎหมายเก่าหรือไม่ ฝากช่วยพิจารณาครับ”

“ซึ่งพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย นั้น ประชาชนฝากความหวังไว้สูง ดังนั้นกฎหมายจะดีแค่ไหน ถ้าผู้ปฏิบัติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่จริงจัง หรือไม่สัตย์ซื่อต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย มันจะเหมือนกฎหมายดี ๆ จำนวนมาก ที่เกิดมาแล้วไม่ได้ใช้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่คาดหวังของประชาชนครับ” พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

เชียงใหม่- depa เหนือบน ร่วมให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.เชียงใหม่ 

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ ร่วมพบปะคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพูดคุยประเด็นด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ระบบขนส่งคมนาคม สังคม และสิ่งแวดล้อม (PM 2.5) พร้อมหารือทิศทางการพัฒนาจังหวัด โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ นายปรัชญา โกมณี ผู้จัดการสาขาภาคเหนือตอนบน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมให้การต้อนรับ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP)

โดย นายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยกับผู้แทนจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ ภาคประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผศ.ดร.ชนม์เจริญ แสวงรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในหลากหลายประเด็น ประกอบด้วย 1) โครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สนามบินและระบบขนส่งสาธารณะ ขยายเวลาเปิด 24 ชั่วโมง เสนอสนามบินแห่งที่ 2 ส่งเสริมเอกชนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ระบบโครงข่ายถนน Links เชื่อม 25 อำเภอ 2) ส่งเสริมสนับสนุนการทำตลาด ได้แก่ อัปเกรดงานแสดงสินค้าสู่ระดับประเทศ จัดอีเวนต์ระดับโลก ดึงอีเวนต์ใหญ่มาจัดในจังหวัดเชียงใหม่ 3) ปรับปรุงกฎกระทรวงต่าง ๆ เกี่ยวกับ Visa ส่งเสริม Remote Woker และ Digital Nomad เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 4) ส่งเสริมและสนับสนุนการทำตลาดในต่างประเทศ 5) นโยบายสนับสนุนเพิ่มจำนวนผู้ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ขณะที่ข้อเสนอของคนรุ่นใหม่ อาทิ ประเด็นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ระบบขนส่งคมนาคม สังคม และสิ่งแวดล้อม (PM 2.5) Soft power โอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ การขอให้ขับเคลื่อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก การทำ  Wellness Tourism ฯลฯ ซึ่งในบางเรื่องที่หารือนั้นอยู่ในแผนการดำเนินงานของรัฐบาลอยู่แล้ว 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ยังได้ร่วมพูดคุยและรับฟัง Solution จาก Digital Startup ในจังหวัด ได้แก่ ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นแนวคิดจากเด็ก ป.6 สามารถนำมาต่อยอดให้การแจ้งเตือนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นวัตกรรมการผลิตน้ำเชื้อโคแยกเพศ ระบบบริหารจัดการหอพัก อพาร์ทเมนท์และธุรกิจรายวัน (Horganice) บริการทำความสะอาดและรีดผ้า (BeNeat) โดย นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาการจับคู่ค้า (Matching) กับต่างประเทศมาร่วมลงทุนด้วย พร้อมย้ำถึงการมีความทะเยอทะยานให้มากขึ้น เพื่อคิดหาแนวทางและขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองให้มีศักยภาพ

ในโอกาสเดียวกันนี้ นายประเสริฐ ได้พบปะผู้แทนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อาทิ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) ไปรษณีย์จังหวัดเชียงใหม่ สถิติจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์อุตุวิทยาภาคเหนือ และ depa โดย นายปรัชญา ได้รายงานการดำเนินงานที่ผ่านมาของ depa สาขาภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในพื้นที่ การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวมถึงการยกระดับกำลังคนดิจิทัล การเพิ่มทักษะใหม่ด้านดิจิทัลสำหรับวัยเรียนและผู้สูงอายุ

‘ยูเนสโก’ ประกาศขึ้นทะเบียน ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทยแล้ว

ถือเป็นข่าวที่คนไทย โดยเฉพาะชาวเพชรบูรณ์ได้ร่วมกันแสดงความยินดี หลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 10-25 ก.ย.นี้ ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประกาศขึ้นทะเบียน ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2447 ประมาณ 118 ปีที่ผ่านมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงค้นพบเมืองโบราณศรีเทพ ที่ถูกทิ้งร้างอยู่กลางป่า ซึ่งเดิมชาวบ้านเรียกว่า เมืองอภัยสาลี ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พบเมืองโบราณขนาดใหญ่ใกล้กับเมืองวิเชียรบุรี ซึ่งเมืองวิเชียรบุรีนั้น มีชื่อเดิมว่า เมืองท่าโรง และเมืองศรีเทพจึงทรงมีพระวินิจฉัยว่า ชื่อเมืองโบราณแห่งนี้น่าจะเป็นต้นเค้าของการเรียกชื่อเดิมของเมืองวิเชียรบุรีว่า ‘เมืองศรีเทพ’

ต่อมากรมศิลปากร ได้ทำการสำรวจขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ และพัฒนาจนกระทั่ง จัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2527

ตลอดเวลาดังกล่าวได้มีการศึกษาวิจัย โดยนักวิชาการทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลได้เห็นถึงความสำคัญของเมืองโบราณแห่งนี้ จึงมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเส้นทางสู่การขึ้นทะเบียน เมืองโบราณศรีเทพ และแหล่งต่อเนื่องนำเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก จำนวน 3 แหล่ง ได้แก่…

>> เมืองโบราณศรีเทพ
>> โบราณสถานเขาคลังนอก
>> โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์

ภายใต้เกณฑ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล ด้วยเกณฑ์ข้อที่ 2 คือความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่งหรือในพื้นที่ในวัฒนธรรมใดๆ ของโลกผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยีอนุสรณ์ศิลป์ ขณะที่การวางแผนผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์และเกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยมหรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณีวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ หรือสูญหายไปแล้ว

กระทั่งนำไปสู่การเสนอเมืองโบราณศรีเทพ เข้าสู่บัญชีเบื้องต้นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (Tentative List) เมื่อพ.ศ.2562 และจัดทำเอกสารนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพขึ้นบัญชีแหล่งมรดกโลกฉบับสมบูรณ์แล้วเสร็จ นำส่งยังศูนย์มรดกโลกเมื่อ 28 ก.พ.2565

ต่อมาสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจประเมินเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 12-17 ก.ย.2565

เมื่อผ่านการตรวจประเมินของผู้เชี่ยวชาญแล้ว เมืองโบราณศรีเทพจึงได้ถูกบรรจุเข้าในวาระการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 10-25 ก.ย.นี้ ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ภารกิจของรัฐบาล ยังไม่สิ้นสุดเพียงการเฉลิมฉลองการประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกเท่านั้น กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ ศรีเทพ เพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพภายหลังจากการได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก

โดยแผนดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครอบคลุมทั้งเรื่อง การอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และ การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์ ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์
30 ปีมรดกโลกแห่งที่ 4 ของไทย...

สำหรับแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของไทย ก่อนหน้านี้เคยมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ 3 แหล่ง ได้แก่…

1. นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2534
2. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และ กำแพงเพชร เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2534
3. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี 2535

ดังนั้นการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ แห่งที่ 4 จึงห่างกันนานถึง 30 ปี

ไม่เพียงเท่านี้ ปัจจุบันประเทศไทย ยังได้นำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อขึ้นบัญชีเบื้องต้นแหล่งมรดกโลก (Tentative List) ซึ่งคาดว่าจะเข้าที่ประชุมมรดกโลกของยูเนสโกในปี 2567 อีกด้วย อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี

‘น้องดีโด้’ เด็กสู้ชีวิต!! เรียนเก่ง-วาดภาพสวย แต่ฐานะยากจน ต้องขอครูกลับบ้านทุกวันเพื่อมาดูแลพ่อพิการ แถมไฟฟ้าเข้าไม่ถึง

(19 ก.ย.66) จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Kruchem jitsiripaiboon ได้มีการโพสต์คลิปและภาพนิ่ง เล่าเรื่องราวของลูกศิษย์ที่ได้ไปเจอมาว่า “เมื่อวันจันทร์ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนอยู่กับพ่อที่พิการ และน้องชายได้เห็นความเป็นอยู่ที่ลำบากอยู่ในบ้านเล็กๆ ของญาติท้ายหมู่บ้านที่ไฟฟ้ายังไปไม่ถึง ไม่มีไฟส่องสว่าง ซึ่งท่านนายอำเภอโนนนารายณ์ ท่าน สจ.ชิติพัทธ์ นายก อบต.โนน ผู้ใหญ่บ้านผักไหม ทีมงาน อสม. ได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจ วางแผนเพื่อช่วยเหลือ และให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ในนามตัวแทนของโรงเรียนนารายณ์คำผงวิทยา ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ค่ะ”

ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อสอบถามผู้โพสต์ซึ่งเป็นครูของน้อง เล่าว่า ได้ออกเยี่ยมบ้านเจอสภาพการเป็นอยู่ของลูกศิษย์แล้ว น้ำตาแทบไหลเลย สงสารลูกศิษย์ อยู่บ้านหลังเล็กๆ ท้ายหมู่บ้านผักไหม ตำบลโนน อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ โดยอาศัยอยู่กับคุณพ่อพิการ และน้องชายอีกคนกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.3 บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ จะหุงข้าวแต่ละครั้ง ต้องหุงด้วยหม้อดิน 

น้องชื่อนายจักรภพ บุญยิ่ง กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของอำเภอโนนนารายณ์ น้องเป็นเด็กมีความประพฤติดี กตัญญู ส่วนผลการเรียนดี เกรดเฉลี่ย 3.32 ส่วนคุณพ่อเป็นคนพิการอาชีพขายลอตเตอรี่เพื่อเลี้ยงดูลูก ช่วงนี้คุณพ่อป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ น้องจึงขออนุญาตคุณครู เพื่อมาดูแลพ่อในช่วงบ่ายไปกลับระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และคุณครูได้ตามนักเรียนมาเห็นการเป็นอยู่ลูกศิษย์ด้วยสายตาตัวเองถึงกับอึ้ง จึงอยากวอนสังคมช่วยเหลือลูกศิษย์ด้วย เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาและการเป็นอยู่

ล่าสุดทีมข่าวลงพื้นที่ บ้านน้องดีโด้ นายจักรภพ บุญยิ่ง นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนนารายณคำผงวิทยา อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ เด็กกตัญญู เรียนดี เคยได้รับรางวัลที่ 1 การประกวดวาดภาพที่มหาลัยขอนแก่น อยู่กับพ่อพิการ และน้องชายอีกคนเรียนอยู่ชั้น ป.3 สภาพบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้หุงข้าวด้วยเตาฟืน อาศัยอยู่กับพ่อพิการ นายศุภชัย บุญยิ่ง อายุ 44 ปี อาชีพขายลอตเตอรี่ ประทังชีวิต รายได้เดือนละ 4,000 บาท เบี้ยยังชีพ 800 เพื่อส่งลูกเรียน

จากการสอบถามคุณครูสมใจ จิตสิริไพบูลย์ เล่าว่า นายจักรภพ บุญยิ่ง เป็นคนนิสัยดีร่าเริง ไม่เคยเอาปัญหาชีวิตมาใช้ที่โรงเรียน เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนในชั้นเรียน ผลการเรียนอยู่ในระดับดี ซึ่งตอนที่ตนไปเยี่ยมนั้น ไม่คิดว่าจะลำบากขนาดนี้ นึกว่าพอมีไฟฟ้าใช้ พอไปเห็นแล้วมันแย่กว่าที่เราคิด รู้สึกสงสารน้อง และคิดว่าจะช่วยน้องได้อย่างไรกับครูที่ไปด้วยกัน

คุณครูเกษร ศรีจำปา ครูที่ไปเยี่ยมน้อง เล่าให้ฟังว่า พอไปเจอถึงกับอึ้ง น้องหุงข้าวด้วยหม้อดิน อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ กับผู้ที่พิการ ครูเกษร เล่าความรู้สึกที่ไปเจอวันนั้น น้ำตาคลอเบ้า น้องเขาอยู่อย่างลำบาก แต่น้องเขาไม่เคยแสดงให้ออกมาให้เรารู้ว่าเขาลำบาก น้องเป็นเด็กดีมาก เป็นเด็กร่าเริง

ส่วนเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ก็ได้เล่าความในใจให้ฟังว่า เป็นเด็กดี ขยัน ร่าเริง เรียนเก่า และเป็นคนที่ชอบวาดภาพด้วย การที่เป็นคนดีมีน้ำใจและร่าเริง จึงทำให้เป็นที่รักของเพื่อนๆในชั้นเรียน

ส่วนทางด้าน บ้านชุมชน วันนี้ก็พากันมาร่วมตัดยูคา เพื่อทำเสาไฟฟ้า เดินไฟให้กับครอบครัวของน้อง โดยมีผู้ใหญ่บ้าน นางขนิษฐา โพธิ์ศรี (ผู้ใหญ่บ้าน) หน่วยงานภาครัฐ  มีนายอำเภอโนนนารายณ์ นายชาญชัย พชรวรางกูล ร่วมวางแผนช่วยเหลือครอบครัวของน้องร่วมกับผู้นำในพื้นที่ ซึ่งเห็นแล้วอบอุ่น โดยเฉพาะนายอำเภอ ลงมือทำด้วยตนเอง

ความฝันของน้องอยากเป็นครูและอยากเป็นจิตรกร เพราะน้องเป็นคนที่ชื่นชอบในการวาดภาพอยู่แล้ว หากใครอยากช่วยเหลือน้อง มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ข้าวของเครื่องใช้ และทุนเพื่อการศึกษา ตามความฝันน้องอยากเรียนครูและจิตรกร ก็สามารถโอนเงินที่บัญชี ธนาคาร ธกส. สาขารัตนบุรี 020 2256 34703 นายจักรภพ บุญยิ่ง

‘สสส.’ ผนึกกำลัง ’BEM-BMN’ ชวนผู้โดยสาร MRT สำรวจ 'อุโมงค์ปอด' หวังกระตุ้นสังคม ‘หยุดสูบ-ลดเสี่ยง’ จากต้นเหตุมะเร็งปอด ที่คร่าชีวิตคนไทย

(19 ก.ย. 66) ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT ลุมพินี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสีม่วง บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด หรือ BMN ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาและพื้นที่จัดกิจกรรมในระบบรถไฟฟ้า สื่อสารสุขต่อยอดโครงการ ’MRT Healthy Station’ ความร่วมมือนี้เป็นจุดที่ 5 ของความร่วมมือในการสร้างสังคมสุขภาวะ ด้วยการเปิดตัว ’อุโมงค์ปอด’ Lung Tunnel เพื่อกระตุ้นสังคมให้รับรู้ว่า แค่คุณหยุดสูบ ปอดฟื้นฟูได้ ลดเสี่ยงการเสียชีวิต ชวนผู้โดยสารทีใช้บริการรถไฟฟ้า MRT เดินเข้าสู่สถานีลุมพินี เสมือนการเดินสู่อวัยวะปอด ผ่านระยะทางความยาวของอุโมงค์และพื้นที่สื่อ กว่า 100 เมตร ทั้งลายเส้นกราฟิกภาพภายในปอด พร้อมกับเทคโนโลยี AR ที่จะพาคุณไปรู้จักผลกระทบและตัวช่วยเลิกบุหรี่

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่มีแนวโน้มที่ลดลง จากสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุด ปี 2564 มีผู้สูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน คิดเป็น 17.4% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และกระทรวงสาธารณสุขไทย ปี 2564 พบแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่มากกว่า 80,000 คน คิดเป็น 18% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองกว่า 6,000 คน คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 352,000 ล้านบาทต่อปี สสส. สนับสนุนทั้งการผลักดันนโยบายควบคุมยาสูบ พัฒนาองค์ความรู้วิชาการ และรณรงค์สื่อสารสังคม มองถึงแนวทางการสื่อสารที่สกัดกั้นไม่ให้คนไทย ก้าวเข้าสู่วงจรการทำร้ายสุขภาพ ได้ต่อยอดโครงการ ’MRT Healthy Station’ สร้างพื้นที่สาธารณะ ให้เป็นพื้นที่สร้างเสริมสุขภาวะสำหรับคนเมือง กระตุ้นให้สังคมตระหนักรู้ ถึงประโยชน์การดูแลสุขภาพ จุดประกายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

“การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด การสัมผัส หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง มือสาม ยังเพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน เพราะปอดเป็นด่านแรกที่ได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากที่สุดเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่น ๆ สสส.จึงเชิญชวนสำรวจ อุโมงค์ปอด Lung Tunnel หยุดสูบ ลดเสี่ยง เพลิดเพลินไปกับลายเส้นกราฟิกบนทางเดินและสื่อโดยรอบ กว่า 100 เมตร  ให้ทีละก้าว เป็นก้าวแห่งการตื่นรู้ ปอดคุณจะเป็นอย่างไร เมื่อคุณเลิกสูบบุหรี่ เพียงแค่ 20 นาที ที่คุณเลิกสูบ ความดันโลหิตลดลง  2-12 สัปดาห์ เหนื่อยน้อยลง เพราะสมรรถภาพปอดเริ่มฟื้นตัว หากเดินถึงปลายอุโมงค์ จะค้นพบว่าแท้จริงแล้วร่างกาย และปอดสามารถฟื้นฟู แค่เลิกสูบบุหรี่ เท่ากับลดเสี่ยง” ดร.สุปรีดา กล่าว

นางวัฒนา สิทธิไวทยาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ BEM กล่าวว่า ภายใต้ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการด้านการคมนาคมของ BEM  ยังมีการเปิดพื้นที่สาธารณะภายในสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านคุณภาพชีวิตที่ดี และการมีสุขภาพที่ดี ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง BEM สสส. และ BMN ในโครงการนี้ จึงเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นขององค์กรอย่างแท้จริง พร้อมร่วมรณรงค์ให้ประชาชนทุกคน ได้ใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันด้วยความรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

นาย วิทสุวัฒน์ อำคาเพท กรรมการผู้จัดการ BMN  กล่าวว่า ทุกวันนี้พฤติกรรมของตัวเราที่คอยทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ความร่วมมือระหว่าง BEM BMN และ สสส. ในครั้งนี้ จะสร้างประสบการณ์การเดินทางแบบน่าประทับใจ ด้วยเส้นทางแห่งความสุขที่จะทำให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ตระหนักรู้ถึงผลเสีย และเข้าใจถึงผลดีของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สู่การมีสุขภาพที่ดีกว่าเดิม การสื่อสารโครงการนี้ ได้ใช้พื้นที่สื่อโฆษณาในสถานีรถไฟฟ้า MRT ลุมพินี ทางออกที่ 2-3 ซึ่งเป็นสถานีที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น เป็นพื้นที่หลักในการสื่อสารโครงการ สำหรับ สถานีลุมพินีถือเป็นแหล่งรวมของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ และเป็นตำแหน่งที่มีผู้คนสัญจรผ่านเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าใครที่ได้เดินทาง และสำรวจอุโมงค์ปอดจนถึงทางออกปลายอุโมงค์ จะได้พบกับแรงบันดาลใจนำไปสู่การตัดสินใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่กับสุขภาพที่ดีกว่าเดิม เพียงแค่เลิกบุหรี่”

น.ส.สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สสส. กล่าวว่า สื่อในพื้นที่สาธารณะเป็นสื่อที่คนเข้าถึงได้ทุกวัน มีมูลค่าทางการตลาดสูง สร้างการรับรู้กับสังคมได้เป็นอย่างดี สสส. BMN และ BEM มีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ การทำสื่อเพื่อสังคม เป็นหัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่สื่อสาธารณะ สามารถส่งสาร ข้อมูล ให้ประชาชนที่สัญจรไปมา หันมาดูแลสุขภาพได้ สสส. จึงได้รับการสนับสนุนพื้นที่ภายในอุโมงค์ และพื้นที่สื่อโดยรอบความยาวกว่า 100 เมตร ถูกออกแบบผ่านการเล่าเรื่องของปอด จากปอดปกติเมื่อสูบบุหรี่แล้ว จะค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  สสส. ได้เปลี่ยนข้อมูลวิชาการสู่เรื่องราวสนุก ๆ ให้ทุกคนได้รับสื่อ และประสบการณ์ร่วม ที่จะทำให้ฉุกคิด เตือนสติ โดยร่วมกันพัฒนาชิ้นงานอุโมงค์ปอดกว่า 9 เดือน  นอกจากนี้ได้รับความร่วมมือสร้างสรรค์ไอเดียการออกแบบ และวาดลายเส้นอุโมงค์ปอดยักษ์จากภาคเอกชนอีกด้วย  เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่า การดูแลสุขภาพร่างกายเริ่มต้นได้ทันที ไม่ต้องรอ

เปิดบทสนทนา 'ท่านอ้น-อ.ปวิน' ในงานนิทรรศการเหยื่อ 112 ใต้บริบท 'ไม่มีใครผิด-ถูก' แต่อยู่ที่ทุกฝ่ายควรฟังซึ่งกันและกัน

(19 ก.ย. 66) รศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต เปิดนิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112 (Faces of Victims of 112) ที่ Leroy Neiman Gallery มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก เผยแพร่เรื่องราวของผู้ต้องหาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 ในประเทศไทย โดยมีผู้สนใจรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงวิชาการ รวมไปถึงคุณวัชเรศร วิวัชรวงศ์ หรือ ‘ท่านอ้น’ โอรสคนที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่เดินทางไปร่วมชมนิทรรศการ

‘ท่านอ้น’ คุณวัชเรศร วิวัชรวงศ์ กล่าวว่า “ผมมา (ร่วมนิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112) เพราะว่า ตามความคิดเห็นส่วนตัวก็คือ รู้ดีกว่าไม่รู้ แต่ละคนก็มีความคิดเห็นและว่ามุมมองที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งมาจากประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าใครจะมีความคิดอย่างไร เราจะฟังหรือไม่ฟัง เขาก็มีความคิดนั้นอยู่ดี การที่เราไม่ฟังเขาก็ไม่ได้ทำให้ความคิดเห็นเขาหายไป เพราะฉะนั้นรู้ไว้ดีกว่าที่จะไม่รู้ จะเชื่อหรือว่าจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็เรื่องของส่วนตัว มาฟังไว้รับรู้ไว้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด…”

“เรื่องมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีความคิดเห็นกันทุกฝ่าย หลายฝ่าย หลายด้าน ก็ไม่ใช่ว่าฝ่ายไหนจะผิดฝ่ายไหนจะถูก แต่จริง ๆ แล้วขอให้ทุกฝ่ายฟังซึ่งกันและกัน มันก็มีเหตุผล เรามีความคิดเห็นยังไง เราฟังของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย แล้วมาปรับความคิดของเราเอง”

ทางด้านรศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ท่านอ้น เดินทางมาร่วมชมนิทรรศกาล โดยระบุว่า "ผมก็คิดว่าเป็นสัญลักษณ์ในเชิงบวกนะ สำหรับผมก็คิดว่าเขายังเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวอะไรก็ตามที่กลับเมืองไทยไม่ได้ แต่การที่เรามีคนที่เป็นสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์มาชมนิทรรศการแบบนี้ ซึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับเมืองไทย สองเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน และสามประเด็นมาตรา 112 มันเป็นอะไรที่ผมคิดว่าน่าชื่นชม ประเด็นนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นว่าคุณเป็นเจ้าหรือไม่เป็นเจ้า ประเด็นนี้คือคุณเป็นคนหรือไม่เป็นคน เท่านั้นแหละ"

สำหรับนิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112 (Faces of Victims of 112) จะจัดแสดงที่ Leroy Neiman Gallery มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ระหว่างวันที่ 18-25 กันยายนนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top