Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

ไทย สมายล์ โบ้ท เปิดตัวเรือใหม่ 9 ลำ เพิ่มความถี่รับผู้โดยสารชั่วโมงเร่งด่วน คล่องตัวขึ้นให้บริการได้ทุกสภาวะอากาศแม้ระดับน้ำสูงขึ้น

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย สมายล์ กรุ๊ป ได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานของบริษัทในเครือ ทำพิธีมงคลเพื่อเปิดตัวเรือรุ่นใหม่จำนวน 9 ลำ ในรุ่น 19M Electric Catamaran Ferry เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% เข้ามาเติมฟีดเรือที่ให้บริการในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับทำพิธีมงคล ในวันฤกษ์งามยามดี เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการนำเรือไปให้บริการพี่น้องประชาชน

สำหรับการเสริมฟีดเรือครั้งนี้ ส่งผลให้ บริษัท ไทย สมายล์ โบ้ท จำกัด มีเรือโดยสารให้บริการเพิ่มขึันเป็น 35 ลำ เป็นเรือคาตามารันรูปแบบใหม่ขนาด 19 เมตร จำนวน 9 ลำ บรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน/เที่ยว มีความคล่องตัวมากขึ้น เหมาะกับแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถให้บริการในทุกสภาวะอากาศ เช่น ช่วงปริมาณน้ำขึ้นสูง ดังนั้นตัวเรือใหม่ที่มีความกระทัดรัดย่อมเข้ามาตอบโจทย์การให้บริการทั้ง 3 เส้นทางในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ City Line / Metro Line และ Urban Line

ขณะที่ศักยภาพของเรือยังคงเป็นเรือพลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างมาก / โดยเรือลำใหม่เหล่านี้จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2566 เพิ่มรอบความถี่เรือที่ให้บริการ รองรับการเดินทางของพี่น้องประชาชนสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังจ่ายในราคาเดิมเพียง 30 บาทตลอดสาย ใช้การแตะจ่ายได้ทั้ง Hop Card และรูปแบบเงินสด

‘นายกฯ’ ซัด!! นายจ้างอิสราเอลหัวหมอ ใช้เงินล่อให้อยู่ต่อ วอน!! คนไทยรีบกลับ พร้อมโทรเคลียร์ทูตอิสราเอลให้

(24 ต.ค. 66) สื่อต่างประเทศรายงานว่ากองทัพ อิสราเอลเดินหน้าโจมตีฉนวนกาซา อย่างหนัก ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยอิสราเอลยกระดับการโจมตีในช่วงสองคืนที่ผ่านมา ซึ่งทางกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีบ้านเรือนพังทลายไปกว่า 30 หลัง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คน จากการโจมตีพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา ที่ห้องเก็บศพ ของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยร่างของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก เวลานี้ห้องเย็นเก็บศพ ของโรงพยาบาลมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะเก็บศพ เพื่อรอการพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ ทำให้มีศพจำนวนมากที่ถูกนำไปฝัง โดยที่ยังไม่มีการตรวจพิสูจน์

ขณะที่สำนักงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ก็เปิดเผยว่า การโจมตีของอิสราเองช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานเสียชีวิตไปถึง 29 คน

ด้าน นายโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เตือนว่า สงครามบดขยี้กลุ่มฮามาส จะต้องใช้เวลานานหลายเดือน ซึ่งอิสราเอลจะโจมตีไปจนกว่ากลุ่มฮามาส จะไม่เหลือซาก ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายที่เกรงว่าการสู้รบจะขยายวงกว้างออกไป และเมื่อวานนี้การโจมตีของอิสราเอลเกิดความผิดพลาด ทำให้กองกำลังป้องกันชายแดของอียิปต์หลายนายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งอิสราเอลกล่าวยอมรับ และได้ขอโทษทางการอียิปต์แล้ว

>> โรงพยาบาลขาดเชื้อเพลิง

ส่วนการจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปในฉนวนกาซา เมื่อวานนี้ มีการจัดส่งเพิ่มอีก 17 คันรถ หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีการจัดส่งลอตแรกจำนวน 20 คันรถ ทางการอียิปต์เปิดเผยว่าในวันนี้จะมีการจัดส่งเพิ่มอีก 40 คันรถ ขณะที่สหประชาชาติระบุว่าจะต้องจัดส่งถึงวันละ 100 คันรถ จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์ 2.4 ล้านคนในฉนวนกาซา และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการจัดส่งเชื้อเพลิงเข้าไปเลย ขณะที่โรงพยาบาลในกาซา จะมีเชื้อเพลิงใช้ในการปั่นไฟได้อีกเพียง 3 วันเท่านั้น

>> บุกช่วยตัวประกัน

พลเรือตรีแดเนียล ฮาการี โฆษกกองทัพอิสราเอล แถลงยืนยันมีทหารอิสราเอลสิ้นชีพหนึ่งศพ และบาดเจ็บอีก 3 นาย ขณะพยายามบุกช่วยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวไว้ที่เมืองข่านยูนิส ในดินแดนฉนวนกาซา และสาเหตุมาจากถูกกลุ่มฮามาสโจมตีด้วยจรวดต่อต้านรถถัง

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสเปิดเผยว่า ได้มีการปะทะกับกองกำลังทหารอิสราเอลใกล้เมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา และกลุ่มฮามาสสามารถทำลายรถถังของกองทัพอิสราเอลไปได้ 1 คัน และรถแทรกเตอร์เกลี่ยดินอีก 2 คันในการสู้รบกัน

สำหรับความพยายามบุกช่วยตัวประกันในครั้งนี้ของทหารอิสราเอล เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจบุกช่วยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสบุกลักพาตัวไปกว่า 200 คน ตั้งแต่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ขณะกลุ่มฮามาสระดมยิงจรวดหลายพันลูกมาโจมตีอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลกว่า 1,300 ศพ ในขณะที่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่ดำเนินมาอย่างดุเดือด ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 6,000 ศพแล้ว

>> แฉนายกจ้างยิวยื้อจ่ายค่าจ้าง

เวลา 15.07 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและคลัง เป็นประธานการประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินความไม่สงบในอิสราเอล-กาซา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการช่วยเหลือแรงงานไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมอย่างพร้อมเพียงกัน โดยใช้เวลาในการประชุมเพียง 20 นาที

ต่อมา นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมติดตามความคืบหน้าของสงครามฮามาสกับอิสราเอล ข้อมูลปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์จะกลับไทย 8,500 คน และถึงวันนี้มาได้ประมาณ 3 พันกว่าคน ขีดความสามารถในการนำคนไทยกลับมาได้ประมาณ 800 คนต่อวัน และสามารถเพิ่มได้อีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การที่มีคนเปลี่ยนใจไม่กลับมาเยอะพอสมควรเหมือนกัน เหตุผลหลักคือ ทางนายจ้างอิสราเอลดึงเรื่องการจ่ายเงินไปเป็นวันที่ 10 พ.ย. และมีการอัพค่าจ้างออกไปเพื่อเป็นแรงจูงใจให้แรงงานไทยอยู่ แต่ทางเราได้ประชุมกันแล้ว ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายการทหาร ฝ่ายการต่างประเทศ เรายืนยันว่าแม้ว่าข่าวเรื่องการถล่มจะเบาบางลงไป แต่จริงๆ แล้วความเข้มของสงครามไม่ได้ลดลงไปเลย มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น และอาจจะขยายวงอีกบางประเทศที่ใกล้เคียงด้วย

>> ห่วงคนไทยยังไม่ยอมกลับ

“ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริงๆ เป็นอะไรที่เรามั่นใจว่าคงจะเลวร้ายลงไป นี่ขนาดเรียกว่ายังไม่มีเรื่องของการปฏิบัติการภาคพื้นดินเลย ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินในอีก 2-3 วันนี้ ตรงนี้อยากขอเตือนพี่น้องว่ากลับมาเถอะครับ หากญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ ขอให้บอกไปที่ญาติพี่น้องที่ทำงานที่นั่นให้กลับมา ต้องขอให้กลับมา เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ยังกลับได้อยู่ ถ้าเกิดมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินเกิดขึ้น การกลับเข้ามาก็จะลำบาก เรื่องการเดินทางเข้าสู่ศูนย์อพยพเพื่อที่จะไปสนามบินก็จะลำบาก อันนี้รัฐบาลเห็นตรงกัน เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องพูดและสื่อสารให้พี่น้องทุกคนได้ทราบ”นายเศรษฐา กล่าว

>> เร่งนำตัวกลับบ้านเกิด

นายเศรษฐา กล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้มอบหมายให้ รมว.แรงงาน ซึ่งรับปากจะไปดูแลแรงงานที่กลับเข้ามา โดยเพิ่มแรงจูงใจให้รีบกลับเข้ามา เพราะคนที่กลับเข้ามาได้วันละประมาณ 15,000 บาท ก็จะมีการเพิ่มค่าแรงให้อีก เพื่อให้กลับเข้ามาได้อีกเป็นจำนวนที่มากขึ้น ขณะที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นห่วงและช่วยคิดวิธีการที่เวลาแรงงานไทยกลับเข้ามาแล้วจะให้ทำงานอะไร ซึ่งแรงงานไทยที่ไปทำงานอิสเราเอลส่วนมากเป็นแรงงานภาคเกษตร ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ฉะนั้น การกลับเข้ามา ทางกระทรวงเกษตรฯ อาจจะมีความต้องการที่จะใช้แรงงานตรงนี้ จึงพยายามประกาศออกไปให้ทราบว่าถ้ากลับมาก็มีงานให้ทำอยู่ จะได้รีบๆ กลับมา

>> ประสานช่วยเหลือทุกทาง

นายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องการประสานความช่วยเหลือแรงงานไทยในอิสราเอล เราประสานทุกช่องทาง แต่ที่ไม่พูดเพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง เราใช้ทุกวิถีทาง ทั้งผ่านนายกฯมาเลเซีย รวมถึงการที่ตนไปร่วมประชุมเข้าร่วมการประชุม ASEAN - GCC Summit ที่ซาอุดีอาระเบีย ตนก็ได้พูดคุยกับกษัตริย์โอมานและบาห์เรน รวมถึงมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทุกท่านตระหนักดี และทราบถึงสถานภาพของคนไทย ซึ่งเราไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งเลย และเรามีการสูญเสียที่สูงมาก มีตัวประกัน 19 คน ซึ่งต้องยืนยันว่าเวลานี้ยังไม่รู้ชะตากรรม แต่ทุกเส้นทางเราพยายามทำงานกันอยู่ มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของเราบินออกไป แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าบินไปไหน และพบกับใคร แต่ยืนยันว่าเราทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ พยายามทำอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่องทางที่จะนำคนไทยกลับ สะดวกมากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา รมช.ต่างประเทศยืนยันว่าเราพาคนกลับได้วันหนึ่ง 800-1,000 คนสบายๆ เพียงแต่ว่าบางคนเปลี่ยนใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนใจเรื่องการบริหารจัดการเครื่องบินก็มีปัญหา หากจะกลับถึง 1,000 คน เราก็สามารถจัดการได้ และอยากให้แจ้งมา และขอว่าอย่าเปลี่ยนใจเลย วงเงินแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับชีวิตหรอก

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องการปฏิบัติการภาคพื้นดิน จุดนี้คือสิ่งที่นายกฯห่วงมากใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถูกต้อง หากมีการปฏิบัติภาคพื้นดินเกิดขึ้น การลำเลียงคนออกมาจากโซนต่างๆ มายังศูนย์พักพิงจะยากยิ่งขึ้น ทีนี้จะทำให้เกิดปัญหา

เมื่อถามถึงกรณีมีแรงงานบางคนเดินทางไปทำงานอย่างไม่ถูกต้อง และไม่กล้ากลับ เพราะกลัวถูกดำเนินคดีนั้น นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เรามาพูดกันทีหลังได้ ไม่มีปัญหา จัดการได้หมด ขอให้กลับมา อย่างแรกคือความปลอดภัยของแรงงานไทย ทุกคนต้องกลับมาอย่างปลอดภัย เรื่องอื่นเป็นเรื่องรองหมด อย่าเป็นห่วงในเรื่องนั้น ขอให้เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องกลับมาโดยเร็ว และขอยืนยันว่าถ้ามารายงานตัวกลับเจ้าหน้าที่ไทยกลับได้แน่นอน ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตถึงรูปแบบการเสียชีวิตของคนไทยที่ดูเหมือนถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม นายกฯ กล่าวว่า ขอสรุปอย่างนี้ดีกว่า ต้องให้เกียรติญาติพี่น้องและครอบครัว การที่จะพูดเรื่องพวกนี้ บางทีจะเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจ การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวอยู่แล้ว วิธีการที่เสียชีวิตเกิดขึ้นจากสงครามแล้วกัน ตนคิดว่าสรุปตรงนั้นดีกว่า อย่าไปลงรายละเอียดกันเลยว่าเป็นอะไร ต้องเห็นใจครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย อันนี้ต้องขอร้องเลย ข้อมูลเรามี แต่ไม่อยากเปิดเผย และอย่าเปิดเผยเลยดีกว่าตรงนี้ ตอนนี้ยืนยันว่าอยากให้คนไทยกลับประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานของรัฐทุกคนยืนยัน ขอให้กลับมา หากญาติพี่น้องที่ฟังการแถลงข่าวอยู่ อยากให้ไปโน้มน้าวจิตใจญาติของตัวเองให้กลับมา เงินเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม ทางเราก็จะพยายามดูแลให้ดีที่สุดก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปจนไม่สามารถพากลับมาได้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังสัมภาษณ์รอบแรกเสร็จ นายเศรษฐาได้กลับมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกครั้งว่า ขอตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่จะมีการจ่ายค่าแรงในวันที่ 10 พ.ย. ทั้งที่การจ่ายเงินควรจะต้องเป็นวันที่ 31 ต.ค. ทำให้ชวนคิดได้ว่าทำไมต้องไปจ่ายวันที่ 10 พ.ย. แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดและเราไม่ทราบเหตุผลว่าทำไม แต่คิดไปก็เป็นแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นนายกฯหยิบประเด็นนี้มาพูดก็คิดว่าน่าจะเป็นประเด็น แต่ก็ต้องพูด เพราะจะจ่ายเงินวันที่ 10 พ.ย. แล้วถ้าก่อนหน้านั้นมีอะไรเกิดขึ้น จะได้กลับประเทศหรือไม่ ตนจึงขอให้แรงงานไทยคิดดีๆ ว่าจะอยู่หรือกลับ และตนจะโทรศัพท์หาเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ละเอียดอ่อน และอย่าเอาเรื่องเงินมาแลกกับชีวิตของคนไทย ต้องขอร้อง และเรื่องนี้ควรจะดูแลเราให้ดีกว่านี้ ถ้าเราอยากจะกลับวันไหนก็ควรจะต้องจ่ายค่าแรง ไม่ใช่เอาเงินมาล่อให้เราอยู่ ถ้ามีการสูญเสียเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่กลัวว่าจะเกิดเป็นประเด็นดรามาตีกลับในเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ตีกลับก็ตีกลับ ผมก็ต้องรับ หน้าที่ผมคือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยทุกคน ซึ่งพร้อมน้อมรับ” เมื่อถามว่า จะต้องมีการคุยกับทางการอิสราเอลเพื่อพูดคุยกับนายจ้างด้วยหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า ตนจะโทรไปคุยกับทูตอิสราเอลว่ากรณีนี้ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ส่วนจำนวนแรงงานที่ถูกยื้อเอาไว้นั้น ยังไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และขอย้ำว่าให้แรงงานไทยตัดสินใจให้แนวแน่ว่าจะเดินทางกลับหรือไม่กลับ เพราะถ้ามีปฏิบัติการภาคพื้นดินเมื่อไหร่ เส้นทางถนนถูกตัดขาด ไม่สามารถจะออกมาได้ เงินเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม

นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าแรงงานไทยที่เสียชีวิต ว่า ตอนนี้เราต้องประสานงานหลายๆ ทาง ซึ่งยังไม่มีความแน่ชัดว่าเป็นใคร คงต้องเริ่มเก็บดีเอ็นเอเพื่อตรวจสอบ ส่วนความยากในการพิสูจน์อัตลักษณ์นั้น เราต้องดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการยืนยันตัวตนของแรงงาน ตนได้คุยกับกับสถาบันนิติเวชที่ไทยแล้ว ซึ่งยอมรับแนวทางการดำเนินการของอิสราเอล

เมื่อถามถึงความท้าทายในการพูดคุยกับเอกอัครราชทูตในเรื่องแรงงานไทย นายจักรพงษ์กล่าวว่า ต้องพยายามคุยกับเขา ว่าแรงงานเราเป็นคนตัดสินใจคนสุดท้าย หากทุดคนที่ประเทศไทยเป็นห่วง ทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องรีบกลับมา ก็น่าจะกลับมาได้

เมื่อถามว่า กลุ่มที่ออกมาสนับสนุนฮามาสในประเทศต่างๆ จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยด้วยหรือไม่ นายจักรพงษ์กล่าวว่า ต้องมองหลายส่วน คงต้องสงวนท่าทีไว้

เมื่อถามว่า อีกไม่กี่วันจะมีการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ได้เตรียมมาตรการเพื่อโน้มน้าวคนไทยให้เดินทางกลับหรือไม่ เพราะอาจจะส่งผลให้การประสานงานรับกลับยากยิ่งขึ้น นายจักรพงษ์กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไป ในเรื่องของรายได้ที่แรงงานยังไม่ได้ ซึ่งได้พูดคุยกับกระทรวงแรงงานแล้ว ว่าต้องพูดคุยกับนายจ้างอีก 10 กว่าบริษัทที่อิสราเอล เพื่อจะได้ไม่นำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อให้แรงงานอยู่ต่อ

สมาคมหนังสือพิมพ์เวียดนามให้การต้อนรับคณะสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย ในการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ข่าวสาร และ การท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สนพท.)โดยนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมฯได้นำคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาฯ จำนวน 9 คน ประกอบด้วยนางวิลาสินี เจริญสุข เลขาธิการฯ,นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ อุปนายก ,นายนพดล แสงวิลัย,นายชัชวาล คำไท้ ,นายณรงค์ ภัยกำจัด กรรมการบริหาร ,นางอารยา ณ วงศ์ดี ผช.เลขาธิการ ,นายบุญสืบ แก้วกล้า และนายนิรุทธ์ ลี้ปัทมากุล 2 ที่ปรึกษาสมาคมฯ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ นำเข้า-ส่งออก สินค้า

คณะของ สนพท, เดินทางโดยสายการบินไทยจากสนามบินสุวรรณภูมิมายังสนามบินโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม โดยมีนาย บุย ง็อก กวาง นายกสมาคมนักข่าวนิญบิ่ญ (ninh Binh) และคณะกรรมการสมาคมฯให้การต้อนรับ ก่อนที่จะนำคณะของ สนพท.เดินทางไปยังเมืองซาปา จังหวัดลาวกาย ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของเวียดนามตอนเหนือติดชายแดนประเทศสาธรณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้คณะของ สนพท.ได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยว เป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยเดินทางไปชมความสวยงามของทิวทัศน์ด้วยการนั่งกระเช้าไฟฟ้าสู่ยอดเขาฟานซีปัน และเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวบนสกายวอล์คที่สวยงามและอลังการ ซึ่งทั้งยอดเขาฟานซีปันและสกายวอล์ค เป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง โดยเฉพาะคนไทยเดินทางไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก 2 คืนที่เมืองซาปา ทำให้คณะของ สนพท.ได้สัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยว การแสดงของชนเผ่า ที่เป็นวัฒนธรรมของเมืองซาปาและได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสารวัฒนธรรมของทั้งสองสมาคมอย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้นในวันที่ 22 ตค,คณะของ สนพท.ก็ได้เดินทางออกจากเมืองซาปามายังจังหวัดนิญบิ่ญ โดยเข้าพักโรงแรม BAI DINH ซึ่งเป็นโรงแรมที่รัฐบาลเวียดนามใช้ในการต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง  และได้เลี้ยงรับรองอาหารเย็นคณะ สนพท.ก่อนที่จะนำไปเยี่ยมชมและไหว้พระที่เจดีย์ไบดิงห์ ซึ่งมีพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ และมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ ณ ยอดเจดีย์ชั้นสูงสุด

วันที่ 23 ต.ค.คณะเจ้าภาพจากสมาคมนักข่าวนิญบิ่ญ ได้นำคณะของ สนทพ.ไปล่องเรือเพื่อชมทิวทัศน์ตรังอัน( TRANG AN) หรือที่คนไทยเรียกว่า "ฮาลองบก"ที่สวยงาม และตอนบ่ายวันเดียวกันได้นำคณะของ สนพท.ล่องเรือชมทิวทัศน์ตามก๊อก-บิชดง (TAM COC -  BICH DONG )  สร้างความตื่นตาตื่นใจและประทับใจแก่คณะ สนพท.เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นได้เข้าพักที่โรงแรม THE REED HOTEL นายกสมาคมนิญบิ่ญ พร้อมคณะกรรมสมาคมฯได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะของ สนพท.ส่วนในวันที่ 24 ต.ค. คณะเจ้าภาพจะได้นำคณะของ สนพท.เดินทางไปเยี่ยมชมอาสนวิหารพัทเดียม (PHAT DIEM STONG CATHEDRAL ) และตอนเย็นจะไปเยี่ยมชมเมือง tUYET TiNH COC และเมืองหลวงโบราณ HOA  LO

โดยในวันที่ 25 ต.ค. คณะเจ้าภาพจะได้นำคณะของ สนพท.เดินทางไปยังจังหวัดฮานาม ซึ่งนายกสมาคมนักข่าวจังหวัดฮานาม จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพให้การต้อนรับ และนำคณะไปเยี่ยมชมเจดีย์ TAM CHUC ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความเก่าแก่ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของ จังหวัดฮานาม ในในตอนเย็นจะได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างสมาคมทั้งสามสมาคม เพื่อประโยชน์ในการเดินทางมาเยือนในครั้งนี้

‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ทางรถไฟเอกชนสายแรกของแผ่นดินสยาม จากแผนยุทธศาสตร์ของ ‘ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5’ ในวิกฤตการณ์ รศ.122

(23 ต.ค. 66) นายวินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คือห้วงยามที่ฝรั่งเศสกับอังกฤษรุกรานไทย หาเรื่องยึดครองประเทศตลอดเวลา

การล่าอาณานิคมของชาวุโรปในภูมิภาคนี้ ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักความสำคัญของการคมนาคม เวลานั้นการเดินทางข้ามจังหวัดใช้เกวียนและเรือเป็นหลัก ในภาวะฉุกเฉินย่อมใช้รับมือศัตรูไม่ทันการ

ไทยต้องปรับตัวเรื่องการเดินทาง… รถไฟอาจเป็นคำตอบ

ทรงเห็นควรที่จะสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศ เพื่อจะติดต่อกับมณฑลชายแดนง่ายขึ้น ปกครองสะดวกขึ้น และยังสามารถดูแลสอดส่องผู้รุกรานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การค้าขาย

รถไฟสายแรกเป็นของเอกชน กรุงเทพฯ ไปสมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ระหว่างสถานีรถไฟหัวลำโพงกับสถานีรถไฟปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ระยะทาง 21.3 กิโลเมตร โดย ‘พระยาชลยุทธโยธินทร์’ แม่ทัพเรือคนหนึ่งของกองทัพเรือสยามชาวเดนมาร์ก (ชื่อเดิม ‘อองเดร รีเชอลีเยอ’ (Andreas Richelieu))

ทางรถไฟสายนี้มีวิศวกรเดินรถชื่อ ‘ร้อยเอก ที. เอ. ก็อตเช’ (T.A. Gottsche) ทหารชาวเดนมาร์ก ได้รับการชักชวนจากพระยาชลยุทธโยธิน มาช่วยกิจการทหารเรือในสมัยรัชกาลที่ 5

ก็อตเชเป็นผู้บังคับการป้อมผีเสื้อสมุทรในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ต่อมาได้รับราชทินนามเป็น ‘ขุนบริพัตรโภคกิจ’ ต้นสกุล ‘คเชศะนันทน์’ (เสียงพ้องกับ Gottsche) เป็นฝรั่งที่อยู่เมืองไทยนานจนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว ตั้งรกรากในเมืองไทย

3 เดือนหลังจากเปิดรถไฟสายปากน้ำ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) กองเรือรบฝรั่งเศสแล่นถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา

ทหารไทยสู้ ฝรั่งเศสจมเรือปืนฝ่ายสยามได้ 1 ลำ แต่เรือฌอง บัปติสต์ เซย์ ถูกปืนใหญ่สยามยิงเกยตื้นที่แหลมลำพูราย ทหารไทยเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 14 คน ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 3 คน

เรือแองกองสตองต์และโกแมตแล่นฝ่าปราการต่างๆ เข้ามาได้ ทั้ง 2 ลำแล่นฝ่ากระสุนไปจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส ถนนเจริญกรุง จ่อปืนใหญ่ไปที่พระบรมมหาราชวัง แล้วยื่นคำขาดหกข้อต่อรัฐบาลสยาม ให้ตอบภายใน 48 ชั่วโมง

1 ใน 6 ข้อคือสยามต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อฝรั่งเศสเป็นเงิน 2 ล้านฟรังก์

สยามจ่ายเงินให้ฝรั่งเศสก้อนหนึ่งชำระด้วยเหรียญนกจากท้องพระคลังจำนวน 801,282 เหรียญ หนักถึง 23 ตัน

‘เหรียญนก’ ก็คือ ‘เงินถุงแดง’ ที่รัชกาลที่ 3 ทรงสะสมไว้ซื้อเอกราชให้ประเทศ…

เจ้าหน้าที่ขนเหรียญนกออกจากวังทางประตูต้นสน ไปลงเรือที่ท่าราชวรดิฐตลอดวันตลอดคืน
บันทึกฝรั่งเศสเขียนว่า “ด้วยนายทหารฝรั่งเศสเพียง 50 นาย ทหารญวน 150 นาย และผู้เชี่ยวชาญทางปืนใหญ่อีก 4-5 นาย ก็สามารถยึดสยามทั้งประเทศไว้ได้สำเร็จ”

แต่ฝรั่งเศสไม่พอใจแค่นั้น ขอเพิ่มเติมเงื่อนไขคือ ขอยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน จนกว่าสยามจะชดใช้ค่าเสียหายครบ ฝ่ายไทยก็ต้องยอมรับอีก…

สยามสูญเสียดินแดนครั้งใหญ่ รวมเนื้อที่ประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร การเสียดินแดนสยามจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้ง จนทรงพระประชวร

‘นายช่างเยอรมัน ลูอิส ไวเลอร์’ ที่มาทำงานรถไฟในไทยบันทึกไว้ในอนุทินของเขาว่า เวลานั้นคนไทยเกลียดชาวฝรั่งเศส เพราะคิดกลืนกินดินแดนไทย หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในตังเกี๋ยเขียนใส่ร้ายคนไทย รวมถึงพฤติกรรมของพวกทูตฝรั่งเศสในสยาม ทำให้ไม่เพียงคนไทยไม่ชอบคนฝรั่งเศส พวกยุโรปชาติอื่นๆ ก็ไม่ชอบเช่นกัน

บันทึกของ ‘ลูอิส ไวเลอร์’ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2451 เขียนว่า “ชาวสยามเป็นชนชาติที่รักสงบมากที่สุดในโลกอย่างไม่น่าสงสัย แต่ทว่าผมจะไม่ประหลาดใจเลย หากชาวสยามจะลุกขึ้นมาจับดาบต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชของตน ภายหลังจากที่ประเทศสยามค่อยๆ ถูกตัดแบ่งออกไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ 15 ปีมาแล้ว” (จากหนังสือ กำเนิดการรถไฟในประเทศไทย ลูอิส ไวเลอร์ เขียน แปลโดย ถนอมนวล โอเจริญ และ วิลิตา ศรีอุฬารพงศ์)

วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักว่า “ไม่มีผู้ใดช่วยเราได้ มีแต่มหาอำนาจหลายชาติต้องการกินเรา เราต้องมีแผนการที่ดีเพื่อรักษาเอกราชของชาติ”

ทางหนึ่งคือการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เป้าหมายเพื่อหาพันธมิตรมาคานอำนาจศัตรู ก็คือ ‘พระเจ้าซาร์ นิโคลาสที่ 2’ แห่งรัสเซีย

อีกทางหนึ่งคือปรับปรุงทางรถไฟของสยามให้ดีขึ้น พร้อมรับมือกับข้าศึกได้ทุกเมื่อ

เหตุการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนแผน เลือกสร้างสายอีสานก่อน เพราะเรื่องยุทธศาสตร์ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปแม่น้ำโขงจำต้องผ่านโคราช

ฝ่ายไทยโชคดีมากที่ได้ ‘คาร์ล เบธเกอ’ และนายช่างเยอรมันหลายคนมาทำงานนี้ รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินไปดูการสร้างรถไฟเสมอ

รถไฟสายอีสานแล้วเสร็จในปี 2443 รวมระยะทางทั้งสาย 265 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างทางรถไฟสายอื่นๆ ต่อไป เช่น ทางรถไฟสายเหนือจากชุมทางบ้านภาชีถึงเชียงใหม่ ระยะทาง 661 กม. เสร็จในรัชกาลต่อมา

ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล จะต่อสู้กับอำนาจมารนอกประเทศ ต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ทั้งทางทหาร การเมืองระหว่างประเทศ การคมนาคม ไปจนถึงการปฏิรูประบบต่างๆ

“ทหารมีไว้ทำไม?”
“กษัตริย์มีไว้ทำไม?”
… หากไม่มีป่านนี้คนไทยคงพูดภาษาฝรั่งเศสกัน

วินทร์ เลียววาริณ
23 ตุลาคม 2566

‘ชาวมุสลิม’ ร่วมละหมาดญะนาซะห์ ‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’ จุฬาราชมนตรี ณ มัสยิดกลางสงขลา ท่ามกลางความอาลัยของชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

(23 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากบริเวณมัสยิดกลางประจำ จังหวัดสงขลา ซึ่งวันนี้กำหนดให้ใช้เป็นสถานที่ละหมาดญะนาซะห์ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของราชอาณาจักรไทย ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้มีชาวไทยมุสลิมจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศเดินทางร่วมในพิธี แสดงความอาลัยต่อจุฬาราชมนตรีเป็นครั้งสุดสท้าย

มีการเคลื่อนร่างนายอาศิสมาถึงมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ชาวไทยมุสลิมจำนวนมาก ยืนตั้งแถวต้อนรับ และแสดงออกถึงความเคารพและอาลัย จากบริเวณด้านล่างยาวเข้ามาภายในมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา เพื่อรอประกอบพิธีละหมาดญะนาซะห์ที่จะมีขึ้นในเวลา 10.00 น.

จากนั้นในเวลา 11.00 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเชิญดินฝังศพพระราชทาน บริเวณด้านข้างสระน้ำ หน้าอาคารมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา

มูลนิธิ​เพื่อนสันติภาพ​ และ​ มูลนิธิ​คลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ วางพวงมาลา​ใน "วันปิยมหาราช" 

วันนี้​ (23 ตุลาคม​ 2566)​ เวลา​ 08.00 น.​ พลเอก​ บุญ​สร้าง​ เนียม​ประดิษฐ์​ วางพวงมาลา​ในนาม​ มูลนิธิ​เพื่อนสันติภาพ​ และพลเอก นรินทร์​ แทบ​ประสิทธิ์​ วางพวงมาลา​ในนาม​ มูลนิธิ​คลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 "วันปิยมหาราช" ณ​ อนุสรณ์​สถาน​แห่งชาติ​ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งในโอกาสนี้ยังมีกรรมการ​มูลนิธิ​ฯ​ คณาจารย์​ และศิษย์เก่า​หลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง​ ร่วมในพิธีด้วย

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้”เปิดค่ายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเขาใหญ่ 

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” และประธานกรรมการมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้ร่วมกันเปิดโครงการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมีเยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้าร่วมในโครงการจำนวน 320 คน ณ ค่ายสุรัสวดี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมค่ายสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและเรียนรู้เรื่องสัตว์ป่า   

“พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” และ ประธานมูลนิธิพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นประธานเปิดค่าย “สิ่งแวดล้อมธรรมชาติอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ตามโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่41 โดยมีเยาวชน ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 320 คน คือ สตูล – สงขลา – ปัตตานี – ยะลา – นราธิวาส  เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าไม้และสัตว์สัตว์ป่าโดยได้รับความรู้จากวิทยากรจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาในรูปแบบของความสนุกสนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากศิลปินลูกทุ่งต่างชาติ “โจนัส แอนเดอร์สัน” ที่มาขับร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” ให้กับเยาวชนได้รับฟัง และ เพลง “ธงชาติ” จากการประสานเสียงของเยาวชน โรงเรียนปรางคล้าและโรงเรียนบ้านท่าช้างจำนวน 80 คน จากนั้น พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กล่าวให้โอวาทก่อนการเริ่มกิจกรรมว่า “คำว่าการอนุรักษ์นั้น ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลง การพยายามที่ไม่ทำลายวงจรของการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ เมื่อเราอยู่กันมากๆก็มีโอกาสทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่นในเมืองใหญ่ เยาวชนที่มาอยู่บนนี้จะรู้สึกว่าเราหายใจได้คล่องขึ้นไม่ร้อนอบอ้าว การที่เราจะรักษาสภาพความเป็นธรรมชาติให้คงอยู่ให้มากที่สุดก็ถือว่าเป็นการอนุรักษ์ ทำอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะให้ความเป็นธรรมชาติคงอยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้” จากนั้นประธานโครงการก็ได้ร่วมปลูกต้นไม้กับตัวแทนเยาวชน โดย นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานได้จัดกิจกรรมการให้ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติจากฐานกิจกรรมต่างๆ กิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และ กิจกรรมส่องสัตว์ในยามค่ำคืน ที่สร้างความตื่นเต้นสนุกสนานให้กับเยาวชนร่วมกิจกรรมโดยมีเจ้าหน้าที่บรรยายเพื่อสร้างความรู้ในด้านการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าแต่ละชนิดที่ได้พบเห็น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมวาดภาพธรรมชาติ โดย ศิลปินจิตอาสาของจังหวัดนครราชสีมา ที่มาสอนน้องๆในการวาดภาพอีกด้วย  
  
โดยนอกจากกิจกรรมต่างๆแล้ว เยาวชนที่เข้ารับการอบรมทั้งหมดยังได้เข้าเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างการพำนักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ตามจังหวัดต่าง คือ กรุงเทพมหานคร  -  ฉะเชิงเทรา - ชลบุรี - นครนายก - นนทบุรี - ปทุมธานี  - พระนครศรีอยุธยา – สมุทรปราการ – สระบุรี  และ อ่างทอง โดยมีคณะกรรมการโครงการได้ตรวจเยี่ยมเยาวชนที่พำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์  
 
โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 18 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มทักษะประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำ ผู้ตาม ในการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และเพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตระหว่างที่พำนักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ทำให้เยาวชนได้รับประสบการณ์ตรงมีความรู้ความเข้าใจบริบทของสังคมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัวอุปถัมภ์ กับครอบครัวเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เจนกิจ นัดไธสง  รายงาน

‘ดร.หิมาลัย’ พร้อม ‘สส.สัญญา-สุรชาติ’ ลงพื้นที่บรรเทาทุกข์ ปชช. มอบถุงยังชีพ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.นครสวรรค์-พิจิตร

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดพิจิตร โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก พร้อมมอบให้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าวนั้น

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 66 น.ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) พร้อมด้วย นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.เขต 3 นครสวรรค์/ประธานคณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน รวมทั้ง นายสุรชาติ ศรีบุศกร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และ น.อ.ชัยสม ร่มโพธิ์ทอง พร้อมคณะศิษย์เก่าโรงเรียนนครสวรรค์ ร่วมลงพื้นที่ ณ วัดบางไซ ต.พิกุล อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เพื่อพบปะพูดคุยให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่ ต.พิกุล ต.พันลาน และ ต.หนองกระเจา อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ จำนวน 574 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

จากนั้น ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ร่วมเดินทางไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลบางเคียน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เพื่อพบปะพูดคุยให้กำลังใจกับพี่น้องประชานชน ผู้ประสบภัยในพื้นที่ ต.บางเคียน ต.ทำไม้ และ ต.โคกหม้อ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ พร้อมมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง จำนวน 842 ชุด ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

โดยมี นายสุวัฒน์ จันทร์สุข ปลัดจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยโท อุทิศ คงรอด นายอำเภอชุมแสง, สจ.กัลย์ชพร รอดบำรุง, สจ.ไพฑูรย์ อินทร์นาง, นายสุพัฒน์ กันสุข นายกอบต.หนองกระเจา, นายสนอง วงษ์ละม้าย นายกอบต.พิกุล, นายงาม แสนมุข นายกอบต.พันลาน, นายสุทัศน์ สิงห์กวาง นายกอบต.ฆะมัง, นายวิรัติ เหมันต์ กำนันตำบลพิกุล, นายจักรพงษ์ เพ่งผล นายกอบต.บางเคียน, นางสาวศิริ ยิ้มสาระ นายกอบต.ท่าไม้, นายสิริชัย ศรีสิทธิการ นายกอบต.โคกหม้อ, นายอำนาจ บุญเกษม กำนันตำบลท่าไม้ พร้อมพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ

ต่อมา ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางยัง วัดบางลายใต้ ต.บางลาย อ.บังนาราง จ.พิจิตร เพื่อมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ ต.บางลาย อ.บึงนาราง จ.พิจิตร อีกจำนวน 520 ชุด

โดยมี นายธงชัย ขิมมากทอง นายอำเภอบึงนาราง,นายมนัส ชมพูพื้น ปลัดอาวุโสอำเภอบึงนาราง พร้อมด้วย ผู้นำท้องท้องถิ่น นำโดย นายจักรัตน์ จันทโรทัย สจ.เขต 2 อ.บึงนาราง, นายธรรมนูญ เทศอินทร์ ประธานชมรม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.บึงนาราง, คุณภัทราภรณ์ จันทโรทัย รองนายก อบต.บางลาย, พ.ต.ท มานิตย์ จิตรเอก สว.สภ.บางลาย, นายวิรัตน์ สุขเหม กำนันตำบลบึงนาราง, นายชุติชัย ตังสุวรรณ์ กำนันตำบลท้ายน้ำ, นายสุพจน์ อ่อนเนียม กำนันตำบลโพทะเล พร้อมพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับมอบครั้งนี้

‘จรีพร-WHA’ ปลื้ม!! คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ชูศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 66 ยก!! ‘วิทยาศาสตร์’ คือพื้นฐานสำคัญ สร้างสรรค์ธุรกิจเติบโตยั่งยืน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ ‘WHA Group’ โพสต์ขอบคุณมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า…

“ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น คณะวิทยาสตร์ประจำปี 2566

ในชีวิตการทำงานกว่า 36 ปี ถึงจะไม่ได้ทำงานด้านวิชาการเหมือนที่เรียนมา ด้วยมาโลดแล่นในโลกของธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย และไม่มีในตำราเรียน แต่กลับได้ประยุกต์ใช้และต่อยอดในทุกวิชาที่เรียนมาตั้งแต่ละดับปริญญาตรีถึงปริญญาโท

อยากจะบอกว่า…

‘วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง’ ทั้งหลักวิชาการ หลักการคิด หลักการวิเคราะห์ และหลักการวิจัย และตลอดการนำไปประยุกต์ใช้ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ จนทำให้สามารถคิดค้นธุรกิจรูปแบบใหม่ ประยุกต์ใช้ด้านเทคโนโลยี จนสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

ดังปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหิดล…

“ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อมวลมนุษยชาติ”

กระบี่-รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน 

วันนี้ (22 ต.ค.66) เวลา 10.00 น.  พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีวาการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติทางทะเลและประธานพิธีเปิดงาน "เปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน" ณ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 
โดยมีนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวต้อนรับ  นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวรายงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   นางรัชนก แพน้อย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และหัวหน้าอุทยานฯในพื้นที่ฝั่งอันดามัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยประธานในพิธีได้กล่าวเปิดงานและมอบนโยบาย  รวมถึงมอบโล่ให้แก่ผู้ประกอบกิจการให้บริการนำเที่ยวที่ไส่ใจสิ่งแวดล้อม  ผู้สนับสนุนปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมอบเงินอนุรักษ์เต่าทะเล ในถิ่นอาศัยพังงา - ภูเก็ต ให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสการขึ้นว่างใข่ของเต่าทะเล จำนวน 22 ราย 
.
นอกจากนี้นายสรรเพ็ชญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอสนับสนุนการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อการท่องเที่ยว อีกด้วย 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า "ทะเลอันดามันของประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ นทท.จากทั่วทุกมุมโลกรู้จัก และต่างต้องการมาสัมผัสกับความสวยงามของทรัพยากรใต้ท้องทะเล ตลอดจนถึงชายฝั่ง จากการจัดอันดับ 100 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2566 ของ เวิร์ลบีชไกด์ (World beach guide) ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวชายหาดสำหรับนักเดินทางทั่วโลก พบว่ามีชายหาดของประเทศไทย ถึง 5 แห่ง ที่ติด 1 ใน 100 และเป็นชายหาดที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 แห่ง คือ เกาะกระดาน อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ซึ่งได้อันดับที่ 1 และ หาดไร่เลย์ อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา -หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ อยู่ในอันดับที่ 9 จากทั่วโลก ไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่หน่วยงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย จากการรายงานของกรมอุทยานฯ ก่อนนี้มีการประกาศปิดการท่องเที่ยวประจำปีในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหลายแห่ง เพื่อคุ้มครอง รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้ธรรมชาติได้มีโอกาสฟื้นตัว เพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว และนันทนาการอย่างยั่งยืน ถือว่าเป็นนโยบายหลักที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติมาโดยตลอด เพื่อดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้คงอยู่สืบไป "

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ความรู้ และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนได้ทราบว่า อุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน ไม่เพียงแต่มีคุณค่าความสำคัญในด้านการท่องเที่ยวเท่านั้น มีอุทยานแห่งชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน 6 แห่ง ได้แก่ อช.หมู่เกาะระนอง อช.แหลมสน อช.หมู่เกาะสุรินทร์ อช.หมู่เกาะสิมิลัน อช.เขาลำปี - ท้ายเหมือง และ อช.สิรินาถ ที่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น ของศูนย์มรดกโลก ที่จะถูกเสนอชื่อเพื่อขึ้นเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ อีกด้วย...

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top