Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

'บิ๊กต่าย' แถลง ตำรวจ ปส. ทลาย 2 เครือข่ายค้ายา ภาคเหนือ และภาคอีสาน ยึดยาบ้ากว่า 14 ล้านเม็ด ปะปนมากับแตงกวา และไอซ์ 100 กก. หวังกระจายในพื้นที่ชั้นใน

ตามนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นการจับกุมทำลายเครือข่ายวงจรยาเสพติด ยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด และเร่งรัดในการทำลายยาเสพติดของกลาง โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี มาดำเนินการ และได้สั่งการให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้รับผิดชอบงานยาเสพติด เข้าไปกำกับดูแลสั่งการ 

ซึ่งวันนี้ 24 พ.ย.66 เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. เป็นประธานการแถลงผลการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ 2 เครือข่าย พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส., พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต. ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และ พล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ด้าน ผบช.ปส. เผยว่า บช.ปส. จะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทุกเครือข่ายอย่างหนัก รวมไปถึงการสืบสวนขยายผล  ใช้เครื่องมือและกฎหมายที่มีอยู่เพื่อเอาผิดกับเครือข่ายและผู้ที่ร่วมกันให้การสนับสนุนเครือข่ายค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกันก็ได้ขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันยาเสพติดควบคู่ไปด้วย ล่าสุด ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ไอซ์ 100 กก. และ ยาบ้า 13,400,000 เม็ด 

คดีที่ 1 ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ร่วมกับตำรวจ บก.ขส. ร่วมกันสืบสวนติดตามกลุ่มเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวกลุ่มเครือข่ายจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดน ด้าน จว.นครพนม ไปส่งให้กับลูกค้าในเขตพื้นที่ตอนในประเทศ โดยใช้รถยนต์ หมายเลขทะเบียน xx 61xx กรุงเทพมหานคร ในการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เฝ้าติดตามตามเส้นทางที่ได้รับแจ้ง พบรถเป้าหมายวิ่งไปตามถนนเส้นสกลนคร - อ.สมเด็จ จว.กาฬสินธุ์ ต่อเนื่อง จว.มหาสารคาม  ก่อนจะมาจอดรถติดสัญญาณไฟจราจรที่บริเวณแยกวังยาว ต.เกิ้ง อ.เมือง จว.มหาสารคาม ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมตรวจสอบพบ นายจักรกฤษ อายุ 36 ปี ชาว จว.กาฬสินธุ์ เป็นผู้ขับขี่ ผลการตรวจค้นรถพบไอซ์ ซุกซ่อนในฝากระโปรงท้ายรถยนต์ รวมจำนวน 100 กก. ด้านผู้ต้องหาให้การว่า ประมาณเดือนกันยายน ที่ผ่านมาได้รู้จักและไปทำงาน กับผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่งในหมู่บ้านโคกกลาง ต.ลำปาว อ.เมือง จว.กาฬสินธุ์ ที่ตนอาศัยอยู่ เมื่องานเสร็จผู้รับเหมาได้ย้ายไปที่อื่น ตนจึงไม่มีงานทำ ก่อนจะโทรศัพท์ติดต่อเพื่อของานกับผู้รับเหมารายนี้ จึงแนะนำให้ตนขับรถขนยาเสพติดและถูกจับกุมดังกล่าว ซึ่งหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่จะขยายผลหาตัวการใหญ่ในการว่าจ้างลำเลียงยาเสพติดจำนวนนี้ต่อไป เบื้องต้น แจ้งข้อหา “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 (สารไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”

คดีที่ 2 ตำรวจ บก.สกส. จับกุม 3 ผู้ต้องหา คือ นายไตร, นายสมชาย และ เยาวชน 1 ราย หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีเครือข่ายยาเสพติดเตรียมลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.เชียงใหม่ เพื่อไปส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ จว.นครศรีธรรมราช โดยบรรทุกมากับกระบะแบบมีคอก และ มีรถนำเส้นทางอีก 1 คัน กระทั่งวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวของรถเป้าหมายคือ รถกระบะหมายเลขทะเบียน xx 92xx เชียงใหม่ และ รถยนต์หมายเลขทะเบียน xx 5xx เชียงใหม่ กำลังเดินทางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงตรวจสอบพบว่ารถได้ขับผ่านพื้นที่ อ.ท่าแซะ จว.ชุมพร แต่ไม่พบรถออกนอกพื้นที่ จึงคาดว่าอาจจะหลบพักอยู่ในพื้นที่ กระทั่งพบรถกระบะจอดพักบริเวณรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จว.ชุมพร 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าตรวจสอบพบว่ารถยนต์คันแรก มีนายไตรภพ เป็นผู้ขับขี่ ให้การว่า ขับรถบรรทุกแตงกวามาเต็มคันรถเพื่อไปส่งลูกค้าที่ จว.นครศรีธรรมราช ส่วนรถคันที่ 2 มีนายสมชาย เป็นผู้ขับขี่ และมีเยาวชน 1 ราย โดยสารมาด้วย เมื่อนายสมชาย เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สารภาพว่าได้ขับรถนำสำรวจเส้นทาง สำรวจด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ให้กับรถยนต์ที่ซุกซ่อนยาเสพติดมากับแตงกวา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงคุมตัวผู้ต้องหา และรถทั้งหมดไปตรวจเอ็กซ์เรย์ที่ด่านตรวจยานพาหนะท่าแซะ จว.ชุมพร ของ กก.2 บก.ปส.4 พบยาบ้าถูกซุกซ่อนอยู่รวมจำนวน 13,400,000 เม็ด สอบถามผู้ต้องหา ให้การว่ายาเสพติดของกลาง ดังกล่าวเป็นของตนเองจริง ซึ่งมีคนว่าจ้างให้ไปรับยาเสพติดในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท ๑ (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และเป็นการก่อให้ เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

สำหรับเดือน ตุลาคม 2566 – ปัจจุบัน ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ  34 คดี ผู้ต้องหา 58 คน ของกลาง ยาบ้า 34,601,643 เม็ด, ไอซ์ 872.76 กก. เฮโรอีน 25.99 กก., โคเคน 3.61 กก. และตรวจยึดทรัพย์ ไว้ตรวจสอบมูลค่าประมาณ 131.62 ล้านบาท

ผบ.ตร.เปิดการอบรมสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล (Stronger Together) ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่องจิตอาสา และการป้องกันตัวจากเหตุกราดยิง

วันนี้ (24 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการอบรมผู้นำประชาชน ตามโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล (Stronger Together) ของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย  พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมคณะ ณ อาคารกีฬาศูนย์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวน 1,900 คน เป็นผู้แทนของประชาชนในพื้นที่ตําบลต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตํารวจในสังกัด 38 สถานี สถานีตํารวจละ 50 คน ใช้เวลาในการอบรมรุ่นละ 1 วัน จํานวน 3 รุ่น ในวันนี้เป็นการอบรม รุ่นที่ 3

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม Stronger Together” มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอและแก้ไขปัญหาชุมชน สังคมมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ ส่งเสริมวัฒนธรรม
และการท่องเที่ยว เพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างยั่งยืน

การอบรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านคือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่จะสรรค์สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ชุมชน ท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ จึงขอให้ทุกท่านได้ภาคภูมิใจ และร่วมกันขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างชุมชนและสังคมให้เติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เชื่อมั่นว่าจะสามารถเป็นพลังสำคัญในการแก้ไขความเดือดร้อนของสังคมได้ตรงกับความต้องการ

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ การสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจากนั้น ผบ.ตร.บรรยายให้ความรู้ในเรื่องการเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิง (Active Shooter) หนี ซ่อน สู้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเอาตัวรอดจากเหตุดังกล่าวด้วย

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษจาก พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เรื่อง การสร้างเครือข่ายพลังแผ่นดิน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของบ้านเมือง และการมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ (การก่อเกิด การพัฒนา การรักษา การคงอยู่) , และ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ บรรยายในหัวข้อ การปฏิบัติงานของตำรวจในยุคปัจจุบัน รายการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ด้วย

‘หลวงพ่อพัฒน์’ พระเกจิดัง วัดห้วยด้วน จ.นครสวรรค์ มรณภาพแล้ว สิริอายุ 101 ปี บวช 77 พรรษา

(24 พ.ย. 66) แฟนเพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงานพระราชมงคลวัชราจารย์’ แจ้งประกาศจากวัดธารทหาร หรือ ‘วัดห้วยด้วน’ เรื่อง การมรณภาพของพระราชมงคลวัชราจารย์ หรือ ‘หลวงพ่อพัฒน์ ปุญฺญกาโม’ ว่า…

“ท่านเจ้าคุณพระราชมงคลวัชราจารย์ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดธารทหาร ได้ถึงแก่มรณภาพ ในวันนี้ วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เวลาประมาณ 01.35 น. ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ด้วยอาการอันสงบ”

สำหรับหลวงพ่อพัฒน์ ท่านเกิด 12 พ.ค.2465 สิริอายุ 101 ปี บวช 77 พรรษา เป็นพระเกจิอาจารย์ ชาว จ.นครสวรรค์ ส่วนใหญ่ จะรู้จักท่านเรื่องการสร้างวัตถุมงคล เช่น การสร้างเหรียญต่างๆ ของหลวงพ่อพัฒน์ ซึ่งที่ผ่านมาจะอนุญาตให้ดำเนินการ ด้วย เจตนาอันเป็นกุศล เพื่อนำปัจจัยรายได้มาร่วมกันสร้างสาธารณสมบัติให้กับประชาชน ประกอบด้วย การบูรณะวัดธารทหาร การก่อสร้างโรงพยาบาล การนำเงินไปช่วยพัฒนาบูรณะวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และการให้ทุนการศึกษาแก่เด็ก

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2564 หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน ถูกกลุ่ม ไวยาวัจกรวัด ทุจริตเงินวัดกว่า 60 ล้านบาท จนเกิดเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินวัด ที่ไม่โปร่งใส ทำให้คณะศิษย์ เข้าแจ้งความกองปราบปราม จนกระทั่งสามารถติดตามเงินมาคืนได้ ส่วนกลุ่มไวยาวัจกรวัด ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉ้อโกง

รองผู้บัญชาการทหารเรือติดตามความก้าวหน้างานจัดซื้อจัดจ้างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล

กองทัพเรือและครอบครัวในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ภายใต้กรอบงานคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินส่วนแบ่งรายได้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 

วันที่ 22 พ.ย.66 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารกองทุนเงินส่วนแบ่งรายได้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (กบรอ.) และคณะ เดินทางตรวจความก้าวหน้างานจัดซื้อจัดจ้างของ กบรอ. (งบประมาณปี ๖๖) โดยรับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินการ ณ ห้องประชุมสโมสรสัญญาบัตรกองเรือยุทธการ และติดตามความก้าวหน้าตามแผนงานของหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ ในภาพรวมของการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างฯ มีความก้าวหน้าตามแผนงาน ประกอบด้วย
กองเรือยุทธการ - การซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารพักสัญญาบัตร ขนาด ๑๖ ห้อง และปรับปรุงห้องเรียน โรงเรียนสัตหีบ สาขากองเรือยุทธการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน - การปรับปรุงห้องเรียน โรงเรียนโยธินบูรณะ ให้เป็น E - Learning
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง - การซ่อมแซมอาคารเรือนแถวประทวน จำนวน ๑๐ ครอบครัว
ฐานทัพเรือสัตหีบ - การปรับปรุงห้องเรียน โรงเรียนสัตหีบ สาขาฐานทัพเรือสัตหีบ
กองการบินทหารเรือ - การซ่อมแซมเรือนแถวประทวน จำนวน ๒ แถว
อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ - การซ่อมแซมอาคารพักสัญญาบัตร จำนวน ๑ อาคาร

ในการนี้รองผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำหน่วยต่างๆ ให้เร่งรัดติดตามการดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจรับพัสดุ ครุภัณฑ์ให้ถูกต้องได้มาตรฐานตามสัญญา ตรวจรับงานซ่อมทำให้เรียบร้อย ได้คุณภาพ  และให้สามารถเบิกจ่ายเป็นไปตามแผนงาน  ซึ่งการใช้งบประมาณในส่วนนี้ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นอกเหนือจากงบประมาณปกติที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลกองทัพเรือ และครอบครัว รวมท้ังสถานศึกษาในพื้นที่สัตหีบ ให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น 

เป็นไปตามเจตนารมย์ของผู้บัญชาการทหารเรือในการเร่งรัดติดตามการใช้งบประมาณที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพลกองทัพเรือ และครอบครัวให้ดีขึ้น บนพื้นฐานของการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว

#เทิดทูนสถาบัน_ยึดมั่นระเบียบวินัย_ประชาชนภูมิใจ_ทะเลไทยมั่นคง
#Fitforthefuture

‘คมนาคม’ เตรียมเพิ่มโทษปรับ ‘รถบรรทุกน้ำหนักเกิน’ ชี้!! จากเดิม 1 หมื่นบาท เพิ่มสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท

(23 พ.ย. 66) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมหารือเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้ความสำคัญและตั้งใจแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือส่วยสติกเกอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจากข้อเท็จจริงการตรวจสอบพบว่ามีรถบรรทุกน้ำหนักเกินจริง และมีข้อบกพร่องในโครงสร้างและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมในทุกมิติ ป้องกันปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น และ ลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงถนน 

ทั้งนี้เนื่องจากการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องใช้งบประมาณซ่อมบำรุงถนนจำนวนมาก โดย กรมทางหลวง (ทล.) ต้องจ่ายค่าซ่อมถนนปีละ 26,000 ล้านบาท และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ปีละ 18,000 ล้านบาท

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำมาดำเนินการให้ประสบความสำเร็จจะต้องสร้างความมั่นใจ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ พร้อมกำชับการทำงานทุกขั้นตอน ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปฏิบัติงานด้วยความสุจริต และปราศจากการทุจริต เน้นย้ำว่าช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม จะต้องไม่มีการทุจริต หรือมีส่วยสติกเกอร์ทางหลวงเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้มีแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้ 1.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทางหลวง 2535 มาตรา 73/2 เกี่ยวกับบทลงโทษการบรรทุกน้ำหนักเกิน ปัจจุบันระบุว่า ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ โดยจะปรับแก้ไขกฎหมายให้มีโทษปรับในอัตราที่สูงขึ้น คือปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000-200,000 บาท แล้วแต่กรณีการกระทำความผิด 

“ส่วนกรณีการเพิ่มโทษจำคุกนั้นให้ ทล. ไปศึกษาผลดีผลเสียที่เหมาะสมต่อไป รวมทั้งเอาผิดกับผู้ประกอบการรถบรรทุกด้วย เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และมีผลบังคับใช้ได้ภายใน 1 ปี เชื่อว่าการเพิ่มอัตราโทษปรับที่สูงขึ้นนี้ทำให้แก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินได้ เพราะปัจจุบันรถบรรทุกน้ำหนักเกินมีโทษปรับน้อยสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการถบรรทุกเสี่ยงต่อการกระทำผิดด้วยการบรรทุกน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะออกประกาศกฎกระทรวงคมนาคม ในการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล โดยเฉพาะตำรวจจราจร ในพื้นที่ กทม. ให้มีอำนาจตรวจจับรถบรรทุกน้ำหนักเกินในพื้นที่ กทม. ได้ จากเดิมตำรวจจราจรไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจจับ เพราะ พ.ร.บ.ทางหลวง ไม่ได้ให้อำนาจส่วนนี้แก่ตำรวจจราจร ซึ่งเรื่องดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องเสนอเรื่องนี้มาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อให้ตนลงนามในประกาศกฎกระทรวงและมีผลบังคับใช้ต่อไป

2.เพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน เพิ่มความถี่ อัตรากำลัง ยานพาหนะ ติดตามตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินของตำรวจ และ ทล. และ 3.นำเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินงาน อาทิ การนำเทคโนโลยี AI พร้อมกล้อง CCTV มาช่วยประเมินรถบรรทุกที่มีแนวโน้มบรรทุกน้ำหนักเกิน การบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบจีพีเอส ของ ขบ. ร่วมกับ กองบังคับการตำรวจทางหลวง และ ทช. ช่วยติดตามจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน และบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูล Call Center เรื่องร้องเรียนรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

ทั้งนี้ทางภาคเอกชนเสนอขอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กทม. เพื่อนำปัญหามาหารือกันเป็นระยะๆ และหาแนวทางป้องกันไม่เกิดรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนดต่อไป

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ทล. มีโครงข่ายถนนที่รับผิดชอบกว่า 50,000 กม. เพื่อป้องกันการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด ได้ดำเนินการติดตั้งระบบเครื่องชั่งอัตโนมัติสำหรับชั่งน้ำหนักรถยนต์ขณะเคลื่อนที่ หรือ WIM ช่วยคัดกรองรถบรรทุกที่มีน้ำหนักไม่เกินกฎหมายกำหนด สามารถวิ่งผ่านได้โดยไม่ต้องเข้าชั่งที่สถานี โดยมีแผนจะติดตั้งระบบ WIM บนโครงข่ายทางหลวงทั่วประเทศ จำนวน 960 แห่ง ซึ่งติดตั้งไปแล้ว 182 แห่ง อยู่ระหว่างติดตั้ง 21 แห่ง และ ที่เหลืออีก 757 แห่ง จะทยอยติดตั้งให้ครบต่อไป โดยในแต่ละปีจะได้รับงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว เน้นติดตั้งในจุดที่จำเป็นและมีปริมาณรถบรรทุกใช้เส้นทางจำนวนมากก่อน

ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีรถบรรทุกขนาด 6 ล้อ และ รถบรรทุกขนาด 10 ล้อขึ้นไป จดทะเบียนกับ ขบ. มากกว่า 1,000,000 คัน ซึ่งมีการติดตั้งระบบจีพีเอสเกือบครบทั้งหมดแล้ว และ ขบ. ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลจีพีเอสรถบรรทุก กับ ทล. และ ทช. แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลในเรื่องดังกล่าวต่อไป

‘พี่วัน’ ไม่ทน!! เตรียมฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด คอมเมนต์หยาบคาย-ใส่ร้าย ‘ดวง อยู่บำรุง’

(23 พ.ย. 66) นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส.  พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘วัน อยู่บำรุง’ พร้อมระบุว่า…

“รอรับ(หมายศาล)ได้เลย🎶😁”

ทั้งนี้ ยังได้แนบรูปภาพประกอบ เป็นคอมเมนต์ของชาวเน็ตท่านหนึ่งที่มาคอมเมนต์ว่า “ก่อนมึงส่งช่วยเช็ดด้วย ไอ้ดวงอยู่บำรุงให้เด็กนักเรียนประถมศึกษาขายยาบ้าให้”

‘วราวุธ’ เร่งประสาน ‘ตร.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง’ แก้ปมขอทาน ฝากปชช.ช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส ย้ำ!! ถ้าถูกขออย่าให้

(23 พ.ย. 66) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงกรณีการแก้ไขปัญหาขอทานชาวต่างชาติที่เข้ามาหากินในประเทศไทย ว่า กรณีขอทานที่มาหากินในประเทศไทย ยืนยันว่าขอทานเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่สามารถทำได้ เพราะผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็ไม่สามารถจะมาขอทานได้เพราะเรามีกฎหมายเอาผิด และเมื่อจับตัวได้แล้วหากเป็นคนไทยทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็จะรับช่วงต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัวเข้าสู่สถานคุ้มครอง แต่หากเป็นขอทานชาวต่างชาติ กระทรวงพม. จะประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ส่งกลับประเทศต้นทาง  หรือหากพิสูจน์ได้ว่าหากเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ก็จะเข้าสู่กระบวนการภายหลังการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) ในการตรวจสอบและดำเนินการต่อไป 

นายวราวุธ กล่าวว่า การที่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐเราก็ต้องขอขอบคุณ การที่ออกสื่อเป็นประจำก็เป็นสิ่งที่ช่วยในการแจ้งเบาะแสได้ ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพม. ได้ร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง หากประชาชนคนใดพบเห็นเหตุ ขอให้แจ้งเบาะแสเข้ามาได้ เพราะนอกจากเอกชนแล้วกระทรวงพม. และหน่วยงานของรัฐเราก็มีศูนย์รับแจ้งโดยตรงเช่นกัน อาจจะทำงานไม่ทันใจเราก็ต้องขออภัย เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่มีอยู่หยิบมือเดียวหากเทียบกับประชาชนทั่วประเทศที่จะช่วยเป็นหูเป็นตาได้ หากทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะแสเข้ามาเราต้องขอขอบคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ขอทานต่างชาติเป็นชาวจีนถูกจับถึง 7 คน นั้น มองว่าเป็นขบวนการหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูสาเหตุว่าการที่เขาเดินทางเข้าประเทศ เป็นการเดินทางเข้ามาอย่างไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการใดหรือไม่  แต่ทางกระทรวงพม. เราไม่มีอำนาจในการสอบสวนหรือดำเนินการ ดังนั้นต้องรอข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนประเทศไทยเองก็มีขบวนการขอทาน ในเชิงธุรกิจสงเคราะห์เช่นกัน ตรงนี้ทางกระทรวงพม. จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างไร รมว.พม. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ของกระทรวงพม. เราทำงานร่วมกับอีกหลายภาคส่วน มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ทำงานควบคู่กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การที่จะบอกว่าเป็นขบวนการหรือไม่นั้น เราก็ต้องทำงานร่วมกับตำรวจในการดูว่า มีการทำงานอย่างเป็นขบวนการหรือไม่ ขอย้ำว่า ปัญหาเรื่องขอทานไม่ยากเลยหากประชาชนที่เดินผ่านไปผ่านมา ร่วมใจกันอย่าให้เงินแก่ขอทาน เมื่อเขาไม่ได้เงินมันก็ไม่เป็นธุรกิจ ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วการแก้ปัญหาขอทานถ้าว่ายากมันก็ยาก ปราบปรามเก็บกวาดเท่าไหร่ก็เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ การแก้ปัญหาขอทาน คือ ไม่ให้เงินขอทานเท่านั้นก็จบ เพราะเท่าที่มีข้อมูลขอทานบางคนมีเงินมากกว่านักศึกษาจบปริญญาตรีเสียอีก ดังนั้นสำคัญที่สุดคือคนไทยเป็นคนใจบุญแต่เราต้องใจบุญในทางที่ถูกต้องดีกว่า อย่าส่งเสริมในทางที่ผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดมีการสรุปหรือไม่ว่าขอทานชาวจีนที่ถูกจับนั้น ร่วมขบวนการขอทานข้ามชาติหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การจะได้ข้อมูลดังกล่าวเราต้องรอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวง พม. ไม่มีอำนาจไปสอบสวน และที่สำคัญเราต้องใช้ทีมสหวิชาชีพในการเข้าพูดคุย ตรวจสอบกับผู้เสียหายก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และทำงานเพื่อนำข้อมูลประสานงานกับทางตำรวจ การจะตัดสินได้ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ หรือเป็นขบวนการอย่างไรนั้น มีขั้นตอน และมีองค์ประกอบอยู่ ซึ่งการตรวจสอบในชั้นนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเข้าข่ายหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากทราบผลตำรวจคงได้แจ้งให้ประชาชนทราบว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ แต่ตอนนี้ต้องรอความชัดเจนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน 

เมื่อถามว่า ในบ้านเราที่ผ่านมาเคยมีกระบวนการลักษณะนี้หรือไม่ที่จะเข้าข่ายค้ามนุษย์ และนำเข้ามาเพื่อการแสวงหาประโยชน์ นายวราวุธ กล่าวว่า เคยมี ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องเร่งทำงาน เพราะประเทศไทยต้องส่งทริปรีพอร์ตให้กับสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นเท่ากับว่ายังไม่กระทบกับการทำทริปรีพอร์ตของไทย ยังมีเวลาอีกสักพักหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีล่ามหรือทนายความคนเดิมๆ เข้ามาช่วยในคดีขอทานจีน จะสามารถมองได้หรือไม่ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ นายวราวุธ กล่าวว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็น แต่การที่จะยืนยันให้ได้ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่นั้นต้องขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนยืนยัน คงจะไม่ใช่ทางกระทรวงพม.ที่จะยืนยัน

ขอนแก่น-ผู้ตรวจฯ สธ.แจง เสียชีวิตเพิ่มจากโรคเลือดออกในทางเดินอาหารมากขึ้น เนื่องจากการดื่มสุรา

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23  พฤศจิกายน 2566 ที่ ห้องประชุมศรีจันทร์ โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น  นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารสุข เขตสุขภาพที่ 7 เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาคุณภาพบริการศัลยกรรมในเขตสุขภาพที่ 7” โดยมี นพ.เกรียงศักดิ์  วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ,ผู้บริหารโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 ,รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล,  คณะกรรมการบริหาร, นพ.นิติเทพ  หลายทวีวัฒน์  นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.ขอนแก่น  หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างาน โรงพยาบาลขอนแก่น ผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุม

นพ.ธนรักษ์  ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 7 เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคที่น่าเป็นห่วงอีกโรคหนึ่งในขณะนี้คือภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยได้รับรายงานว่าปีนี้มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้ว กรณีตัวอย่างกรณีของโรงพยาบาลขอนแก่นทราบว่ายังไม่ทันสิ้นปีก็พบตัวเลขผู้ป่วยเลือดออกในกระเพาะอาหารก็มากกว่าปีที่แล้ว อันที่จริงโรคนี้สามารถป้องกันได้ คนทั่วไปไม่ควรจะเป็น ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีแค่ไหน สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ ปัจจัยหนึ่งเพราะการรับประทานยาบางชนิดที่เราไปซื้อกิน เช่นยาห่อ ยาต้ม มีสารบางอย่างหรือตัวยาบางอย่างทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ส่งผลให้มีภาวะตับแข็ง สุดท้ายก็จะเกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ โดยสรุปแล้วภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน สามารถป้องกันได้แทบทั้งหมด เมื่อเป็นแล้วการรักษาค่อนข้างซับซ้อนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ส่วนหนึ่งต้องผ่าตัดและต้องได้รับเลือด“ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นแล้วต้องรักษาให้ยุ่งยากดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์” นพ.ธนรักษ์กล่าว

ขณะที่ นพ.นิติเทพ หลายทวีวัฒน์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะเลือดออกทางเดินอาหารตอนบนหรือกระเพาะอาหาร ตัวเลขผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลขอนแก่นเมื่อปีที่แล้วประมาณ 1,500 ราย แต่ในปีนี้ยังไม่ทันครบรอบปี จำนวนผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารก็นี้มากกว่า 1,500 รายแล้ว ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกฯดังกล่าวประมาณร้อยละ 4-5 ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญทำให้มีจำนวนผู้ป่วยฯเพิ่มมากขึ้นคือภาวะตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งช่วงนี้เป็นหน้าเทศกาลการดื่มฉลองจะมีความถี่เป็นพิเศษ ดังนั้นจึงอยากฝากเตือนให้พี่น้องประชาชน ลดการดื่มแอลกอฮอล์ คือดื่มให้น้อยลง จะป้องกันได้มาก“ผู้ป่วยภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารหากผ่าตัดต้องมีการเติมเลือด โรงพยาบาลต้องสำรองเลือดเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากรองรับคนเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนมาช่วยบริจาคเลือดกับโรงพยาบาลกันให้มากขึ้น

บก.ตม.6 รวบหนุ่มรัสเซีย หนึ่งในสมาชิก “ธุรกรรมทางการเงินเถื่อน” รับฝาก โอน ถอน เก็บเงินผิดกฎหมายทุกชนิด ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าเงินผิดกฎหมายหมุนเวียน 1,643 ล้านบาท 

บก.ตม.6 จับกุมนายนาโกโร (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี สัญชาติรัสเซีย โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ควนโดน จว.สตูล ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

เมื่อ 21 พ.ย.66 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สตูล ได้รับแจ้งจากประชาชน พบบุคคลต่างชาติท่าทางมีพิรุธบริเวณตลาดชายแดน ต.วังประจัน อ.ควนโดน จว.สตูล เจ้าหน้าที่สืบสวนซึ่งกำลังตั้งด่านตรวจรถยนต์ที่กำลังจะออกนอกประเทศไปยังมาเลเซีย จึงได้นำกำลังไปตรวจพบบุคคลต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้ง เมื่อพบนายนาโกโร จึงขอตรวจหนังสือเดินทางพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดของนายนาโกโรสิ้นสุดลงแล้ว จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และจับกุมส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ควนโดน จว.สตูล ดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายนาโกโร ยังเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากล (Red Notice) พฤติการณ์การกระทำความผิด คือ เมื่อประมาณเดือน ต.ค.61 ถึง ก.ค.63 ที่เมืองมอสโกและเมืองบรานค์ สาธารณรัฐรัสเซีย นายนาโกโร สมาชิกกลุ่มอาชญากรรมขนาดใหญ่ในรัสเซีย ได้รับดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยรับ ฝาก ถอน โอน และเก็บรักษาเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้บริการกับบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรที่ได้เงินมาโดยผิดกฎหมายและไม่ต้องการแสดงตนในการทำธุรกรรม โดยได้รับค่าบริการในอัตรา 10% ของยอดเงินที่ใช้บริการ ซึ่งนายนาโกโรรับหน้าที่เป็นผู้หาลูกค้ามาใช้บริการดังกล่าว มูลค่าเงินหมุนเวียนผิดกฎหมาย จำนวน 1,643 ล้านบาท ผลกำไรประมาณ 164 ล้านบาท 

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th   จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘อ.วีระ’ ยิ้มแย้ม!! ทดลองใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู สะดวก!! ‘สถานีลาดปลาเค้า’ อยู่ใกล้หน้าหมู่บ้าน

(23 พ.ย. 66) เพจ ‘สำนักพิมพ์โรนิน’ โพสต์ภาพ ‘วีระ ธีรภัทร’ นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน คอลัมนิสต์ และเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวไทย ที่ไปใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงสถานีลาดปลาเค้า ซึ่งเป็นสถานีใกล้บ้าน พร้อมระบุข้อความว่า…

“สายสีชมพู : เมื่อสถานีรถไฟฟ้าอยู่ใกล้หน้าหมู่บ้าน”

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีชมพู เริ่มเปิดให้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 66 - 17 ธ.ค. 66 โดยให้บริการตั้งแต่ช่วงมีนบุรี-วัดพระศรีมหาธาตุ และจะเริ่มเก็บค่าโดยสารตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. เป็นต้นไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top