Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

สดช. เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ ‘กองทุนดีอี’ พร้อมโชว์ 10 โครงการเด่น ยกระดับดิจิทัลเพื่อสังคม

สดช. แถลงผลการดำเนินงานกองทุนดีอี มีโครงการแล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 89.93 ทุกโครงการเดินหน้าขยายผลโครงการเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม พร้อมจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงาน 10 โครงการเด่น 

(25 ต.ค. 66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี พ.ศ. 2566 (กองทุนดีอี) โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นเกียรติเข้าร่วมกิจกรรมฯ และนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวรายงานและแถลงผลการดำเนินงานในภาพรวมของการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนฯ ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของกองทุนดีอี คือ การส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไปในการดำเนินการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยการให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลฯ มีบทบาทผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยพัฒนาประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ช่วยให้ความรู้ สร้างสิ่งใหม่แก่สาธารณชน โดยรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบ Digital ของประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น การเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และการเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศในระยะถัดไป โดยเรื่องแรกที่จะดำเนินการ คือ Go Cloud First ซึ่งได้วางกรอบในการขยายเชิงโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีโครงสร้างดึงบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้ามาลงทุนด้าน Cloud Data Center ในประเทศไทย ในส่วนของ Digital ID มีกรอบที่ชัดเจนมากขึ้นและขณะนี้กฎหมายได้มีมาตรฐานที่รับรองไว้แล้ว สำหรับเรื่องเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การพัฒนาพื้นที่หรือระดับเมือง ได้ส่งเสริมการนำข้อมูล Big Data เข้ามาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลเมืองในแต่ชั้นข้อมูล พร้อมวิเคราะห์ผลผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform : CDP)

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ได้แก่ การจ่ายเงินภาครัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อราชการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อราชการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ One Stop Service และการนำระบบ Blockchain มาใช้เพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมกับภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Digital Government ต่อไป

ด้านนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า
ผลการดำเนินงานของกองทุนดีอี ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมากองทุนฯ ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเปิดรับข้อเสนอขอรับทุนสนับสนุน และระบบสนับสนุนภายในทั้งทางด้านการวิเคราะห์โครงการ และด้านการติดตามและประเมินผลโครงการ โดยมีการนำเอาผลสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาจัดทำเป็นแผนปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการแก่ผู้ขอรับทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับการจัดกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ กองทุนดีอีมีเป้าหมายที่จะนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานของผู้รับทุน พร้อมรับฟังปัญหาอุปสรรค และเสนอแนะแนวทางการยื่นขอรับทุน รวมทั้งมีการจัดนิทรรศเพื่อการแสดงผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นไอเดียสำหรับผู้สนใจที่จะขอรับทุนต่อไป โดยมีการนำโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลมาจัดแสดงในงานนิทรรศการแสดงผลงาน จำนวน 10 โครงการ ได้แก่

1. โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอขอโดยสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในมาตรา 26 (1) ซึ่งได้รับการสนับสนุนในการใช้อากาศยานไร้คนขับ ในการสำรวจทางอุทยานแห่งชาติและชายฝั่ง ซึ่งในวันนี้กระทรวงฯ ได้มานำเสนอการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยใช้อากาศยานไร้คนขับในการลาดตระเวนสำรวจพื้นที่ และจัดทำแผนที่อุทยานแห่งชาติในรูปแบบภาพถ่ายทางอากาศ

2. โครงการโปรแกรมการชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ดิจิทัล เสนอขอโดยสำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในมาตรา 26 (1) เป็นการจัดทำโปรแกรมการชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Science Museum Guides program) เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและเยาวชนของชาติ ด้วยการเพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่ง

3. โครงการจัดหาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และระบบเปรียบเทียบภาพใบหน้า (Face verification System) เสนอขอโดยกรมการปกครอง ในมาตรา 26 (1) เป็นการจัดทำระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) และระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทางดิจิทัล (Face Verification Service: FVS) ของประเทศเพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยมีฟังชั่นก์ที่ให้บริการ อาทิ 

(1) แสดงบัตรประชาชน 
(2) แสดงข้อมูลทะเบียนบ้าน 
(3) ข้อมูลการฉีดวัคซีน โควิด-19 
(4) การคัดและรับรองเอกสารงานทะเบียน พร้อมทั้งยังมีระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบหลัก เช่น ระบบ Health link ระบบ Lands Maps ระบบจองหมายเลขทะเบียนรถยนต์ และระบบยื่นภาษีออนไลน์

4. โครงการพัฒนาการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยใช้รถโมบายสโตรคยูนิตเชื่อมต่อกับระบบปรึกษาทางไกลและการส่งต่อผู้ป่วยแบบครบวงจรสำหรับทุกคน เสนอขอโดยคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในมาตรา 26 (1) ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ 2 ระยะ เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่ใช้ในการรักษาบนรถโมบายสโตรคยูนิตรวมทั้งระบบการปรึกษาทางไกลของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองผ่านระบบ Telestroke และพัฒนาระบบส่งต่อข้อมูลทางการแพทย์ ก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยมีการขยายพื้นที่เป้าหมายใน 6 จังหวัดนำร่อง คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราชบุรี กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงราย และนครพนม 

5. โครงการให้บริการรายการข้อมูลภาครัฐ เสนอขอโดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 
ในมาตรา 26 (1) เป็นการให้บริการรายการข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐ ในการจัดทำรายการข้อมูลภาครัฐ Data Catalog และ Data Government สำหรับ 50 หน่วยงาน โดยเป็นการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูล และเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐที่ติดตั้งอยู่ในระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)

6. โครงการระบบดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกคลัสเตอร์เส้นใยธรรมชาติเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับวิสาหกิจชุมชนไปสู่วิสาหกิจนวัตกรรม เสนอขอโดยภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในมาตรา 26 (1) เป็นการพัฒนาระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายธุรกิจในการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาดระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไปสู่ห่วงโซ่ อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

7. โครงการการพัฒนาห้องปฏิบัติการการทดลองทางเคมีในชุมชนโลกเสมือนจริง (Development of Chemistry Lab in Metaverse) เสนอขอโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในมาตรา 26 (2) เป็นการพัฒนาห้องปฏิบัติการการทดลองทางเคมีในชุมชนโลกเสมือนจริง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงห้องปฏิบัติการทางเคมีให้กับนักเรียน/นักศึกษาโดยสามารถใช้ซอฟต์แวร์ทำการทดลองทางเคมีแบบมีผู้ใช้งานพร้อมกันได้หลายคนในสภาพแวดล้อมเหมือนห้องปฏิบัติการจริง ประกอบกับลดข้อจำกัดจากการทำห้องปฏิบัติการทางเคมีที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้อีกด้วย

8. โครงการศูนย์บริการประชาชน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เสนอขอโดยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในมาตรา 26 (1) เป็นการพัฒนาระบบสนับสนุน เพื่อให้บริการประชาชนตั้งแต่รับแจ้ง แก้ไข ป้องกัน บังคับใช้กฎหมายจนคดีถึงที่สุด

9. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทย เสนอขอโดยกรมที่ดิน ในมาตรา 26 (1) เป็นการพัฒนาแพลทฟอร์มสำหรับการเชื่อมโยงและให้บริการข้อมูลที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในรูปแบบของแอปพลิเคชัน และแพลทฟอร์ม Data as a Service : DaaS

10. โครงการพัฒนาชุดฝึกอบรมยานยนต์สมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเสมือนจริงเพื่อสร้างเสริมอาชีพให้แก่กลุ่มเยาวชนในวัยทำงานที่อยู่นอกระบบการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและอาชีพในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง เสนอขอโดยสำนักวิจัย และ บริการวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ในมาตรา 26 (2) เป็นการสร้างชุดฝึกอบรมยานยนต์สมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเสมือนจริง เพื่อเตรียมกำลังคนในกลุ่มเยาวชนในวัยทำงานที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ ในด้านยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งใช้ฝึกก่อนการปฏิบัติงานจริง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในขณะที่ปฏิบัติงาน 

“กองทุนดีอีได้สนับสนุนทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน ได้อนุมัติโครงการมาตรา 26 (1) (2) และ (6) ซึ่งเป็นการให้ทุนในกรณีสถานการณ์โควิด-19 และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5G ไปแล้วจำนวน 244 โครงการ ซึ่งปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่าร้อยละ 89.93 โดยทุกโครงการจะมีการนำไปขยายผลเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติต่อไป” นายภุชพงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชำแหละนโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าล้มเหลวเกือบ 10 ปี

พร้อมเสนอรายงานคู่ขนานชี้ไทย “เพิกเฉย” ต่อหลักการลดอันตรายตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบของ WHO ทำคนไทยเสียชีวิตกว่า 70,000 คนต่อปี เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเดินหน้าสนับสนุน “บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย” เต็มสูบพร้อมเสนอรายงานคู่ขนานเกี่ยวกับการไม่ดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบในบางข้อ หวังไทยกำหนดท่าทีประเทศไทยในการประชุมเวทียาสูบระดับโลก FCTC COP 10 โดยสะท้อนความล้มเหลวของการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ 

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน ได้เปิดเผยเรื่องการเข้าร่วมประชุมของคณะผู้แทนไทยในการประชุมสมัชชารัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกครั้งที่ 10 (COP10) พร้อมด้วยร่างระเบียบวาระการประชุม COP10 และรายงาน (Shadow Report) เกี่ยวกับการไม่ดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ มาตรา 1 (d) ว่าด้วยยุทธศาสตร์การลดอันตราย (Harm Reduction) ของประเทศไทย รวมทั้งความล้มเหลวของการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยว่า 
“มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าการเพิกเฉยต่อการดำเนินการตามมาตรา 1 (d) ที่ไม่ยอมรับทางเลือกในการลดอันตรายโดยการแบนบุหรี่ไฟฟ้านั้นล้มเหลว เพราะการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นในกลุ่มประเทศที่มีการแบนบุหรี่ไฟฟ้าเช่น ไทย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อินเดีย เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนนาดา นิวซีแลนด์ ที่มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย และถึงแม้ประเทศเหล่านี้จะมีวัยรุ่นที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแต่ก็ไม่มีนโยบายที่จะแบนโดยสิ้นเชิงแบบในประเทศไทย” 

รายงานดังกล่าวได้มีการกล่าวถึงการประชุมสมัชชารัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบหรือ WHO Framework Convention on Tobacco Control (WHO FCTC) ครั้งที่ 10 (COP10) ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การอนามัยโลก ในวันที่ 20 ถึง 25 พฤศจิกายน 2566 นี้ ณ กรุงปานามา ซิตี้ ประเทศปานามา โดยใจความสำคัญของรายงานดังกล่าวพูดถึงอัตราการสูบบุหรี่ในไทยไว้ว่า “ประเทศไทยแม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านการควบคุมยาสูบจากการประเมินล่าสุดขององค์การอนามัยโลก แต่ทว่ากลับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรถึง 2 ครั้งติดต่อกันคือ 18.7% ในปี 2557 และ 16.7% ในปี 2562 ตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อการควบคุมยาสูบ” 

นอกจากนี้ยังมีการระบุว่า “ประเทศไทยวัดผลความสำเร็จในการควบคุมยาสูบจากจำนวนกฎระเบียบที่ออกมาแทนที่จะพิจารณาว่าอันที่จริงแล้วกฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ แม้ว่าไทยจะมีการออกระเบียบข้อบังคับมากกว่าประเทศใดๆ ในโลกเพื่อให้ "ประสบความสำเร็จ" ในการปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาฯ แต่ทว่าอัตราการสูบบุหรี่ของประเทศไทยก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลับยังกีดกันผู้สูบบุหรี่ 9.9 ล้านคนมิให้เข้าถึงทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า” 

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังได้ระบุอีกว่า “ประเทศไทยควรพิจารณาเปิดรับหลักการลดอันตรายจากยาสูบดังเช่นประเทศอื่นๆ และพิจารณาข้อเสนอแนะในการนำหลักการลดอันตราย เช่นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมาย เข้ามาสนับสนุนมาตรการด้านกฎระเบียบและการรณรงค์อย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างความตระหนักในพิษภัยของยาสูบ ตามที่ปรากฎในคำแนะนำตามรายงานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมา สอดคล้องกับความเห็นของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสินและความเห็นของนางสาวแพรทองธาร ชินวัตรหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยในช่วงการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและยังดูแลกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย”  

ทั้งนี้เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ทำเอกสารรายงานคู่ขนาน (Shadow Report) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลซึ่งสะท้อนถึงสภาวการณ์และความเป็นจริงของการควบคุมยาสูบในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ตั้งแต่ธุรกิจใต้ดินขนาดมหาศาล ภาษีที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บได้ การควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การรีดไถของเจ้าหน้าที่ และการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ซึ่งเครือข่ายฯระบุว่า หวังว่าผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาการกำหนดท่าทีของประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุม FCTC COP10 นี้ เพื่อให้จุดยืนของประเทศเป็นกลาง สอดคล้องกับความเป็นจริงในบริบทปัจจุบันที่ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ด้วยการแบนแล้ว และทำให้การควบคุมยาสูบในไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยชีวิตคนไทย ช่วยชีวิตผู้สูบบุหรี่กว่า 70,000 ที่ต้องเสียชีวิตต่อปี และช่วยปกป้องเด็กและเยาวชนไปพร้อมกัน

'อิทธิพัทธ์' เชื่อ!! 'พีระพันธุ์' เตรียมนโยบายระยะยาวช่วย ปชช. หลังแก้ปัญหาพลังงานระยะสั้น ลด 'ค่าไฟ-น้ำมัน' ราบรื่น

(25 ต.ค. 66) นายอิทธิพัทธ์ เศรษฐยุกานนท์ หรือ ‘บอย’ อดีตผู้สมัคร สส.กทม พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

อีกผลงานของท่านพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ช่วยลดภาระของประชาชน ผลักดันให้ลดราคาน้ำมันเบนซิน โดยการเสนอผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 สุดท้ายมีมติร่วมกันให้ลดราคาน้ำมันเบนซินโซฮอลล์ 91 ลง 2.50 บาท ต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งคาดว่ามีผลบังคับใช้ในช่วงสัปดาห์หน้า

ผมต้องขอขอบคุณท่านพีระพันธ์ุ และคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ช่วยลดภาระของพี่น้องประชาชนคนไทย จากนี้ไปเราคงเห็นนโยบายที่ช่วยลดภาระพี่น้องประชาชนอีกหลายเรื่องครับ

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมให้การต้อนรับองคมนตรี ตรวจเยี่ยมเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอกบุญส่ง พรมนิล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมให้การต้อนรับ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ ตรวจเยี่ยมเรือนจำอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมทั้งนายแพทย์ สันติชัย  ตันติรัตนานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ พันตำรวจเอก ธรรมนูญ  ฉิมวงษ์  รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ นายวิรัตน์ แดงเถิน ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอรัตนบุรี  และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ในอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ร่วมให้การต้อนรับ

โครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานความช่วยเหลือทั้งแก่ผู้ต้องขังและประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

สอ.รฝ.จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ“ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2566

วันพุธที่ 25 ต.ค.66 พลเรือตรี ศุภสิทธิ์ บูรณะโอสถ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) ร้อยตำรวจเอกหญิง มยุรี บูรณะโอสถ ประธานชมรมภริยา สอ.รฝ. คณะผู้บังคับบัญชาพร้อมด้วย สมาชิกชมรมภริยาหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ“ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2566 โดยร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ พัฒนาโรงเรียน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับโรงเรียนและประชาชนในพื้นที่ โดยมีโรงเรียนในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ที่ทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ประกอบด้วย โรงเรียนวัดคีรีภาวนาราม โรงเรียนบ้านคลองบางไผ่ โรงเรียนวัดบ้านฉาง อ.บ้านฉาง จว.ระยอง  โรงเรียนบ้านเขาบายศรี โรงเรียนจุกเสม็ด  โรงเรียนบ้าน กม.5 และสถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย ทร.8 อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี

ทั้งนี้ การดำเนินการทำจิตอาสาพัฒนา เป็นไปตามนโยบาย ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการดำเนินการ จิตอาสาพัฒนาทำความดี ด้วยหัวใจ ในการร่วมแรง ร่วมใจ พัฒนา บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ซึ่งหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

'ไตรศุลี' แจง!! ถ่ายวิดีโอ ภท. ยืนตรงทำความเคารพก่อนหนัง 'สัปเหร่อ' ฉาย ชี้!! เป็นกิจกรรมหนุนหนังคนไทยและถ่ายคลิปก่อนฉายหนัง ไม่ละเมิด!!

(25 ต.ค. 66) จากกรณีที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ได้ถ่ายคลิปวิดีโอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งยกทัพไปดูภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อในโรงหนัง กำลังยืนตรงทำความเคารพก่อนที่จะเริ่มฉาย โดยระบุว่า “ภูมิใจไทย ยกพรรคมาดู สัปเหร่อ หนังอีสานบ้านเฮาค่ะ”

ซึ่งภายหลังจากที่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป โลกออนไลน์ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายคลิปในโรงหนังว่าสามารถทำได้หรือไม่ ด้วยห่วงจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น

ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวแล้วว่า

“แจ้งเพื่อเป็นข้อมูลนะคะ การชมภาพยนตร์รอบนี้เป็นรอบพิเศษของพรรรคภูมิใจไทย เป็นกิจกรรมสนับสนุนภาพยนตร์ของคนไทยของทางพรรคค่ะ และการถ่ายคลิปเกิดขึ้นในช่วงก่อนฉายหนัง ไม่ได้มีการถ่ายช่วงที่มีการฉายภาพยนตร์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้สร้างภาพยนตร์แต่อย่างใด และกิจกรรมครั้งนี้ก็มีผู้สร้าง ผู้กำกับ และนักแสดงของหนังเรื่องนี้มาร่วมด้วยค่ะ ขออภัยหากคลิปทำให้ท่านไม่สบายใจนะคะ ทางพรรคภูมิใจไทยตระหนักและให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเคารพสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์และกฎหมายค่ะ”

นักเขียนดัง ยก 'พิธา' ร่วมงานกาล่า Time100 ที่ NYC ทรงเกียรติ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า 'ลิซ่า-มิลลิ' หลายเท่า

(25 ต.ค. 66) จากเฟซบุ๊ก 'Veeraporn Nitiprada' โดย วีรพร นิติประภา นักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นชาวไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

คุณทิมไปร่วมงานกาล่า Time100 ที่ NYC ในฐานะ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลก ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่และทรงเกียรติที่สุดในโลกค่ะ 

คุณแกไปในฐานะหัวกะทิของโลก เป็นบุคคลสร้างชื่อเสียงให้ประเทศนะคะ ความจริงเรื่องนี้สื่อมวลชนควรตีฟูหรูหราด้วย มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าลิซ่ากับมิลลิหลายเท่า (จำไม่ผิดลิซ่าก็เคยเป็นหนึ่งใน Time100 ด้วย)

ระหว่างทางยังแวะพูดที่ ม.ชั้นหนึ่ง Harvard กับ MIT ด้วย อันนี้โก้จริงค่ะ หน้าตาประเทศมากมาย

คนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หรือไม่ชอบก็เฉย ๆ เถิด ไม่มโนว่าแกไปเดินเล่นถ่ายรูปสร้างภาพ แล้วก็ด่าๆๆ เลอะเทอะนะคะ 

ส่วนน้องบริคช่างภาพเธอก็เป็นนิวยอร์คเกอร์ อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่อายุสิบแปด สามอาทิตย์ก่อนตอนเธอรู้ว่าวอนรพีไป NYC เธอก็หลังไมค์มาขอถ่ายรูป…ทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กนี่แหละ

ช่างภาพพอร์ตเทรตเขาจะชอบคนคาร์แร็คเตอร์ชัดเจน แตกต่าง แล้วเธอยังเป็นแฟนขลับตลก69  ฮ่าๆๆ พอน้องบอกใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที วอนรพีก็ยอม ใครรู้จักจะรู้ว่าชีไม่ชอบปฏิเสธคน ถ่ายจริงน่าจะครึ่งชั่วโมงแค่นั้นจริง ๆ แต่รูปออกมาคือโคตรดี น้องเก่งมาก

พอรู้ว่าคุณทิมไป NYC เธอก็น่าจะอยากถ่ายเหมือนกัน ก็คุณคาร์แร็คเตอร์ขนาดนั้น แล้วเธอก็น่าจะแฟนคลับคุณทิมด้วยอีกคน คนรุ่นใหม่ก็ชอบคุณแกทั้งนั้นนิ ที่แน่ ๆ คือคุณแกไม่ได้ลงทุนเอาช่างภาพไปเองเพื่อการสร้างภาพหรอกค่ะ

คนอย่างคุณพิธาแกไม่ต้องสร้างภาพอย่างใคร ๆ แล้วมั้งคะ

'บิ๊กต้อม' ดึง 'โจ้ สืบศักดิ์' ร่วมบอร์ดบริหารสมาคมกีฬาตะกร้อไทย พร้อมรวมพลคณะกรรมการบริหารครั้งแรก สานต่อภารกิจสมาคมฯ

หลังจากที่สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ได้จัดการประชุมใหญ่ ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยวาระสำคัญคือ เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาตะกร้อฯ คนใหม่ แทน ‘บิ๊กจา’ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ อดีตนายกสมาคมฯ วัย 91 ปี ที่ได้ถึงแก่อนิจกรรม ปรากฏว่า ‘บิ๊กต้อม’ นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ได้รับความไว้วางใจดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนใหม่นั้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 66) ‘บิ๊กต้อม’ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ จำนวน 19 คน (รวมนายกสมาคมฯ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้ 

อุปกนายกสมาคม : นายสมพงษ์ ชาตะวิถี, นายธวัช กุมุทพงษ์พานิช, นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์, ผศ.เฉลิม ชัยวัชราภรณ์, ผศ.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์, นายวิระเดช สมปิตะ

กรรมการและเลขาธิการ : พล.ร.ท.บุญชิต พูลพิทักษ์

กรรมการและเหรัญญิก : นายสมชาย ประเสริฐศรี

กรรมการและปฏิคม : รศ.พิเศษ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง

กรรมการและประชาสัมพันธ์ : นางสุธิดา เสียมหาญ

กรรมการและนายทะเบียน นายรัฐชัย ดารากร ณ อยุธยา

กรรมการ : พ.ท.ยอดชาย สุริยันต์, พล.อ.ท.อดินันท์ จารยะพันธุ์, นางมณฑิรา บุญนำ, นายปรัชญา เปลี่ยนสมัย, พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ผันสือ หรือ ‘โจ้หลังเท้า’ อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทยชื่อดัง, นายสุพจน์ ตุ้มประชา และนายอมร ศรีสวัสดิ์

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชุด ‘บิ๊กต้อม 1’ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งแรก ในวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

ปลัดกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ประเทศกัมพูชา พร้อมคณะมาศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐น. ที่ผ่านมา นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง นายอุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ได้ต้อนรับ คุณวิคเตอร์ โจน่า ปลัดกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ประเทศกัมพูชา พร้อมคณะ (Mr. VICTOR JONA Under Secretary of State Ministry of Mines and Energy) ที่มาศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสักการะลานพระบรมรูปทรงงาน ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ณ สวนสุขภาพลัดโพธิ์ บริเวณใต้สะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ ในเวลา ๑๑.๐๐ น.

โดยมีหมวดตรีไพศาล เติมวรรธนภัทร์ ได้ทำการต้อนรับ พร้อมเล่าเรื่องราวโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ท่านทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงห่วงใยในด้านการใช้ชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถกล่าวสั้นๆ ได้ว่า "อาจจะไม่ใช่กาแฟที่อร่อยที่สุดในโลกแต่เป็นกาแฟที่ดีที่สุดในโลกเพราะเป็นกาแฟที่มีหัวใจความรักของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย" ณ ร้านกาแฟลูกกำนัน ตำบลทรงคนอง 

และในเวลา ๑๓.๐๐ น. นายอุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑฯ ได้พาเยี่ยมชมศึกษาดูงาน สถานที่ที่ได้บอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของตราพระครุฑพ่าห์ เทพพาหนะของพระนารายณ์ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจแห่งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติและเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ตามแนวคิดสมมุติเทพ หรือที่เรียกว่า ตราแผ่นดินของไทย 

ทั้งนี้สิ่งที่ปรากฏ อันแสดงถึงความภาคภูมิใจของ ชาวไทยทุกคน คือไม่ว่า คุณวิคเตอร์ โจน่า จะเยี่ยมชมลานพระบรมรูปทรงงาน ณ สวนสุขภาพคลองลัดโพธิ์ และร้านกาแฟลูกกำนัน ต.ทรงคนอง หรือแม้แต่ พิพิธภัณฑ์ครุฑฯ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต คุณวิคเตอร์ โจน่า ได้แสดงออกถึงความเคารพอย่างนอบน้อม ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ กษัตริย์แห่งแผ่นดินไทย อย่างซาบซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความรักและความเคารพที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ที่ไม่ใช่เพียงแต่คนไทย ที่รักและเคารพท่าน แต่ยังหมายถึง ผู้คนทั่วทุกมุมโลกไปจนถึงระดับนานาชาติ 

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีงามระหว่าง ๒ ประเทศไทยและกัมพูชา ที่มีร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งนี้นับเป็นความสัมพันธ์ไมตรีต่อเนื่องจาก งานพิธีบวงสรวงสมโภช สมเด็จมหาราชทรงครุฑ ภปร. วาระครบรอบ ๔๑ ปี ณ วัดทุ่งสีกัน(พุทธสยาม) เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมามีตัวแทนจากประเทศ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ที่ได้เข้าร่วมพิธีอันเป็นมงคลยิ่ง

กระบี่-ทกจ.กระบี่ร่วมกับอบจ.กระบี่ เตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพ กีฬานักเรียน ครั้งที่ 43 "กระบี่เกมส์" ต้นปี 67

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมมรกต ชั้น2 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี นายสัจจพร จันทร์ศรีนวล ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ นายโกมาต แป้นเกิด วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ และคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ฝ่ายพิธีการไฟพระฤกษ์ ร่วมประชุมการดำเนินการเกี่ยวกับพิธีไฟพระฤกษ์ในการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” เพื่อหารือเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาฯ โดยรับทราบและพิจารณาในวาระการประชุม พิธีการรับไฟพระฤกษ์ พิธีเฉลิมฉลองไฟพระฤกษ์ และพิธีการรับเสด็จผู้แทนพระองค์ในพิธีเปิดการแข่งขัน (จุดไฟพระฤกษ์) (วันที่ 22 มกราคม 2567) และร่วมหารือการกำหนดแนวทางในการจัดจ้างเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการไฟพระฤกษ์ในโครงการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top