Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สืบ ตม. จับชายแดนมักกะโรนี overstay หนีคดีปล้นทรัพย์คนพิการซุกไทย

บก.สส.สตม. จับกุมนายเอดิ (นามสมมติ) อายุ 63 ปี สัญชาติอิตาลี โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สืบเนื่องจาก ตร. ได้สั่งการให้ สตม. พิจารณาดำเนินการ กรณีสำนักงานกลางแห่งชาติตำรวจสากลโรม มีหนังสือขอความร่วมมือมายังกองการต่างประเทศ เพื่อให้สืบสวนติดตามจับกุมนายเอดิ (นามสมมติ) อายุ 63 ปี สัญชาติอีตาลี ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการอิตาลี ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ และเป็นบุคคลตามประกาศตำรวจสากลสีแดง และได้หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย เพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐอิตาลี พฤติการณ์กระทำผิด คือ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.53 ในสาธารณรัฐอิตาลี นายเอดิได้ร่วมกับพวกปล้นคู่สามีภรรยาสูงอายุซึ่งเป็นชายตาบอดและหญิงพิการ

โดยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย ข่มขู่และใช้ความรุนแรงกับผู้เสียหาย จากนั้นได้ขโมยเอาเงินสด จำนวน 28,000 ยูโร (ประมาณ 1,077,000 บาท) และเพชรพลอยสร้อยข้อมือ นาฬิกา และคลิปหนีบเนคไท พร้อมสมุดบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้ง 2 คนไป  บก.สส.สตม. จึงมอบหมายให้ กก.1 บก.สส.สตม. ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายเอดิ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ก.พ.63 ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราประเภท ผ.30 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปด้วยเหตุผล ใช้ชีวิตบั้นปลาย ถึงวันที่ 30 ม.ค.66 ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว จึงสืบสวนติดตามหาตัวนายเอดิ จนกระทั่งทราบว่านายเอดิ ได้ไปพักอาศัยในคอนโดมิเนียมในย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้ร่วมกับ ตม.จว.ชลบุรี บก.ตม.3 ไปตรวจสอบพบนายเอดิ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และจับกุมส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สืบ ตม. รวบแก๊งต่างชาติหลอกทำวีซ่าเชงเก้นปลอม

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม. ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภานุภาคณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผกก.ตม.จว.สตูล ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้
สืบ ตม. รวบแก๊งต่างชาติหลอกทำวีซ่าเชงเก้นปลอม บก.สส.สตม. เพิกถอนวีซ่าและจับกุมแก๊งต่างชาติ ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกชาวต่างชาติทำวีซ่าเชงเก้นปลอม และเป็นนายหน้ารับทำวีซ่า ส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร จำนวน 4 ราย ดังนี้
  1. นายอัมหมาด (นามสมมติ) อายุ 31 ปี สัญชาติปากีสถาน 
  2. นายมูฮัมหมัด (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติปากีสถาน
  3. นายชาคีน  (นามสมมติ) อายุ 33 ปี สัญชาติปากีสถาน
  4. นายอิฟาน (นามสมมติ) อายุ 28 ปี สัญชาติปากีสถาน 

ฤติการณ์การกระทำความผิด คือ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนทราบว่ามีกลุ่มชาวปากีสถานรับทำวีซ่าเชงเก้นให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการจะเดินทางไปประเทศกลุ่มเชงเก้น ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าวีซ่าเชงเก้นที่กลุ่มชาวปากีสถานรับทำเป็นวีซ่าปลอม จึงให้นายโรหิต (สายลับ) ชาวอินเดียติดต่อกับกลุ่มดังกล่าวเพื่อขอทำวีซ่า โดยนายโรหิตได้ติดต่อกับนายอัมหมาด หนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวปากีสถาน ซึ่งนายอัมหมาดได้ให้นายโรหิตมอบหนังสือเดินทางให้กับตนพร้อมทั้งลงชื่อในแบบฟอร์มการขอวีซ่าเชงเก้น และแจ้งให้นายโรหิตเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการเป็นเงิน 7,000  ยูโร (ประมาณ 267,000 บาท) โดยตกลงว่าเมื่อนายโรหิตจ่ายเงินครบแล้ว นายอัมหมาดจะนำหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าเชงเก้นมาให้นายโรหิต ต่อมานายอัมหมาดได้ส่งภาพถ่ายแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นที่อ้างว่าไปดำเนินการเรียบร้อยแล้วมาให้ นายโรหิต และให้นายโรหิตถ่ายภาพเงิน 7,000 ยูโร สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่งไปให้นายอัมหมาดตรวจสอบ เพื่อจะนัดวันรับหนังสือเดินทางและวีซ่า

จากนั้นนายโรหิตจึงได้ส่งภาพแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นที่ได้รับจากนายอัมหมาดมาให้เจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม. เพื่อตรวจสอบ และกก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ส่งภาพถ่ายแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นไปให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย ตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอม จึงวางแผนให้นายโรหิตนัดหมายนายอัมหมาดมาส่งมอบหนังสือเดินทางและวีซ่าเชงเก้นที่ร้านสะดวกซื้อในย่าน ถ.ลาดกระบัง แขวง/เขต ลาดกระบัง กรุงเทพฯ เมื่อถึงเวลานัดหมายนายอัมหมาด ได้เข้ามาพบนายโรหิตภายในร้านสะดวกซื้อ แจ้งว่าจะมารับนายโรหิตไปรับหนังสือเดินทางที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีนายมูฮัมหมัด และนายชาคีนนั่งอยู่ในรถแท็กซี่รอรับนายโรหิตหน้าร้านสะดวกซื้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงแสดงตัวเพื่อตรวจสอบเอกสารประจำตัวของนายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด และนายชาคีน และเดินทางไปตรวจสอบที่พักของ นายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด และนายชาคีน ที่อพาร์ทเม้นท์ ย่าน ซ.ลาดพร้าว 148 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ พบนายอิฟาน พักอาศัยภายในห้องดังกล่าว และตรวจพบหนังสือเดินทางของนายโรหิต ซึ่งไม่พบแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นภายในเล่มหนังสือเดินทางแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบหนังสือเดินทางประเทศอินเดีย จำนวน 2 เล่ม, แบบฟอร์มคำขอวีซ่าลาวพร้อมเอกสารของคนต่างด้าวที่จะขอวีซ่า จำนวน 16 ชุด จึงได้ตรวจยึดเอกสารดังกล่าวส่ง พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. 

จากการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ พบว่า นายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด, นายชาคีน และนายอิฟาน ร่วมกันแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยเป็นนายหน้ารับทำวีซ่าเซงเก้น อีกทั้งยังมีการส่งข้อความชักชวนชาวต่างชาติรายอื่นๆ ทำวีซ่าเซงเก้นอีกจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่สามารถทำวีซ่าได้จริง เป็นการหลอกลวงชาวต่างชาติทำวีซ่าเชงเก้นปลอม และจากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางพบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด, นายชาคีน และนายอิฟาน ยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรบุคคลทั้ง 4 รายดังกล่าว เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ามีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และ
ขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ มอบแผงโซลาร์เซลล์แก่สถานรับเลี้ยงเด็กในพื้นที่ห่างไกล

วันนี้ (23 พ.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และคณะได้เดินทางไปสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ข่วงอนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช บ้านปางควาย หมู่ที่ 9 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งข่วงอนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นอนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่พระองค์ได้ทรงเสียสละในการกอบกู้เอกราชให้เราเป็นไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมา ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กไม้ไผ่กรุงจ่อ ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เพื่อมอบแผงโซลาร์เซลล์ ใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อลดปัญหาค่าไฟ สามารถจ่ายไฟให้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชน

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยัง สภ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหา และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมี พ.ต.อ.ชายชาญ เพ็ญไชยา ผกก.สภ.เวียงแห่ง พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.เวียงแหง ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ผบ.ฟตร.ได้มอบเงินสนับสนุนการปฏิบัติงานให้กับ ผกก.สภ.เวียงสระ  พร้อมมอบถุงบำรุงขวัญและร่วมรับประทานอาหารกลางวันอย่างเป็นกันเองกับข้าราชการตำรวจ สภ.เวียงแหง และยังได้ร่วมร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง ณ บริเวณ สภ.เวียงแหง ด้วย ซึ่งได้สร้างรอยยิ้มให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้บังคับบัญชาที่พึงพอใจกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ตลอดจนข้าราชการตำรวจ สภ.เวียงแหง ทุกนาย ที่รู้สึกดีใจที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาเยี่ยมเยียน รับฟังปัญหา และให้แนวคิด ให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน

สมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ แถลงข่าวจัดแข่งขันเรือใบรายการ ACO คัดตัวไปแข่งขันในโอลิมปิก 

พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันเรือใบรายการ Asian Sailing Championships & Asian Continental Olympic Qualifier for Paris 2024 Olympic Games ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้ร่วมการแถลงข่าว ประกอบด้วย พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ, นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ,นายสนธยา คุณปลื้ม นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชลบุรีและนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

พลเรือเอก สมประสงค์ นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันเรือใบรายการ Asian Sailing Championships & Asian Continental Olympic Qualifier for Paris 2024 Olympic Games wa ACOQ ในครั้งนี้สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่ง ฯ ได้รับเกียรติจาก สหพันธ์เรือใบแห่งเอเชีย (Asian Sailing Federation : ASAF) และองค์กรเรือใบโลก (World Sailing : WS) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นการพัฒนาอีกก้าวหนึ่ง ของกีฬาเรือใบในประเทศไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเรือใบ ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย และชิงที่นั่งเพื่อเข้าไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนเป็นอย่างดีในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในนามประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพเรือ ส่วนราชการในจังหวัดชลบุรี เมืองพัทยาและภาคีเครือข่าย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชลบุรี กำหนดจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 10 - 20  ธันวาคม 2566ที่สมาคมสโมสรราชวรุณในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดชลบุรี โดยในขณะนี้มีประเทศต่างๆ แจ้งความจำนงเข้าร่วมการแข่งขันแล้วจำนวน 18 ประเทศ

สำหรับการจัดการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 สนามตามกลุ่มเรือ ดังนี้ สนาม 4 เรือ ILCA6 (อิลค่า ซิกซ์) ILCA 7 (อิลค่า เซเว่น) สนาม B เรือ 470 (โฟเซเว่นตี้) และสนาม C เรือ 49er (โฟตี้ไน เนอร์ เอฟเอ็กซ์) 49er Fx (โฟตี้ไน เนอร์ เอฟเอ็กซ์) ) และ Nacra17 (นาคร่า เซเว่นทีน) ใช้มาตรฐานการจัดระดับสากลได้แก่ กรรมการสนาม กรรมการตรวจเรืออุปกรณ์ กรรมการตัดสินระดับนานาชาติ (International Technical Official : ITO) ประมวลผลการแข่งขันด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ (ของ Sail Wave) ใช้ระบบติดตามและ แสดงภาพการแข่งขันสมัยใหม่ (ของ Sail Fish) จะทำให้สามารถรับชมและติดตามการแข่งขันได้จาก การถ่ายทอดสดทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ การจัดการแข่งขันรายการนี้ นับว่าเป็นผลดีต่อนักกีฬาของไทย ในการส่งนักกีฬาได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะผ่านการคัดเลือกไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก กับทั้งเป็นการแข่งขันในประเทศไทยจึงมีความคุ้นเคยในสภาพสนามแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการใช้กีฬากระตุ้นเศรษฐกิจ และสามารถประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ความเป็นไทย ไปสู่นานาชาติผ่านนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

‘สุทิน’ ยัน!! ‘ทหาร’ จะเป็นไม้สองแก้ปัญหาเด็กตีกัน พร้อมช่วยปลูกฝังจิตสำนึก หากเกินกำลังของตำรวจ

(23 พ.ย.66) ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์การแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทว่า มีกลไกระดับล่างที่แก้ไขปัญหากันอยู่ ทั้งระดับกระทรวงและตำรวจ แต่ถ้าเกินกำลังเชื่อว่าทางทหารอาจจะใช้กลไกในเรื่องของกำลังสำรอง หรือนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ถือเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้ หากเกินกว่ากำลังตำรวจ ทหารก็รับเหตุได้อยู่แล้ว

เชียงใหม่-เตรียมจัดงานโครงการหลวง 2566 เฉลิมพระเกียรติ ทศมมหาราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ

มูลนิธิโครงการหลวง แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “โครงการหลวง 2566” ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง 1-7 ธันวาคม นี้ ภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ จากชุนเขา สู่ ชาวเรา และชาวโลก” เตรียมพบกับการแสดงผลงานของโครงการหลวง และสินค้าคุณภาพกว่า 800 รายการ

เมื่อวันที่22 พ.ย. 66 ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่  พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง  พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ และ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมความพร้อมก่อนการจัดงาน “โครงการหลวง 2566”  ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2566 ที่จะถึงนี้ รวม 7 วัน ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ 

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า มูลนิธิโครงการหลวงได้กำหนดจัดงานโครงการหลวงประจำปี 2566 ที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนาพื้นที่สูงย่างเข้าสู่ปีที่ 55  

โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ จากชุนเขา สู่ ชาวเรา และชาวโลก”  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการจัดงานบนพื้นที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ แสดงผลสำเร็จเชิงประจักษ์ ที่สร้างความสุข ความเจริญ เกิดแก่ราษฎรบนขุนเขา นำมาสู่การเรียนรู้ เพื่อสร้างประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีอาหารจากครัวโครงการหลวงต่าง ๆ และอาหารท้องถิ่นในบรรยากาศกาดหมั้ว มากกว่า 50 รายการ งานครั้งนี้ จึงมากมายไปด้วยผลิตผล และผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และดีต่อเกษตรกรชาวเขาผู้ผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 มีกิจกรรมการเสวนาพิเศษจากผู้ที่เคยถวายงาน และนำแนวทางพระราชทานมาใช้ในการดำเนินชีวิต ณ ข่วงกิจกรรมสวนไผ่ พร้อมรำลึกในพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ 9 บทเพลง

ด้าน ดร. อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานมากมาย อาทิ การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ”  ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลลัพธ์ของการพัฒนาตามแนวทางพระราชทาน ในการแก้ปัญหาฝิ่น ความยากจน และปัญหาสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ ยังมีงานวิชาการหลากหลายเรื่องราว ที่ให้ทั้งสาระ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน

รวมทั้งการแสดงดนตรีในสวน การแสดงของเยาวชนชนเผ่าต่างๆ ในบรรยากาศจำลองชุมชนพื้นที่สูง พันธุ์พืชใหม่ที่นำมาจัดแสดงในปีนี้ อาทิ กุหลาบและเบญจมาศสายพันธุ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์กัญชงจากเส้นใยผสม รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ชุดชา 72 เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา และการจำหน่ายผลิตผล ผลิตภัณฑ์โครงการหลวง รวมกว่า 800 รายการ

สินค้าใหม่แนะนำในปีนี้ คือ ชุดผลิตภัณฑ์ชาโครงการหลวง เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สำหรับเป็นของฝากของขวัญเนื่องในโอกาสต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมี ข้าวโพดหวาน 2 สี พิเศษ ฝักขนาดใหญ่ เมล็ดมีสองสี คือ สีขาวและเหลือง รสชาติมีความหวานและหอมกว่าข้าวโพดทั่วไป มะเขือเทศเชอร์รีเหลืองหวาน สามารถรับประทานสด ผิวมันวาว เนื้อกรอบ รสชาติหวานไม่ฉ่ำน้ำ เมล็ดน้อย ไม่มีกลิ่นฉุนของมะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ไลโคปีน แคโรทีนอยด์ และสารเบต้า-แคโรทีน สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ผลขนาดใหญ่ สีแดงเข้ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นหอม เนื้อผลแน่น ทนทานต่อการขนส่งฯลฯโดยสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของมูลนิธิโครงการหลวง

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว  มาร่วมชมและเลือกซื้อผลผลิตของโครงการหลวง พร้อมเที่ยวชมและสัมผัสกับคุณค่าของงานโครงการหลวงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีกระจายอยู่ในทุกอำเภอ

โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “โครงการหลวง 2566” สามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

‘พิมพ์ภัทรา’ สั่ง ‘ก.อุตฯ’ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่ง ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ บรรเทาทุกข์ประชาชน 

(23 พ.ย. 66) ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ภาคใต้ ขานรับข้อสั่งการ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ จึงได้สั่งการไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็ว 

ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับรายงานเบื้องต้น พบว่า มีบางพื้นที่ประสานขอความช่วยเหลือ ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อาทิ พื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี  พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังการรั่วไหลของสารเคมีอันตราย และกากอุตสาหกรรม จัดเตรียมแผนรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงการให้บริการการตรวจประเมิน และคำปรึกษาแนะนำการบริหารจัดการในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งแบบลงพื้นที่ (Onsite) และระบบทางไกล (Remote Assessment)

พร้อมจัดตั้งให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ภาคใต้ ทำหน้าที่รวบรวมและกระจายความช่วยเหลือไปยัง 14 จังหวัดภาคใต้ สำหรับส่วนกลางให้สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นศูนย์รวบรวมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน และบริหารจัดการเพื่อส่งมอบไปยังพื้นที่ประสบภัยอื่น ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ 

ดร.ณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนชาวไทย โดยโครงการ ‘อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย’ ปีที่ 2 โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคเอกชน ผ่านอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม นำสิ่งของอุปโภค บริโภค และของใช้ที่จำเป็นแพ็กเป็น ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ผ่านมารวมระยะเวลากว่า 1 เดือน  ซึ่งได้ส่งมอบไปยังพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ราชบุรี พิจิตร ขอนแก่น มหาสารคาม ชุมพร ระนอง และนครศรีธรรมราช ส่งมอบถุงยังชีพไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไปแล้วกว่า 7,000 ราย

กระบี่-แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจน้องทหารใหม่ ผลัดที่ 2 ประจำปี 2566 หน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 อ.คลองท่อม จ.กระบี่ “เน้นย้ำให้ดูแลทหารใหม่ให้เสมือนคนในครอบครัว”

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เดินทางตรวจเยี่ยมให้กำลังใจน้องทหารใหม่ ผลัดที่ 2 ประจำปี 2566 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 อ.คลองท่อม จ.กระบี่ โดยมีพันเอก ธนวัฒน์ สายสกุลรัตน์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 พร้อมด้วยรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 15,ผู้ฝึกทหารใหม่ ตลอดจนส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและนำตรวจเยี่ยม

พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกทหารใหม่ยึดถือปฏิบัติตามหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกรมยุทธศึกษาทหารบก สร้างความภาคภูมิใจแก่น้องทหารใหม่และครอบครัว และในโอกาสนี้ได้นำอาหารพิเศษ (ไก่ย่างเนื้อทอง โดนัท น้ำหวานต่างๆ และไอศกรีม) มามอบให้กับน้องทหารใหม่ พร้อมมอบนโยบายการฝึกและมาตรการต่างๆ ให้หน่วยฝึกทหารใหม่ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด พร้อมเน้นย้ำให้ ผู้ฝึก ผู้ช่วยผู้ฝึก ครูนายสิบ ตลอดจนครูทหารใหม่ดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ใส่ใจในทุกรายละเอียดของน้องทหารใหม่ โดยเฉพาะการติดตั้งมุ้งลวดสำหรับโรงนอน พร้อมกับการติดกล้อง CCTV ภายในโรงนอนให้ครอบคลุมบริเวณจุดต่างๆ รวมถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวทางบ้าน จะต้องมีการเข้าไปดูแลครอบครัวของทหารใหม่ที่ทางบ้านประสบปัญหาต่างๆ  รวมถึงให้มีการแนะนำประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเข้าสู่การเป็นนักเรียนนายสิบ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับทหารใหม่ที่จะต่อยอดเข้าสู่การเป็นทหารอาชีพในอนาคต

พร้อมกันนี้ได้ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่ได้เก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ ที่ทางหน่วยฝึกฯ ได้มอบให้มากที่สุด และให้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ รวมถึงมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จงตั้งใจอดทนจนผ่านการฝึก พร้อมที่จะเป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง

‘สำนักจุฬาราชมนตรี’ ประกาศแต่งตั้ง ‘อรุณ บุญชม’ ดำรงตำแหน่ง ‘จุฬาราชมนตรี คนที่ 19’ ของไทย

(22 พ.ย. 66) ที่อาคารหอประชุม ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ถนนคลอง 9 แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสรรหาและให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนใหม่ ด้วยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2566 จึงเป็นเหตุให้ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีว่างลง

ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี มี 3 คนด้วยกัน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายประสาน ศรีเจริญ ตำแหน่งรองประธานผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี หมายเลข 2 นายอรุณ บุญชม ตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร หมายเลข 3 นายวิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านเหนือจังหวัดสงขลา

จากนั้นเวลา 13.10 น. นายชาดาประกาศผลการนับคะแนน ปรากฏว่า นายอรุณ บุญชม ตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร หมายเลข 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็น จุฬาราชมนตรี คนที่ 19 ด้วยคะแนน 427 คะแนน

สำหรับผู้มีสิทธิลงคะแนนในครั้งนี้มี 723 คน

หมายเลข 1 นายประสาน ศรีเจริญ ได้รับคะแนนเสียง 129 คะแนน
หมายเลข 2 นายอรุณ บุญชม ได้รับคะแนนเสียง 471 คะแนน
หมายเลข 3 ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ได้รับคะแนนเสียง 115 คะแนน 

บัตรดี 715 บัตรเสีย 7 ไม่ประสงค์ออกเสียง 1

สำหรับประวัติ นายอรุณ บุญชม เรียนจบปริญญาตรี สาขาอัลฮะดีษและอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลาม นครมาดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยเป็นอาจารย์สอนอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับระดับ ‘ซานะวีย์’ โรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ (บ้านดอน) เป็นวิทยากรบรรยายศาสนธรรมให้แก่สถาบันและองค์กรต่างๆ

นอกจากนั้นยังเป็นอิหม่ามประจำมัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีน (สุเหร่าบ้านดอน) กรุงเทพมหานคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร เป็นรองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ประธานคณะกรรมการเมืองไทยชารีอะห์ อุปนายกสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

‘น้องภีม’ ควาญช้างวัย 11 ขวบ โชว์ลีลาขี่ ‘พลายปีโป้’ นำแห่หน้าขบวนกลองยาว ในงานทอดกฐินที่เมืองตรัง

(22 พ.ย. 66) ช่วงนี้เป็นเทศกาลงานทอดกฐินสามัคคี วัดต่าง ๆ จึงมีงานทอดกฐินหลังวันออกพรรษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องหลายกิจการมีรายได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มคนเลี้ยงช้างในจังหวัดตรัง ซึ่งมักจะได้รับการว่าจ้างให้นำช้างแสนรู้ ไปแห่นำหน้าขบวนกลองยาว สร้างสีสันและเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าภาพ

โดยล่าสุด ในขบวนแห่ช้างได้พบกับควาญช้างที่วัย 11 ขวบเป็นนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านห้วยเร็จ ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ชื่อว่า เด็กชาย วีระวัฒน์ นุ้ยเร็ต หรือ ‘น้องภีม’ อายุ 11 ขวบ ขี่ช้าง ‘พลายปีโป้’ อายุ 20 ปีมาร่วมขบวนแห่ไปตามถนนสายนาบินหลา-ทุ่งชน ตำบลนาบินหลา อำเภอเมืองตรัง เป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตรได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่แพ้บรรดาควาญช้างรุ่นใหญ่ โดยมีญาติ ๆ ขี่ช้างเชือกอื่นมาร่วมขบวนด้วย

น้องภีม ได้โชว์ลีลาการบังคับช้าง การขึ้นลงบนหลังช้างแบบสบาย ๆ สร้างความประทับใจให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างมาก และเมื่อสอบถามน้องภีมจึงทราบว่า บ้านคุณลุงและคุณน้าของน้องภีมเลี้ยงช้างมานานหลายปีแล้ว ทำให้น้องภีมเห็นช้างมาตั้งแต่เกิด จึงมีความรักความผูกพันและหัดขี่ช้างมาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ น้องภีม จึงเริ่มขี่ช้างออกงานได้ แต่ยังต้องมีคุณลุงหรือคุณน้าคอยจูงช้างให้

น้องภีม มักจะใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุด ตามญาติไปขี่ช้าง รับจ้างเดินป่า ชักลากไม้ยางพารา งานท่องเที่ยว และงานบุญงานทอดกฐินต่างๆ ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น ถือเป็นควาญช้างที่อายุน้อยที่สุดใน จ.ตรัง ซึ่งก็ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก ส่วนรายได้ญาติจะแบ่งปันให้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนครั้งละไม่กี่บาท ซึ่งน้องภีมไม่ได้สนใจ แค่ได้ขี่ช้างไปร่วมงานก็พอใจแล้ว  สำหรับช้างที่น้องภีมชอบขี่มี 2 เชือก ชื่อว่าพลายกล้วยกับพลายปีโป้ เนื่องจากเป็นช้างที่โตมาด้วยกัน มีนิสัยดี ไม่ดุร้าย สวยสง่า และไม่ตื่นกลัวคน ซึ่งในอนาคตญาติอยากจะให้น้องภีมเป็นควาญช้างสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น หลังเห็นแววว่าน้องภีมทำหน้าที่นี้ได้ดีและมีใจรักมาตั้งแต่เด็ก

โดย ด.ช.วีระวัฒน์ นุ้ยเร็ต หรือน้องภีม กล่าวว่า ช้างที่ขี่ได้ชื่อพลายปีโป้กับพลายกล้วย ซึ่งตนขี่แล้วรู้สึกชอบมาก โดยมากับคุณตา ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงช้างแต่ตาเลี้ยง ขี่แล้วรู้สึกสนุก ชอบมาก โตขึ้นก็อยากจะเป็นควาญช้างด้วย

นายอนุพงศ์ จันทร์สุข อายุ 33 ปีน้าชายของน้องภีม กล่าวว่า น้องภีมชอบขี่ช้างมาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบแล้ว ซึ่งน้องภีมชอบตามไปชักลากไม้ แม้ที่บ้านของน้องภีมจะไม่ได้เลี้ยงช้าง ส่วนตนเป็นน้าชายมีช้างอยู่ 1 เชือก ชื่อพลายปีโป้ที่น้องภีมชอบขี่ เวลาไปทำงานน้องภีมจะชอบตาม โดยบังคับช้างด้วยการพาขี่ไปไกลได้ถึง 10 กิโล หากโตขึ้นก็อยากให้น้องภีมเป็นควาญช้างต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top