Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

‘อธิการฯ ม.ธรรมศาสตร์’ ตอบรับเสรีภาพการแต่งกาย นศ. เรียน-สอบ แต่งกายอย่างไรก็ได้ ขอเพียงไม่รบกวนผู้อื่น

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 66 เพจเฟซบุ๊ก ‘สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต’ ได้โพสต์แถลงการณ์แจ้งเรื่อง ‘เสรีภาพในการแต่งกาย’ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า…

“เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เซ็นประกาศมหาวิทยาลัย เรื่องแนวทางการแต่งกายของนักศึกษา พ.ศ. 2566 เพื่อออกมานิยามว่าการแต่งกายแบบใดถือว่าไม่สุภาพ เพื่อลดช่องโหว่ในการตีความของข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการแต่งกายและเครื่องแบบของนักศึกษา พ.ศ. 2564

โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอยืนยันถึงเสรีภาพในการแต่งกาย และยืนยันว่าเสรีภาพในการแต่งกายของพวกเราต้องไม่ถูกตีกรอบภายใต้กำหนดนิยามใคร”

‘นิด้าโพล’ เปิดผลสำรวจประชาชน ต่อนโยบาย ‘ปิดสถานบันเทิงตี 4’ พบ ร้อยละ 41.76 ไม่เห็นด้วย ชี้!! ปิดตี 2 เหมือนเดิมเหมาะสมแล้ว

(22 ต.ค. 66) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘นโยบาย ปิดผับตี 4 มาอีกแล้ว!’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวคิดการขยายเวลาปิดสถานบันเทิงในยามค่ำคืน จากเวลา 02.00 น. ออกไปเป็นเวลา 04.00 น. การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืนของประชาชน พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 55.65 ระบุว่า ไม่เคยไปเที่ยว ขณะที่ร้อยละ 44.35 ระบุว่า เคยไปเที่ยว

เมื่อถามผู้ที่เคยไปเที่ยว (จำนวน 581 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความถี่ในการเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืน ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 57.66 ระบุว่า ไม่เคยไปเลย รองลงมา ร้อยละ 33.22 ระบุว่า มีบ้างแล้วแต่โอกาส/เทศกาล ร้อยละ 4.13 ระบุว่า เดือนละครั้ง ร้อยละ 2.58 ระบุว่า อาทิตย์ละวัน ร้อยละ 2.07 ระบุว่า เกือบทุกวัน (3-5 วัน/สัปดาห์) และร้อยละ 0.34 ระบุว่า ทุกวัน (7 วัน/สัปดาห์)

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดที่จะขยายเวลาปิดสถานบันเทิง จากเวลา 02.00 น. ออกไปเป็นเวลา 04.00 น. โดยภาพรวม พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 41.76 ระบุว่า ปิดสถานบันเทิง เวลา 02.00 น. เหมาะสมดีอยู่แล้ว เพราะเป็นเวลาที่ไม่ดึกมากจนเกินไป ไม่เป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของผู้ที่พักอาศัยอยู่ใกล้กับสถานบันเทิง

รองลงมา ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ควรอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย

ร้อยละ 17.56 ระบุว่า ควรจะอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เหมือนกันทั่วประเทศ เพราะควรเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เป็นการเพิ่มช่วงเวลาในการหารายได้ให้กับผู้ประกอบกิจการสถานบันเทิง และกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้อง

ร้อยละ 8.32 ระบุว่า ควรปิดสถานบันเทิง ก่อนเวลา 02.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างดึกแล้ว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาอาชญากรรมได้ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนในประเทศไทย เพราะไม่เป็นการส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของผู้พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง

ร้อยละ 4.27 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

และร้อยละ 0.08 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ ควรปิดสถานบันเทิง เวลา 03.00 น.

เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นของผู้ที่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 581 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับแนวคิดที่จะขยายเวลาปิดสถานบันเทิง พบว่า ร้อยละ 36.49 ระบุว่า ปิดสถานบันเทิง เวลา 02.00 น. เหมาะสมดีอยู่แล้ว

รองลงมา ร้อยละ 30.29 ระบุว่า ควรอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ

ร้อยละ 25.13 ระบุว่า ควรจะอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เหมือนกันทั่วประเทศ

ร้อยละ 6.37 ระบุว่า ควรปิดสถานบันเทิง ก่อนเวลา 02.00 น.

ร้อยละ 0.52 ระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนในประเทศไทย

ร้อยละ 1.03 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

และร้อยละ 0.17 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ควรปิดสถานบันเทิง เวลา 03.00 น.

ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 729 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ร้อยละ 45.95 ระบุว่า ปิดสถานบันเทิง เวลา 02.00 น. เหมาะสมดีอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.38 ระบุว่า ควรอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ ร้อยละ 11.52 ระบุว่า ควรจะอนุญาตปิดสถานบันเทิง เวลา 04.00 น. เหมือนกันทั่วประเทศ ร้อยละ 9.88 ระบุว่า ควรปิดสถานบันเทิง ก่อนเวลา 02.00 น. ร้อยละ 7.41 ระบุว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนในประเทศไทย และร้อยละ 6.86 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อการขยายเวลาปิดสถานบันเทิงจะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

โดยภาพรวม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 27.71 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ และไม่ค่อยมั่นใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 26.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย ร้อยละ 16.56 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นของผู้ที่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 581 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความมั่นใจต่อการขยายเวลาปิด

สถานบันเทิงจะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พบว่า ร้อยละ 33.73 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ รองลงมา ร้อยละ 27.20 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 19.45 ระบุว่า มั่นใจมาก ร้อยละ 18.93 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 729 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ร้อยละ 32.92 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.12 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.27 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.78 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/
ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ โดยภาพรวม พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.41 ระบุว่า จำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับปัจจุบันเหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ควรเพิ่มจำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับ ร้อยละ 8.17 ระบุว่า ควรยกเลิกด่านตรวจเมาแล้วขับทั้งหมด ร้อยละ 5.80 ระบุว่า ควรลดจำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นของผู้ที่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 581 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ พบว่า ร้อยละ 48.54 ระบุว่า จำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับปัจจุบันเหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.60 ระบุว่า ควรเพิ่มจำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับ ร้อยละ 8.43 ระบุว่า ควรยกเลิกด่านตรวจเมาแล้วขับทั้งหมด ร้อยละ 7.57 ระบุว่า ควรลดจำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับ และร้อยละ 0.86 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เคยไปเที่ยวสถานบันเทิง (จำนวน 729 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ร้อยละ 44.72 ระบุว่า จำนวน ด่านตรวจเมาแล้วขับปัจจุบันเหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 40.74 ระบุว่า ควรเพิ่มจำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับ ร้อยละ 7.96 ระบุว่า ควรยกเลิกด่านตรวจเมาแล้วขับทั้งหมด ร้อยละ 4.39 ระบุว่า ควรลดจำนวนด่านตรวจเมาแล้วขับ และร้อยละ 2.19 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อย.’ เรียกคืน ‘ยาลดความดันเออบีซาแทน’ 42 รุ่น หลังพบปนเปื้อนสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง

(21 ต.ค.66) นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า กรณีที่ต่างประเทศมีการเรียกคืนยารักษาโรคความดันโลหิตสูงเออบีซาแทน (Irbesartan) จากบริษัทผู้ผลิต เนื่องจากพบการปนเปื้อนสารที่อาจก่อมะเร็งเอแซดบีที (Azidomethyl biphenyl tetrazole; AZBT) ในวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยา ทางอย. จึงเร่งให้ผู้ผลิตตรวจสอบและเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบที่ไม่มีการปนเปื้อน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ยาที่จำหน่ายในท้องตลาด

โดย อย. เก็บตัวอย่างวัตถุดิบยาทุกแหล่งที่นำมาใช้ในการผลิตยา ส่งตรวจวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อพบว่ามีวัตถุดิบบางรุ่นที่พบปนเปื้อนสารที่อาจก่อมะเร็งเกินเกณฑ์สากลที่ยอมรับได้ อย. จึงสั่งให้ผู้รับอนุญาตผลิตเรียกเก็บคืนยาสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบที่พบการปนเปื้อน และแจ้งเตือนการเรียกเก็บคืนยาไปยังโรงพยาบาล คลินิก และร้านยา ควบคู่กับการประสานให้ผู้รับอนุญาตผลิตชดเชยเปลี่ยนยารุ่นการผลิตอื่นที่ปลอดภัยต่อไป อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของสารที่อาจก่อมะเร็งดังกล่าวพบเพียงเฉพาะบางรุ่นการผลิตในผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปที่เรียกคืนเท่านั้น

สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาเออบีซาแทนเพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง ไม่ควรหยุดยาทันทีเนื่องจากยารักษาโรคความดันโลหิตสูงเป็นยาที่จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และขอให้ตรวจสอบยาที่ใช้อยู่ หากพบว่าเป็นรุ่นการผลิตที่เรียกเก็บคืน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรและขอเน้นย้ำว่าผู้ป่วยยังคงสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ยาเออบีซาแทนยี่ห้อเดิมในรุ่นการผลิตอื่นที่ไม่มีการปนเปื้อนได้

‘ร้านเหล้าข้าวสาร’ แจงเหตุติ๊กต็อกเกอร์ถ่ายรีวิวให้ แต่ร้านไม่เลี้ยงดริงก์ ยัน!! ไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นอินฟลูฯ และปกติก็ไม่มีนโยบายเลี้ยงด้วย

(21 ต.ค.66) จากกรณี ‘Mischa Cheap’ ซึ่งเป็นสถานบันเทิง ตั้งอยู่ที่ถนนข้าวสาร เจอลูกค้าที่อ้างว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์โวยวาย เหตุทางร้านไม่ยอมเลี้ยงดริงก์ หลังตนอุตส่าห์ถ่ายติ๊กต็อกโปรโมตร้านให้ จึงเขียนรีวิวร้านลงกลุ่ม ‘สาวกถนนข้าวสาร - (Khaosan Society)’ ว่า “ร้าน Mischa Cheap คือแย่มาก วันนี้เราไปร้านกับเพื่อนที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้วยกันสองคน พวกเราถ่ายรูปโปรโมตร้านให้ลง TikTok แต่ร้านไม่เลี้ยงดริ๊งก์อินฟลูเอนเซอร์เลย นิสัยแบบนี้คงจะมีคนรู้จักร้านอะเนอะ ถึงว่าร้านเงียบเชียว โชคดีนะคะ”

ซึ่งทางร้านได้ชี้แจงว่า “โปรดทราบ เจ้าของร้านเป็นอินฟลูเอนเซอร์อยู่แล้ว จึงไม่มีนโยบายเลี้ยงอินฟลูเอนเซอร์อื่นๆ ค่าเช่าร้านแพง นี่จะกินเองยังซื้อเซเว่นมาแช่ตู้เลย น้องช่วยเข้าใจพี่ด้วย”

อย่างไรก็ตาม เพจเฟซบุ๊กร้าน ‘Mischa Cheap’ ก็ได้ออกมาโพสต์ “ขอขอบคุณอินฟลูเอนเซอร์ ‘น้องมินนี่ ออนิว’ ที่มาช่วยรีวิวร้านเรา และต้องขอโทษที่น้องพนักงานของเราไม่รู้ว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์ จึงไม่ได้บริการน้องอินฟลูเอนเซอร์ดีเท่าที่ควร ขอบคุณมากนะครับที่มารีวิวร้าน” พร้อมกับแนบคลิปวิดีโอในเหตุการณ์ดังกล่าว ที่มีเนื้อหา ระบุว่า…

ร้าน: "มารีวิวได้บอกพนักงานไหมครับ?"
อินฟลูฯ: "บอกค่ะ บอกไปตั้งนานแล้วว่ามารีวิว ร้อนก็ร้อน"

จากนั้นทางร้านก็ได้อธิบายไปว่า ปกติทางร้านไม่ทราบว่าใครเป็นอินฟลูเอนเซอร์บ้าง พร้อมกับขอโทษกลับไป และได้ถามกลับไปอีกครั้งว่าเป็นติ๊กต็อกหรือเปล่า? ทางด้านแก๊ง ‘น้องมินนี่ ออนิว’ ได้ตอบกลับว่า ใช่ และบอกว่าปกติตนถ่ายรีวิวร้านอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็เพิ่งเคยมาร้าน Mischa Cheap ครั้งแรก และรู้สึกว่าร้านดูเท่ พร้อมกับโชว์หน้าบัญชีติ๊กต็อกของตนที่ใช้ชื่อว่า 'มินนี่ออนิว' โดยอ้างว่ามีผู้ติดตามถึง 1.4 แสนคน 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางร้านได้ขอบคุณที่มารีวิว พร้อมขอโทษอีกครั้งว่าพนักงานไม่รู้จริงๆ เพราะวันนี้ที่ร้านลูกค้าเยอะ

รมว.พิพัฒน์ ตรวจเยี่ยมท่าเรือซุปเปอร์ยอร์ช เร่งอัพสกิลแรงงานฝีมือป้อนอู่ซ่อมเรือ เพื่อส่งเสริม จ.ภูเก็ต เป็นศูนย์กลางด้านซ่อมบำรุงเรือยอร์ชอย่างครบวงจร

วันที่ 21 ตุลาคม 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือซุปเปอร์ยอร์ช พอร์ต มัจฉานุ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับโครงการท่าเรือและแผนพัฒนาในระยะยาว พร้อมสำรวจพื้นที่โครงการท่าเรือยอร์ช และ อู่ซ่อมเรือยอร์ช พร้อมผู้บริหารกระทรวงแรงงาน, ผู้บริหารโครงการฯ, หัวหน้าส่วนราชการ และ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ณ บริเวณท่าเทียบเรือพอร์ตมัจฉานุ ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในวันนี้ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่มาเยี่ยมชมโครงการท่าเรือซุปเปอร์ยอร์ช “พอร์ต มัจฉานุ”
 
และ เป็นที่น่ายินดีมากที่ จ.ภูเก็ต ที่จะมีท่าเรือยอร์ช และ อู่ซ่อมเรือยอร์ช ที่ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ ซึ่งโครงการนี้จะมีส่วนร่วมในการกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต และ สร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในอุตสาหกรรมทั้งระบบ รวมถึง การสร้างอัตราการจ้างงานของแรงงานฝีมือทั้งในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค

จากที่หารือกับ ผู้บริหารโครงการฯ เราได้ทราบถึงความต้องการการแรงงานทักษะฝีมือสูง จำนวนกว่า 1,500 คน โดยเฉพาะในส่วนของช่างเชื่อม และ ช่างเชื่อมใต้น้ำ ที่ Up Skill เพิ่มมาตรฐาน เทคนิคการเชื่อม 4G ถึง 6G เป็นเทคนิคการเชื่อมอลูมิเนียมขั้นสูงของอุตสาหกรรมการซ่อมเรือยอร์ช ทั่วโลก

ดังนั้น กระทรวงแรงงาน โดย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่มีนโยบาย ในส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตอบสนองความต้องการแรงงานในพื้นที่ เพื่อการสร้างการจ้างงาน และ รายได้ตามทักษะฝีมือแรงงาน สำหรับแรงงานภายหลังจากการเข้ารับการอบรม รวมถึงการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน และ ในขั้นต้น ผมได้มอบหมาย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการเร่งอบรมอัพสกิล "ช่างเชื่อมและช่างเชื่อมใต้น้ำ" จำนวน 300 คน เพื่อรองร้บการจ้างงาน ณ โครงการแห่งนี้ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมจะมีงานรองรับเลยทันที มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งทำให้แรงงานกลุ่มนี้หลุดพ้น จากค่าแรงขั้นต่ำ
 
กระทรวงแรงงาน พร้อมเสมอในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมในทุกภาคส่วน หากอุตสาหกรรม หรือ ผู้ประกอบการใด ที่มีความต้องการแรงงานฝีมือ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศไทย โดยทางกระทรวงแรงงานจะพยายามอย่างเต็มที่ ในการเร่ง UPSKILL ฝีมือแรงงานที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม และ ตลาดแรงงาน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อทำให้พี่น้องแรงงานไทยหลุดพ้นจากค่าแรงขั้นต่ำ ” นายพิพัฒน์ กล่าวท้ายสุด

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงานจังหวัดภูเก็ต พบว่า ปัจจุบันมีกำลังแรงงาน 342,568 คน เป็นผู้มีงานทำ 340,433 คน ผู้ว่างงาน 2,135 คน มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม 229,588 คน มีสถานประกอบการ 12,570 แห่ง โรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม 5 แห่ง มีแรงงานต่างด้าว 70,749 คน
 
โดยจังหวัดภูเก็ต มีความต้องการแรงงานคุณภาพที่ตอบสนองความต้องการในระดับพื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและบริการ อาทิ พนักงานนวดและสปา พนักงานบริการอาหาร พนักงานต้อนรับส่วนหน้า แม่บ้านโรงแรม พนักงานขับรถบริการ และมัคคุเทศก์ เป็นต้น ดังนั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้รับนโยบาย ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานด้านภาคท่องเที่ยวและบริการจำนวนกว่า 40,000 คน พร้อมมุ่งเน้นในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน, ภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาเกาหลี เพื่อการบริการนักท่องเที่ยว และ สร้างความประทับใจแด่นักท่องเที่ยว เพื่อการทำให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวในใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกตลอดไป

ผบ.ตร.ร่วมกับ อาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินแห่งชาติ จัดสร้าง 'พระพุทธราชสวัสดิ์มงคล' มอบเป็นพระพุทธรูปประจำหน่วยปฏิบัติการพิเศษ(คอมมานโด) เพื่อเป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างขวัญกำลังใจ มีหลักธรรมในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้สังคม

วันนี้ (21 ต.ค. 2566 ) เวลา 14.00 น. ณ อาคารประชุมสัมมนาและฝึกอบรม ตร. (เมืองทองธานี) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.พร้อม อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ และอาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ศิลปินเชียงราย ร่วมแถลงข่าวจัดสร้าง 'พระพุทธราชสวัสดิ์มงคล' เพื่อมอบประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประจำกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมจัดหารายได้ให้สวัสดิการตำรวจ จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และทุนการศึกษา 

สำหรับแนวคิดการจัดสร้าง 'พระพุทธราชสวัสดิ์มงคล' สืบเนื่องมาจาก กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ ซึ่ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการคนแรก ยังไม่มีศูนย์ร่วมจิตใจของข้าราชการตำรวจ ผบ.ตร. จึงมีดำริให้จัดสร้างพระพุทธประจำกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งเป็นเครื่องเตือนใจ ให้ข้าราชการตำรวจสังกัดกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ น้อมนำหลักธรรม คำสอนมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างขวัญและกำลังใจ พลังความเข้มแข็งให้แก่ข้าราชการตำรวจในการรับใช้สังคม และประชาชนด้วยความเสียสละ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ได้ให้เกียรติสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ขนาดหน้าตักกว้าง 19 นิ้ว และกำหนดนามให้ว่า 'พระพุทธราชสวัสดิ์มงคล' มอบให้กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อีกทั้งออกแบบซุ้มหอพระให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ตั้งอยู่หน้าอาคารกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ รายได้จากการสร้างพระจะมอบให้กับ กองทุนสวัสดิการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อนำไปจัดสวัสดิการด้านต่างๆ ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด  จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ นำเข้าสนับสนุนสมาคมขัวศิลปะ เพื่อสมทบการจัดสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย

สำหรับการจัดสร้างพระพุทธราชสวัสดิ์มงคล จะมีพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 19 นิ้ว 1 องค์ ประดิษฐาน ไว้ ณ ซุ้มหอพระ บริเวณกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ ลาดพร้าว โชคชัย 4  พระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 10 นิ้ว มอบไว้บูชาประจำหน่วยงานในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานอื่นๆ จำนวน 14 องค์  พระพุทธรูปและพระกริ่ง จัดสร้างเพื่อมอบไว้แก่ผู้ร่วมบริจาคหรือผู้ร่วมสั่งจอง พระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว จัดสร้าง 610 องค์  เอพี. (Artist Proof) 10 องค์  เปิดบูชา 600 องค์ เป็นสีพิเศษ 1 จำนวน  99 องค์ , สีพิเศษ 2 จำนวน 199 องค์ , ทั่วไป จำนวน 302 องค์ และพระกริ่งขนาดหน้าตัก 2 เซนติเมตร เนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อ นวะโลหะ จัดสร้าง 99 ชุด , เนื้อเงิน จัดสร้าง 910 องค์ เนื้อนวะโลหะพิเศษ จัดสร้าง 7,910 องค์ เนื้อนวะโลหะ จัดสร้าง 20,000 องค์    

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ได้กล่าวขอบคุณ ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ที่กรุณารังสรรค์ผลงานที่งดงาม เป็นพลังศรัทธาอันเป็นเกียรติสูงยิ่งของข้าราชการตำรวจ เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของข้าราชการตำรวจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราหวงแหน เป็นสิ่งล้ำค่า มีคุณค่าทางจิตใจ คุณค่าทางศิลปะ และคุณค่าทางพุทธคุณ เพื่อย้ำเตือนสติตำรวจให้ยึดมั่นทำความดี รับใช้สังคม พร้อมจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข รับใช้พี่น้องประชาชน ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของตำรวจ เพื่อสนองตอบนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นพลังศรัทธาในการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆอย่างมีสติและปัญญา ในการจัดสร้างยังมีพระเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นทองคำพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก เงินพิมพ์ใหญ่และเนื้อนวโลหะ เป็นพระกริ่งลอยองค์ที่ ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย กรุณาสร้างสรรค์ผลงาน ศาสตร์แห่งศิลปะ ควบคุมการสร้าง การผลิต การดำเนินการต่างๆ อย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ต้องถือโอกาสขอบพระคุณพี่น้องประชาชน และข้าราชการตำรวจที่มีจิตใจศรัทธาร่วมกันบริจาค ทุนทรัพย์ที่ได้ไม่ไปไหน จะใช้พัฒนาตำรวจนำเข้ากองทุนสวัสดิการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จัดซื้อเครื่องมือแพทย์มอบให้โรงพยาบาลตำรวจ และสนับสนุนสมาคมขัวศิลปะ เพื่อสมทบการจัดสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย เพื่อส่งเสริมให้แก่ผู้ที่มีความสนใจศึกษาด้านศิลปะ เผยแพร่ผลงานศิลปะให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 

ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในการการสร้าง 'พระพุทธราชสวัสดิ์มงคล' อยากให้เป็นพระที่วิเศษที่สุด สิ่งหนึ่งที่ยอมรับทำพระครั้งนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อขาย ไม่ใช่ทำเพื่อไปอยู่บ้านเศรษฐี หรือไปอยู่บ้านคนเล่นพระ ทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง เพราะพระที่ไปประจำที่ตำรวจนั้น เป็นสมบัติของชาติ เป็นของแผ่นดิน จึงอยากให้พระองค์นี้ งดงามในรูปแบบของตน เป็นงานศิลปะที่ถือว่าเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ลอกใคร มีความงดงามในแบบแผนของเฉลิมชัย และสิ่งสำคัญมากอีกอย่างนั้นคือความศักดิ์สิทธิ์ ศิลปินเขาสร้างด้วยหัวใจที่เสียสละอันบริสุทธิ์ ตั้งมั่นในการที่จะสร้างพระให้สวยงาม เราจึงได้เห็นได้กราบพระที่ทรงคุณค่าทางสุนทรียภาพ เพราะมาจากหัวใจของศิลปีนผู้ปั้นผู้สร้างสรรค์อันบริสุทธิ์ แล้วในขณะเดียวกันก็มาจากพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เข้มขลังเพื่อนำไปสู่ยังการทำให้พระบูชานั้นศักดิ์สิทธิ์และสวยงามด้วย พระของเรานี้จึงพร้อมทุกด้าน

รองผู้ว่ากระบี่เปิดงานโครงการ Roadshow and Consumer Fair Andaman สินค้าชุมชนและบริการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 เวลา 18.00 น.ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Roadshow and Consumer Fair Andaman สินค้าชุมชนและบริการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ (ภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา ตรัง และสตูล) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ครั้งที่ 2 โดยมี ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา พร้อมด้วย ดร.วนิดา พันธ์สะอาด รองอธิบดีกรมพลศึกษา ,นายจรูญ แก้วมุกดากุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา และคณะผู้บริหาร พร้อมทั้งนายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ และยังได้รับเกียรติจาก นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางปุณณานันท์ ทองหยู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล นางณัฏฐิรา แพงคุณท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนนทบุรี , ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ร่วมในพิธี

สำหรับกิจกรรมในวันนี้นับว่าเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 ที่มุ่งหมายประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และเปิดตลาดสินค้าด้านการท่องเที่ยว สินค้าชุมชนของกลุ่มจังหวัดอันดามันสู่สายตาประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลาง โดยผลการจัดงานครั้งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 - 8 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี มียอดผู้เข้าร่วมงานทั้ง 4 วัน มากถึง 35,362 คน และยอดการจำหน่ายสินค้าและบริการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จำนวน 2,214,874 บาท นับเป็นความสำเร็จที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เติบโตและยั่งยืน  และนำนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่าง ๆ เดินทางมาท่องเที่ยวสู่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ต่อยอดการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ทั้งนี้งานมหกรรม "Roadshow and Consumer Fair Andaman สินค้าชุมชนและบริการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ" ครั้งถัดไปจะถูกจัดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 9 - 12 พฤศจิกายน 2566 ณ เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 23 - 26 พฤศจิกายน 2566 ณ เซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามลำดับ ต่อไป

'กรณ์' ยกเคส!! ไทอิน Soft Power ไทยในไวรัลคลิปเด็กอเมริกัน การประชาสัมพันธ์ประเทศขั้นเทพที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ

(21 ต.ค.66) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij' ในหัวข้อ 'พลังของ Soft Power ไทย' ระบุว่า...

เด็กอเมริกันคนหนึ่งได้โพสต์ video ตัวเองใน Instagram พร้อมสัญญาว่า ‘ถ้ามีคนติดตามผมถึง 2 แสนคน ผมจะยอมปฏิบัติตามคอมเมนต์ที่ได้รับการกดไลก์มากที่สุด’ 

ปรากฏว่าคลิปนี้กลายเป็นไวรัล โดยมีคอมเมนต์หนึ่ง บอกให้เด็กน้อยผู้นี้บินมาเมืองไทย และให้ไปฝึกมวยไทยในค่ายในเมืองเล็กๆ เมืองใดเมืองหนึ่ง และให้หัดพูดไทยให้ได้ และทำตัวให้เป็นที่ยอมรับโดยคนไทย…ฯลฯ

ซึ่งคอมเมนต์นี้มีคนกดไลก์ไป 2,537,952 คน!! มีรายงานว่าเป็นสถิติการกดไลก์คอมเมนต์ที่สูงที่สุดที่เคยมีมาใน Instagram … >> https://www.instagram.com/reel/Cxtm57rPdE7/?igshid=MzRlODBiNWFlZA== 

ส่วนน้องคนนี้มีผู้ติดตามทะลุ 3 แสนคนแล้ว

ดังนั้นเราเตรียมต้อนรับน้องเขาด้วยนะครับ!!

เรื่องขำๆ นี้ทำให้เห็นว่าไทยเรามีเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ และยังมีความ exotic อยู่ในสายตาของชาวโลก 

ไวรัลแบบนี้ คือ การประชาสัมพันธ์ประเทศที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ และถึงใช้ก็คงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้

ทร.จัดแข่งขันกีฬาฟันดาบนานาชาติ ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัล

กองทัพเรือ จัดแข่งขันกีฬาฟันดาบ “The 20th and 10th Veteran: Navy Open Fencing Championships 2023” ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในประเภทบุคคลและทีมทั่วไป และรุ่นอาวุโสอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศผู้บัญชาการทหารเรือ และเงินรางวัล ระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 ณ ห้องไดมอนด์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต จังหวัดปทุมธานี 

โดยในปีนี้ ถือได้ว่าเป็นการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 และเป็นรายการแข่งขันฟันดาบ ที่มีนักกีฬาจากทั่วประเทศและต่างประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้ มากกว่า 300 คน ซึ่งถือเป็นการแข่งขันฟันดาบระดับนานาชาติ ที่สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ ให้การรับรองผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

สำหรับประเภทการแข่งขัน แบ่งออกเป็นประเภทบุคคลและทีมทั่วไป และประเภทอาวุโส 40 ปี ขึ้นไป ทั้งเอเป้ ฟอยล์ เซเบอร์ และประเภทพิเศษ EPEE-1-POINT CHALLENGE ไม่จำกัดเพศและอายุ โดยรางวัลการแข่งขัน สำหรับ       

1) ประเภทบุคคลทั่วไป อันดับที่ 1–3 จะได้รับเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตร อันดับที่ 5–8 ได้รับประกาศนียบัตร 
2) ประเภททีมทั่วไป อันดับที่ 1–3 เหรียญรางวัลและประกาศนียบัตร 
3) คะแนนรวมสูงสุด ได้ครองถ้วยรางวัลเกียรติยศ เป็นเวลา 1 ปี พร้อมประกาศเกียรติคุณ แบ่งเป็น 
3.1) ชนะเลิศคะแนนรวม ประเภทชาย สูงสุดได้ครองถ้วยรางวัลเกียรติยศของผู้บัญชาการทหารเรือ 
3.2) ชนะเลิศคะแนนรวม ประเภทหญิง สูงสุดได้ครองถ้วยรางวัลเกียรติยศของรองผู้บัญชาการทหารเรือ 
3.3) รางวัลผู้ชนะแข่งขัน EPEE–1-POINT CHALLENGE จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท 

สนใจเข้าร่วมและชมการแข่งขันฟันดาบในช่วงวันดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นาวาโท ภาคภูมิ ไพโรจนานันท์หมายเลขโทรศัพท์ 092-256-9008 Email: [email protected] หรือ Facebook: navyfencing หรือเว็บไซต์ http://www.navy.mi.th/fencing

รพ.สมด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดเสวนา 'การเตรียมความพร้อมผู้สูงวัย ดูแลสุขภาพช่องปาก' ในวันพยาบาลแห่งชาติ ปี 2566

ด้วยใน วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เป็นวันสำคัญแห่งชาติ คือ "วันพยาบาลแห่งชาติ" เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มีต่อวิชาชีพการพยาบาลและต่อพสกนิกรชาวไทย

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดย พลเรือตรี ดนัย ปานแดง ผอ.โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้จัดให้มีพิธี ถวายราชสักการะกล่าวอาเศียรวาทราชสดุดี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพิธีมอบรางวัลด้านคุณธรรม จริยธรรม "คนดีศรีดอกปีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ" ให้กับบุคคลากรและพนักงาน ที่ให้บริการด้านสุขภาพ ของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เนื่องในวันพยาบาลแห่งชาติแล้ว ยังได้จัดให้มีการเสวนาเรื่อง 'การเตรียมความพร้อมผู้สูงวัย ดูแลสุขภาพช่องปาก' โดยได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่ควรดูแลสุขภาพช่องปาก เนื่องจากเป็นวัยที่มักพบปัญหาในช่องปาก เช่น โรคปริทันต์ โรคฟันผุ ฟันสึก รวมถึงผู้สูงอายุที่ดูแลตนเองได้น้อยและไม่ได้ ควรจำเป็นต้องมีความรู้ รวมทั้งทักษะที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม ต่อไป

จึงได้จัดการเสวนาขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงวัยในการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยได้รับเกียรติจาก เรือเอก วจน กีฬา ทันตแพทย์ คุณแม่ จิราภรณ์ เรืองรักเรียน บุคคลต้นแบบ โดยมี น.ต.หญิง เพชรรัตน์ เขตกระโทก เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมฟังการเสวนา ในวันนี้เป็นอย่างยิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top