Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่- เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

จังหวัดเชียงใหม่ จัด“นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN) ระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2566

วันที่ 24 ตุลาคม 2566 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทย ไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN)” โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนหน่วยงาน

ทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน นักเรียนนักศึกษา ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ 

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง กิจกรรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ ต่างมีความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นที่ได้มารวมพลังแสดงความจงรักภักดี ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงเป็นดั่งแสงนำใจของคนไทย ทั้งชาติ และทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน 

คือ “แผ่นดินไทย ไร้สโตรค” การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลังของ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่และประชาชน มีหัวข้อกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่  กิจกรรมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ , กิจกรรมให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง , กิจกรรมออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ซึ่งในปีนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศระดับเขตสุขภาพ ที่จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ดีที่สุด 

และกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกกำลังกายรักษาสุขภาพมากที่สุด และรางวัลสนับสนุนจากภาครัฐอีกหลายรางวัล โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN)” ซึ่งคนรุ่นใหม่ (NEW GEN) เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังกาย พลังใจ ความมุ่งมั่น ซึ่งหากมีการปลูกฝัง สร้างความตระหนักให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง สร้างความตระหนักถึงแนวทางปฏิบัติหากคนในครอบครัว หรือในชุมชน เกิดอาการโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ต้องดำเนินการอย่างไรให้ทันท่วงที ซึ่งคนรุ่นใหม่นับได้ว่าเป็นพลังสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไทยไร้สโตรคในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของประเทศไทย ในปี 2566 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั่วประเทศจำนวน 917,236 ราย พบเสียชีวิต จำนวน 42,989 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 4.7  สำหรับสถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2564 - 2566 พบว่ามีอัตราตายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 6.41, 6.55 และ 7.74 ตามลำดับ 
โรคหลอดเลือดสมองเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตและก่อให้เกิดความพิการเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งนอกจากความพิการทางกายแล้ว ยังมีผลทำให้ความจำเสื่อมในภายหลังอีกด้วย ซึ่งจะพบโรคนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าประชาชนขาดความรู้ด้านการป้องกันหรือรักษาอย่างถูกวิธี 

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจและทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย และนิทรรศการให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เวทีเสวนา การตอบปัญหาสุขภาพ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคฯ เผยแพร่แผ่นพับ/โปสเตอร์เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การป้องกันและการบริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคฯ การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฯ บริการวัดความดันโลหิต และสอนการจับชีพจร จึงขอเชิญชวนประชาชนลงนามเทิดพระเกียรติในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Lime Survey) และประเมินความรู้ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความพึงพอใจ

ในการชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ 24 - 28 ตุลาคม 2566 ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ทุกแห่ง และศูนย์การค้าเมญ่า ซึ่งได้รับความร่วมมือ จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์โรคสมองภาคเหนือ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์  ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 

ทั้งนี้ กิจกรรม “Walk Run Bike Fighting Stroke ครั้งที่ 9” จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 พร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดกิจกรรมวิ่ง MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร และกิจกรรมเดิน - วิ่ง FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ และขอเชิญชวนให้นักวิ่งทุกคนสมัครแอปพลิเคชั่น WIND Training 
เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลไว้ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวต่อไป อีกทั้งถ้ากรอกข้อมูลให้ครบถ้วนยังสามารถรับผลประโยชน์จากประกันภัยในกิจกรรมวิ่งในวันที่ 29 ตุลาคม 2566 นี้ด้วย 

นอกจากนี้ยังมีรางวัลสนับสนุนจากภาครัฐอีกหลายรางวัล ดังนี้ 
1. โล่รางวัลเกียรติยศ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้านการสะสมแคลอรี และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ผ่านแอปพลิเคชัน “ก้าวท้าใจ” ให้แก่เขตสุขภาพที่ได้คะแนนสูงสุด 
2. โล่รางวัลเกียรติยศ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้านการสะสมแคลอรี และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ผ่านแอปพลิเคชัน “CALORIES CREDIT CHALLENGE (CCC)” ระดับจังหวัด จำนวน 22 รางวัล 
3. โล่รางวัลเกียรติยศ ระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้านการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติได้คะแนนสูงสุด 
4. โล่รางวัลเกียรติยศระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้านการจัดกิจกรรม คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค โล่รางวัลเกียรติยศระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้านการจัดกิจกรรมคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค

นภาพร/เชียงใหม่

'หนุ่มอุบลฯ' ใจเด็ด!! เล่าวินาทีสู้มือเปล่ากลุ่มฮามาส  โดน 'มีดปักหัว-ปาดคอ' แต่รอด ลั่น!! ไม่ขอกลับไปอีก

(25 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลทยอยกลับประเทศกันอย่างต่อเนื่องหลังจากเกิดสงคราม โดยหนึ่งในแรงงานไทยที่รอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ นายวิทวัส กุลวงศ์ หรือ 'แจ๊ค' อายุ 34 ปี ชาวอ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ซึ่งทางครอบครัวจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญและเดินทางมาให้กำลังใจกันทั้งหมู่บ้านอย่างอบอุ่น 

นายวิทวัส โชว์บาดแผลที่ถูกทำร้าย พร้อมกล่าวว่า วันนี้สุขใจและโล่งอกเป็นอย่างมาก เพราะได้กลับมาถึงบ้านภรรยาแล้ว ตนเองขอใช้เวลาพักผ่อนสักระยะกับลูกและภรรยา ก่อนจะเดินทางไปที่ จ.อุบลฯ เพื่อบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่หลังจากที่ยังไม่เคยบวชสักครั้ง

โดยนายวิทวัส เล่าย้อนไปเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในความทรงจำหลังรอดตายมาได้ปาฏิหาริย์ กล่าวว่า ยังจำได้แม้จะผ่านมาเกือบ 2 อาทิตย์กว่าในคิบบุตช์ที่ตนเองทำงาน เช้าวันที่ 7 ต.ค. 66 กลุ่มฮามาสได้บุกเข้ามาในแคมป์ มีทั้งทหารและพลเรือน ค้นหาคนไทยทั้งในออฟฟิศและเล้าไก่ เขาเดินหาคนไม่เจอแล้วก็ออกไป พร้อมทั้งยิงปืนใส่ตามห้องด้วย จากนั้นเขาก็เดินออกไป ผมก็เปิดประตูวิ่งออกไปหลบในอุโมงค์ ปรากฏว่ามีกลุ่มฮามาสชุดที่ 2 เข้ามา เขาเดินมาตามรั้วแล้วบังเอิญมาเจอผมพอดี เขาก็บอกให้ผมนอนคว่ำหน้าและเอามือประสานท้ายทอย ตอนนั้นไม่คิดอะไร สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย จึงตัดสินใจฮึดสู้ เขามีมีด ผมมือเปล่า สู้กันประมาณ 20- 30 นาที กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน แต่ผมพลาดท่าเจอมีดของกลุ่มฮามาสปักที่ศีรษะ 

"ตอนนั้นมีสติอยู่ ดึงมีดออกแล้วหักมีด จากนั้นก็สู้กันด้วยหมัด แต่ตอนนั้นผมเสียเลือดมาก ค่อย ๆ สลบไป ตอนนั้นจำได้ตอนที่ผมจะสลบ กลุ่มฮามาสใช้มีดปาดคอผม เขาคิดว่าผมตายไปแล้วเขาก็ตัดเอากระเป๋าคาดเอวผมไป พอห้าโมงผมได้สติ ผมก็เลยคลานไปตามคูดินเพื่อไปหาพี่ที่หลบในห้อง ทั้ง ๆ ที่เลือดเต็มใบหน้า พอคลานไปถึงห้องพี่ที่ทำงานและเคาะประตูให้พี่ช่วยผมไม่คิดว่าผมจะรอด" นายวิทวัส กล่าว

นายวิทวัส กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้กลับถึงบ้านแล้วคงไม่กลับไปอีกแล้ว จากนี้ไปก็หางานทำแถวบ้าน และขออยู่กับลูกและครอบครัว จากนั้นก็จะเดินทางไปบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่ที่ จ.อุบลฯ ในความรู้สึกของผมอยากให้ทางรัฐบาลไทยช่วยเรื่องหนี้สินของแรงงานไทยทุกคน เพราะส่วนใหญ่กู้หนี้ยืมสินก่อนไปทำงาน รวมทั้งอยากให้รัฐบาลแนะนำหรือแนะนำงานด้านต่างๆ ให้แรงงานไทยทำด้วยก็จะดี สุดท้ายนี้ผมอยากให้เพื่อนๆ แรงงานไทยที่ยังอยู่ในประเทศอิสราเอล อยากให้กลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน จะกลับไปทำงานหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง ส่วนที่นายจ้างเพิ่มค่าแรงให้ก็ดีอยู่ แต่หากเกิดอะไรขึ้นแล้วคงไม่คุ้มกับชีวิตในสภาวะสงครามแน่นอน

รองสุรเชษฐ์ร่วมกับเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับและกล่าวเปิดการประชุมหารือระดับภูมิภาคเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่จังหวัดภูเก็ต

วันที่ 23-24 ต.ค.66 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศพดส.ตร. ร่วมกับ ดร.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย และ คุณเฮเลน ชไนเดอร์ ผู้บังคับการศูนย์ป้องกันปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและการแสวงหาประโยชน์จากเด็กของสำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ NGOs จาก 9 ประเทศ ได้แก่ประเทศไทย ออสเตรเลีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่เดินทางมาร่วมประชุมหารือระดับภูมิภาคเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือ CSERD 2023 (Countering Child Sexual Exploitation Regional Dialogue) ณ โรงแรมทราย ลากูน่า จ.ภูเก็ต ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 23-27 ต.ค.66

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร. กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเพื่อมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ การทำงานข้ามพรมแดน เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็กในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย (AFP) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมมือและเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มุ่งพัฒนาศักยภาพในระดับภูมิภาคเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้มีความร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย (AFP) ในด้านต่างๆ เป็นอย่างดียิ่งมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการ Taskforce Storm, การจัดตั้งเครือข่ายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงาน โดยดำเนินการผ่านระบบบริหารจัดการข้อมูลคดีและข่าวกรอง (Case Management and  Intelligence  System –  CMIS) ,การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย (Thai Centre of Excellence to counter TIP)   และการสนับสนุนหลักสูตรการฝึกอบรมด้านสกุลเงินดิจิทัลและนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล การเจรจา และการสอบสวน โดยสนับสนุนบุคคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินทางไปอบรมที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้คือ การให้ความร่วมมือและสนับสนุนประเทศไทย ในการจัดประชุมเฟิร์สไทยแลนด์ อินเตอร์เนชันแนล ไดอะลอก (1st Thailand International Dialogue) เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับการแก้ปัญหาการต่อต้านการล่วงละเมิดเด็กในประเทศไทย ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการล่วงละเมิดเด็กเป็นอย่างมาก โดยได้จัดตั้ง ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์ขับเคลื่อน และควบคุมการปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดเด็กอย่างจริงจัง โดยเน้นการทำงาน 3 ส่วนหลัก คือ การปราบปราม, การป้องกัน และการพัฒนาบุคลากร   

ในส่วนการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีสถิติผลการจับกุม ปราบปรามการล่วงละเมิดเด็ก 9 เดือนแรก ของปี พ.ศ.2566 จำนวน 411 คดี เฉลี่ย 45 คดีต่อเดือน ในปี พ.ศ.2565 จำนวน 482 คดี เฉลี่ย 40 คดีต่อเดือน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 คดีต่อเดือน คิดเป็น 11.25 เปอร์เซนต์ โดยข้อหาที่มีผลการจับกุมสูงสุด คือ การครอบครองสื่อลามกเด็ก จำนวน 164 คดี รองลงคือ การล่วงละเมิดทางเพศ จำนวน 154 คดี และเป็นคดีค้ามนุษย์ ถึง 75 คดี คิดเป็น 18 เปอร์เซนต์ ซึ่งถือเป็นจำนวนการขยายผลไปสู่ความผิดฐานค้ามนุษย์ได้สูงที่สุดในรอบ 9 ปี และข้อมูลเบาะแสจาก Cybertipline Report 9 เดือนแรกของปี 2566 จำนวน 297,432 CT เฉลี่ย 33,048 CT ต่อเดือน ในปี พ.ศ.2565 จำนวน 523,159 CT เฉลี่ย 43,596 CT/เดือน ลดลงเฉลี่ย 10,488 CT ต่อเดือน คิดเป็น 24 เปอร์เซนต์ เป็นผลมาจากการเจ้าหน้าที่มีความชำนาญมากขึ้นและปราบปรามจริงจังเด็ดขาด  

ในส่วนการป้องกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565  ได้จัดทำโครงการ D.A.R.E 2 C.A.R.E. ซึ่งเป็นโครงการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาและในปี 2566  ได้มีการขยายไปสู่ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันบุตรหลานถูกล่วงละเมิดอีกส่วนนึง  นอกจากนี้ยังได้ทำโครงการ Child Safe Friend Tourism Project เป็นโครงการที่อบรมบุคลากรการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลเด็กและเยาวชนในสถานที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด และในส่วนการพัฒนาบุคลากร ได้ดำเนินการจัดการฝึกอบรมด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพและความชำนาญให้กับผู้ปฏิบัติ  เช่น อบรมกระบวนการ NRM, อบรมการใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น Cellebrite ในการทำ Digital Forensic รวมทั้งการกระจายอำนาจ โดยการจัดตั้งศูนย์ TICAC ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ 

การดำเนินการทั้งหมดนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์มาโดยตลอด โดยเฉพาะการป้องกันปราบปรามการล่วงละเมิดเด็ก โดยได้บูรณาการปฏิบัติกับทุกภาคส่วนในทุกมิติ ทั้งในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล เพื่อขจัดปัญหาการล่วงละเมิดเด็ก อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับไปสู่ Tier1 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี

'หมอมนูญ' ย้ำ!! ไข้หวัดใหญ่ยังระบาด ควรรีบไปรับวัคซีน เตือน!! ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว 'ใส่หน้ากาก-ล้างมือ

(25 ต.ค. 66) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...

ผู้ป่วยหญิงอายุ 89 ปี มีไข้สูง ไอ มีเสมหะ เหนื่อย 2 วัน เข้าโรงพยาบาลวันที่ 10 ตุลาคม 2566

คนดูแลเพิ่งติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ก่อนหน้าผู้ป่วยไม่สบาย 2 วัน ผู้ป่วยยังไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ เป็นโรคหอบหืด หลอดลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดัน เคยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ตรวจร่างกาย อุณหภูมิ 39.5 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วต่ำมาก 83% ฟังปอดมีเสียงครืดคราดทั้ง 2 ข้าง แยงจมูกพบติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เอกซเรย์ปอดมีฝ้าขาวเล็กน้อยด้านล่างทั้ง 2 ข้าง และหัวใจโต

ต้องรับเข้าห้องไอซียู ให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลที่สูงทางจมูก (High-flow nasal cannula) เริ่มยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ชนิดกิน ขนาด 75 มิลลิกรัม เช้า เย็น 5 วัน อาการแย่ลง เหนื่อยมากขึ้น เจาะเลือดเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแบคทีเรียในเลือด วันที่ 13 ตุลาคม เอกซเรย์ปอดฝ้าขาวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ข้าง ให้ยาเสตียรอยด์ และยาปฏิชีวนะ อาการค่อย ๆ ดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง

วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ย้ายออกจากไอซียู เอกซเรย์วันที่ 20 ตุลาคมฝ้าขาวลดลง หยุดยาเสตียรอยด์และยาปฏิชีวนะ

ผู้ป่วยรายนี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะป่วยรุนแรง อายุมาก มีโรคประจำตัวทั้งปอด หัวใจ สมอง ยังไม่ได้ฉีดวัดซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ หลังติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากคนดูแล ทำให้ป่วยหนัก ต้องเข้าไอซียู เหนื่อยมาก ระดับออกซิเจนต่ำ มีปอดอักเสบทั้ง 2 ข้าง ช่วงนี้มีการขาดแคลนยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ โชคยังดีที่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ในวันที่เข้านอนใน รพ. ให้การรักษาแบบประคับประคองจนคนไข้ดีขึ้น

ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดอย่างหนัก ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว ใส่หน้ากาก ล้างมือ ป้องกันตัวเองให้ดี รีบไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพราะหากติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ช่วงนี้ อาจเข้าไม่ถึงยารักษาไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์

ข่าวดียารักษาไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์เริ่มทยอยเข้าโรงพยาบาลต่าง ๆ

รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จัดงานวันพยาบาลแห่งชาติ และมอบเครื่องหมายตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มีการจัดงานวันพยาบาลแห่งชาติและพิธีมอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล

โดยนางพรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ หัวหน้าพยาบาล ได้ติดเข็มกลัดดอกปีป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของพยาบาลไทย ให้กับผู้ได้เลื่อนตำแหน่งทางการบริหาร จากนั้น รองศาสตราจารย์นายแพทย์โศภณ นภาธร ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งทางบริหาร ของที่ระลึกและกล่าวแสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ในครั้งนี้ จำนวน 8 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และได้ทำคุณประโยชน์ต่อองค์กรมาโดยตลอด

ด้วยเนื่องในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 ของทุกปี เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระองค์ท่านทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการพยาบาล และทรงพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนมาโดยตลอด ฝ่ายการพยาบาล จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในฐานะที่พระองค์ท่าน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชาวไทย ผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ทรงอุทิศตน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง สร้างสุขภาพที่ดีให้ประชาชนและถือเป็นโอกาสอันดีในวันพยาบาลแห่งชาตินี้ จึงได้จัดพิธีมอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล จำนวน 8 ท่าน ในวันนี้

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

'สว.วีระศักดิ์' แบ่งปัน!! บรรยายพิเศษ 'ภาวะโลกเดือด' 'ปลูกฝังเยาวชน-แลกเปลี่ยน' ปัจจัยบวก-ลบ กระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อไม่นานมานี้ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง ‘ภาวะโลกเดือด’ ให้กับกลุ่มนักเรียนและเยาวชน ค่ายเยาวชนผู้นำโรตารี่ ภาค 3350 ปี 2566 - 2567 Create Hope for the Future (สรรค์สร้างความหวังให้โลกอนาคต ณ บ้านผู้หว่าน (Pastoral Training Center : ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล) โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

เยาวชนที่เข้าร่วมในค่ายในครั้งนี้ประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 200 คนจาก 140 โรงเรียนในเขตภาคกลาง ร่วมกับนักเรียนแลกเปลี่ยนโรตารี่ต่างประเทศ จำนวน 28 คน 

กิจกรรมค่ายอบรมลักษณะนี้ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้เด็กเยาวชนจากหลากระดับชั้นการศึกษา และหลากพื้นฐาน ให้มาร่วมกิจกรรมผ่านกลุ่มวิทยากรและพี่เลี้ยง (รุ่นพี่อาสาสมัคร) ที่จะช่วยสร้างพลังการแบ่งปันประสบการณ์ การคิดบวก การเป็นผู้ให้ การรู้จักบริหารเวลา อารมณ์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยภายในตนเองและที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก สถานการณ์รอบข้างที่มีความหลากหลายและแตกต่าง

'พิธา' ถึงนิวยอร์ก โพสต์ภาพแต่งสูทจัดเต็ม เตรียมร่วมกาลาดินเนอร์ นิตยสาร TIME

(24 ต.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ภาพชุดในเมืองนิวยอร์ก ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pita Limjaroenrat พร้อมระบุว่า “New York Minute” หลังจากที่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีคนเข้าไปกดไลก์และแสดงความคิดเห็น รวมทั้งแชร์ต่อออกไปอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ นายพิธา มีกำหนดการเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 24-31 ตุลาคมนี้ มีกำหนดการดังนี้ โดยในช่วงเย็นวันที่ 24 ต.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายพิธาจะเข้าร่วมงานกาลาดินเนอร์ ซึ่งได้รับเชิญจาก TIME เนื่องในโอกาสที่ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน TIME 100 NEXT ผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคต

วันที่ 25 ตุลาคม เวลา 13.00-14.00 น. มีกำหนดการพบปะคนไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม นครนิวยอร์ก

วันที่ 26 ตุลาคม เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เดินทางไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อบรรยายหัวข้อ Moving Forward: Thailand, ASEAN & Beyond (ภาษาอังกฤษ) ที่ Tsai Auditorium, CGIS South Building, 1730 Cambridge Street, Cambridge, MA

วันที่ 28 ตุลาคม เวลา 10.00-12.00 น. ร่วมวง ‘Fireside Chat with Pita Limjaroenrat’ ในฐานะศิษย์เก่า MIT (พูดคุยภาษาไทยเท่านั้น) โปรดสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ http://bit.ly/tim_pita ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

โซเชียลส่งกำลังใจ 'หมอกฤตไท' เจ้าของเพจ 'สู้ดิวะ' หลังมะเร็งลามไปทั่วร่างกาย ใช้ชีวิตได้ไม่เหมือนเก่า

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. เพจ ‘สู้ดิวะ’ ของ นพ.กฤตไท ธนสมบัติกุล หมอหนุ่ม ซึ่งป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 ปัจจุบันอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความว่าปัจจุบันมะเร็งได้ลามไปทั่วร่างกายแล้ว

โดยระบุว่า "ข้อความจากแอดมินเพจ สวัสดีทุกท่านครับ หลังจากที่หนังสือสู้ดิวะ ได้วางขายได้ระยะหนึ่งมีผู้อ่านหลายท่านส่งกำลังใจพร้อมข้อคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือมาทาง inbox page

แต่ตอนนี้คุณหมออาการไม่ค่อยดีนักครับ มะเร็งมีการลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเก่า จริงๆ คุณหมอวางแผนที่จะไปร่วมงานแจกลายเซ็นที่งานหนังสือ มีการเตรียมการไว้แล้ว แต่เกิดเหตุที่ต้องเข้ารับการรักษาด่วน ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหว

วันนี้ผมจะมีโอกาสได้เจอคุณหมอครับ จึงอยากให้โพสต์นี้เป็นโพสต์ที่รวบรวมสิ่งที่แต่ละท่านได้รับจากการอ่านหนังสือ ‘สู้ดิวะ’ รวมถึงกำลังใจและพลังบวกที่ทุกท่านต้องการส่งต่อให้กับคุณหมอ สามารถคอมเมนต์ไว้ใต้โพสต์นี้ได้นะครับ ผมอยากให้คุณหมอได้เห็นว่าหนังสือที่คุณหมอทุ่มเทเขียนได้ทำหน้าที่อย่างที่คุณหมอหวังแล้วจริงๆ"

ป่อเต็กตึ๊งซับน้ำตาช่วยผู้เหลือประสบอัคคีภัยชาวชุมชนตรอกสาเก 

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ 2566 เวลา 09.30 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยคุณอรัณย์  โตทวด ผู้จัดการใหญ่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และคุณรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับ มูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆได้ลงพื้นที่สงเคราะห์ผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนตรอกสาเก ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ครอบครัว 22 คน ตามรายละเอียดดังนี้

1. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์เป็นเงินสดคนละ 3,000 บาท จำนวน 22 คน เป็นเงิน 66,000 บาท (หกหมื่นหกพันบาทถ้วน) พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคลจำนวน 19 ชุด ชุดละ 1,500 บาท เป็นเงิน 28,500 บาท (สองหมื่นแปดพันห้าร้อยบาทถ้วน) และเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัวจำนวน 3 ชุด ชุดละ 2,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท (เจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน) รวมสงเคราะห์ทั้งสิ้น 102,000 บาท (หนึ่งแสนสองพันบาทถ้วน)
2. มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสด คนละ 400 บาท จำนวน 22 คน เป็นเงิน 8,800 บาท
3. มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสด ครอบครัว ละ 400 บาท จำนวน  15 ครอบครัว เป็นเงิน 6,000 บาท
4. พุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กก. จำนวน  22 คน รวม 220 กก. เป็นเงิน 3,300 บาท

รวม 4 องค์กร รวมสงเคราะห์ให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัยเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 120,100 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นหนึ่งร้อยบาทถ้วน) 
โดยมีนายโกศล  สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร มาร่วมในพิธีมอบ ณ  บริเวณที่เกิดเหตุ 
หมายเหตุ เกิดเหตุเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.12 น.

ไทย สมายล์ โบ้ท เปิดตัวเรือใหม่ 9 ลำ เพิ่มความถี่รับผู้โดยสารชั่วโมงเร่งด่วน คล่องตัวขึ้นให้บริการได้ทุกสภาวะอากาศแม้ระดับน้ำสูงขึ้น

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย สมายล์ กรุ๊ป ได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานของบริษัทในเครือ ทำพิธีมงคลเพื่อเปิดตัวเรือรุ่นใหม่จำนวน 9 ลำ ในรุ่น 19M Electric Catamaran Ferry เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% เข้ามาเติมฟีดเรือที่ให้บริการในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับทำพิธีมงคล ในวันฤกษ์งามยามดี เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการนำเรือไปให้บริการพี่น้องประชาชน

สำหรับการเสริมฟีดเรือครั้งนี้ ส่งผลให้ บริษัท ไทย สมายล์ โบ้ท จำกัด มีเรือโดยสารให้บริการเพิ่มขึันเป็น 35 ลำ เป็นเรือคาตามารันรูปแบบใหม่ขนาด 19 เมตร จำนวน 9 ลำ บรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน/เที่ยว มีความคล่องตัวมากขึ้น เหมาะกับแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถให้บริการในทุกสภาวะอากาศ เช่น ช่วงปริมาณน้ำขึ้นสูง ดังนั้นตัวเรือใหม่ที่มีความกระทัดรัดย่อมเข้ามาตอบโจทย์การให้บริการทั้ง 3 เส้นทางในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ City Line / Metro Line และ Urban Line

ขณะที่ศักยภาพของเรือยังคงเป็นเรือพลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างมาก / โดยเรือลำใหม่เหล่านี้จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2566 เพิ่มรอบความถี่เรือที่ให้บริการ รองรับการเดินทางของพี่น้องประชาชนสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังจ่ายในราคาเดิมเพียง 30 บาทตลอดสาย ใช้การแตะจ่ายได้ทั้ง Hop Card และรูปแบบเงินสด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top