Saturday, 27 June 2026
NEWS FEED

เปิดใจลูกเมีย ‘ดาบเต้ย’ นายดาบ ปส.สละชีพดวลปืนแก๊งยานรก ลูกสาว ลั่น!! โตขึ้นขอเดินตามรอยเป็นตำรวจสายสืบเหมือนพ่อ

(22 ก.ย. 66) หลังประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพพร้อมเครื่องเกียรติยศให้กับ ‘ด.ต.วีระวัฒน์ คำดี’ หรือ ‘ดาบเต้ย’ ผบ.หมู่ กก.2 บก.ปส.3 บช.ปส.ที่เสียชีวิตขณะเข้าจับกุมคนร้ายที่ขนยาเสพติดไอซ์ 1,000 กิโลกรัม เหตุเกิดคืนวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ในพื้นที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย โดย พล.ต.ท.สรายุทธ์ สงวนโภคัย ผบช.ปส.นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เข้าร่วม ที่ศาลาวัดเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย จากนี้จะมีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นประจำทุกคืน และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันอังคารที่ 26 ก.ย.นี้ เวลา 16.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางเพลินตา คำดี ภรรยาของ ด.ต.วีระวัฒน์ และบุตรสาว 1 คน คือ ด.ญ.พัทธนันท์ คำดี อายุ 14 ปี ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม อ.เมืองเชียงราย ได้คอยต้อนรับผู้ไปร่วมพิธีซึ่งหลายคนถึงกับร้องไห้เสียใจต่อการจากไปของ ด.ต.วีระวัฒน์ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาที่เคยร่วมงานกับ ด.ต.วีระวัฒน์ มานานกว่า 2 ปีจนมีความสนิทสนมกัน

นางเพลินตากล่าวว่า ตามปกติสามีของตนจะเป็นคนตั้งใจทำงานมาก เขาจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่หน่วยและหากวันไหนไม่มีงานจึงจะไปรับส่งบุตรสาวไปโรงเรียน ซึ่งตนยอมรับว่าเขาเป็นคนรักในอาชีพ รักเพื่อนตำรวจและรักครอบครัวมากเช่นกัน และรู้ดีว่าอาชีพของเขามีความเสี่ยงและทำใจไว้แล้ว ว่าครอบครัวของเราอาจจะพบเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ได้ แต่ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วเช่นนี้

ก่อนเกิดเหตุก็ไม่มีลางบอกเหตุใดๆ เลย มีเพียงช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุที่สามีของตนได้ไลน์ไปบอกน้องสาวของเขาที่ จ.นครราชสีมา ว่าขณะที่เขานั่งอยู่ในรถก็มีกลิ่นเหมือนอยู่โรงพยาบาล และเป็นคนสอบถามน้องสาวเองว่ามีญาติๆ เป็นอะไรบ้างซึ่งก็ทราบทุกคนยังสบายดี กระทั่งคืนเกิดเหตุวันที่ 19 ก.ย. ตนได้รับทราบว่ามีการยิงกันที่ อ.เวียงชัย ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องกับสามี พอรู้เรื่องก็ตกใจและเสียใจมาก เพราะครอบครัวเรามีอยู่กันเพียง 3 คน เขาก็เป็นเสาหลักของครอบครัว การสูญเสียเขาไปจึงทำให้ครอบครัวมีความยากลำบากในชีวิต

“เคยถามเขา ว่าทำไมทำงานเยอะขนาดนี้ เขาก็บอกว่ายาเสพติดเชียงรายมีมาก หากเขาไม่ทำก็ไม่มีใครทำ” นางเพลินตา กล่าวทั้งน้ำตา

ด้าน ด.ญ.พัทธนันท์ กล่าวว่า แม้ตนจะเสียใจแต่ก็ภาคภูมิใจที่พ่อเสียสละในหน้าที่เพื่อสังคม และไม่เคยภูมิใจในตัวใครมากเท่าพ่อ พ่อเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งการงานและรักครอบครัว ดังนั้น จึงอยากจะบอกว่าพ่อไม่ต้องเป็นห่วงใดๆ เพราะแม่และตนดูแลตัวเองได้ ส่วนในอนาคตอยากเป็นตำรวจเหมือนพ่อ เป็นชุดสืบสวนเพื่อทำความดีให้สังคมต่อไป

พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 กล่าวว่า การปูนบำเหน็จให้กับดาบเต้ย (ด.ต.วีระวัฒน์) เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เบื้องต้นคือเลื่อน 7 ขั้นเงินเดือน และ 5 ชั้นยศ ส่วนเงินช่วยเหลือ จะมีทั้งเงินฌาปนกิจ กองทุนสวัสดิการ ตร.และ ปส.ประมาณ 2,239,000 บาท กองทุนและมูลนิธิ ป.ป.ส.คาดว่าจะได้รับอีกประมาณ 600,000 บาท

สำหรับ ด.ต.วิพู พานพิมพ์ สังกัดเดียวกับดาบเต้ยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แขนทั้งสองข้าง เพราะถูกทั้งรถที่พุ่งชนและถูกยิงด้วย ปัจจุบันพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็จะได้รับปูนบำเหน็จตามระเบียบเช่นกัน

ผบ.ตร.เป็นประธานมอบโล่ และใบประกาศเกียรติคุณ ยกย่องเชิดชูเกียรติ แก่บุคคล หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติดีเด่นโครงการชุมชนยั่งยืนปี 2566 ชื่นชมความตั้งใจ ทุ่มเท เสียสละ จนโครงการประสบความสำเร็จตามนโยบายรัฐบาล นำผู้เสพสู่การบำบัดได้เกือบ 26,000 ราย

วานนี้ (21 ก.ย.66) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติและใบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่บุคคล และหน่วยงานที่มีส่วนร่วมสำคัญในการดำเนินโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยพล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.นพดล ศรสำราญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. รรท.รอง ผบช.ปส. และข้าราชการตำรวจที่ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร.

ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อผู้ติดยาเสพติด โดยให้ถือว่าคือผู้ป่วยที่ต้องนำเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูเพื่อกลับคืนสู่สังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นการบูรณาการในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส., เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ  โดยดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ทั่วประเทศ สถานีตำรวจละ 1 หมู่บ้าน/ชุมชน  รวมจำนวน 1,483 หมู่บ้าน/ชุมชน ต่อปี มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอุปสงค์หรือจำนวนผู้ป่วยยาเสพติดในประเทศลง โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษา ฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยยาเสพติด เพื่อคืนคนดีสู่สังคม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

โดยผลการดำเนินโครงการในปี 2566 สามารถค้นหาและนำผู้ป่วยยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคม ได้จำนวน 25,964 คน และจากการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน ที่เข้าร่วมโครงการพบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยได้รับความร่วมมือจากบุคคลในชุมชน และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญร่วมแรงรวมใจในการดำเนินการโครงการฯ

สำหรับวันนี้ เป็นพิธีมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติและใบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่บุคคล และหน่วยงานที่มีส่วนร่วมสำคัญในการดำเนินโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชุดปฏิบัติการชุมชนยั่งยืนที่มีผลปฏิบัติงานดีเด่น และเป็นการขอบคุณในความร่วมมือของบุคคล และหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการ  โดย ผบ.ตร.เป็นประธานมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ ชุดปฏิบัติการชุมชนยั่งยืน,หมู่บ้าน/ชุมชน , บุคคล และหน่วยงาน จำนวน 77 โล่ และใบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่บุคคลและหน่วยงานจำนวน 203 ฉบับ

ผบ.ตร. ได้กล่าวขอบคุณและชมเชย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ทุ่มเท เสียสละ มีผลการปฏิบัติดีเด่น จนได้รับรางวัลชุดปฏิบัติการชุมชนยั่งยืน,หมู่บ้าน/ชุมชน , บุคคล และหน่วยงาน จำนวน 77 โล่ และใบประกาศเกียรติคุณ จำนวน 203 ราย ขณะเดียวกันได้ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานชุมชนยั่งยืนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าฝ่ายปกครอง และภาคเครือข่ายที่ได้ร่วมบูรณาการการดำเนินโครงการฯ ร่วมกันทั้งประเทศ แม้จะไม่ได้รับรางวัล แต่ก็ถือว่าทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ จนทำให้โครงการเกิดผลสำเร็จอย่างดียิ่ง สามารถนำผู้ป่วยยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคม ได้จำนวน 25,964 คน และมีเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน ทำให้ยาเสพติดในพื้นที่ลดน้อยลง หรือหมดไป ซึ่งถือว่าโครงการชุมชนยั่งยืน เดินมาถูกทาง คือ คำตอบสุดท้ายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล ช่วยให้สังคมปลอดยาเสพติด คืนชุมชนสีขาวให้ประชาชนช่วยกันดูแลรักษาให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ภารกิจต่อไป!! ทวงคืน 'สมบัติศรีเทพ' กลับสู่ถิ่น หลังถูก 'ปล้น' ไปโชว์อยู่เมืองนอกจำนวนมาก

ท่ามกลางความยินดีต่อ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ มรดกโลกแห่งใหม่ของไทย มีโจทย์ใหญ่ที่ต้องตามต่อกับการทวงคืนโบราณวัตถุล้ำค่าที่เคยถูกขุดค้น ‘ชำเรา’ และ ‘ปล้น’ ไปอยู่เมืองนอกจำนวนมาก ให้กลับคืนสู่มาตุภูมิเมืองศรีเทพ

‘มรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ’ หรือที่คนมักเรียกสั้น ๆ ว่า ‘มรดกโลกศรีเทพ’ มีชื่อทางการจากยูเนสโกคือ ‘The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments : เมืองโบราณศรีเทพ และโบราณสถานในสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง’ เป็นมรดกโลกแห่งที่ 7 ของไทย และเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยจากยูเนสโก เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

เมืองโบราณศรีเทพ ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีหลักฐานการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และรุ่งเรืองมากในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15

มรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ มีแหล่งโบราณสถานที่สำคัญ 3 แหล่ง ที่ใช้เป็นแก่นหลักในการเสนอคณะกรรมการมรดกโลก ได้แก่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ที่มีความสำคัญมากในสมัยทวารวดี ‘เขาคลังนอก’ ศาสนสถานขนาดใหญ่ในยุคทวารวดีที่เป็นตัวแทนความเชื่อเรื่องมณฑลจักรวาล และ ‘เขาถมอรัตน์’ ที่เป็นศาสนสถานประเภทถ้ำเพียงแห่งเดียวในสมัยทวารวดีที่สะท้อนให้เห็นคติความเชื่อการนับถือพุทธศาสนามหายาน

นอกจากนี้ก็ยังมีประติมากรรม ‘สกุลช่างศรีเทพ’ อันโดดเด่นกับการแกะสลักเทวรูปลอยตัว เอียงตน มีสีหน้าผสมผสาน โดยไม่มีแผ่นโค้งด้านหลังรองรับ ที่ถือว่ามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปงานงานประติมากรรมของที่อื่นในยุคเดียวกัน

อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าเสียดายและน่าเจ็บใจว่า ประติมากรรมเทวรูปต่าง ๆ รวมถึงโบราณวัตถุสำคัญ ๆ อีกหลากหลายจากเมืองโบราณศรีเทพ ได้เคยถูกลักลอบขุดค้นและ ‘ปล้น’ ไปโดยโจรค้าของเก่าชาวต่างชาติ และขโมยคนไทยที่สมรู้ร่วมคิด เมื่อประมาณกว่า 60 ปีที่แล้ว ในยุคที่เมืองศรีเทพถูกทิ้งให้เป็นป่าเขารกร้าง

โบราณวัตถุและสมบัติแห่งศรีเทพจำนวนมากที่ถูกลักลอบปล้นไปจากแหล่ง ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธรูป เทวรูปพระสุริยะ เศียรพระกฤษณะ แผ่นดุนทองรูปพระวิษณุ และเอกมุขลึงค์ ปัจจุบันถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บางแห่งของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่ ‘พิพิธภัณฑ์นอร์ตัน-ไซมอน’ (Norton Simon Museum) รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ ได้ชื่อว่าเป็นขุมคลังสมบัติแห่งศรีเทพกันเลยทีเดียว

ขณะที่ในแกลลอรี่ของพ่อค้าผ้าชื่อดังบางคนมีคอลเลคชั่นศรีเทพปรากฏอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งนักเขียนดังอย่าง ‘กรกิจ ดิษฐาน’ ได้เคยโพสต์เกี่ยวกับเรื่องการปล้นสมบัติที่ศรีเทพไว้เฟซบุ๊กบัญชีรายชื่อ Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2562 ในหัวข้อ ‘การชำเราเมืองศรีเทพ’ โดยมีข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า

...เมื่อประมาณ 60 กว่าปีก่อน ศรีเทพถูกทิ้งร้างอยู่ในป่า ทางการยังไม่มีสติปัญญาจะไปขุดค้น จึงถูกโจรปล้นขนานใหญ่ ได้โบราณวัตถุชั้นเลิศไปมากมาย ของดีงามที่ว่านั้นไปอยู่สหรัฐเสียมาก โดยเฉพาะทีพิพิธภัณฑ์นอร์ตัน-ไซมอน (Norton Simon Museum) เรียกว่า เป็นขุมคลังสมบัติศรีเทพเลยก็ว่าได้ ที่น่าสลดก็คือศรีเทพที่เหลืออยู่ ก็ยังไม่มีอะไรที่วิจิตรขนาดนี้

เฉพาะที่ Norton Simon มีทั้งรูปพระสุริยเทพแสนหล่อเหลา เป็นประติมากรรมชั้นเอกของประเทศ (ที่น่าหัวเราะทั้งน้ำตาเพราะไม่ได้อยู่ในไทย) แผ่นทองคำดุนลายเทพเจ้าและโพธิสัตว์ รวมถึงพระพุทธรูปแบบทวารวดีสูงกว่า 2 เมตร ซึ่งไม่รู้ขนกันไปได้อย่างไร หากคนใหญ่คนโตที่ไม่รู้เห็นเป็นใจ

ศรีเทพเคยถูกชำเรามาแล้ว อย่าให้ถูกกระทำอีกเลย...

ครั้นเมื่อเมืองโบราณศรีเทพได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก กรกิจ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในหัวข้อ ‘ศรีเทพเป็นมรดกโลกแล้ว แต่มรดกของศรีเทพยังอยู่ไกลบ้าน’ ซึ่งเขาได้พูดถึงแผ่นดุนทองจำนวนหนึ่งที่ไปปรากฏในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติหลายที่ว่า...บางชิ้นบอกว่ามาศรีเทพ บางชิ้นไม่บอกว่ามาจากศรีเทพ แต่ให้เดาก็รู้ว่ามาจากแหล่งเดียวกัน เพราะศรีเทพถูก ‘ปล้น’ จนเกือบเหี้ยน

เช่นเดียวกับ ‘นายเทพมนตรี ลิมปพยอม’ นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องให้มีการทวงคืนสมบัติศรีเทพต่าง ๆ ที่ถูกขโมยไปอยู่ต่างแดนกลับคืนสู่บ้านเกิดมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดหลังจากเมืองโบราณศรีเทพถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก อ.เทพมนตรี ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ผ่านเฟซบุ๊กบัญชีรายชื่อ Thepmontri Limpaphayorm เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 66 ว่า

พระพุทธรูปถูกขโมยจากศรีเทพไปอยู่ต่างแดน
พิพิธภัณฑ์คลีฟแลนด์ แบะนอร์ตัน ไซมอน
สหรัฐอเมริกา
ศูนย์กลางแหล่งรับซื้อของโจรในรูปแบบมูลนิธิ
แต่เมื่อ….
ได้อ่านพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวรัขกาลที่ 9 แล้ว น้ำตาจะไหล …..
ใครจะสำนึกในเมื่อเมืองไทยเป็นพุทธพาณิชย์ กรมศิลป์ออกใบอนุญาตค้าโบราณวัตถุ การเอาใจใส่ตรวจสอบบกพร่อง

“โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่า และจำเป็น แก่การศึกษาค้นคว้า ในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงความรุ่งเรืองของชาติไทย ที่มีมาแต่ในอดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล

มีผู้กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีผู้สนใจ และหาซื้อโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ส่งออกไปต่างประเทศกันมาก ถ้าต่อไปภายหน้า เราจะต้องไปศึกษา หรือชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทยเราเองในต่างประเทศ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และน่าอับอายมาก เราจึงควรจะขวนขวาย และช่วยกันหาทางรวบรวมโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุของเรา แล้วจัดสร้างพิพิธภัณฑสถาน เก็บรักษาไว้จะเป็นการดีที่สุด”

(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช เนื่องในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนิน เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๔)

อ่านแล้วหวังใจว่าจะนำทางให้หลวงพ่อสององค์นี้กลับสู่ประเทศไทยครับ

ขณะที่ ‘ธนัชญา เทียนดี’ นักโบราณคดีปฏิบัติการ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ก็ได้เปิดเผยเรื่องนี้กับสำนักข่าวเอเอฟพี สรุปความว่า โบราณวัตถุต่าง ๆ ของเมืองศรีเทพที่ถูกโจรกรรมไปอยู่ในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศนั้น เป็นดัง ‘ตัวจิ๊กซอว์’ ที่หายไป ซึ่งสามารถนำมาต่อเล่าเรื่องราวของเมืองโบราณศรีเทพได้

ด้าน นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชยว่า ขั้นตอนต่อไปหลังเมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการก็คือ ทางจังหวัดเพชรบูรณ์จะประสานกับทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมผลักดันให้มีการรวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบที่เมืองศรีเทพ ที่อยู่กระจัดกระจายตามสถานที่ต่าง ๆ ให้นำกลับคืนมารวบรวมอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์

ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางจังหวัดเพชรบูรณ์มีแผนและโครงการที่จะผลักดันให้มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ สำหรับเก็บรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าของเมืองโบราณศรีเทพ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชม และศึกษาถึงความสำคัญของมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพ

“เมืองโบราณศรีเทพไม่ใช่สมบัติของคนเพชรบูรณ์ เป็นของคนไทยทั้งประเทศ และยังเป็นมรดกของคนทั้งโลก เพียงแค่อยู่ในพื้นที่และใกล้คนเพชรบูรณ์ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ช่วยกันดูแลรักษา รวมทั้งพัฒนาต่อยอด เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยและของโลกต่อไป” ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ กล่าว

สำหรับการทวงคืนสมบัติศรีเทพ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องตามทวงโบราณวัตถุล้ำค่าของชาติกลับคืนมา เพราะนี่จะเป็นจิ๊กซอว์ที่นำไปสู่การสืบค้นเรื่องราวของเมืองศรีเทพในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขณะที่คนไทยก็สามารถช่วยกันส่งเสียงทวงคืนสมบัติศรีเทพ (ผ่านทางช่องทางสื่อโซเชียลต่าง ๆ) เพื่อให้เป็นพลังสนับสนุนอันยิ่งใหญ่ในการทวงสมบัติศรีเทพกลับสู่มาตุภูมิ เพราะวันนี้เมืองโบราณศรีเทพไม่ใช่เป็นเฉพาะมรดกของชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของโลกอีกด้วย

นักรบราชนาวีพันธุ์แกร่ง ในโครงการ Good home and good health เพื่อกำลังพลกองเรือยุทธการ

กองทัพเรือ โดยกองเรือยุทธการและ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดโครงการ Good home and good health เพื่อกำลังพล กองเรือยุทธการ ณ ห้องประชุมภูหลวง หอประชุมโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดโครงการ Good home and good health โดยความร่วมมือของ กองเรือยุทธการ และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดกิจกรรม "รวมพลังบูรณาการเชิงรุกสู่การดูแลชุมชนทหารเรือ"

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสรุปผลการดำเนินงานต่างๆ ในปี งป.66 และมอบรางวัลให้กับกำลังพลที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยภายในงานประกอบด้วย การชมวีดีทัศน์ สรุปผลงานโครงการ การเสวนาในกิจกรรมด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ ความเป็นมาและเป้าหมายของโครงการ การรณรงค์ปลูกสมุนไพร เพื่อใช้ดูแลสุขภาพโครงการ Healthy Organization ให้ข้าราชการมีสุขภาพดี โครงการนักรบราชนาวีพันธุ์แกร่ง และการลด BMI ในข้าราชการที่มีน้ำหนักเกิน

ในงานนี้ ได้รับเกียรติจาก พล.ร.ท.วัลลภ เขม้นงาน รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ มาเป็นประธานในพิธี และคุณกีรตา พันธุ์เอี่ยม ประธานชมรมภริยากองเรือยุทธการ มาร่วมเป็นเกียรติในงาน

โครงการ Good Home and Good Health นับเป็นโครงการหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นความร่วมมือของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พร. กับกองเรือยุทธการ ที่มีเป้าหมายให้กำลังพลมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของข้าราชการและครอบครัว กองเรือยุทธการ

บชน.-ตร.ทางหลวง จับมือ สสส. จัดอบรมด้านวินัยจราจรให้ความรู้พนักงานขนส่งแฟลช 

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. กล่าวว่า จากความร่วมมือในปีที่ 3 ต่อเนื่องมาปีที่ 4 บช.น.เล็งเห็นว่า บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส ให้ความสำคัญ และใส่ใจในการควบคุมดูแลให้พนักงานขับขี่ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน บช.น.ได้พัฒนาหลักสูตรด้านวินัยการขับขี่ และกฎหมายจราจรฉบับล่าสุด ด้วยในปี 2566 นับเป็นปีแห่งการรณรงค์ด้านการลดอุบัติเหตุ ให้เป็นไปตามนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงด้วยดี อันจะมีส่วนช่วยให้เกิดการตระหนักรู้กับภาคเอกชนรายอื่นๆ ในภาพรวม เพื่อให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาวต่อไป 

ด้าน พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รองผบก.ทล. กล่าวว่า ตำรวจทางหลวง เล็งเห็นด้านความปลอดภัยทางถนน ได้จัดให้เจ้าหน้าที่ของทางหลวง มาให้ความรู้ด้านกฎหมาย และระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ด้านการจราจรเพื่อเป็นประโยชน์แก่พนักงานขนส่ง และประชาชน ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวสามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรมจริง

ทางด้าน นายคมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ริเริ่มโครงการขับขี่ปลอดภัย มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ด้วยธุรกิจหลักของบริษัทคือ ผู้ให้บริการด้านขนส่ง โดยพนักงานกว่า 70% คือ คูเรียร์ หรือเรียกว่าพนักงานส่งของ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนตลอดทั้งวัน การเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการขับขี่ถือเป็นเรื่องหลักที่บริษัทฯ ต้องการสร้างให้พนักงานคูเรียร์เกิดความตระหนักรู้ ทั้งในเรื่องกฏระเบียบวินัยจราจร และการปฏิบัติตัวเมื่อต้องใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนน โดยความปลอดภัยทางถนน โดยสสส. ตระหนักถึงอุบัติเหตุในกลุ่มรถขนส่ง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากตามความเติบโตของธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ จึงได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการขับขี่ปลอดภัยในปีนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าบริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส มีนโยบายการดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับการทำงานของ สสส.โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน และถือเป็นตัวอย่างที่ดีในฐานะภาคเอกชนรายย่อยที่แสดงออกถึงความตั้งใจในการร่วมลดอุบัติเหตุ

‘นักกีฬาเปตอง’ เดินทางถึงไทยแล้ว หลังคว้า 3 เหรียญทอง จากการแข่งขัน ‘เปตองชิงแชมป์โลก 2023’ ที่ประเทศเบนิน

(21 ก.ย. 66) นายชุริน ภัทรดิลก อุปนายกสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย และนายสูนชัย คำนูณเศรษฐ์ อุปนายกสมาคมกีฬาเปตองฯ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน และ นายสมศักย์ ปรางทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้า และกิจการเพื่อสังคม กฟผ.ไปให้การต้อนรับ คณะนักเปตองแชมป์โลก หลังเสร็จสิ้นภารกิจแข่งขันในรายการ เปตองชิงแชมป์โลก 2023 ที่เมืองโกโตนู ประเทศเบนิน ระหว่างวันที่ 12-17ก.ย. ที่ผ่านมา

โดยทีมชาติไทยสามารถคว้ามาได้ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และอีก 1 เหรียญทองแดง การแข่งขันในครั้งนี้ทั้งหมด 7 ประเภท ดังนี้

- เหรียญทองทีมชาย ประกอบด้วย ‘แจ๊ค-ศราวุฒิ ศรีบุญเพ็ง, หนุ่ย-สุพรรณ ทองภู, มิว-ธนวันต์ ทูซิวฮะ และ ทรี-รัชตะ คำดี ซึ่งเป็นเหรียญทองประวัติศาสตร์ของไทยเป็นครั้งแรก

- เหรียญทองหญิงคู่ ประกอบด้วย ฝ้าย-นันทวัน เฟื่องสนิท และ แนท-สุนิตรา พ่วงอยู่

- เหรียญทองชายเดี่ยว ประกอบด้วย ทรี-รัชตะ คำดี และได้อีก 1 เหรียญเงินชูตติ้งชาย กับอีก 1 เหรียญทองแดงคู่ผสม ฝ้าย-นันทวัน เฟื่องสนิท และ แจ๊ค-ศราวุฒิ ศรีบุญเพ็ง ส่งผลให้ทีมไทยได้ครองเจ้าเหรียญทอง

อุปนายกสมาคมกีฬาเปตองฯ กล่าวว่า พอใจกับผลงานของนักกีฬา พร้อมกันนี้นักกีฬาทุกคนสามารถคว้าเหรียญทองกลับมาได้ ขอชื่นชมที่นักกีฬาสามารถช่วยกันเล่นกันได้เป็นอย่างดี ทั้งเกมลูกเข้าและลูกตี แม้ว่าบางเกมจะต้องเจอศึกหนักทีมฝรั่งเศสที่มีแชมป์โลกหลายคน ก็ไม่หวั่นไหวเล่นได้อย่างมีสมาธิ และวินัย จนสามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างประทับใจ และขอขอบคุณการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ให้การสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ของสมาคมกีฬาเปตองฯ มาโดยตลอด

ในส่วน ‘น้องทรี-รัชตะ คำดี’ เคยลงแข่งขันชิงแชมป์โลกมา 2 ครั้งแล้ว และในครั้งนี้ประสบความสำเร็จที่คว้าคนเดียว 2 เหรียญทอง ทั้งประเภทชูตติ้งชาย และทีมชาย และ ‘น้องแนท-สุนิตรา พ่วงอยู่’ แชมป์ประเทศไทยปีนี้ ที่ลงแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรก ยังโชว์ฟอร์มคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ

นายชุริน กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย เตรียมจัดการแข่งขันเปตองชิงแชมป์โลก 2023 ประเภททีมหญิง และประเภทเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 23-27 พ.ย. 2556

ด้าน นายชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา จึงให้การสนับสนุนนักกีฬาไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดความสามารถนักกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล โดยหนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนสมาคมกีฬาเปตองฯ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน จึงขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาเปตองทีมชาติไทยที่คว้ารางวัล ด้วยผลงานการแข่งขันอันยอดเยี่ยม สร้างความสุข ความภาคภูมิใจ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด

‘อดีตทูตนริศโรจน์’ ชม ‘ท่านอ้น’ ร่วมงานนิทรรศการ ม.112 เป็นวิธีที่แยบยล ช่วยลดความเดือดดาลให้เจือจางบางลง

(21 ก.ย. 66) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ‘Fuangrabil Narisroj’ ถึงกรณีท่านอ้น วัชรเรศร วิวัชรวงศ์ เข้าร่วมชมนิทรรศการ ‘Faces of Victims of 112 : An Exhibition’ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ซึ่งจัดขึ้นโดย อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต และผู้ลี้ภัยจากคดี ม.112 ว่า...

นิทรรศการมีจุดประสงค์ให้ร้ายเบื้องบนฝ่ายเดียว และมีแผนไปจัดในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ที่ผ่านมารัฐทำได้แค่เพียงส่งคนเข้าไปสังเกตการณ์เท่านั้น

การที่ท่านเดินเข้าไปดูนิทรรศการนั้นด้วยตัวเอง เข้าไปคุยแบบตรง ๆ ไปรับรู้รับทราบไปเลย นั่นแหละได้ impact ที่สุด !

ซึ่งเรื่องแบบนี้คนในภาครัฐทำไม่ได้ ไม่มี impact บางทีคนของรัฐเข้าไปอาจกลายเป็นเติมเชื้อฟืนให้ลามด้วยซ้ำ ผลที่ตามมา ผมมองว่านิทรรศการนั้นดู soft ลงไปเลย ขนาดคนจัดยังยืนหงอ ๆ บางครั้งพนมมือ ในขณะที่ท่านยืนยิ้ม หลังตรง 

นี่คือการเบรกนิทรรศการแบบแยบยลที่สุด

ท่านยอมถูกต่อว่า ถูกสงสัยเคลือบแคลงจากคนที่มองอะไรแค่มิติเดียว

แต่ผลที่ได้ตามมามันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากมายนัก

‘นายกฯ เศรษฐา’ กินข้าว ‘ผัดกะเพราเนื้อ’ เป็นมื้อเที่ยง ที่นิวยอร์ก ลั่น!! มีแรงทำงานต่อแล้ว พร้อมเดินสูดอากาศบนดาดฟ้ายูเอ็นชิลๆ

(21 ก.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่ยังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 (UNGA78) โดยอินสตาแกรมส่วนตัว ‘sretthathavisin’ โพสต์คลิปวิดีโอภาพและข้อความตลอดทุกภารกิจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุดมีการเผยคลิปนายเศรษฐานั่งรับประทานกลางวัน ข้าวผัดกะเพราเนื้อไข่ดาว พร้อมกล่าวว่า "จานเบ้อเร่อเลย เดี๋ยวต้องพูดต่อด้วย ไม่ใช่ประชุมอย่างเดียว อร่อยครับ อร่อยมาก ผัดกะเพราเนื้อ" พร้อมข้อความระบุใต้คลิปว่า "แค่ได้ผัดกะเพราไข่ดาว ก็มีแรงประชุมต่อแล้ว ได้ทานอาหารไทยที่ต่างประเทศมีความสุขครับ"

นอกจากนี้ อินสตาแกรมส่วนตัว ยังมีการเผยแพร่คลิปเดินพักผ่อน ผ่อนคลาย ด้วยอิริยาบถสบายฯ ของนายเศรษฐา ขณะพักเบรกการประชุม พร้อมข้อความระบุใต้คลิปว่า "ขอขึ้นมาสูดอากาศบนดาดฟ้า UN ช่วงพักเบรกสักหน่อยครับ" โดยเป็นคลิปขณะนายเศรษฐา เดินขึ้นไปพักผ่อนอิริยาบถบนดาดฟ้า ตึกที่ประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พร้อมสอบถามสถานที่โดยรอบตึกว่าคือที่ไหนบ้าง และพูดคุยกับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศอื่นๆ ที่ขึ้นมาเดินพักผ่อนบนดาดฟ้าอย่างเป็นกันเองด้วย

ถอดสูตรอิฐยุคก่อนประวัติศาสตร์ จาก ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ พบ!! มีความล้ำลึก ยากเลียนแบบ และหาสิ่งใดทดแทน

(21 ก.ย. 66) นับเป็นอีกความภาคภูมิใจสำหรับชาวไทยเมื่อ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ซึ่งก่อนมีการประกาศข่าวดีนี้ นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมศึกษาก้อนอิฐโบราณเพื่อผลิตอิฐสูตรโบราณสำหรับการบูรณะโบราณสถาน

ดร.วุฒิไกร บุษยาพร นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศษสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “เมืองโบราณศรีเทพมีจุดเด่นที่มีความคาบเกี่ยวระหว่างยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อประมาณเดือน มี.ค.66 คณะนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ พร้อมด้วยนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, มหาวิทยาลัยศิลปากร และหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กรมศิลปากร ได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งขุดสำรวจเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และได้พบปัญหาในบูรณะโบราณสถานที่เพิ่งขึ้นทะเบียนมรดกโลกนี้”

“อิฐโบราณศรีเทพเหมือนอิฐโบราณทั่วไป คือเป็นอิฐดินเผาผสมแกลบ แต่ในการบูรณะเราใช้อิฐยุคปัจจุบันไปใช้ ซึ่งพบว่า ก่อปัญหาต่อโบราณสถาน เนื่องจากมีการใช้ปูนซีเมนต์เป็นยาแนว และปูนซีเมนต์นี้ไปขวางเส้นทางการระบายความร้อนและความชื้น จึงเก็บความชื้นไว้ทำให้วัตถุที่นำไปซ่อมแซมเกิดการผุกร่อน ไม่เพียงเท่านั้นยังส่งผลให้อิฐของเก่าในโบราณสถานเสียหายไปด้วย ขณะที่อิฐโบราณจะใช้ยาแนวที่มีส่วนผสมของปูนหมักและดินสอพอง ซึ่งมีสมบัติในการส่งผ่านความร้อนและความชื้นได้ดี แต่เรายังไม่พบสูตรการผลิตอิฐโบราณและยาแนวโบราณของเมืองโบราณศรีเทพ” ดร.วุฒิไกร ระบุ

ทั้งนี้ ดร.วุฒิไกร และทีมวิจัยวางแผนในการใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์อิฐโบราณ และจะเริ่มศึกษาอิฐของเจดีย์รายที่อยู่ถัดจาก ‘เขาคลังนอก’ โบราณสถานขนาดใหญ่ของเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งเจดีย์ดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเจดีย์รายที่รอบๆ และอยู่ในมีทิศที่ชี้ตรงไปเขาถมอรัตน์ โดยจะถอดสูตรอิฐโบราณเพื่อผลิตขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด และมีสมบัติในการส่งผ่านความร้อนและความชื้นที่ใกล้เคียงของเดิมหรือดีกว่าเดิม ตั้งเป้าใช้ดินเหนียวด่านเกวียนของ จ.นครราชสีมา สำหรับผลิตอิฐสูตรโบราณ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้แก่ชุมชนด่านเกวียนด้วย

AOT ชี้แจง ผู้โดยสารต่อแถวนาน 3 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องจริง ยัน!! ใช้เวลาต่อคิว-ตรวจพาสปอร์ต ไม่เกินท่านละ 25 นาที

(21 ก.ย. 66) ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ภาพผู้โดยสารหนาแน่นบริเวณจุดตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมระบุว่าใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง นั้น AOT ในฐานะผู้บริหาร ทสภ.และมีท่าอากาศยานอีก 5 แห่งในความรับผิดชอบ ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ขอชี้แจงว่า โพสต์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง 

โดย AOT ได้ตรวจสอบการให้บริการของ ทสภ.จากกล้องวงจรปิดในช่วงระหว่างวันที่ 1 - 31 สิงหาคม 2566 พบว่า กระบวนการผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศใช้เวลาสูงที่สุดเพียง 40 นาที และเวลารอคิวน้อยที่สุดใช้เวลาเพียง 12 นาที เฉลี่ยโดยรวมผู้โดยสารใช้เวลาประมาณ 25 นาที 

ทั้งนี้ ในช่วง Peak Hour ผู้โดยสารจะใช้เวลารอคิวเพื่อตรวจหนังสือเดินทางเฉลี่ย 15 นาที และใช้เวลาหน้าเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทาง 60 วินาทีต่อคน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าว ทสภ.สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ที่ท่าอากาศยานควรปฏิบัติใน Annex 9 เรื่องระยะเวลาการไหลเวียนผู้โดยสารขาเข้า - ขาออก โดยแนะนำให้กระบวนการผู้โดยสารขาเข้าไม่ควรเกิน 45 นาที และผู้โดยสารขาออกไม่ควรเกิน 60 นาที

สำหรับท่าอากาศยานอีก 5 แห่ง AOT ได้มีการกำหนดให้การดำเนินงานในขั้นตอนกระบวนการผู้โดยสารระหว่างประเทศขาเข้า - ขาออกมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามคำแนะนำของ ICAO เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลเช่นกัน 

ดร.กีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า AOT มุ่งเน้นการบริหารจัดการท่าอากาศยานให้ผู้โดยสารได้รับความพึงพอใจและได้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้บริการท่าอากาศยานมีความเชื่อมั่น ได้รับความสะดวก สบาย เกิดความประทับใจ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีแก่ผู้เดินทางตามวิสัยทัศน์ของ AOT ในการเป็นผู้ดำเนินการและจัดการท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top