Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

อัยการสั่งฟ้อง ‘ฌอน บูรณะหิรัญ’ ฐานฉ้อโกงประชาชน  ปมเปิดรับบริจาคเงิน เพื่อช่วยดับไฟป่าเชียงใหม่

เชื่อว่าใครหลายคนคงจำดรามา นายฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ที่ได้เปิดรับบริจาคเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่เชียงใหม่ ต่อมา ทางเพจ แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ข้อความเป็นจดหมายเปิดผนึกจากหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นทีมอาสาร่วมดับไฟป่าที่เชียงใหม่ โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยได้รับสิ่งของ หรือเงินช่วยเหลือจากฌอนเลย

แม้ล่าสุด นายฌอน โพสต์ชี้แจงในเพจเฟซบุ๊ก Sean Buranahiran - ฌอน บูรณะหิรัญ (Sean B. Hiran) ของตนแล้วก็ตาม

ล่าสุดเพจ ‘CSI LA’ โพสต์ข้อความระบุว่า

“และแล้ววันนี้ก็มาถึง

อัยการศาลนนทบุรีสั่งฟ้องฌอน ข้อหาฉ้อโกงประชาชน โกงเงินบริจาค ผู้เสียหายที่ทางเพจได้รวมกลุ่มไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทุกคนได้รับหนังสือจากศาลและพร้อมที่จะไปเป็นพยานทุกคน”

โดยในเอกสารที่ทางเพจ ออกมาเปิดเผย ได้นัดผู้เสียหายเป็นพยานในวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 13.30 น. นี้

หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

‘NARIT’ โชว์ภาพ ‘ดาวศุกร์’ ช่วงเช้าก่อนรุ่งสาง สว่างที่สุดเป็นครั้งที่ 2 และครั้งสุดท้ายในรอบปีนี้

(18 ก.ย.66) เพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า…

ดาวศุกร์ หรือ ดาวประกายพรึก รุ่งเช้าวันนี้ครับ สวยงามและสว่างมาก 18 กันยายน 2566 ช่วงเช้าก่อนรุ่งสาง ดาวศุกร์ ปรากฏสว่างที่สุดครั้งที่ 2 และเป็นครั้งสุดท้ายในรอบปีนี้ ทางใต้ฟ้าดี #ทีมสงขลา เก็บภาพมาให้ชมกันครับ สว่างสวยงามมากกก ในขณะที่หลายพื้นที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องเลย ที่ไหนมองเห็นบ้างครับมาแชร์กันได้

ดาวศุกร์สว่างที่สุด (The Greatest Brilliancy) เป็นช่วงที่ดาวศุกร์มีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ และโคจรห่างจากโลกในระยะที่เหมาะสม อาจมีค่าอันดับความสว่างปรากฏมากถึง -4.6 (ดวงจันทร์เต็มดวง มีค่าอันดับความสว่างปรากฏ -12) หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ สำหรับในช่วงวันอื่น ๆ แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ห่างจากโลก และขนาดปรากฏที่ลดลง ความสว่างจึงลดลงตามไปด้วย

หากดาวศุกร์ปรากฏบนฟ้าในช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า คนไทยจะเรียกว่า ‘ดาวประจำเมือง’ แต่หากดาวศุกร์ปรากฏในช่วงเช้ามืดทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นคนไทยจะเรียกว่า ‘ดาวประกายพรึก’

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์สว่างที่สุดครั้งถัดไป จะเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันที่ 10 มกราคม 2568 ทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

‘พลายแดนสยาม’ ช่วยลากต้นไม้ใหญ่กลางถนนเชียงราย หลังลมพัดหักขวางทางจราจร โซเชียลแห่ชมในความแสนรู้ 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 66 หลังเกิดฝนตกหนักและลมพัดแรงในหลายพื้นที่ของเชียงรายตั้งแต่หัวค่ำ โดยเฉพาะเขตอกเภอเมืองเชียงราย ฝนและลมทำให้พ่อค้าแม่ขายบนถนนคนเดิน ซึ่งจัดขึ้นทุกคืนวันเสาร์ ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ต้องรอจนฝนซาถึงกลับมาเปิดบริการกันอีกครั้ง แต่ผู้คนก็บางตา

นอกจากนี้ ลมพายุที่พัดแรง ยังพัดเอาต้นไม้และกิ่งไม้ทับถนนหมายเลข 1022 พื้นที่หมู่ 17 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จนรถราไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นที่ตั้งของ ‘ปางช้างเผือกเชียงราย & mini zoo’ เมื่อลม-ฝนสงบลง ทางปางช้างได้นำช้างเพศผู้ชื่อ ‘พลายแดนสยาม’ ซึ่งเป็นช้างแสนรู้เฉลียวฉลาดออกมาร่วมกับชาวบ้าน ชักลากต้นไม้ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงคนเคลื่อนย้ายออกจากพื้นผิวจราจรไปได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่และชาวบ้านก็ช่วยกันเก็บกวาดส่วนที่เหลือ ซึ่งเป็นกิ่งไม้ใบไม้ออกไป จนสามารถเปิดใช้ถนนสัญจรไปมาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ทางปางช้างเผือกฯ ได้บันทึกคลิปการทำงานของพลายแดนสยาม และเผยแพร่ทางเพจ ‘Chang Puak Camp Chiang Rai’ ซึ่งมีผู้เข้าไปชมและแชร์กันออกไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้ที่เข้าไปแสดงความเห็นชื่นชมในความแสนรู้ และน่ารักของพลายแดนสยามกันอย่างเนืองแน่นด้วย

‘นายกฯ’ เตรียมโชว์โมเดล ‘โคกหนองนา’ บนเวทียูเอ็น หวังให้ทั่วโลกได้เห็นภูมิปัญญาที่คนไทยภาคภูมิใจ

(16 ก.ย.66) ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายเศรษฐา กล่าวว่าในการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้ามีโอกาสก็ จะนำโมเดลโคกหนองนา ไปเสนอในเวทียูเอ็น ถึงภาพรวมของโครงการ เพราะแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความน่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่ต้องนำไปเสนอ

ส่วนการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้งบประมาณในการเหมาลำเครื่องบินสูงถึง 30 ล้านบาทนั้น นายเศรษฐา กล่าวยืนยันว่า มีราคาเปรียบเทียบไว้อยู่แล้วว่าถูกกว่า เรื่องนี้อย่าให้พูดต่อเลย เพราะโฆษกและรองเลขาฯ ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งการเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง จะมีการทำราคาเปรียบเทียบไว้ เป็นไปตามระบบการจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่าง

นายเศรษฐา กล่าวว่า ในการเดินทางไปร่วมประชุมยูเอ็น ครั้งนี้ก็จะได้มีโอกาส ให้สัมภาษณ์และพบกับสื่อมวลชนรายใหญ่ของโลก ซึ่งอาจจะมากกว่า 3 สื่อ แต่คงต้องขอดูก่อนว่าแต่ละสื่อจะมีประเด็นอะไรบ้าง เพราะไม่อยากให้เป็นประเด็นเดียวกัน บางสื่ออาจจะอยากให้พูดถึงเรื่องพลังงานสะอาด เรื่องของเศรษฐกิจ บางสื่อก็ต้องการพูดถึงเรื่องความมั่นคง ก็คงต้องให้ข้อมูลทุกมิติ ซึ่งไม่เชิงเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ ให้กับสื่อต่างประเทศ และที่ผ่านมาก็พูดมาตลอด หากมีสื่อใดต้องการสัมภาษณ์ ตนก็ยินดีตอบ หากมีความพร้อม และเป็นคำถามที่เหมาะสม และรัฐบาลมีความพร้อมที่จะตอบ ในทุกมิติที่ถามมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกจะชี้แจงอย่างไรในประเด็นทางการเมืองเพราะมีสื่อบางแห่ง ไม่มั่นใจสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และมีผลกระทบหลายๆ ด้าน ในการบริหาร ของประเทศ นายเศรษฐา กล่าวว่า "ให้สื่อต่างประเทศเขาถามผมเองดีกว่า ถ้าเขาถามมา ผมคิดว่าผมตอบได้ แล้ววันนี้ผมมี 300 กว่าเสียง เป็นเสียงจากประชาชน วันนี้ก็เดินหน้าทำงาน ไม่หยุด"

เมื่อถามความคืบหน้าในการนัดหมายกับทางผู้นำเยอรมัน ที่จะพูดคุยในเรื่องของเรือดำน้ำว่า ยังไม่ทราบ ยังไม่มีรายงานมาจากทางกระทรวงการต่างประเทศ ขอเวลานิดนึงยังมีเวลาอยู่ ตอนนี้ตารางแน่นมาก พยายามเกลี่ยกันไปเกลี่ยกันมา และวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. ช่วงบ่าย จะมีตารางประมาณ 80-90% และระหว่างเดินทางก็จะมีการเจรจา มีการขอนัดพบกันอยู่

เมื่อถามว่า แต่ยังไม่มีการยอมรับที่ใช้เครื่องยนต์จากจีนใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ยังไม่ได้คุยจึงตอบไม่ได้ แต่เป็นวาระหนึ่งที่ตนให้ความสำคัญ อะไรที่เป็นเรื่องเก่า และยังไม่ถูกสะสางก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลของเราทั้ง 11 พรรคที่ต้องช่วยสะสางกันไป เพราะถือเป็นโครงการต่อเนื่องมา ต้องทำให้สำเร็จ

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน เรื่องของทูตสันถวไมตรี อย่างเรื่องหมีแพนด้าที่จะหมด MOU ในเดือนหน้าจะมีการเจรจา หรือนำกลับมาเลี้ยงอีกหรือไม่ว่า ความสัมพันธ์กับประเทศจีนเราถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง และตนมีกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศจีนระหว่างวันที่ 8-10 ต.ค.นี้

‘แพรรี่’ โพสต์ภาพเหลืองแดงสมานฉันท์ให้กำลังใจ ‘ชลน่าน’ ถาม!! ไปเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้านชาวเน็ตแนะ!! ให้มองบวก

(16 ก.ย.66) ไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือ แพรรี่ โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ‘ไพรวัลย์ วรรณบุตร’ โดยระบุว่า 

“ไปเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไร เวลาตอนไหนเอาไปจีบกัน พลอดรักกันให้เตลิด เชิญรักกันให้ตลอด ใครจะตายช่างหัวมัน จบ”

นอกจากนี้ยังคอมเมนต์ในโพสต์ของตนเพิ่มเติมว่า “ขอให้ความรักมีแต่ความสดใส ไม่ว่าสิ่งไหนเข้ากันหมดทุกอย่าง” อีกด้วย

หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามากดถูกใจกว่า 6 พันคน แสดงความคิดเห็นและแชร์จำนวนมาก เช่น “ที่ผ่านมาเรียกว่าอะไร”, “อะไรที่ไม่เคยก็ได้เห็น 555”, “การเมืองรอบนี้ อะไรที่เราคิดว่าจะไม่ได้เห็นก็ได้เห็น”, “มองบวกนะคะ ถ้าสามัคคีทำงานร่วมกันด้วยความจริงใจก็จะเกิดผลดีต่อสังคม, ประเทศค่ะ”

'ดิว วีรวัฒน์' แชร์มุมมองที่มีต่อ ‘รถซูเปอร์คาร์’ หลังหันกลับมาใช้รถธรรมดาแทน

เมื่อวานนี้ (15 ก.ย.66) จากช่องยูทูบ ‘CK Cheong’ ได้เชิญ คุณวีรวัฒน์ วลัยเสถียร หรือ ‘คุณดิว’ เจ้าของธุรกิจส่งออกปลา ซึ่งช่วงหนึ่งของรายการ คุณดิว ได้แชร์มุมมองต่อ ‘รถซูเปอร์คาร์’ ว่าตนมีความคิดที่เปลี่ยนไปและหันกลับมาใช้รถธรรมดาแทน โดยระบุว่า…

“ผมเก็บเงินไว้ลงทุนต่อเพื่อคิดว่าอยากจะลงทุนเพื่อสร้างเครื่องจักรที่สามารถผลิตเงินได้จนวันหนึ่งไม่ต้องทํางานแล้ว และเครื่องจักรนี้ยังใหญ่พอที่จะผลิตเงินออกมาให้เราใช้ แต่ก็ต้องอดทนอีกสัก 20 30 ปี เพื่อจะสร้างมันให้สําเร็จ จึงอยากให้คนมองตรงนี้ เพราะมันคือแนวคิดที่เราพยายามที่จะให้มันเป็น…”

“นอกจากนี้ ทุกวันนี้ถ้าคุณมาบ้านผม คุณจะไม่เห็นรถซูเปอร์คาร์ 60 คันแล้ว เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ผมฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า ‘เสียดายเงิน’ เท่ากับว่าพอร์ตรถผมประมาณพันกว่าล้าน มันไม่ได้สร้างรายได้ (Passive Income) ให้กับผม ในทางกลับกันมันทําลายเงินผมอีกต่างหาก ด้วยเหตุผล 1.ค่าผ่อนรถ 2.จ่ายค่าต่อภาษี 3.จ่ายค่าประกัน และ 4.ต้องจ้างคนมาเป็นพิเศษอีก 3 คน เพื่อมาดูแลรถไม่ให้เสื่อมสภาพ ซึ่งผมบอกเลยนะตอนนี้ถ้าคุณไปบ้านผม คุณจะไม่เห็นรถเหล่านั้นอีกแล้ว เพราะผมทยอยค่อย ๆ ปล่อยออกไปทีละคัน สองคัน ปล่อยไปเรื่อย ๆ เพราะผมคิดว่าพอร์ตพันล้านนี้ ถ้าเอากลับไปซื้อหุ้นปันผล ผมจะได้ 7% ต่อปี ซึ่งปีหนึ่งก็จะได้ 70 ล้าน จากรถที่ไม่ค่อยได้ใช้ จากพอร์ตประมาณพันกว่าล้าน ตอนนี้รถผมเหลือประมาณไม่ถึง 200 ล้านแล้ว ผมขายไป 80% ตอนนี้ถ้าเข้าไปบ้านผมจะเห็นเพียงแค่รถธรรมดา ซึ่งซูเปอร์คาร์ก็ยังมีเก็บ แต่เก็บสมัยก่อนคือเก็บ 10 คัน 20 คัน เดี๋ยวนี้เก็บเหลือประมาณ 2-3 คัน เอาเฉพาะคันที่เราชอบจริง ๆ อย่าง Rolls Royce ก็ยังอยู่ ตอนนี้ไปส่งลูกก็ขับ Camry เพราะ Camry เนี่ยดีที่สุด นอกจากนี้ยังมี ฮอนด้า แอคคอร์ด ด้วยที่ดี”

“และเพราะอะไรอีกรู้ไหม? เวลาไปห้างหรือไปอะไร จะไม่มีคนมายุ่งกับคุณ แต่เวลาคุณขับ Rolls Royce 50 ล้านไป จะมีคนมายุ่งกับคุณเยอะมาก คอยบริการโบกซ้ายโบกขวา ทั้ง ๆ ที่ที่จอดมีเยอะแยะมากมายไปหมด เราสามารถจอดตรงไหนก็ได้ แต่เขาต้องการให้จอดตรงนี้ ซึ่งเขาก็จะรอคุณอยู่แถว ๆ นั้น และถ้าคุณให้ทิป 20 บาท เขาก็จะไม่พอใจ แล้วถ้าเขาอยู่กัน 3 คน คุณจะต้องให้ทิป 300 บาท ดังนั้น คุณขาดทุนแล้ว 300 บาท ทั้งที่ยังไม่ทันได้เดินเข้าห้างเลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วที่จอดรถตรงนั้นมันจอดได้ฟรี แต่คุณก็ต้องให้ เพราะเขาอุตส่าห์มาโบก...แต่กลับกันตอนขับ Camry ประกัน 2 หมื่นต่อปี เติมน้ำมันพันนึง ก็วิ่งได้ไกล…”

ฉะเชิงเทรา-บริษัทไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง จัดงานครบรอบ 60 ปี บริษัทในเครือไทยยาซากิ

บริษัทในเครือไทยยาซากิ จัดงานครบรอบ 60 ปีแห่งการก่อตั้งบริษัทในเครือไทยยาซากิ 60 ปี  “60 ปี ที่อยู่คู่กับสังคมชาวฉะเชิงเทรา ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน สร้างอาชีพและพัฒนาบุตรหลานของชาวฉะเชิงเทราให้เป็นคนที่มีคุณภาพ”

วันที่ 16 กันยายน 2566 ที่บริษัทไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง จำกัด อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้จัดงานครบรอบ 60 ปีแห่งการก่อตั้งบริษัทในเครือไทยยาซากิขึ้น โดยมี Mr.Naomi Sawai Director & Factory Manager (TMP) ผู้จัดการบริษัท ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และพนักงานที่เกษียณอายุ ร่วมด้วย นายคเชนท์ เที่ยงมณี ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอบางปะกง นายพสธร พันธุ์สุวรรณ กำนันต.ท่าข้าม คุณเนาวรัตน์ เมฆสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.ท่าข้าม คุณพิชัย พันธุ์สุวรรณ ประธานสภาเทศบาลตําบลท่าข้ามรวมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมภายในงาน

บริษัทไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง เป็นบริษัทในเครือไทยยาซากิ อยู่คู่กับสังคมชาวฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนาน มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน ทั้งยังสร้างอาชีพและพัฒนาบุตรหลานของชาวฉะเชิงเทราให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ซึ่งคนเหล่านี้ได้ย้อนกลับมาตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ เป็นการคืนคุณค่าสู่สังคมอย่างแท้จริง ในระยะเวลาแห่งการดำเนินธุรกิจ 60 ปีที่ผ่านมา ไทยยาซากิได้ผ่านปัญหาและอุปสรรคน้อยใหญ่มาอย่างมากมาย กว่าจะมาถึงวันนี้ การที่บริษัทก้าวข้ามผ่านวิกฤติการณ์เหล่านั้นมาได้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมั่นคง ความร่วมมือที่ดีต่อภาครัฐ และที่สำคัญยิ่งคือความสามัคคีของคนในองค์กร ดังสโลแกนที่ว่า “บริษัทจะก้าวเดินไปพร้อมกับโลก และเราจะเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ”

ทั้งนี้ภายในงานได้มีการแสดงวีดิทัศน์ของไทยยาซากิในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา มีการแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิตสายไฟ การผลิตชิ้นส่วน การผลิตเทปพันสายไฟ และการประกอบชุดสายไฟในรถยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสายไฟอีกหลายรายการ

'ตั๊น' พ้นมลทิน หลังเกรียนคีย์บอร์ดโพสต์อ้างพาคนเหยียบป้าย สตช. ขอบคุณกระบวนการยุติธรรม ลั่น!! ขอรับคําขอโทษเป็นคุกเท่านั้น

(16 ก.ย.66) น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รักษาการรองเลขาธิการพรรค และอดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอขอบพระคุณกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรมกับตั๊น จากกรณีที่มีบุคคลแสดงความคิดเห็นใส่ร้าย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ‘กรณีกล่าวหาว่าทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ ลงในโซเชียล

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั๊นได้อดทน อดกลั้นจากการดูถูก ด่าทอ และโดนกระทำฝ่ายเดียวมาตลอด จนมาถึงวันนี้กระบวนการศาลได้ตัดสินลงโทษปรับและจำคุก เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ

ขอให้กรณีนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นจริงในสังคม ในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ไตร่ตรอง การวิพากษ์วิจารณ์ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงค่ะ

จากข้อมูลผู้สื่อข่าวพบว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.66 ที่ผ่านมา ศาลแขวงพระนครเหนือ ได้มีคำพิพากษาว่า ข้อกล่าวหาที่จำเลยกล่าวถึง น.ส. จิตภัสร์ว่าเป็นแกนนำพาคนไปทำลายป้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.จิตภัสร์ มีหนังสือจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ อันเป็นหน่วยงานราชการแสดงว่า น.ส.จิตภัสร์ มิได้กระทำดังเช่นที่จำเลยกล่าว

ทั้งไม่ปรากฏชัดว่า น.ส. จิตภัสร์ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยเป็นแกนนำพาคนไปทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นผู้ที่เหยียบย่ำยศและเครื่องแบบพระราชทานจริงหรือไม่อย่างไร เป็นเพียงภาพที่มีการส่งต่อๆกันโดยไม่ทราบแหล่งที่มาที่แท้จริง ข้อความที่หมิ่นประมาทจึงไม่ใช่ความจริง

จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ปอ.มาตรา 326 จำคุก 1 เดือนและปรับ 12,000 บาท โดยจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและลบข้อความที่หมิ่นประมาทแล้ว คงจำคุก 20 วันและปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามปอ. มาตรา 56 ยกฟ้องความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

#รับคําขอโทษเป็นคุกเท่านั้น #ความจริงไม่มีวันตาย 

'เมียนมา' เล็ง!! เสนอวีซ่าท่องเที่ยว 1 ปี ให้ 'ชาวจีน-อินเดีย' เที่ยวได้ทุกแห่ง เว้นพื้นที่ต้องห้าม หวังดึงเม็ดเงินกลับมา

(16 ก.ย.66) หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ของทางการเมียนมารายงานว่า เร็วๆ นี้รัฐบาลจะประกาศโครงการนำร่องหนึ่งปีให้วีซ่าท่องเที่ยวขอได้ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa on arrival) แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดียสามารถท่องเที่ยวในเมียนมาได้ทุกที่ยกเว้นพื้นที่ต้องห้ามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เทียบกับปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวจีนและอินเดียต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวออนไลน์หรือไปที่สถานทูตเมียนมา

ทั้งนี้ หากมองรัฐบาลทหารเมียนมาที่ยังคงจัดการฝ่ายต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2564 โดยยอมรับว่า ยังควบคุมพื้นที่ไม่ได้ทั้งหมดนั้น ทำให้หลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ และออสเตรเลีย จึงแนะนำไม่ให้คนของตนมาเมียนมา เนื่องจากความขัดแย้งยังมีอยู่

ต่างจากจีนและอินเดียซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมา อีกทั้งยังมีสัมพันธ์กับเหล่านายพลนับตั้งแต่ก่อรัฐประหาร

ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงการท่องเที่ยวเมียนมากำลังทำงานเพื่อดึงดูดนักเดินทางจากรัสเซีย พันธมิตรหลักและประเทศผู้จัดหาอาวุธอีกรายด้วย

ไม่กี่วันก่อนสายการบินแห่งชาติเมียนมาเริ่มบนตรงไปยังเมืองโนโวซีบีสค์ของรัสเซีย รัฐบาลทหารเผยว่ากำลังจะอนุญาตให้ใช้บัตร Mir ของรัสเซียชำระเงินได้โดยตรง

เมียนมา หลังจากกองทัพปกครองประเทศมาหลายสิบปี จนกระทั่งเมียนมาได้เปิดประเทศเมื่อปี 2554 และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่พอเจอช่วงโควิดระบาดก็ต้องปิดประเทศ ซ้ำยังตามด้วยการรัฐประหาร และปราบปรามฝ่ายต่อต้าน จนทำให้นักท่องเที่ยวหายไป

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเมียนมาตกต่ำอย่างหนัก ค่าเงินจ๊าดดิ่งมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลายเมืองหลักประสบปัญหาไฟฟ้าดับ เอทีเอ็มและเคาน์เตอร์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหายาก

มาตรการนี้ จึงน่าจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลทหารเมียนมาคงต้องเร่งทำ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติและเม็ดเงินกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะ 'ชาวจีน-อินเดีย' ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ 

กระบี่ ผบ.ทร.ถกบอร์ดบริหารศรชล.รีวิวผลงานรอบปี 2566 พหุภาคีซิมลีย์-ดีลMOUเวียดนาม-ชงตั้งทีมอนุฯ

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดย พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร ศรชล. ครั้งที่ 3/2566 พร้อมด้วย พลเรือเอก ชลธิศ นาวานุเคราะห์ เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. คณะกรรมการบริหาร ศรชล. และผู้แทนหน่วยงานหลัก 7 ศรใน ศรชล. ประกอบด้วย กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กองบังคับการตำรวจน้ำ และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมประชุม ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่

การประชุม ศรชล. สัญจรครั้งที่ 3 ถือเป็นนัดสุดท้ายของปีงบประมาณ 2566 จัดขึ้นในพื้นที่ทะเลอันดามัน ศรชล.ภาค 3 ปรากฎสาระสำคัญที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นการรายงานผลการปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติงานของ รอง ผอ.ศรชล./ผบ.ทร. ในรอบปี พ.ศ.2566 มีเครื่องแบบปฏิบัติงาน ศรชล. การพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่วยงานความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายทางทะเลและระหว่างประเทศ การพัฒนาแนวทางการประชาสัมพันธ์และการสร้างความตระหนักรู้ ให้สำนักงานศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ (ศคท.) จังหวัดมีรูปแบบอาคารปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน การยกระดับการปฏิบัติงานให้มีมาตรฐานสากล การยกระดับการปฏิบัติในด้านการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAR) เตรียมความพร้อม การวางแผนรองรับการขจัดคราบน้ำมันและมลพิษทางน้ำ 

ทั้งนี้ นโยบายด้านธุรการ การกำลังพล และการส่งกำลังบำรุง นโยบายด้านแผนและนโยบาย และนโยบายด้านการปฏิบัติ การฝึก และการบังคับใช้กฎหมายในภาพรวมเป็นไปตามแผนงาน ตัวชี้วัด และเป้าหมายที่กำหนด  ผลงานระดับภูมิภาคที่สำคัญคือ ศรชล. เป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยยามชายฝั่งสหรัฐอเมริกา จัดการประชุมระดับผู้บังคับบัญชาตามกรอบความริเริ่มการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMLEI) ครั้งที่ 9 ระหว่าง 11 - 14 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและปลอดภัยทางทะเลร่วมกับหน่วยบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีผู้แทนหน่วยงานรักษาความมั่นคงทางทะเลจากมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ มีการอภิปรายและหารือเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ การเขียนระเบียบปฏิบัติงาน (SOP) และขั้นตอนการอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบการกำหนดข้อมูลด้านขีดความสามารถและการยุทธการ การวางแผนกลไกที่จำเป็นต่อความร่วมมือแบบพหุภาคี การปรึกษาหารือประจำปีโดยเน้นประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการกำหนดให้หน่วยยามฝั่งเวียดนามเป็นเจ้าภาพในปี พ.ศ.2567 และ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลของอินโดนีเซีย เป็นเจ้าภาพในปี พ.ศ.2568 ทั้งนี้ หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ สำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมการประชุมฯ 

โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก  ที่ประชุมรับทราบคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 เห็นชอบให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ศรชล. สำนักนายกรัฐมนตรี กับ หน่วยยามฝั่งเวียดนาม ในความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล โดยมอบอำนาจให้ รอง ผอ.ศรชล.เป็นผู้แทนฝ่ายไทย และ ผบ.หน่วยยามฝั่งเวียดนาม เป็นผู้แทนฝ่ายเวียดนาม ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ที่มีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล 4 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนสินค้าและการหลบหนีเข้าเมือง การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล และการยกระดับความปลอดภัยในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล 

นอกจากนี้ ศรชล. ยังได้จัดทำ(ร่าง)ระเบียบปฏิบัติงาน (SOP) เรื่องแนวทางประสานงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินทางทะเล เพื่อพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินในทะเล โดยผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินทางทะเล จะได้รับการช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างทันท่วงทีและเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่กฎหมายกำหนด สอดคล้องกับหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดชอบของ ศรชล.ข้อพิจารณาสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ตามที่ ศรชล. ได้จัดทำแผนการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566 - 2570) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนงานและโครงการให้สอดคล้องกับแผนและแนวทางในการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เป็นไปตามที่กำหนดในมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 ที่มี รองเลขาธิการ ศรชล. เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศรชล. เป็นรองประธานฯ และมีผู้แทนจากหน่วยงานภายใน ศรชล. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นอนุกรรมการ รวมทั้งหมด 34 คน เป็นกลไกในการบูรณาการขับเคลื่อนแผนการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และช่วยเหลือในการพิจารณากลั่นกรองการบริหารงานของ ศรชล. ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการบริหาร ศรชล. โดยเมื่อคณะกรรมการบริหาร ศรชล. ให้ความเห็นชอบจะได้เสนอขออนุมัติต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top