Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

‘วราวุธ’ เดินหน้าช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต เหตุ ‘โรงงานพลุระเบิด’ ห่วงสุดเด็ก 8 ขวบ สูญเสียทั้งพ่อแม่ กำชับ!! จนท.ประกบ 24 ชม.

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค. 67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ว่า จากรายงานล่าสุดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยืนยันผู้เสียชีวิต 23 ราย และครอบครัวที่เสียชีวิตทั้งบิดามารดา จำนวน 3 ครอบครัว ซึ่งทางกระทรวง พม. ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนลำดับต้น เด็กเล็กสุดที่เสียทั้งคุณพ่อคุณแม่อายุเพียง 8 ขวบ เรียนป.2 และยังมีเยาวชนอายุ 16 ปี-ม.4 และ อายุ 18 ปี-ม.6 ซึ่งตนได้คุยกับ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา แล้วว่าทางมูลนิธิ จะดูแลเรื่องการศึกษาของน้อง 3 ครอบครัวที่ที่อยู่ในวัยเรียนให้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วง และที่สำคัญตน ขอขอบพระคุณ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ที่ได้ให้เกียรติลงพื้นที่ช่วยเป็นกำลังใจและดูแลพี่น้องประชาชนที่สุพรรณบุรี รวมไปถึงขอขอบคุณทุกหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย ที่ได้ระดมสรรพช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

นายวราวุธ กล่าวว่า ยืนยันว่าทางกระทรวง พม. จะมีการทำบุญครบ 7 วันให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ และระดมให้ความช่วยเหลือในส่วนของการซ่อมแซมบ้าน ซึ่งทางกระทรวง พม. กำลังเร่งสำรวจ และเร่งดำเนินการให้ นอกจากนี้ได้จัดให้มีนักสหวิชาชีพ และนักจิตวิทยา ประกบญาติทั้ง 23 ราย ซึ่งตัวเลขคือ 17 ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยให้มีเจ้าหน้าที่ประกบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 10 วันแรก และเจ้าหน้าที่พม.ระดม กำลังจากทุกจังหวัด ภายใต้โครงการ พม.หนึ่งเดียว อาทิ กาญจนบุรี นครปฐม ชัยนาท อยุธยา ระดมสรรพกำลังทั้งหมดเข้ามาช่วยดูแลพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เพราะความสำคัญนอกจากเรื่องเงินชดเชยแล้วคือเรื่องการเยียวยาจิตใจ ฃ

“นักสหวิชาชีพและนักจิตวิทยารายงานเคสที่หนักหน่อยคือกรณีน้องเด็กเล็ก 8 ขวบ ที่ยังสั่นอยู่ ซึ่งขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เห็นใจอย่างยิ่ง เพราะจู่ ๆ ก็ต้องสูญเสียทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ดังนั้นจึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวง พม. ประกบตลอด 24 ชั่วโมง” นายวราวุธ กล่าว

กองทัพบกประกอบพิธีทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพบก 2567

วันที่ 18 มกราคม 2567 เวลา 15.30 น. ณ ลานอเนกประสงค์ศูนย์การทหารม้าจังหวัดสระบุรี โดยพลเอกเจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในโอกาสวันกองทัพบกและวันกองทัพไทย มีนายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี อัยการทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมพิธี ถือว่าวันนี้เป็นวันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิ คุณ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย นับได้ว่าวันนี้เป็นโอกาสสำคัญของราชการทหารที่ได้ทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลซึ่งเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่เข้ารับราชการทหารจะต้องกระทำพิธีนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดชีวิตการรับราชการ

สำหรับธงชัยเฉลิมพลนั้นเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสถาบันสูงสุดได้แก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ในการนี้ก่อนเข้าสู่พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลได้มีการแสดงศิลปะบังคับม้าจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์โดยกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์

จากนั้นวงดุริยางค์จากกรมดุริยางค์ทหารบกนำแถวนายทหารที่กระทำสัตย์ปฏิญาณตนเข้าสู่สนามพร้อมเชิญธงชัยเฉลิมพลเพื่อทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ได้กราบนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 10 รูป จากวัดมงคลชัยพัฒนาพระอารามหลวง วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร วัดสมุหประดิษฐาราม วัดแก่งขนุน วัดท่าพง เจริญพระพุทธมนต์

ต่อมาผู้บัญชาการทหารบกได้นำปฏิญาณตนและให้โอวาทอ่านสารของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในการนี้กองผสมได้สั่งสวนสนามของกำลังพลประกอบไปด้วยกรมสวนสนามจำนวน 4 กรม 16 กองพัน กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ กรมทหารม้าที่ 5 รักษาพระองค์ กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 และกรมปืนใหญ่ที่ 72 โดยมีพลตรีสิทธิพร จุลปานะ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เป็นผู้บังคับกองผสม โดยผู้บัญชาการทหารบกได้ให้โอวาทแก่เหล่าทหารที่ร่วมพิธี กระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล โดยให้ทุกท่านยึดมั่นในคำสัตย์ปฎิญานที่ให้ไว้อย่างเคร่งครัดและภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรี ให้ตั้งมั่นในอุดมการณ์ของการเป็นทหารอาชีพปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถและเสียสละเพื่อพิทักษ์ค้ำจุนประเทศชาติราชบัลลังก์ตลอดจนคุ้มครองประชาชนและแผ่นดินไทยและพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งอยู่เสมอและสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวมและประเทศชาติสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

เพชรบูรณ์ - กองพลทหารม้าที่ 1 กระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2567

18 มกราคม 2567 เวลา 15.30 น. พลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2567 ของหน่วยกองพลทหารม้าที่ 1 ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์  พล.ต.วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 พล.ต.ต.สารนัย คงเมือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ดร.ประทิน นาคสำราญ นายก อบต.สะเดียง หัวหน้าส่วนราชการ  ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ บริเวณหน้าแหล่งสมาคมนายทหารค่ายพ่อขุนผาเมือง กองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

โดยภายในงานมีการจัดพิธีสงฆ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 นำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล และอ่านสาส์นของผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยมีกำลังพลของกองพลทหารม้าที่ 1 ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 8 กองพัน เข้าร่วมพิธีจากนั้นได้จัดขบวนสวนสนามแสดงแสนยานุภาพทางทหาร โดยมีครอบครัวและญาติของทหารเข้าร่วมชมการแสดงและการสวนสนามด้วย

สำหรับความเป็นมาวันกองทัพไทยนั้น ในปีพุทธศักราช 2502 กะทรวงกลาโหม ได้กำหนดวันที่ 8 เมษายนของทุกปี เป็นวันกองทัพไทยต่อมา พ.ศ. 2522 สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นว่าวันกองทัพไทยควรเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงได้กำหนดวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ได้รับชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา เป็นวันกองทัพไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี ต่อมาได้มีการคำนวนวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง และกระทรวงกลาโหมเห็นสมควรเปลี่ยนแปลง วันกองทัพไทย จาก 25 มกราคม เป็น 18 มกราคม ของทุกปีและอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม 

พิษณุโลก เปิดงาน 'MED NU Health Expo 2024' ประชาชนแห่ตรวจรักษาฟรีกับเทคโนโลยีล้ำสมัย

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “MED NU Health Expo 2024” ภายใต้หัวข้อ “สังคมสุขภาพดี Healthy Society” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 20 มกราคม 2567 โดยได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงพิริยา นฤขัตรพิชัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้มีภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมพิธีเปิดงานกว่า 500 คน โดยงานนี้ได้จัดให้มีการให้บริการวิชาการแก่สังคม สร้างภูมิคุ้มกันในการดูแลสุขภาพและให้บริการทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับชุมชนในพื้นที่ให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้า ลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยนเรศวร NU SDGs (Naresuan University Sustainable Development Goals) และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยจากบริษัทชั้นนำ 

เช่น เครื่อง Anatomage Table ศึกษากายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ สามารถแสดงภาพรูปทรง 3 มิติที่ซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง แม่นยำ ใช้สำหรับการศึกษาทางการแพทย์ สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนที่สนใจเรียนด้านการแพทย์ และผู้สนใจที่ต้องการรู้จักกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ โดยไม่ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม งานวิจัย ที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดเชิงธุรกิจ และการตรวจเช็คสุขภาพฟรีอีกหลายรายการ อาทิ การตรวจสุขภาพเส้นฟอกไตด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ การตรวจสุขภาพหัวใจ ตรวจวัดคลื่นสมองด้วยเครื่อง Neurofeedback เพื่อคัดกรองอาการหลงลืม อาการสมาธิสั้น การตรวจรักษาเปลือกตาอักเสบ รักษาตาแห้งจากต่อมไขมันอุดตันด้วยหน้ากากลำแสง LED เป็นต้น ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (KNECC) มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก  

(สุรินทร์)มณฑลทหารบกที่ 25 จัดพิธีวางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน ผู้ก่อตั้งค่ายวีรวัฒน์โยธิน และพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย

วันที่ 18 มกราคม 2567 เวลา 07.30 น. ที่ ค่ายวีระวัฒน์โยธิน พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาสักการะ พร้อมกล่าวคำสดุดีต่อหน้าอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน ผู้ก่อตั้งค่ายวีรวัฒน์โยธิน เนื่องในวันกองทัพไทย โดยมีกำลังพลหน่วยขึ้นตรง ข้าราชการบำนาญ กองกำลังสุรนารี หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 25 กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 พร้อมใจกันร่วมนำพวงมาลาวางสักการะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงดวงวิญญาณ อันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทหารกล้า ในฐานะวีรชนผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของชาติไทย  โดยในช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธี ทางพุทธศาสนา และ พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล ประจำปี 2567 เนื่องในวันกองทัพไทย 

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

'ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น' จดทะเบียนสมรสกับแฟนสาว ด้าน 'เสี่ยฮุย' ร่วมเป็นสักขีพยานรัก ยินดีเริ่มต้นชีวิตใหม่

(18 ม.ค. 67) ‘ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น’ หรือ ‘เจ้าแหลม’ ได้จดทะเบียนสมรสกับแฟนสาวคนใหม่ชื่อ ‘น้องแนน’ โดยมี ‘เสี่ยฮุย’ เป็นสักขีพยาน ด้านแฟนสาวได้ให้กำลังใจ ‘เจ้าแหลม’ ที่ทุ่มเทในการชกมวยเพื่อกลับมาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง

ด้าน ‘เสี่ยฮุย’ สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ ผู้จัดการของ ‘เจ้าแหลม’ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น อดีตแชมป์โลก WBC ชื่อดังเผยเหตุที่นักมวยในสังกัดต้องเลิกกับ ‘น้องจ.’ เมียเก่า เนื่องจากถูกหลอกทั้งที่ผู้หญิงมีครอบครัวแล้วและยังไม่เลิกกับสามี เมื่อคลอดลูกออกมาไม่ยอมให้ตรวจ DNA และไม่ยอมให้ใช้นามสกุลของ ‘เจ้าแหลม’ อีกด้วย

นอกจากนั้นเงินในบัญชีกว่า 20 ล้านเป็นค่าตัวของ ‘เจ้าแหลม’ ถูกถอนออกหมดจนเกลี้ยง เหลือเพียงรถ Toyota fortuner คันเดียวเท่านั้น 

ขอแสดงความยินดีในการเริ่มต้นบทชีวิตใหม่ของ ‘เจ้าแหลม’ ขอให้โชคดี ต่อหน้าที่การงานและอาชีพนักมวยที่ตัวเองรัก

'ฝรั่ง' งอแง!! ตกหลุมรักเมืองไทยสุดหัวใจ โพสต์ภาพอ้อน ไม่อยากอำลากลับบ้านเกิด

(18 ม.ค.67) กลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เดินทางมาใช้ช่วงเวลาสุดพิเศษไปกับการท่องเที่ยวเมืองไทย มีความสุขแฮปปี้ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันต้องเลิกรา เมื่อวันที่ต้องเดินทางกลับมาถึง โดยคุณ Paul O'Connor ได้อัปรูปภาพตัวเองกำลังทำหน้างอแงลงในกลุ่ม ‘Love Thailand’ พร้อมกับแคปชัน “Don’t wanna go home” (ยังไม่อยากกลับบ้าน) 

ก่อนที่อีกภาพถัดมาจะเป็นภาพสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับแคปชัน Most painful thing to see wen leaving Thailand 🇹🇭 (สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดก็คือต้องเห็นการจากลาประเทศไทย 🇹🇭) แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวรายนี้ตกหลุมรักประเทศไทยมากแค่ไหน จนไม่อยากกลับประเทศบ้านเกิดของตัวเองเลยทีเดียว

10 ประเด็นจาก Pigkaploy ตะลุยชายแดน อาจคลายปมข้อข้องใจ “มีทหารไว้ทำไม?”

หลายท่านที่มีโอกาสได้ติดตามช่อง ‘Pigkaploy’ ของ ‘พลอย’ พลอยไพลิน ตั้งประภาพร นักแสดงอิสระ และยูทูปเปอร์สาวด้านการท่องเที่ยวชาวไทย เมื่อวันที่ 16 ม.ค.67 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับคนที่มักจะมีคำถามถึง การมีอยู่ของ ‘ทหาร’ ในยุคนี้ จำเป็นแค่ไหน? มีไว้ทำไม? และมักจะขยายความถึงเม็ดเงินภาษีที่ต้องเสียไปเพื่อดูแลเหล่าทหารหาญเหล่านี้ในเชิงลบ คงสะอึกกับภาพที่เกิดขึ้นจริงผ่าน EP ที่มีชื่อว่า ‘ลองใช้ชีวิตเป็นทหารชายแดนเหนือ 3 วัน 2 คืน l ไทย-เมียร์มาร์’ เพื่อติดตามภารกิจการปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะการปราบปรามการลักลอบข้ามชายแดนอย่างผิดกฎหมายผ่านเส้นทางธรรมชาติ การลักลอบขนยาเสพติด และตัดไม้ทำลายป่า และล่าสัตว์โดยผิดกฎหมาย โดยเธอสวมเครื่องแบบทหารจริง

โดยคลิปดังกล่าวจะเป็นตอนที่ 1 จากซีรีส์ตระเวนชายแดนที่ตอนต่อไปจะเป็นการไปเยือนชายแดนภาคอีสาน-เขาพระวิหาร และ ชายแดนใต้ ยะลา-ปัตตานี

สำหรับในส่วนของสาระสำคัญจากคลิปซีรีส์ชายแดนไทย-เมียร์มานั้น หากให้สรุปแล้ว จะมีประเด็นสำคัญให้พิจารณาตาม ดังนี้…

1. การเดินทางจากฐานปฏิบัติการห้วยเป้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปยังแปกแซม อ.เวียงแหง ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง ด้วยการนั่งรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อทางทหาร เป็น 3 ชั่วโมงที่ทรหดมากๆ สำหรับคนธรรมดา

2. สภาพที่นอนปกติของเจ้าหน้าที่ทหารประจำฐานทั้ง 16 นายในฐานที่พัก มีแค่อาคารมุงกระเบื้องขนาดเล็ก สำหรับเป็นที่นอน และที่เก็บสัมภาระส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องประจำการอยู่บนฐานตลอด 1 ปีก่อนที่จะมีการผลัดเปลี่ยน อีกทั้งไม่มีไฟฟ้าใช้นอกจากโซลาร์เซลล์

3. การนอน จะไม่สามารถนอนได้อย่างเต็มที่ ต้องระแวดระวัง ผลัดเวรกันตลอด และก็ต้องไม่มีการติดไฟด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกมองเห็นจากภายนอกได้ง่าย 

4. การกิน เจ้าหน้าที่จะมีการลงเขาไปนำเสบียงขึ้นมาเพื่อใช้ทำอาหาร 5 วันต่อครั้ง โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำอาหาร ซึ่งทุกคนจะต้องทำอาหารเป็นโดยใช้ฟืน ไม่ได้มีอาหารการกินแบบพร้อมสรรพ

5. น้ำดื่มเป็นน้ำบรรจุขวดที่ขนขึ้นมา เนื่องจากสะดวกใช้งานมากกว่า ในขณะที่น้ำใช้ จำเป็นต้องใช้ปั๊มดูดขึ้นมา แต่ต้องใช้อย่างประหยัด

6. การปฏิบัติหน้าที่ จะเห็นภาพการปฏิบัติการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ทหาร ป้องกันการถูกโจมตี ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์รบเกิดขึ้นเลย แต่จำเป็นจะต้องปฏิบัติเอาไว้เพื่อให้เกิดความคุ้นชิน หากมีสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ก็จะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที7. ต่อเนื่องจากข้อที่ 6 จะไม่มีวันหยุด ไม่มีเสาร์อาทิตย์ ทุกคนจะต้องมาเฝ้าเวรทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมงตลอดทั้งปี

8. หากมีการเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการใกล้เคียง (ฐานสุบรรณ) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวตะเข็บชายแดน เพื่อเอาเสบียงไปให้เจ้าหน้าที่ในฐานนั้น ต้องเดินเท้าไปเท่านั้น โดยมี ‘ล่อ’ ช่วยบรรทุกเสบียงที่ราว 80 กิโลกรัมต่อครั้ง และระหว่างทางอาจต้องพบเจอกับฐานของทหารพม่า และทหารว้า ซึ่งไม่ได้ขึ้นตรงกับกองทัพเมียนมาแต่อย่างใดด้วย

9. พลอยได้ลองแต่งเครื่องแบบทหาร ที่มีเกราะหนัก 5 กิโลกรัม และต้องแบกเป้ทหารหนัก 25 กิโล ซึ่งถ้ารวมกับน้ำหนักปืนและหมวกเข้าไปด้วยแล้ว ก็จะมีน้ำหนักรวมราวๆ 40 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว 

10. พลอยได้ลองร่วมเดินลาดตระเวน เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ ตรวจตราคนข้ามประเทศ หรือการกระทำความผิดอื่นทุกวัน เช่น ลักลอบขนยาเสพติด เพราะมีโอกาสจับได้ เนื่องจากผู้ลักลอบอาจคิดว่าเจ้าหน้าที่ไม่ทำงาน รวมถึงในบางครั้งอาจจะพบการรุกล้ำอาณาเขตของฝ่ายพม่า ด้วยการเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่ของชาวบ้าน ซึ่งทหารจำต้องผลักดันกลับไป โดยมีเรื่องน่าตื่นเต้น คือ ในระหว่างการเดินทางคณะของพลอยได้พบกับการลักลอบล่าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย และพบกับทหารว้าด้วย

ในช่วงท้าย พลอย ได้สรุปถึงการร่วมภารกิจ ที่แม้จะเป็นเพียงแค่การจำลองเหตุการณ์ (ของจริงหนักกว่านี้) แต่เธอมองว่ามันอันตรายมากๆ หลังจากนั้นเธอก็ได้นั่งรอบกองไฟร่วมกับพี่ๆ ทหาร พร้อมกับคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็มีความแตกต่างกันไป (ไม่ได้ระบุชัด) แต่ทุกคนต่างเคารพในความเห็นของกันและกัน

สำหรับใครที่อยากรับชมเรื่องราวเต็มๆ สามารถคลิกชมได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=W_HQ8gBie5M แล้วคุณคงจะได้คำตอบเองว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม?’

‘รมว.ปุ้ย’ เสียใจ เหตุระเบิดโรงงานพลุ จ.สุพรรณบุรี ลั่น!! แม้ไม่ใช่โรงงาน แต่ก็สั่งดูแลความปลอดภัยรอบด้าน

(18 ม.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์ระเบิดสถานประกอบการผลิตพลุ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

และได้สั่งกำชับหน่วยงานในสังกัด อก. ในการป้องกันการเกิดเหตุอุบัติภัยและอัคคีภัยจากสถานประกอบการและเหมืองแร่ อก. ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ประกอบกิจการรายนี้มีใบอนุญาตเกี่ยวกับดอกไม้เพลิง ซึ่งเป็นการออกให้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 โดยสถานประกอบการดังกล่าวมีเป็นการผลิต ประกอบประทัดลูกบอลไล่นก ชนวนดำใช้กับพลุ โดยวัตถุดิบที่ใช้ประกอบ ได้แก่ ถ่านดินปืน ซึ่งบด ผสม มาจากที่อื่น และมีโพแทสเซียมคลอเรต (POTASSIUM CHLORATE) ที่เป็นสารประกอบหลัก ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในการควบคุมภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มีคนงานในการประกอบกิจการทั้งหมด ประมาณ 30 คน ไม่มีเครื่องจักรในการประกอบกิจการ จึงไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการเป็นโรงงาน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

“แม้การประกอบกิจการดังกล่าว จะไม่เป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงาน แต่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานบูรณาการกับหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุม และไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้อีก โดยกระทรวงฯ จะเข้าไปมีส่วนในการกำหนดเงื่อนไขการประกอบกิจการ เพื่อกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ทั้งด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเหมาะสมต่อไป” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด อก. แจ้งเตือนและกำชับทุกสถานประกอบกิจการและเหมืองแร่ให้ระมัดระวังการประกอบกิจการในทุกขั้นตอน รวมถึงบริเวณที่มีการผลิต การจัดเก็บวัตถุดิบ สารเคมีและผลิตภัณฑ์ ต้องไม่มีแหล่งกำเนิดประกายไฟ หรืออยู่ใกล้กับเชื้อเพลิงและสารไวไฟทุกชนิด รวมถึงกำชับพนักงานให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานอย่างปลอดภัยและเคร่งครัด ก่อให้เกิดประกายไฟขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสถานประกอบกิจการ ตลอดจนประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และ อก. ได้จัดทำข้อปฏิบัติฯ และคู่มือความปลอดภัยด้านต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) http://www.diw.go.th 

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผย!! ‘ลุงเปี๊ยก’ ชี้ตัวตำรวจทรมานตน 9 ชม. ‘จับล่ามโซ่-ถอดเสื้อ-ใช้ถุงดำคลุมหัว’ บังคับให้ยอมรับผิด

(18 ม.ค. 67) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ปทุมธานี ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อร่วมประชุมกับ น.ส.สุชาดา หมื่นกล้า รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, นายศราวุธ มูลโพธิ์ ผอ.กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต, นางอนงค์นาฏ เมธีกุล ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สระแก้ว, นายราเชนทร์ ปัญญาธนคุณ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนจังหวัดสระแก้ว เพื่อสอบปากคำนายปัญญา อายุ 56 ปี หรือ ‘ลุงเปี๊ยก’ สามีนางบัวผัน อายุ 47 ปี หรือ ‘ป้ากบ’ ที่ถูกกลุ่มเยาวชนทำร้ายจนเสียชีวิต และต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จับกุมนายปัญญา มาสอบสวน และมีคลิปเสียงออกมาว่ามีการคลุมถุงดำ ถอดเสื้อนั่งตากแอร์ และการล่ามโซ่ บังคับให้รับเป็นผู้ก่อเหตุ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากที่พบศพป้าบัวผัน วันศุกร์ที่ 12 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนที่เกิดเหตุ และพบว่าลุงเปี๊ยกมีคราบเลือดที่ขากางเกง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปสอบปากคำ ประกอบกับมีชาวบ้านบอกว่าต้องเป็นลุงเปี๊ยกแน่นอนที่ฆ่าป้าบัวผัน เพราะเป็นคนใกล้ชิดกับป้าบัวผัน และอยู่กับป้าบัวผันตลอด และซ้อมทุบตีตลอด ชาวบ้านเห็นว่าพฤติกรรมที่ป้าบัวผันถูกฆ่าเหี้ยมโหดมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งสมมติฐานว่าต้องเป็นลุงเปี๊ยกแน่ จึงนำตัวลุงเปี๊ยกไปสอบสวน 

ต่อมาช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบภาพในกล้องวงจรปิดรู้แล้วว่าคนก่อเหตุไม่ใช่ลุงเปี๊ยก แต่เป็นวัยรุ่น 5 คน จึงจับกุมวัยรุ่น 4 คน และ 1 ใน 4 เป็นลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ส่วนอีก 1 คนไปเที่ยวกับครอบครัวที่ปากช่อง และเป็นลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรองสารวัตรธุรการของ สภ.อรัญประเทศ

ต่อมาพ่อของเยาวชนคนที่ 5 เห็นใน LINE ของโรงพักว่ามีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเยาวชนไปฆ่าป้าบัวผัน แล้วโทรศัพท์มาสอบถามกับทางโรงพักว่า 1 ใน 5 คนนั้น มีลูกของตนเองด้วยหรือไม่ ทางโรงพักก็บอกว่ามีด้วย แล้วก็ได้ขอติดต่อเพื่อนำลูกมามอบตัว ทาง ผกก.สภ.อรัญประเทศ จึงทำเรื่องขอให้ศาลปล่อยตัวลุงเปี๊ยก

จากนั้นทาง ผกก., รอง ผกก. รวมทั้งนายอำเภออรัญประเทศ ได้พาตัว ลุงเปี๊ยก ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่โรงพัก เมื่อสอบปากคำเสร็จก็คุยกันว่าจะพาตัวลงไปไว้ที่ไหนดี เพื่อที่จะไม่ให้มานอนที่องค์พระอีกแล้ว จึงนำตัวลุงเปี๊ยกไปไว้บ้านพี่สะใภ้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งตนได้นำตำรวจสืบสวนจากส่วนกลางลงไป เพราะประชาชนและสื่อมวลชนไม่มีความเชื่อมั่นตำรวจในพื้นที่

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เยาวชนที่เป็นลูกตำรวจของ สภ.อรัญประเทศ ได้โทรศัพท์หาพ่อเวลาตี 1 แต่การลงมือฆ่าป้าบัวผันเกิดขึ้นเวลาประมาณ 02.00 น. จากนั้นไม่ได้ติดต่อถามผู้เป็นพ่ออีกเลย และทางลุงเปี๊ยกไปพักที่บ้านพี่สะใภ้ ตนได้สอบถามไปทางพี่สะใภ้แล้วว่ามีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาหรือไม่ ทางพี่สะใภ้ก็บอกว่าไม่มี ส่วนประเด็นที่บอกว่าตำรวจเอาลงไปเก็บไว้ที่เซฟเฮ้าส์นั้นไม่มี และเป็นการช่วยลูกตำรวจหรือไม่นั้น ก็ไม่มีเช่นกัน 

“ต่อมามีนักข่าวส่งคลิปเสียงมาให้ผม จึงรู้ว่าทำอะไรกันอยู่ ในคลิปเสียงนั้นมีเสียงของลุงเปี๊ยกและเป็นเสียงของ รอง ผกก. ท่านหนึ่ง ถ้าเป็นเสียงของลุงเปี๊ยกคนเดียว ผมก็อาจจะไม่เชื่อ เพราะลุงเปี๊ยกมีอาการติดแอลกอฮอล์ แต่เสียงของรอง ผกก. รับเลยรับว่าทำจริง ว่ามีการคลุมถุงดำจริง เปิดแอร์ถอดเสื้อจริง และล่ามโซ่จริง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนสอบถามไปว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร เพื่อที่จะให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพหรือไม่ ต้องบอกก่อนว่าเมื่อพบศพผู้เสียชีวิตอย่างแรกเลย คือ ตำรวจต้องค้นหาคนร้ายด้วยการไล่กล้องติดตามคนร้าย ซึ่งการไล่กล้องนั้นต้องดูกันเป็นนาที เพราะไม่ใช่ระบบ AI ขณะนี้ตนได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง ในการจะดำเนินคดีกับตำรวจนั้น ต้องมีการสอบสวนลุงเปี๊ยก ซึ่งขณะนี้เป็นผู้เสียหาย เพราะถูกกระทำ ได้นำเรียน ผบ.ตร.แล้วทาง ผบ.ตร.บอกว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 2 เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ ใครทำอะไร และใครเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ก็ให้ดำเนินคดีไปตามระเบียบ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่า คณะทำงานได้นำรูปถ่ายปัจจุบันของตำรวจ สภ.อรัญประเทศทุกนายให้ ลุงเปี๊ยก ชี้ตัว ลุงเปี๊ยกยืนยันตัวตำรวจขาขาด 1 นาย ยศชั้นประทวน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดสืบสวนที่บังคับให้ลุงเปี๊ยกถอดเสื้อในห้องแอร์ ให้หนาวเย็น เอาถุงคลุมศีรษะ และควบคุมตัวโดยมิชอบนานถึง 9 ชั่วโมง เพื่อบังคับให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าฆ่าป้าบัวผัน ด้วยความทรมานและเหนื่อยล้า ลุงเปี๊ยกจึงยอมรับสารภาพ ก่อนถูกบังคับไปทำแผนยังจุดเกิดเหตุ แต่ไม่มีการล่ามโซ่ 

ดังนั้นวันนี้จึงมีตำรวจที่กระทำผิด 1 นายก่อน เพราะลุงเปี๊ยกยืนยันว่าในห้องขณะถูกทรมานมีตำรวจนายนี้นายเดียว ซึ่งจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ส่วนความผิดทางวินัยมีโทษถึงขั้นให้ออก ส่วนจะมีตำรวจนายอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ ได้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการให้รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีตำรวจนายอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ เพราะจากคลิปเสียงของรอง ผกก.นายหนึ่ง ยืนยันว่ารู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องตรวจสอบว่ารอง ผกก.นายนี้ รู้ขณะทำการทรมานลุงเปี๊ยกหรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิด แต่หากรู้ภายหลังทรมานลุงเปี๊ยกแล้ว แต่ไม่ดำเนินการลงโทษตำรวจที่ก่อเหตุ ก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงจะต้องขยายสอบปากคำชุดสืบสวนทั้งหมดด้วย

“เบื้องต้นลุงเปี๊ยกบอกว่า สารวัตรและรองผกก.ไม่ได้อยู่ในห้องที่ถูกทรมาน และทั้ง 2 คนก็พูดจากับลุงเปี๊ยกเป็นอย่างดี ไม่ติดใจ ส่วนที่เหลืออีก 1 คนเพียงสับเปลี่ยนเวรและเฝ้าด้านนอกเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วม หลังจากสอบปากคำเสร็จแล้ว ลุงเปี๊ยกก็มีความสบายใจขึ้นและไม่กลัวตำรวจแล้ว และไม่จำเป็นต้องพาตัวลุงเปี๊ยกไปชี้ตัวตำรวจที่ สภ.อรัญประเทศแล้ว” รอง ผบ.ตร. กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top