Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

มหากาพย์เบี้ยวหนี้ ‘หุ้นกู้’ 3.9 หมื่นลบ. ส่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นตลาดหุ้นกู้

ปี 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยอย่างมาก ทั้งจากกรณีทุจริตทางบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ที่ทยอยผุดออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีมาจนถึงปัจจุบัน

แน่นอนว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และสร้างความเข็ดขยาดให้กับนักลงทุนรายย่อย รวมไปถึงเจ้าหนี้หุ้นกู้รายใหญ่ ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เงินคืน

อย่างที่ทราบกันดีว่า หุ้นกู้ภาคเอกชน คือ “ตราสารหนี้" เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่ออกโดยภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอยืมเงินจากคนที่มีเงินเอามาใช้ในกิจการต่างๆ ของบริษัท เช่น เพื่อการลงทุนขยายกิจการ ซื้ออุปกรณ์ หรือเพื่อก่อสร้างโรงงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับบริษัท

แต่ทว่า หลังจากเผชิญวิกฤตโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2563 ส่งต่อสภาพคล่องของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างหนัก กระทั่งเกิดสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงคิดเป็นมูลค่ากว่า 39,000 ล้านบาท 

โดยนายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง สงครามความขัดแย้ง และเศรษฐกิจประเทศที่เกี่ยวข้องกับไทยยังมีปัญหา ทำให้ภาพการลงทุนอยู่ในโหมดระมัดระวัง แต่ยอมรับว่าคาดเดายากว่าจะมีหุ้นกู้ที่มีปัญหาหรือเสี่ยงที่จะเป็นหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 6 ราย มูลค่ารวม 16,363 ล้านบาท ได้แก่...

- หุ้นกู้ บมจ.ช.ทวี (CHO) 4 รุ่น มูลค่า 409 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น (STARK) 5 รุ่น มูลค่า 9,198 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บมจ. ออลล์อินสไปร์ (ALL) 7 รุ่น มูลค่า 2,334 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) 7 รุ่น มูลค่า 3,212 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บจ. เดซติเนชั่น รีสอร์ทส์ (DR) 2 รุ่น มูลค่า 1,210 ล้านบาท
- หุ้นกู้ บจ. พี พี ฮอลิเดย์ (PPH) 1 รุ่น มูลค่า 392 ล้านบาท

ส่งผลให้มูลค่าคงค้างที่มีปัญหา ณ สิ้นปี 2566 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 39,412 ล้านบาท 

ขณะเดียวกัน เพียงเริ่มต้นปี 2567 ได้เพียงไม่กี่วัน ก็มีข่าวใหญ่ในตลาดทุนไทยออกมาให้นักลงทุนสะท้านกันอีกระลอก เมื่อ หุ้นกู้ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ (ITD) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของไทย ส่อแววจะผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่าสูงถึง 14,500 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 17 มกราคมนี้ เพื่อที่จะเจรจาขอยืดหนี้ 2 ปี

นอกจากนี้ ยังมี บจ.สยามนุวัตร จำกัด (SWD) ได้ขอเลื่อนจ่ายหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2567 มูลหนี้รวม 520 ล้านบาท ออกไปเป็นปี 2568

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มเข็ดขยาดและหวาดวิตกต่อการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนพอสมควร จนส่งผลต่อแผนระดมทุนด้วยหุ้นกู้ของหลายบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่สามารถขายหุ้นกู้ได้หมดตามกรอบวงเงินที่วางไว้

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า ในปี 2567 จะมีหุ้นกู้เอกชนระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระคืนกว่า 890,000 ล้านบาท โดยหุ้นกู้กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่มีอันดับเครดิตตํ่ากว่า BBB- และหุ้นกู้ที่ไม่ได้จัดอันดับเครดิต (Non Rating) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% หรือ 89,000 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงว่าอาจไม่สามารถขายหุ้นกู้ใหม่เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม หรือ Rollover Bond ที่จะครบกำหนดได้ จนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัท 

หากสถานการณ์เลวร้ายลง คงต้องพึ่งพาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงแนวทางแก้ไข ซึ่งอาจจะใช้วิธีก่อตั้งกองทุนดูแลหุ้นกู้ขึ้นให้ความช่วยเหลือ เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนมีเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากนี้ จะยิ่งสร้างความหวั่นวิตก และทำให้นักลงทุนเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อระบบตลาดทุนไทยอย่างแน่นอน

'แลนด์บริดจ์' ต้องทำ!! เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน แต่ถ้ามองแค่ 'คุ้มเงิน-ไม่คุ้มเงิน' แบบนั้นมันผิดแล้ว

(17 ม.ค.67) จากเฟซบุ๊ก 'KUL' โดย กุลวิชญ์ สำแดงเดช ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ก้าวถอยหลัง
#แลนด์บริดจ์

แลนด์บริดจ์ ถ้ามองแค่คุ้มเงิน ไม่คุ้มเงิน แบบนั้นมันผิดแล้ว 

เมื่อมันเป็น Infrastructure ที่ รบ.จัดให้ มันออกได้หลายหน้า แต่มันต้องทำ เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน 

ประเทศที่รายล้อมเรา ล้วนมีท่าเรือขนาดใหญ่ ไปจนถึงอภิเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทั้งสิ้น 

ท่าเรือพอร์ตลัง มาเลเซีย
ท่าเรือปริโอห์ อินโดนีเซีย
ท่าเรือไฮฟอง เวียดนาม

แล้วเรา จะอยู่แบบนี้หรอ ??

ปากบอกว่าก้าวหน้า 

แต่การกระทำถอยหลัง

‘ราชทัณฑ์’ เผย ‘ทักษิณ’ เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง-สูงวัย-เจ็บป่วยหลายโรค

(17 ม.ค. 67) ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขาฯ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายบริหาร และนายแพทย์สมภพ สังคุตแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ร่วมกันแถลงประเด็นสำคัญของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชน

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ เกินกว่า 120 วัน โดยในทุกห้วงเวลานับตั้งแต่รักษาตัวครบ 30 ครบ 60 และเกินกว่า 120 วัน ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จะต้องมีความเห็นและรายงานไปตามลำดับชั้น ทั้งการรายงานต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อครั้งรักษาตัวครบ 60 วัน และเมื่อเกินกว่า 120 วัน ก็ต้องรายงานให้รัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ม.ค.67 ที่ผ่านมา นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้เซ็นรับทราบการอนุญาตนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ จากนั้นวานนี้ (16 ม.ค.67) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้เซ็นรับทราบถึงการนอนพักรักษาตัวของนายทักษิณ ที่เกินมา 136 วัน ถือว่าเข้าเงื่อนไขและปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย

นายสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า กรณีของนายทักษิณ ที่นอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ ต้องยอมรับว่าได้ถูกตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นต้น โดยเฉพาะทางผู้ตรวจการแผ่นดิน มีตัวแทนขึ้นไปบนชั้น 14 รพ.ตำรวจ และได้พบนายทักษิณ ซึ่งส่วนตัวตนเองในฐานะข้าราชการการเมือง เชื่อมั่นว่านายทักษิณนอนพักที่ รพ.ตำรวจ จริง ไม่ได้อยู่ที่คอนโดมิเนียมอย่างที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยแน่นอน จึงอยากให้การแถลงข่าววันนี้ได้ลงรายละเอียดลึกเพื่อให้สังคมได้เข้าใจข้อเท็จจริง

ด้านนายสิทธิ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 นั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกรมราชทัณฑ์ ได้มีการประชุมและรายงานต่อคณะกรรมการราชทัณฑ์ให้รับทราบถึงการดำเนินการ เพราะกฎกระทรวงกำหนดให้กรมราชทัณฑ์ต้องออกระเบียบนี้ ส่วนความคืบหน้าของระเบียบแนวทางการปฏิบัติ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขัง ที่จะต้องมารองรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 หรือ ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งในวันประชุม ทางฝ่ายเลขาก็ได้นำเสนอในที่ประชุมว่าถ้าหากคณะกรรมการราชทัณฑ์ท่านใดมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ทางกรมราชทัณฑ์ก็จะต้องรับฟัง อีกทั้งในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิก็จะส่งข้อมูลให้กรมราชทัณฑ์ เพื่อเตรียมยกร่างหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณา แต่ ณ วันนี้ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำยังไม่ได้มีการดำเนินการใด เพราะต้องรอระเบียบหลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัตินี้ก่อน

ส่วนกลุ่มผู้ต้องขังในรายคดีใดที่จะได้รับการละเว้นจากระเบียบดังกล่าว เราต้องใช้ในการจำแนกวิเคราะห์เช่นกัน ว่ารายคดีใดจะได้ประโยชน์ หรือรายคดีใดต้องละเว้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องไปศึกษาให้รอบคอบก่อนว่าจะแบ่งกลุ่มอย่างไร ส่วนจำนวนผู้ต้องขังล็อตแรกที่จะใช้พิจารณาก็ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอการศึกษาให้รอบด้านก่อน และต้องรอฟังความเห็นจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อความรัดกุมที่สุด

นายสิทธิ กล่าวถึงประเด็นโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์ของผู้ต้องขังที่มีสิทธิ์ได้รับ แต่การพิจารณาว่าผู้ต้องขังรายใดจะเข้าเกณฑ์โครงการดังกล่าวนั้น ทาง ผบ.เรือนจำฯ แต่ละแห่งจะเป็นผู้พิจารณาว่าใครมีความเหมาะสมหรือผ่านคุณสมบัติได้รับการพักโทษ ทั้งแบบกรณีมีเหตุพิเศษและแบบปกติ ซึ่งผู้ต้องขังจะไม่สามารถเสนอตัวเองได้ เป็นการจัดทำประมวลเรื่องโดยเรือนจำนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เรือนจำแต่ละแห่งจะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่ผ่านเกณฑ์พักโทษในทุกเดือน แล้วจึงจะเสนอรายชื่อมายังกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ ที่จะประชุมในทุกเดือน ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ โดยนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังไม่ได้รับรายงานจากนายนัสที ทองปลาด ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถึงประเด็นรายชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าเข้าเกณฑ์โครงการพักการลงโทษหรือไม่

“สำหรับคุณสมบัติของนายทักษิณ หากดูจากหลักเกณฑ์ที่ว่าเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง สูงวัย และมีอาการเจ็บป่วย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษ กรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป (นักโทษเด็ดขาดชั้นกลางขึ้นไป) แต่อย่างไร ณ วันนี้ทางกรมยังไม่ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงยังไม่มีข้อมูลตรงนี้ ส่วนกระบวนการหากนายทักษิณผ่านเข้าโครงการดังกล่าวจริง จะเป็นการดำเนินการโดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติว่าจะจัดทำเรื่องเอกสารอะไรอย่างไร รวมถึงกรณีการติดกำไล EM จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพักการลงโทษที่จะพิจารณาเหตุต่างๆ หากจะไม่ติดกำไล ก็ต้องมีเหตุผลประกอบ” นายสิทธิ กล่าว

นายสิทธิ กล่าวถึงระบบพักการลงโทษว่า หากผู้ต้องขังรายใดเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ ตามขั้นตอนแล้วก็จะมีต้องมีรายชื่อของผู้อุปการะ ซึ่งกรมคุมประพฤติจะต้องไปสืบเสาะว่าใครจะเป็นผู้อุปการะผู้ต้องขัง และเมื่อพักโทษจะประกอบอาชีพอะไร และจะต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอย่างไรบ้าง หรือกำหนดอาณาเขตว่าห้ามพ้นรัศมีเท่าใด หรือห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ส่วนบทบาททางการเมือง ในระหว่างการพักโทษ สามารถกระทำได้หากไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไปทำอะไรที่ผิดระเบียบ

'หนุ่มเมืองจันท์' ยกคำคนแบงก์ชาติ เปรียบตัวเองเป็น 'ผู้รักษาประตู' ชี้!! ไม่เข้าใจเกมฟุตบอลสมัยใหม่ที่นายทวารมีดีกว่าป้องกันประตู

(17 ม.ค. 67) สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

คุยแบบคนชอบดูฟุตบอลนะครับ

เมื่อวานฟังผู้บริหารแบงก์ชาติเปรียบตัวเองเป็น 'ผู้รักษาประตู' มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว  

ไม่ได้เป็น 'กองหน้า' กระตุ้นเศรษฐกิจ

ฟังแล้วรู้เลยว่าท่านไม่เข้าใจเกมฟุตบอลสมัยใหม่

เพราะฟุตบอลยุคนี้ 'ผู้รักษาประตู' จะไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันประตูเก่งเพียงอย่างเดียว

เขาจะขึ้นสูงตอนทีมกำลังบุก ทำตัวเป็นกองหลังคนสุดท้าย ผู้รักษาประตูไม่ต้องขึ้นไปเป็นกองหน้าเพื่อยิงประตูเอง

แต่ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, สเปอร์ ฯลฯ

จุดเริ่มต้นของ 'เกมรุก' จะมาจาก 'ผู้รักษาประตู'

ค่อยๆ ต่อบอลขึ้นไปจากแดนหลัง

ผู้รักษาประตูยุคนี้ จึงต้องเล่นบอลด้วยเท้าได้ดี ไม่มองแต่ลูกบอลบนฟ้า ต้องก้มหน้ามองดิน มองลูกฟุตบอล ทำความเข้าใจกับผืนหญ้า และเข้าใจพื้นดิน #อลิสซอนเบ็กเกอร์ #เอแดร์สัน ไม่ใช่ 'โอนาน่า' 555

ผบ.ตร.เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม รุ่นที่ 2

วันที่ 17 ม.ค.67 เวลา 09:00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม รุ่นที่ 2 ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงพยาบาลตำรวจเข้าร่วมพิธีฯ

สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรปราบปรามอาชญากรรม และบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานสากลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งการที่จะสามารถไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนากำลังพลให้มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ทักษะทางยุทธวิธี จากการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ซึ่งในการฝึกอบรมนั้น ก็มักเกิดปัญหากรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึก โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากความร้อนที่ส่งผลให้เกิดภาวะอันตรายต่อร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และมีความห่วงใยกำลังพล ซึ่งถือว่าเป็นกำลังหลักที่สำคัญ อีกทั้ง เพื่อเป็นการลดช่องว่างในเรื่องของการขาดความรู้ความเข้าใจหลักการ
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อลดอัตราการสูญเสียชีวิตได้ จึงมอบหมายให้กองบัญชาการศึกษา จัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้บริหาร, ครูฝึก และผู้ที่ทำหน้าที่พยาบาลประจำสังกัดศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9 หรือหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับมอบหมายมีทักษะความรู้ความสามารถและความเข้าใจในการกำกับดูแลหรือวิธีป้องกันกรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับบาดเจ็บจากการฝึกอบรม รวมไปถึงเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรม  โดยโครงการฝึกอบรมฯ รุ่นที่ 2 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9, กองแผนงานกิจการพิเศษ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, โรงเรียนในร้อยตำรวจ, ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจำนวนรวมทั้งสิ้น 115 นาย

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกองบัญชาการศึกษา ที่ได้ดำเนินการจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในลักษณะนี้ขึ้นมา และ
ขอเป็นกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจทุกนายในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

‘ศาลฯ’ สั่งจำคุก ‘อานนท์’ อีก 4 ปี ไม่รอลงอาญา คดีโพสต์เฟซบุ๊กดูหมิ่น-จาบจ้วง-ให้ร้ายสถาบันฯ

(17 ม.ค.67) ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ 2804 /2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5 เป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์ นำภาอายุ 40 ปี อาชีพทนายความ เป็นจำเลยในความผิดดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 และวันที่ 3 มกราคม 2564 จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กของตัวเองชื่อ อานนท์ นำภา รวม 3 ข้อความ มีผู้ติดตาม 227,286 คน มีการแชร์ข้อความนับ 10,000 ครั้ง และกดไลก์ นับ 10,000 ครั้ง โดยมีเนื้อหาดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย สถาบันเบื้องสูงอันเป็นความผิดตามกฎหมาย และให้ศาลบวกโทษจำคุกจำเลยคดีความผิดของศาลอาญานี้ และของศาลอื่นด้วย เหตุเกิดที่ อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด และท้องที่อื่นเกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธ

วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยมีภรรยา บุตรชาย-หญิง 2 คน และมีผู้ให้กำลังใจจำนวนหนึ่งเดินทางมาศาล

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่าข้อความทั้ง 3 ข้อความที่จำเลยโพสต์ในเฟซบุ๊กซึ่งเปิดสาธารณะ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นการบิดเบือนดูหมิ่น ให้ร้าย จาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบัน ถือเป็นความผิดร้ายแรง 

พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาล้วนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าต้องการให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ฟังไม่ขึ้น ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นบทหนักสุด

พิพากษาจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และให้บวกโทษกับคดีดำ อ.2495/2564 ของศาลอาญา ส่วนคดีอื่น ๆ ที่ขอให้ศาลบวกโทษกับศาลอื่นนั้น เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกในส่วนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาจำคุกนายอานนท์ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 2 หมื่นบาท กรณีนายอานนท์ ซึ่งเป็นแกนนำม็อบราษฎร ปราศรัยดูหมิ่นสถาบัน บริเวณอนุสาวรีย์สมรภูมิ เมื่อปี 2563 ซึ่งเมื่อรวมโทษกับคดีนี้ คงจำคุกนายอานนท์ รวม 8 ปี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนสินทรัพย์เก่า ซอยรามคำแหง 39 แขวงวังทองหลาง กรุงเทพฯ

ตามที่ได้เกิดอัคคีภัยบ้านเรือนประชาชนบริเวณชุมชนสินทรัพย์เก่า ซอยรามคำแหง 39 ถนนรามคำแหง แขวงวังทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก

วานนี้ (วันอังคารที่ 16 มกราคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วยนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย จำนวน 25 ครอบครัว 56 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,000 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว15 ชุด รายบุคคล 10 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 220,500 บาท (สองแสนสองหมื่นห้าร้อยบาทถ้วน)

ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล มอบเงินสดคนละ 400 บาท จำนวน 56  คน มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มอบเงินสดครอบครัวละ 500 บาท จำนวน 25  ครอบครัว และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี  มอบข้าวสารให้คนละ 10 กิโลกรัม จำนวน 56 คน คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 263,800  บาท (สองแสนหกหมื่นสามพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมีนายสรวุฒิ ลันสุชีพ หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ  สำนักงานเขตวังทองหลาง พร้อมด้วย นางนฤมล ขอดอนุ หัวหน้าฝ่ายรายได้  ร่วมในพิธี ณ บริเวณสำนักงานเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลา 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

'มาสเตอร์สนั่น' ฟาดสื่อ!! แยกไม่ออกระหว่าง 'ได้ 0 ติด 0 เกรด 0' เคสน้องลมหนาว แจง!! นักเรียนไม่ได้ส่งงานถึงช่วงสอบกลางภาค = ได้ 0 คะแนน ยังมิใช่ได้เกรด 0

(17 ม.ค.67) จากเฟซบุ๊ก 'Sanan Aonket' ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีความคลาดเคลื่อนในการให้ข้อมูลของสื่อประเด็น น้องลมหนาวได้ 0 วิชาพลศึกษาและวิชาสุขศึกษา หลังลาไปแข่งสนุกเกอร์ ได้เหรียญทอง ว่า...

สวัสดีครับ ผมคือ มาสเตอร์สนั่น อ้นเกตุ ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษา ชั้น ม.3 ตามที่เป็นข่าวดราม่า “น้องลมหนาวได้ 0 วิชาพลศึกษาและวิชาสุขศึกษา หลังลาไปแข่งสนุกเกอร์ ได้เหรียญทอง” ในขณะนี้

จริงๆ แล้วผมไม่อยากโพสต์อะไรเพราะกลัวจะกระทบกับเด็ก แต่จากข่าวบางสำนักที่ออกมาในตอนแรกนั้นได้ให้ข้อมูลที่ผิดอย่างมาก จนทำให้ผมถูกด่าถูกตราหน้าจากสังคมซึ่งมาจากการทำข่าวของสำนักข่าวเหล่านี้ และจากการแถลงข่าวจากทางโรงเรียน บอกตามตรงว่าข้อมูลไม่ครบถ้วนครับ

การโพสต์ในครั้งนี้จึงอยากจะออกมาอธิบาย ขอย้ำ! นี่! เป็นการอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดๆ แล้วเอาไปด่ากันมั่วๆ สนุกปากครับ

จากข่าวต้นเรื่องที่ทำให้คนเข้าใจผิดกันมากที่สุดคือ เด็กติด 0 (หมายถึงได้เกรด 0 ที่เมื่อแก้ผ่านแล้วก็จะได้แค่เกรด 1) แต่ความเป็นจริงคือ เด็กได้ 0 คะแนนกลางภาค ซึ่งสามารถตามส่งงานและยังได้เกรด 4 อยู่

และอีกประเด็นคือ บอกว่าครูไม่นัดเด็กสอบทั้งๆ ที่เด็กลาไปแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 1 นครนายกเกมส์ และได้เหรียญทอง ซึ่งโรงเรียนได้อนุญาตให้ไปแข่งและสามารถเลื่อนสอบได้ 

ชี้แจงตามนี้ครับ… วิชาสุขศึกษาและพละศึกษา และวิชาอื่นๆ (ไม่ขอพูดถึงเพราะไม่ได้เป็นข่าว) เป็นวิชาที่ไม่มีสอบกลางภาค แต่เป็นวิชาที่เก็บคะแนนจากการทำงานส่งหรือเก็บคะแนนปฏิบัติระหว่างเรียนก่อนสอบกลางภาค แล้วนำคะแนนเก็บนี้มาใส่ในช่อง “คะแนนกลางภาค” ให้กับนักเรียน

ซึ่งในกรณีนี้นักเรียนไม่ได้ส่งงานเลยจนถึงช่วงสอบกลางภาค (ช่วงสอบกลางภาคขอเลื่อนสอบไปแข่งขันกีฬา) คะแนนส่งงานของเด็กจึงไม่มี ดังนั้นจึงให้ 0 คะแนน (ไม่ใช่ติด 0 หรือเกรด 0 ตามที่ข่าวลง) และผมก็ให้ 0 คะแนนกลางภาคไป 10 กว่าคนรวมถึงเคสนี้ด้วย

- การได้ 0 คะแนนกลางภาค ไม่ได้หมายความว่าได้เกรด 0 
- การได้ 0 คะแนนกลางภาค ไม่ต้องเสียเงินลงทะเบียนซ่อม
- การได้ 0 คะแนนกลางภาคสามารถตามส่งงานเพื่อให้มีคะแนนได้จนถึง final (หมายถึง วันที่ตัดเกรดก็ยังตามส่งงานให้มีคะแนนกลางภาคได้ ยืดหยุ่นสุดๆ)

การได้ 0 คะแนนกลางภาค เพราะโรงเรียนมีระยะเวลาในการกรอกคะแนนกลางภาคหลังจากสอบกลางภาคเสร็จ เพื่อให้มีใบคะแนนออกมาให้ผู้ปกครองได้ดูคะแนนเบื้องต้น ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์ถึงพฤติกรรม ความรับผิดชอบ และวางแผนการเรียนให้ได้เกรดดีๆ ให้กับลูกได้ รวมถึงหากสงสัยใดๆ สามารถสอบถามกับครู หรือหากพบว่ามีปัญหาก็สามารถช่วยกันแก้ปัญหาเพื่อเด็กได้

การได้ 0 คะแนนกลางภาค เพราะวิชาสุขศึกษาที่ผมสอนนี้ ไม่มีสอบกลางภาค จึงได้กำหนดระยะเวลาส่งงานก่อนสอบกลางภาค (แต่จริงๆ แล้วผมก็ยืดหยุ่นให้ส่งหลังสอบ และยังมีเด็กมาส่งงานในวันสุดท้ายของการกรอกคะแนน ผมก็ยังรับงานและกรอกคะแนนให้ตามคุณภาพงาน ไม่ได้หักคะแนนส่งล่าช้าแต่อย่างใด และนักเรียนมีระยะเวลาทำงานส่ง 2-3 เดือนก่อนสอบกลางภาค)

จากข่าวดังกล่าวมีหลายข้อกล่าวหาที่อยากอธิบาย ดังนี้…

ครูผู้สอนเป็นโค้ชวอลเลย์บอลที่พานักกีฬาไปแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติเหมือนกัน ทำไมไม่ติด 0 ….

ใช่ครับ! นักกีฬาวอลเลย์บอลไปแข่งขันเหมือนกัน และได้ทำการเลื่อนสอบเหมือนกัน (แข่งขันตรงช่วงสอบพอดี) และมาตามสอบตามที่ฝ่ายวิชาการกำหนดในภายหลังเหมือนกัน ส่วนวิชาที่ไม่มีสอบกลางภาค แต่ต้องมีคะแนนกลางภาค นักกีฬาวอลเลย์บอลไม่มีใครได้ 0 คะแนนกลางภาคแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนรู้ว่าต้องแข่ง จึงรับผิดชอบตามงานให้เรียบร้อยก่อนไปแข่ง จึงทำให้มีคะแนนกลางภาค

ในส่วนนักกีฬาวอลเลย์บอลชั้น ม.3 ที่ไปแข่งในรายการนี้ ซึ่งผมก็เป็นคนสอนวิชาสุขศึกษาเขาด้วย มีอยู่ 1 คน ก็ไม่ได้ 0 คะแนนกลางภาค เพราะเขาก็ส่งงานก่อนไปแข่ง และทำส่งพร้อมเพื่อนๆ ปกติครับ และผมก็ตรวจงานให้คะแนนปกติเหมือนนักเรียนคนอื่นครับ

>> ครูไร้จรรยาบรรณ…
ผมให้ 0 คะแนนกลางภาค (ไม่ใช่เกรด 0) นักกีฬาที่ไปแข่งได้เหรียญทอง ไร้จรรยาบรรณ
กับ…
ผมให้คะแนนเด็ก ผ่านหรือเต็ม ทั้งที่ไม่มีงาน ไม่มีคะแนนเลย อาจจะมากกว่าหรือเท่ากับเด็กนักเรียนคนอื่นที่เข้าเรียนและส่งงานปกติ อันไหนไร้จรรยาบรรณกว่ากันครับ

จรรยาบรรณ… ก็ควรมีกับคนที่ไปเขียนข่าวด้วย เขียนข่าวมั่วข่าวผิด ได้ 0 ติด 0 เกรด 0 หัดหาข้อมูลให้ชัดแล้วค่อยไปเขียน ไม่ใช่ฟังอะไรมาก็ลงไปก่อน เอายอดคนอ่าน แต่เคยคิดถึงคนที่โดนด่าบ้างไหม ตอนทำข่าวใส่กันจัง แชร์กันจัง แล้วพอรู้ว่าให้ข้อมูลกันผิดจะแก้ไขอย่างไง เคยคิดจะขอโทษไหม จรรยาบรรณ?

ตรรกะง่ายๆ เด็กจะติด 0 ใช่เวลานี้ไหม เขาสอบปลายภาคกันช่วงไหน ปิดเทอมช่วงไหน ควรศึกษา… การให้ 0 คะแนนกลางภาคของผมมันโชว์ในใบคะแนน ซึ่งเด็กอาจจะถูกตำหนิ ถูกต่อว่า หรือหาวิธีแก้ไข จากผู้ปกครองไม่กี่คนที่จะรับรู้ถึงเรื่องคะแนนนี้ แต่สิ่งที่คุณทำข่าวผิด ให้ข้อมูลผิด ทำให้ผมถูกตราหน้าจากคนทั้งประเทศ คุณจะรับผิดชอบกันอย่างไร 

>> ขอแก้ข่าวที่ว่าระบบผิดพลาด…ไม่จริง!
ผมใส่คะแนนเอง ไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ภายหลังจากนี้จะมีกระบวนการติดตามเด็กทั้งจากครูประจำวิชาและคุณครูประจำชั้น เพื่อแก้คะแนนในรายวิชาต่างๆ ที่ตกกลางภาค (ทุกวิชา)

หากผมผิดเพราะให้ 0 คะแนนกลางภาค (ไม่ใช่เกรด 0 สามารถแก้ไขคะแนน และยังได้เกรด 4) ผมว่ามันไม่ถูกต้อง

แต่ถ้าผมผิดเพราะให้ 0 คะแนนกลางภาค แล้วทำให้ไม่ถูกใจ อันนี้ผมก็ขออภัยและยอมรับผิด

บอกตามตรงผมไม่รู้ว่าที่ให้ 0 คะแนนไปนั้นเป็นลูกใครหรือมีอุปการคุณกับโรงเรียนอย่างไร แต่สำหรับเคสนี้ผมจำได้และจะระวังให้มาก ขออภัยอีกครั้งครับ

และในส่วนของเด็ก ซึ่งเป็นนักกีฬา สร้างชื่อเสียง และได้เหรียญทอง กีฬาเยาวชนแห่งชาติ รอบคัดเลือกภาค 1 นครนายกเกมส์ ผมให้เกรด 4 แน่นอนครับ เพราะโรงเรียนมีเกณฑ์ช่วยเหลือนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนอยู่แล้วครับ

อีกอย่างครับ… วอลเลย์บอลของผมที่พาไปแข่งก็ได้เหรียญทองเหมือนกันครับ

มุกดาหาร -ฉก.ทหารพรานมุกดาหาร รวบ 3 ตัวการค้ายาบ้าข้ามโขงได้พร้อมยาบ้า 300,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2105 กรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ฉก.ทพ.2105 กรม ทพ.21) ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร พ.อ.สุริวัชร์ อัครพรเดชาพงษ์ ผบ.กรม ทพ.21แถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ขณะลำเลียงยาบ้าข้ามแม่น้ำโขงสามารถตรวจยึดยาบ้าได้จำนวน 300,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 3 ราย 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มกราคม ร.อ.คำรณ คุ้มเขต ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดระหว่างประเทศจะเข้ามารับยาเสพติดบริเวณโรงสูบน้ำไฟฟ้า พื้นที่ บ.นาโพธิ์ ม.6 ต.โพธิ์ไทร อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร จึงได้จัดกำลังเฝ้าตรวจตามเส้นทางที่ได้รับแจ้ง ต่อมาเวลา 23.25 น. ชุดเฝ้าตรวจได้ใช้กล้องตรวจการณ์ วลากลางคืนตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาจอดที่ท่าน้ำ บ.นาโพธิ์ จากนั้นได้มีการนำกระสอบปุ๋ยบรรจุสิ่งของลงจากลำเรือมาทิ้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำและรีบแล่นเรือข้ามแม่น้ำโขงขับกลับไปฝั่ง สปป.ลาว อย่างรวดเร็ว

จากนั้นต่อมาได้มีชายฉกรรจ์ 2 คน เดินลงไปยังบริเวณที่มีการทิ้งกระสอบไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าไปสอบถามทราบว่าชื่อ นายณัฐพลหรือเป้ บุทธิจักร อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 226 หมู่ 6 บ.นาโพธิ์ และนายชัยฤทธิ์หรือเซียง สมสะอาด อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 196 หมู่ 5 บ.นาโพธิ์ โดยขณะสอบถามชายทั้งสอง มีลักษณะท่าทางมีพิรุธและพูดจาวกวน จึงได้ทำการเปิดกระสอบออกดูพบห่อกระดาษไขประทับอักษร Y-1 จำนวน 150 ห่อ เมื่อเปิดภายในพบว่าเป็นยาบ้าจำนวน 300,000 เม็ด และยังพบเงินสดจำนวน 4,000 บาท เมื่อสอบถามชายทั้ง 2 คน ให้การยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างจากนายณรงค์ชัยหรือมิ้ว พรหมเสนา อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ 6 บ.นาโพธิ์ ให้มาขนยาบ้าดังกล่าวโดยได้ค่าจ้าง 4,000 บาท  

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการขยายผลโดยประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตาล เดินทางไปควบคุมตัวนายณรงค์ชัย ได้ที่กระท่อมนา พื้นที่ บ.นาโพธิ์ จากนั้นจึงได้ควบคุมตัวทั้ง 3 คน พร้อมกับตรวจยึดยาบ้า เงินสด และโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 3 เครื่อง ไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ช้างศึก’ ระเบิดฟอร์มชนะนัดแรก ‘เอเชียนคัพ 2023’ หลัง ‘ครูฝึกอิชิอิ’ เลือกใช้นักเตะที่คุ้นเคยกันลงสนาม

(17 ม.ค. 67) ฟุตบอล เอเอฟซี เอเชียนคัพ 2023 กลุ่ม เอฟ ที่ อับดุลลาห์ บิน คาลิฟา สเตเดียม ประเทศกาตาร์ ‘ทีมชาติไทย’ ทีมอันดับ 113 ของโลก ประเดิมสนาม เอาชนะ ‘คีร์กีซสถาน’ อันดับ 98 ของโลก 2-0 โดยเกมนี้ ‘ศุภชัย ใจเด็ด’ สวมบทฮีโร่ ซัดคนเดียว 2 ประตู ให้ทีมชาติไทย เก็บ 3 คะแนนสำคัญ

หลังจบการแข่งขัน ‘มาซาทาดะ อิชิอิ’ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า “เกมแรกเป็นเกมที่ยาก แต่ว่าเราสามารถเก็บ 3 คะแนนได้ ถือว่าน่าพอใจมาก หลังจากเข้ามารับหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอน ก็พยายามเรียกนักเตะเป็นกลุ่มเป็นก้อน เคยเล่นด้วยกันให้มากที่สุด และทำงานร่วมกันมาก่อน ซึ่งมีส่วนสำคัญมากทำให้เราเก็บชัยชนะในเกมนี้”

"ทัวร์นาเมนต์เอเชียน คัพ ครั้งนี้ กว่าเราจะได้ถ่ายทอดสด ค่อนข้างกระชั้นชิดมาก แต่เราได้ดูถ่ายทอดสดถึง 2 ช่อง น่าจะทำให้แฟนบอลดีใจกับทีมชาติไทย ที่สามารถเก็บชัยชนะได้" อิชิอิ กล่าว

อิชิอิ กล่าวต่อว่า “การที่ สุภโชค สารชาติ เล่นร่วมกับเพื่อนคนอื่น ๆ ในทีมได้ดีวันนี้ ถือว่าเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำให้เราคว้าชัยในวันนี้ ผมไม่ขอวิจารณ์ทีมคู่แข่ง แต่ผมดีใจมากที่เราชนะในวันนี้”

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไป ‘ทีมชาติไทย’ จะทำการแข่งขัน ฟุตบอล เอเชียน คัพ 2023 รอบสุดท้าย กลุ่ม เอฟ นัดที่สอง พบกับ ‘โอมาน’ ที่ อับดุลลาห์ บิน คาลิฟา สเตเดียม ในวันที่ 21 มกราคม 2567 เวลา 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทาง  PPTV HD ช่อง 36 และ T-Sports 7


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top