Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวให้กำลังใจทีมปฎิบัติการพิเศษที่กว่า40คนเข้าร่วมแข่งขันในรายการ UAE SWAT Challenge

วันจันทร์ ที่15 มกราคม 2567 เวลา12.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวให้กำลังใจ เหล่าสุดยอดปฎิบัติการพิเศษ ซึ่งนำทีมโดย พ.ต.อ.รังสรรค์ เนตรเกื้อกิจ รอง ผบก.สอ.บช.ตชด., พ.ต.ท.อธิวัฒน์ ลาสุทธิ ผกก.3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ.บช.ตชด.,พ.ต.อ.อาทิตย์ วงษ์จันนา ผกก.ต่อต้านการก่อการร้าย บก.สปพ. พร้อมทีมครูผู้ฝึกสอนและทีมปฎิบัติการพิเศษที่กว่า40คน ที่จะเดินทางเข้าร่วมแข่งขันในรายการ UAE SWAT Challenge ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์นี้

โดยการแข่งขันในปีนี้ ประเทศไทยเราได้ส่งผู้เข้าร่วมแข่งขันไปเข้าร่วมทั้งประเภทชายและหญิง รวมทั้งสิ้น 3 ทีม โดยเป็นการรวมตัวกันของสุดยอดหัวกะทิ อย่าง คอมมานโด,อรินทร์ทราช 26,นเรศวน 261,หน่วยปฏิบัติพิเศษภาค 1-9 ฯลฯ และถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดส่งทีมปฎิบัติการพิเศษหญิงเข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการได้แลกเปลี่ยนความรู้ ทางการใช้อาวุธ และยุทธวิธี โดยทีมต่างๆ จะต้องพบกับความท้าทาย ทั้งบททดสอบความชํานาญในด้านต่างๆ ที่จะต้องใช้ทั้งพลังกาย พลังใจ สมาธิ และการวางแผนที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความจําเป็นต่อการปฏิบัติงานของ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ

ในปีนี้มีทีมที่เข้าร่วมจากทั่วโลกมากกว่า 70 ทีมจาก 77 ประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาไทยเราได้สร้างผลงานจากทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษในรายการนี้ไว้อยู่ที่อันดับ 5 ของโลก

ด้าน ผบ.ตร.ย้ำถึงการเดินทางไปเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ว่า อยากให้ทุกคนเอาชนะใจตัวเอง และเก็บประสบการณ์ที่เกิดขึ้น กลับมาต่อยอดส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนรับมอบนโยบายการขับเคลื่อนทิศทางการบริหาร กระทรวงยุติธรรม ปี พ.ศ.2567

วันที่ 15 ถึงวันทึ่ 16 มกราคม 2567 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รับสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้เกียรติ "มอบนโยบายการขับเคลื่อนทิศทางการบริหาร กระทรวงยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567" ภายใต้โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การมอบนโยบายและแนวทางการ ปฏิบัติราชการ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567" โดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนพร้อมคณะรองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ จำนวน 144 คน ให้การต้อนรับพร้อมร่วมรับฟังนโยบายโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบาย และแนวทางในสังกัดกรมพินิจฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบาย และแนวทางในการปฏิบัติราชการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมไปในทิศทางเดียวกัน และมีนางนลินนา ไกรนรา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ฝ่ายปฏิบัติการและนายโกมล พรมเพ็ง รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ฝ่ายบริหาร ร่วมกล่าวถึงแนวทาง

"การขับเคลื่อนการบริหารราชการกรมพินิจฯ อย่างมีประสิทธิภาพ"ตามลำดับ โดยในช่วงเช้า (เวลา 09.00 - 11.00 น.) ได้รับเกียรติจาก ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายในหัวข้อ "บริหารงานให้ได้ผลบริหารคนให้ได้งาน" 

เชียงใหม่-สร้างประสบการณ์"Koala's March Adventure in Chiang Mai Zoo : ชวนผจญภัยครั้งใหม่ไปกับมาร์ชคุงและผองเพื่อน " 

ลอตเต้ โคอะลา มาร์ช ร่วมกับ สวนสัตว์เชียงใหม่ จัดกิจกรรม“Koala’s March Adventure in Chiangmai Zoo: ชวนผจญภัยครั้งใหม่ไปกับมาร์ชคุงและผองเพื่อน กิจกรรมสันทนาการ เพื่อมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับเด็กเชียงใหม่ พร้อมร่วมสนับสนุนสวนสัตว์เชียงใหม่ ด้วยการนำเงินมอบให้กับทางสวนสัตว์ เพื่อเป็นค่าบำรุง ค่าอาหาร และเลี้ยงดูโคอาลา

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567  ณ บริเวณจุดแสดงโคอาลา สวนสัตว์เชียงใหม่ นางพิไลลักษณ์ บุญมา กรรมการ บริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด หรือลอตเต้ โคอะลา มาร์ช และนายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด “Koala’s March Adventure in Chiangmai Zoo: ชวนผจญภัยครั้งใหม่ไปกับมาร์ชคุงและผองเพื่อน” เพื่อแสดงถึงความร่วมมือในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยภายในงาน นางสาวพลอย ชิดจันทร์ และครอบครัวได้ให้เกียรติร่วมงาน ในครั้งนี้ด้วย พร้อมทั้งร่วมสนุกตามบูธกิจกรรม ทั้ง 4 กิจกรรม ณ จุดแสดงโคอาลา รวมถึงกิจกรรมในโซนมินิซู

ทั้งนี้ทางลอตเต้ โคอะลามาร์ช ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและต้องการผลักดันภาพลักษณ์ของโคอาล่า ให้เป็นที่น่าจดจำของทุกคนที่เข้ามาในสวนสัตว์ และยังได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในโซนโคอาลา ทั้งโมเดล
โคอะลา มาร์ช และป้ายต่าง ๆ ให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ทางลอตเต้ โคอะลา มาร์ช ยังได้จัดกิจกรรมสันทนาการ เพื่อมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับเด็ก ๆ ถึง 4 กิจกรรม ได้แก่ โคอะลาอาร์ตติส, ทายศัพท์กับพี่มาร์ชคุง, โคอะลามาร์ช(เตอร์)เชฟ และ โคอะลาจอมพลัง พร้อมของรางวัลอีกมากมาย โดยกิจกรรมทั้งหมด ถูกจัดขึ้น ณ จุดแสดงโคอาล่า ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม - 29 กุมภาพันธ์ 2567 อีกทั้งในพิธีทางลอตเต้ โคอะลา มาร์ช ได้ร่วมสนับสนุน และมอบเงินให้กับทางสวนสัตว์ เพื่อเป็นค่าบำรุงสถานที่ ค่าอาหาร และเลี้ยงดูโคอาลา

"ทางลอตเต้ โคอะลามาร์ช ทำกิจกรรมภายใต้ 3 วัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ สร้างประสบการณ์ระหว่างแบรนด์ โคอะลามาร์ช และสวนสัตว์เชียงใหม่ ผ่านการจัดกิจกรรมของ โคอะลามาร์ช เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และใกล้ชิดมากขึ้นสร้างภาพลักษณ์ของโคอาล่าให้เป็นที่จดจำของทุกคน เมื่อเข้ามาในสวนสัตว์ปรับภาพลักษณ์สถานที่โซนโคอาล่า ทั้งป้ายต่างๆ และปรับปรุงโมเดลโคอะลามาร์ชใหม่ ให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางเรานั้นเริ่มการปรับปรุงตั้งแต่ช่วง กลาง ถึงปลายปีที่ผ่านมาและได้รับความร่วมมือจากส่วนสัตว์เชียงใหม่เป็นอย่างดีกิจกรรมทั้งหมดจัดขึ้นที่โซนโคอาล่าและโซนมินิซู โดยในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ รวมถึงทุกคนสามารถลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากโคอะลา มาร์ชอีกมากมาย 

นอกจากนี้ ทางบริษัทไทยลอตเต้ ยังสนับสนุนโครงการทัศนศึกษา ให้เด็กๆจากโรงเรียนต่างๆในเชียงใหม่ทั้งหมด 10 โรงเรียน มาทัศนศึกษาและเล่นกิจกรรมโคอะลา มาร์ช ที่สวนสัตว์เชียงใหม่  อีกหนึ่งสิ่งที่ทาง ลอตเต้ โคอะลามาร์ช ตั้งใจมาในวันนี้ ก็คือการร่วมสนับสนุนสวนสัตว์เชียงใหม่ ด้วยการนำเงินมอบให้กับทางสวนสัตว์ เพื่อเป็นค่าบำรุง ค่าอาหาร และเลี้ยงดูโคอาลา"  กรรมการ บริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด กล่าว

ด้านผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่  กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ทางบริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างประสบการณ์ของเด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมสันทนาการมากมาย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของทางสวนสัตว์เชียงใหม่ ในด้านการเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก การอนุรักษ์สัตว์ป่า และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน และทันสมัยของภาคเหนือ และระดับประเทศ​ นอกจากนี้ทางสวนสัตว์เชียงใหม่ ยังมีนโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์เรื่องการพัฒนาด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมของสวนสัตว์เชียงใหม่ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า และการท่องเที่ยวอย่างมีมาตราฐานเพื่อยกระดับเป็นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่สากลอย่างยั่งยืน

ซึ่งในกิจกรรมที่ทางโคอะลา มาร์ช ได้ตั้งใจสรรสร้างเพื่อเด็ก ๆ ในครั้งนี้ นอกจากกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในโซนโคอะลา และโซนมินิซู ทางลอตเต้ยังสนับสนุนโครงการทัศนศึกษาให้เด็ก ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมกิจกรรมร่วมสร้างประสบการณ์ สร้างรอยยิ้ม และศึกษาวงจรชีวิตสัตว์ป่า ปลูกจิตสำนึก รณรงค์การอนุรักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาไว้ซึ่งความยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ขณะที่นางสาวพลอย ชิดจันทร์ ได้กล่าวถึงความรู้สึกในการมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า วันนี้ได้พาลูกๆมาร่วมกิจกรรมซึ่งเด็กๆก็ชอบมากเพราะมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ลูกๆชอบโคอะลา มาร์ช กันหมด ทั้งขนมที่มีหลายรสชาติและโมเดลที่เหมาะกับเด็กๆทุกวัย ก็อยากจะให้ทางบริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด หรือลอตเต้ โคอะลา มาร์ช มาจัดงานแบบนี้ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ทุกๆปี

นภาพร/เชียงใหม่

ครอบครัวคนรักษ์ข้อครั้งที่ 14 “Innovation Changes Your life เปลี่ยนข้อเปลี่ยนคุณภาพชีวิต  ”

โรงพยาบาลพญาไท3 จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัดรักษาเปลี่ยนข้อเข่าเทียมกับศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อโรงพยาบาลพญาไท3 ภายใต้ตีมการจัดงาน  “Innovation Changes Your life เปลี่ยนข้อ เปลี่ยนคุณภาพชีวิต  ”  ในวันที่ 14 มกราคม 2567 ณ.โรงแรมริเวอร์ไซด์กรุงเทพ

โดยในปีนี้ได้นำนวัตกรรมด้านการรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยด้วยกายภาพบำบัดมาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้การก้าวไปอีกขั้นของการดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลพญาไท3 ซึ่งเป็นไปตามที่ท่านนายแพทย์สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท3 ได้กล่าวถึงและให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการนำ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลพร้อมทั้งสนับสนุนให้บุคลากรคิดค้นนวัตกรรมการรักษาจนส่งผลงานประกวด  นวัตกรรมรองเท้าสเก็ต  smart knee rehab   จากทีมกายภาพบำบัด  จนสามารถคว้าแชมป์จากงานการประกวดนวัตกรรมจากเครือ BDMS  ถือเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งขององค์กร โดยมีทีมแพทย์มากฝีมือจากศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อโรงพยาบาลพญาไท3 นำทีมโดย    ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช  ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อโรงพยาบาลพญาไท3  ให้ความสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาในการรักษาที่ดีเสมอมา 

บรรยากาศภายในงานได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่นในการร่วมกิจกรรประจำบูธ        พร้อมรับฟังการสนทนาในช่วง Dr.talks  ในเรื่องของ นวัตกรรมการรักษา พร้อมรับประทานอาหารล่องเรือหรู ชมบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาร่วมกันในช่วงค่ำ ถือเป็นอีกกิจกรรมดีๆที่เราจัดกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ป่วยได้ร่วมกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์อันดีในทุกๆปี เราจะไม่หยุดพัฒนา นวัตกรรมการรักษา เพื่อพัฒนาคุณชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

‘เจ้าของร้านหมูกระทะ’ ช้ำใจ ถูก ‘คนพิการ’ เอาเปรียบ หลังเปิดให้กินฟรี  ซ้ำ!! ทำภาษามือนินทาพนักงานโง่ ตัดพ้อ!! มีความคิดอยากเลิกทำ

(15 ม.ค.67) ‘บูม หมูกระทะ’ อินฟลูเอนเซอร์ผู้โด่งดังจากการเก็บสุนัขมาเลี้ยง ก่อนจะทำธุรกิจร้านหมูกระทะชื่อ ‘เทยกะทะ’ และเปิดให้คนท้อง คนพิการ เด็ก และคนสูงอายุ กินฟรี

ล่าสุด ‘บูม’ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขอความเห็นใจว่า "อย่าเอาความใจดีของบูมมาเอาเปรียบบูมเลย ที่บูมให้คนท้อง พิการ เด็ก คนแก่ ทานฟรี เพราะอยากให้กำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มาทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยมันทำให้บูมมีความคิดอยากจะเลิกให้ทานฟรี

มีคนพิการ หูหนวก เป็นใบ้ นัดกันมา 10 คน แล้วนั่งกระจายโต๊ะ 10 โต๊ะ ไม่นั่งด้วยกันแล้วบอกว่ามาคนเดียว เผื่อจะได้คนละชุดเป็น 10 ชุด พอพนักงานเสิร์ฟ 10 ชุดแล้ว เขาจึงมานั่งร่วมโต๊ะกันและบอกพนักงานว่า 5 ชุดกินที่ร้าน อีก 5 ชุดจะห่อกลับบ้าน แล้วคุยภาษามือว่า พนักงานร้านบูมโง่พวกเขาฉลาด

อีกเคสพิการหูหนวกเป็นใบ้ พนักงานที่ร้านจะแจ้งทุกครั้งว่า ถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์ และกุ้งเผา ส้มตำ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะค่าหมูกระทะน้ำดื่มคือฟรี เขาก็เขียนกระดาษให้พนักงานว่าไปดูถูกเขา ว่าเขาจะไม่มีตังค์จ่ายหรอ แล้วก็สั่งจนเต็มโต๊ะทั้งกุ้งเผาทั้งเบียร์ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ทำเนียน หนีออกจากโต๊ะทีละคนแล้วก็ไม่จ่ายตังค์เลย

บูมคิดหลายครั้งมากว่าจะไม่ให้ทานฟรีแล้ว แต่ก็เห็นใจคนที่เขาไม่มีโอกาสได้ทานจริง ๆ ถ้าเป็นทุกคนยังอยากให้ทานฟรีอยู่ไหมคะ?"

‘อัสสัมชัญ’ แจง ปม นร.ลาไปแข่งสนุกเกอร์ แต่ให้ติด 0 พลศึกษา พบ!! กรอกข้อมูลพลาด ล่าสุดเตรียมนัดหมายแก้ไขคะแนนแล้ว

(15 ม.ค. 67) จากกรณีนายสมฤกษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา หรือ ‘ปูเป้ ฟุตบอล 108’ ผู้สื่อข่าวกีฬารุ่นใหญ่ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ด.ช.ลมหนาว อิศรางกูร ณ อยุธยา ลูกชาย เป็นตัวแทนไปแข่งกีฬาสนุกเกอร์เยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือก ก่อนคว้ามา 2 เหรียญทอง สร้างชื่อให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ แต่กลับติด 0 ในวิชาพลศึกษาและสุขศึกษาในการสอบกลางภาค

ล่าสุดที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นายสมฤกษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา พร้อมภรรยา ผู้ปกครองน้องลมหนาว เข้าพบ ภารดา ดร.อาวุธ ศิลาเกษ ผอ.รร.อัสสัมชัญ เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนชี้แจง

นายสมฤกษ์ เผยว่า ลูกชายมีวิชาเรียนทั้งหมด 15 วิชา ช่วงสอบกลางภาคได้เข้าสอบไปแล้ว 13 วิชา แต่ยังเหลือวิชาพลศึกษากับสุขศึกษาที่ยังไม่ได้สอบ เพราะลูกต้องไปแข่งกีฬา และทำหนังสือขอตัวไปแข่งขัน ส่งไปขออนุญาตกับโรงเรียนอย่างชัดเจนแล้ว ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับผลการสอบและทราบว่าผลการสอบติด 0 น้องลมหนาวกับครอบครัวก็รู้สึกงง วันนี้จึงมาพบกับผู้อำนวยการโรงเรียนและได้รับการชี้แจงที่ชัดเจนแล้ว จึงไม่ติดใจอะไรอีก

มาสเตอร์โสภณ สกุลเรือง หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน ชี้แจงว่า โรงเรียนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงหารือกับผู้ปกครองกระทั่งได้ข้อสรุปว่า คะแนนที่ผู้ปกครองได้รับ เป็นคะแนนสอบกลางภาค ไม่ใช่เกรด และโรงเรียนพบข้อผิดพลาดของระบบการลงคะแนนผ่านคอมพิวเตอร์ว่า แท้จริงแล้วการลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องระบุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น แต่สามารถระบุสาเหตุอื่นได้ เช่น ยังไม่ได้สอบหรือเหตุผลอื่นๆ

ทั้งนี้ การลงคะแนนดังกล่าวมีระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้ครูต้องรีบกรอกข้อมูล จึงอาจเกิดข้อบกพร่องขึ้นได้ ก่อนมอบหมายให้ครูประจำชั้น ดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคลไม่เพียงแต่ให้ครูประจำวิชาคอยดูแลเท่านั้น แต่ขณะนี้โรงเรียนยังไม่ได้พูดคุยกับครูประจำวิชาดังกล่าว เนื่องจากมีภารกิจส่งนักเรียนไปแข่งขันวอลเลย์บอลที่ต่างจังหวัด และหลังจากนี้จะนัดหมายน้องลมหนาวเข้ามาแก้ไขคะแนนต่อ

มาสเตอร์โสภณ กล่าวอีกว่า โรงเรียนมีแนวทางการส่งเสริมนักเรียนในด้านกีฬา ดนตรีและอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในระดับใด จะมีคะแนนให้เพิ่มเติมตามเกณฑ์ของโรงเรียนที่สนับสนุนนักเรียนที่สร้างชื่อเสียงในด้านต่างๆ

‘Fight Club แม่กลอง’ เตรียมจัดเวทีชกมวยข้างถนน 27 ม.ค.นี้ จุดพีก!! จับคู่กรณีทะเลาะวิวาทมาชกกันในเกมกีฬา หวังหย่าศึก

(15 ม.ค. 67) นายประพันธ์ พลอยสุวรรณ โปรโมเตอร์มวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนน สมาคม Fight Club แม่กลอง ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า สมาคม Fight Club แม่กลอง เป็นสาขาที่ 2 ใน 6 สาขาของสมาคม Fight Club Thailand ที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี ประกอบด้วย แม่กลอง สมุทรสงคราม ปทุมธานี พระประแดง North Side เชียงราย และลพบุรี

โดย Fight Club แม่กลองได้จัดให้มีการชกมวยข้างถนน หรือมวยนอกสังเวียนมาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค.นี้ ณ เวทีมวยชั่วคราวใต้สะพานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง) เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม สาเหตุที่จัดใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองเพราะได้บรรยากาศสังเวียนมวยข้างถนน ขณะนี้มีคู่ชกแล้วจำนวน 21 คู่ 1 ในนั้นเป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ทะเลาะวิวาทกันเรื่องแย่งผู้โดยสาร ส่วนที่เหลือเป็นการชกกันระหว่างคนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดอื่นๆ 

นายประพันธ์ เผยว่า วัตถุประสงค์การจัดชกมวยนอกสังเวียน เพื่อสร้างสังเวียนให้คู่กรณีที่ทะเลาะวิวาทกันโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีปัญหากันจะได้ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากันเอง จึงจัดให้มาต่อสู้กันในกติกาเกมกีฬาแทน โดยชกกันมือเปล่าใช้ใจใช้แรงใช้สมองปราศจากอาวุธใดๆ ลดปัญหาทะเลาะวิวาทยกพวกตีกันที่อาจมีการใช้อาวุธทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนเป็นคดีความ

นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวแล้ว ยังอาจทำให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกลูกหลงดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ผู้ที่สนใจ ชื่นชอบ หรือมุ่งหวังจะเข้าสู่เส้นทางชกมวยเป็นอาชีพได้กล้าแสดงออก และได้ฝึกฝนหาประสบการณ์อีกด้วย             

ส่วนกติกาการชกมวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนนนั้น เป็นการชกกันยกเดียวใช้เวลา 3 นาที ห้ามใช้ศอก ห้ามทุบท้ายทอย ห้ามชกข้างหลัง และเมื่อคู่ต่อสู้ล้มห้ามซ้ำ ผู้ชกต้องสมัครใจ มีใบรับรองแพทย์ อายุ 18 ปีขึ้นไป หากต่ำกว่า 18  ปีต้องมีใบอนุญาตจากผู้ปกครอง น้ำหนักต้องใกล้เคียงกันบวกลบไม่เกิน 3 กิโลกรัม ทั้งคู่สามารถจะตกลงกันเองได้ว่าจะเลือกชกกันแบบกติกามวยไทยหรือมวยสากล ใช้นวมมาตรฐาน 10 ออนซ์ หรือนวม MMA ต้องใส่ฟันยาง และในการชกจะมีการเซฟความปลอดภัยทั้งนักชกและผู้ชมโดยมีการตรวจค้นอาวุธทุกคนที่เข้าร่วมงาน มีแพทย์สนาม มีรถพยาบาล รถกู้ชีพคอยแสตนด์บาย และเนื่องจากเวทีเป็นพื้นยางปูกับพื้นดินไม่มีเชือกสังเวียน นอกจากจะมีกรรมการห้ามบนเวที 1 คนแล้ว ทั้ง 4 มุม ยังมีกรรมการ Safety Man อีกมุมละ 1 คน รวมเป็น 5 คน คอยดูแลความปลอดภัยช่วยเซฟนักมวยหากมีการเสียหลักล้มป้องกันศีรษะกระแทกพื้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักชกทั้งหมดไม่มีค่าตัว มีใบสมัครเหมือนมวยอาชีพ ชกเสร็จมีเหรียญกล้าหาญมอบให้ทุกคน และเนื่องจากไม่ได้ชกกันเพื่อเอาผลแพ้ชนะแต่เป็นการชกกันเพื่อชนะใจตัวเอง และหากเป็นคู่วิวาทเน้นการเคลียร์ใจด้วยกติกากีฬาที่ถูกต้องไม่ใช้กำลังแบบวิถีนักเลง เมื่อชกกันจบแล้วเรื่องวิวาทต้องจบด้วย ไม่มีการแก้แค้นกันต่อ นอกจากนี้ ผู้ที่จะขึ้นชกต้องบอกด้วยว่าเคยผ่านสังเวียนชกมวยมาก่อนหรือไม่เพื่อจะได้จับคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อไม่ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันมาก

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจชมการชกมวยนอกสังเวียน หรือมวยข้างถนนทั้ง 21 คู่ ฟรี ณ เวทีมวยชั่วคราวใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสะพานยาว เขตเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม วันที่ 27 ม.ค. เริ่มตั้งเวลา 19.00 น.เป็นต้นไป หรือหากท่านใดต้องการจะชกมวยนอกสังเวียน ยังสมัครได้ที่แฟนเพจสมาคม Fight Club Thailand ทุกวัน

มหากาพย์โกงในตลาดหุ้น อดีต - ปัจจุบัน ผู้บริหารหอบเงินเสวยสุข - ทิ้งนักลงทุนน้ำตาตก

‘การลงทุน’ ให้เงินงอกเงยนั้น เป็นสิ่งที่คนทั่วไปต่างคาดหวัง ขณะที่ ‘ตลาดหุ้น’ คือ แหล่งลงทุนที่คนส่วนใหญ่เลือก แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะได้กำไรเสมอไป เพราะมีความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหากเป็นการขาดทุนจากภาวะปกติของการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เรานำเงินเข้าไปลงทุนก็คงไม่น่าเจ็บใจนัก แต่ถ้าเกิดจากการทุจริตของผู้บริหารจนทำให้บริษัทขาดทุนล้มละลาย แบบนี้เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะทำใจได้

ที่ผ่านมา มีกรณีที่ผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์กระทำการทุจริต จนทำให้เกิดความเสียหาย ส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินมาแล้วหลายกรณี บางกรณีผู้บริหารโกง พร้อมหอบเงินหนีคดีไปเสวยสุขในต่างประเทศหลายราย 

สำหรับหายนะครั้งล่าสุดที่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนอย่างมาก เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมานี่เอง นั่นก็คือ ใน บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ซึ่งเป็นมหากาพย์การโกงที่สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า คดีทุจริตในบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น มีการโกงเงินไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากข้อมูลทางการสืบสวนสอบสวน ชี้ว่า ‘นายชนินทร์ เย็นสุดใจ’ อดีตประธาน STARK หนึ่งในผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ โยกเงินไปอยู่ที่อังกฤษอีกประมาณ 8,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรณีอดีตผู้บริหาร STARK ที่เผ่นหนีออกนอกประเทศ ไม่ใช่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนรายแรกที่หอบเงินหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ 

ย้อนไปเมื่อปี 2551 นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการบริษัท เอส อี ซี ออร์โต้เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถหรูรายใหญ่ ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งหนีคดีหอบเงินนับร้อยล้านเผ่นออกต่างประเทศ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถตามตัวกลับมารับโทษได้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสุดอื้อฉาวของวงการตลาดหุ้นไทย เมื่อนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนีคดีหุ้นบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNIC ซึ่งโยงใยในการยักยอกทรัพย์บริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด นักลงทุนที่เจ๊งกันระนาว รวมถึงบรรดา สส. และนักการเมืองที่ได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน ต่างน้ำตาตกไปตาม ๆ กัน เพราะก่อนที่หุ้นเพิ่มทุน PICNIC จะเข้าทำการซื้อขาย เริ่มมีข่าวลือร้าย ๆ ออกมา ทำให้ราคาหุ้นรูดชนิดกู่ไม่กลับ และสุดท้ายนายสุริยา ได้เผ่นหนีคดี จนป่านนี้ยังไม่รู้อยู่แห่งหนใด

อีกหนึ่งกรณีการโกงที่สร้างความเจ็บปวดที่หลายคนยังจำได้ดี เพราะสร้างความเสียหายในวงกว้างนั่นก็คือ บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กพีเรียนซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CAWOW เจ้าของแคลิฟอร์เนียฟิตเนส ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงลูกค้าที่จ่ายเงินค่าสมาชิกไปล่วงหน้าอีกมากมาย 

สำหรับ บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าวฯ ก่อตั้งโดยนายเอริค มาร์ค เลอวีน ชาวสหรัฐฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปลายปี 2548 ในราคาหุ้นละ 6 บาท และสามารถแสดงผลประกอบการที่มีกำไรได้เพียงปีเดียวคือ ปี 2549 ก่อนจะขาดทุนต่อเนื่อง จนกระทั่งถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสั่งฟื้นฟูกิจการ และพักการซื้อขายในปี 2554 จากนั้นได้ทยอยปิดสาขาลงจนหมด และสุดท้ายนายเอริค ก็หอบเงินที่โกงจากสมาชิกและปล้นจากนักลงทุนในตลาดหุ้น หนีเข้ากลีบเมฆ กลับไปเสวยสุขในบ้านเกิดตัวเอง และจนถึงปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่สามารถจัดการกับฝรั่งจอมโกงรายนี้ได้

นี่เป็นเพียงบางส่วนของมหากาพย์การโกงในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเกิดจากตัวผู้บริหารที่ทำการทุจริตบริษัทตัวเอง เป็นการปล้นนักลงทุนผ่านตลาดหุ้นแล้วก็หอบเงินหนีไปเสวยสุข ซึ่งเชื่อว่าจะยังมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ตราบใดที่ผู้บริหารไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและยังมีความโลภครอบงำ

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์โกงแบบหน้าด้าน ๆ แล้ว สิ่งที่นักลงทุนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายต้องการอย่างยิ่ง คงหนีไม่พ้นการชดใช้ และนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาดำเนินคดีได้เลย 

นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังสร้างผลกระทบอย่างมากในขณะนี้ นั่นก็คือ การผิดนัดชำระหนี้ ‘หุ้นกู้’ จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ชำระหนี้หุ้นกู้ในปี 2566 มีมูลค่ารวมทัั้งหมด 16,363 ล้านบาท ประกอบด้วย

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ทั้งหมด 7 รุ่น รวม 2,334 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ทั้งหมด 9 รุ่น รวม 9,198 ล้านบาท 
บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO ทั้งหมด 4 รุ่น 409 ล้านบาท
บริษัท เดซติเนชั่น รีสอร์ทส์ จำกัด หรือ DR ทั้งหมด 2 รุ่น 1,210 ล้านบาท
บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ทั้งหมด 7 รุ่น 3,212 ล้านบาท

แน่นอนว่า ในบรรดาบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในปีที่ผ่านมา ที่ฮือฮามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น JKN ของแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดี ที่ลอยหน้าลอยตาท่องคาถาการใช้เงินผิดประเภท (Mismatch Fund) ผ่านสื่อ แต่ฉับพลันก็ขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อใช้เงื่อนกฎหมายสะกดเจ้าหนี้

ทั้ง ๆ ที่นักลงทุนและเจ้าหนี้ทั้งหลายต่างทราบกันดีว่า ลำพัง Mismatch Fund ไม่อาจเข้าเงื่อนไขฟื้นฟูแต่อย่างใด ได้ยินมาว่าเจ้าหนี้กำลังคอยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ (Forensic Accounting) เพื่อจะได้ประจักษ์ความจริงว่ามีสิ่งแปลกปลอมอะไรบ้างในงบของ JKN

จากเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโดมิโน่ที่สร้างผลกระทบต่อระบบตลาดทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก หากรัฐบาลและหน่วยงานกำกับไม่เข้ามาดูแลจัดการอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว จะส่งผลเสียต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เพราะบริษัทจดทะเบียนจะระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ได้ยากขึ้น

และเพียงเริ่มต้นปีไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ยังมีข่าวว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กำลังมีปัญหาเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ออกมา ให้นักลงทุนและเจ้าหนี้หนาว ๆ ร้อน ๆ ชนิดที่ต้องลุ้นติดตามข่าวกันทุกวัน 

อย่างไรก็ดี ขอเป็นกำลังใจผู้บริหารที่กำลังพบกับปัญหาต่าง ๆ ‘ไม่หนี และ ผ่าฟันอุปสรรค’ ให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

บิ๊กโจ๊ก ย้ำ 1484 โรงพัก ประกาศนโยบาย”ขึ้นโรงพักไม่ต้องให้ใครมาฝาก” เผยหากไม่มี วัตถุพยานจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน โอกาสจับคนร้ายมาลงโทษคงเกิดได้ยาก เตรียมผลักดันเปลี่ยนเครื่องไม้เครื่องมือให้ทันสมัย ปรับจากซื้อ เป็นเช่าซื้อ เพื่อลดค่าใช้จ่าย

15 มกราคม 2566 เวลา 10:30 น. พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ สถานีตำรวจภูธรโคกขาม จังหวัดสมุดสาคร และพิสูจน์หลักฐาน จังหวัดนครปฐม ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

โดยได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฎิบัติงานอย่างเข้มแข็ง จนได้รับรางวัล ปฏิบัติงานดีเด่นอันดับ 1 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสถานีตำรวจรูปแบบที่ 2 โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบลเพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมตามนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน.Stronger Together และยังมีผลการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ 2566 ของกองตรวจราชการ 7 จเรตำรวจ ได้ลำดับที่ 1 นอกกลุ่มเป้าหมายระดับสถานีตำรวจขนาดใหญ่สังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ทั้งยังได้รับรางวัลการปฏิบัติงานดีเด่นอันดับ 2 โครงการ rtp cyber​ village.ของตำรวจภูธรภาค 7

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า ที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมาก ที่ได้รับความเดือดร้อนในคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น เดินทางไปแจ้งความที่โรงพัก ซึ่งหลายคดีต้องใช้ระยะเวลาในการสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีจำนวนจำกัดทั้งยังมีอีกหลายหน้าที่ แม้ทุกคนจะปฏิบัติงานอย่างแข็งขัน แต่ก็อาจตอบสนองไม่ได้รวดเร็วอย่างที่ ประชาชน ต้องการ และหลายคนเลือกที่จะฝากคดีกับผู้มีอำนาจ เพื่อให้มากดดันการทำงานของตำรวจ 

ดังนั้นจากนี้ไปจึงขอฝากให้หัวหน้าสถานีตำรวจทั้ง 1,484 โรงพัก ปรับแผนการทำงาน โดยประกาศนโยบาย “ ขึ้นโรงพัก ไม่ต้องให้ใครมาฝาก” หากดำเนินการได้เร็วคดีค้างท่อตามโรงพักก็จะลดลง สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน 

และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดในการทำคดีเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฏหมาย ก็ต้องอาศัยวัตถุพยาน ที่พิสูจน์หลักฐานเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บและส่งมอบเพื่อนำมาประกอบคดี แต่ที่ผ่านมาอุปกรณ์ส่วนใหญ่ล้าสมัย และมีค่าบำรุงรักษาสูง เนื่องจากระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นระบบซื้อขาด เมื่อได้มา ก็ต้องมานั่งจ่ายค่าบำรุงรักษา ประกอบกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงทำให้อุปกรณ์ล้าหลัง

ดังนั้นจะเร่งผลักดันนโยบาย โดยการเปลี่ยนระบบการจัดซื้อจัดจ้าง เครื่องมือให้เป็นระบบ”เช่าซื้อ “ โดยผู้ให้เช่าจะเป็นคนบำรุงรักษาและเปลี่ยนทันทีที่อุปกรณ์ตกรุ่น จะได้ไม่เป็นภาระของหน่วยงาน ในการจัดเก็บเครื่องมือเก่าเก็บ และกลายเป็นงบประมาณสะสม ที่ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณมากพอ ที่จะจัดหาเครื่องรุ่นใหม่ๆ มาทำงานให้สอดคล้องกับหน้างานที่เพิ่มขึ้น

'หมออั้ม-คุณโบว์' อารยะขัดขืน!! สังคม Toxic ในทวิตเตอร์ (X) หยุดใช้บริการ พร้อมชวนพักสนับสนุนแพลตฟอร์มไร้สำนึก

(15 ม.ค.67) 'หมออั้ม' อิราวัต อารีกิจ อดีตนักร้องชื่อดังและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'อั้ม อิราวัต' ระบุว่า...

"..เพราะเป็นสังคมที่ไร้ความรับผิดชอบ หลัง ๆ เริ่มมีแต่คนป่วย Toxic อวตารไร้ตัวตน (คนปกติที่เล่น ไม่ต้องร้อนตัวนะครับ)ผมขอส่งอีก 1 เสียง แสดงออกถึงการต่อต้าน ไม่สนับสนุนแพลตฟอร์มไร้สำนึกนี้
จนกว่าจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ เสียเวลาชีวิตผมเปล่าๆ.."

ปิดถาวรครับ

นอกจากนี้ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ด้วยว่า...

เหตุผลที่โบว์เลิกใช้ Twitter X … 

การออกแบบระบบและนโยบายของทวิตเตอร์ X ทำให้เกิดอาชญากรรมและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ละเมิดกฎหมายมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ 

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกลไกการสนทนาที่ไม่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การปราศจากการยืนยันตัวตนทำให้ผู้ใช้งานปลอดความรับผิดชอบ และการปล่อยเสรีคอนเทนต์ลามกอนาจารค้าประเวณีและการค้ามนุษย์โดยไร้การคัดกรองเพื่อปกป้องเยาวชนจากอาชญากรรมทางเพศ… 

ชวนกันออกมาค่ะ อย่าไปสนับสนุนธุรกิจที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการใช้งานต่อ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ปกป้องเยาวชนจากแพลตฟอร์มที่เป็นภัยสังคมนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top