Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

'วราวุธ' ชี้!! 'ไทย' ก้าวสู่ภาวะเสี่ยงจากปัญหาโครงสร้างประชากร  'เด็กเกิดใหม่น้อย-วัยแรงงานลด-สูงวัยเพิ่ม' ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัว

(12 ม.ค.67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดโครงการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง 'ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรต่อความมั่นคงของมนุษย์ในประเทศไทย' ที่มีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้แทนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารโลก วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ประเทศไทยอาจจะยังไม่ค่อยตื่นตัว ไม่ค่อยตื่นเต้น ไม่ค่อยตระหนักรู้ ว่าปัญหาโครงสร้างประชากรต่อความมั่นคงของมนุษย์ของประเทศไทยนั้นหนักหนาเพียงใด ซึ่งต้องขอขอบคุณปลัด พม. เพื่อนข้าราชการกระทรวง พม. ที่ทำให้รู้สึกว่านี่คือ คลื่นลูกใหญ่ที่มีความหนักหนาไม่แพ้ปัญหาอื่นๆ

นายวราวุธ กล่าวว่า อีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะจะเชื่อมไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยทั้ง 65 ล้านคนในวันนี้ ไปจนถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ สังคม จุดยืนของประเทศไทย ศักยภาพทางการค้าของประเทศไทย จะอยู่ที่ตรงไหน 

เหล่านี้คือ ปัญหาที่อีกไม่นานเกินรอพวกเราคนไทยจะได้รับรู้ และเป็นหน้าที่ของกระทรวงพม. และผู้เชี่ยวชาญ ต้องมากระตุกต่อมให้คนไทยได้รับรู้ก่อนว่ามันคือ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ไม่แพ้อีกหลายๆ ปัญหา 

นายวราวุธ กล่าวว่า สถาบันอนาคตไทยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนั้นมีความท้าทายต่อการพัฒนาและออกแบบนโยบายด้านสังคมเป็นอย่างมาก ประชากรน้อยลง ในขณะที่ผู้สูงอายุมีมากขึ้น แล้วใครจะมาเป็นคนจ่ายเงินเข้ากระเป๋าสำนักงบประมาณ ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่าเงินเข้าไม่มี เพราะจากคนเสียภาษีในประเทศไทย 65 ล้านคน เสียภาษีอยู่ 4.5 ล้านคน แล้วจะเอาเงินจากไหน ดราม่าก็บังเกิด แต่นี่คือเรื่องจริง และเป็นสิ่งที่คนไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงประชากรจะเป็นตัวกระทบและกำหนดนโยบายทางด้านสังคม สวัสดิการ และเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

นายวราวุธ กล่าวว่า "วันนี้เรามีอัตราเด็กแรกเกิดที่น้อยลง อีกไม่นานปัญหาเรื่องแรงงานก็จะเข้ามา ในขณะที่ผู้สูงอายุหรือ ผู้มากประสบการณ์ ก็จะมีมากขึ้น คนใช้สวัสดิการมากขึ้นแต่คนเอาเงินเข้ากองทุนน้อย แล้วเราจะเอาคนกลุ่มไหนมาจ่ายเงินให้กับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพราะแหล่งรายได้เดียวของประเทศ คือภาษี ในเมื่อคนทำงานน้อยลงแล้วเราจะเอาใครมาจ่าย วันนี้จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวง พม. 

"ดังนั้นงบประมาณปี 2568 ต้องเป็นกรอบงานของกระทรวง พม. เราจะต้องเปลี่ยนบริบท การทำงานของกระทรวงไม่ใช่กระทรวงสังคมสงเคราะห์ แต่มีหน้าที่สร้างศักยภาพให้กับคนกลุ่มเปราะบาง คนสูงอายุผู้มากประสบการณ์ คนพิการ"

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า "คนสูงอายุผู้มากประสบการณ์นั้นก็มีแบ่งช่วงได้ 3 ช่วง ต้น กลาง ปลาย แต่ศักยภาพของคนกลุ่มนี้ 60-75 ปี ยังมีทั้งกำลังกายและกำลังสมอง เหลือเพียงอย่างเดียวคือกำลังใจที่จะเข้ามาทำงาน ดังนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราในการสร้างความตระหนักให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐ เพราะ พม. เพียงกระทรวงเดียวทำงานไม่ได้ต้องร่วมมือ กับกระทรวงแรงงาน มหาดไทย หน่วยงานราชการต่างๆ 

นายวราวุธ กล่าวว่า ตนขอบคุณปลัดพม.ที่ได้เซ็นต์ MOU กับกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ประกอบด้วย 5 มหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ ตนจึงอยากให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้ภายในปีงบประมาณ 2567 และในปีงบประมาณ 2568 ตนฝันไว้ว่า พม. กับ อว. เซ็นต์ MOU กับ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ แล้วทำให้ผู้พิการปีละกว่าแสนคนได้มีงานทำขึ้นมา นี่คือการทำให้คนกลุ่มเปราะบางเป็นคนไม่เปราะบางอีกต่อไป 

”คนกลุ่มเปราะบาง คนพิการ หรือผู้สูงอายุ ผู้มากประสบการณ์ ไม่ใช่คนด้อยโอกาส แต่เราต้องหาโอกาสให้เขา และนำคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จะบอกว่าอายุมากแล้ว เกษียณแล้ว แล้วยังต้องจับมาทำงานอีกหรือ ถ้าพูดแบบกำปั้นทุบดินก็คงใช่ เพราะไม่มีใครทำงานแล้ว แต่ถ้าเทียบกับบางประเทศในยุโรปหลายคนคงทราบว่าเขาเจอปัญหานี้แล้ว รัฐสวัสดิการในบางประเทศที่ดูแลดีมาก คนเจ็นวาย ที่เป็นคนจ่ายเงินภาษีอย่างมหาศาล 30-40% บอกว่าฉนไม่ทำแล้ว ขอรีไทร์ดีกว่าเพื่อไปใช้รัฐสวัสดิการ หากทุกคนรีไทร์ไปหมดแล้วใครจะทำงาน นำเงินมาเข้ากระเป๋าภาครัฐ” นายวราวุธ กล่าว

“ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวง พม. ที่จะต้องทำอย่างไรเพื่อกระตุ้นต่อม ความตระหนักรับรู้ ให้สังคมได้เข้าใจว่าปัญหาที่เรากำลังจะพบเจอในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่ใช่เพียงปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อย ไม่ใช่เพียงแต่จะทำให้เด็กเกิดใหม่เป็นวาระสำคัญของรัฐบาล แค่นั้นไม่พอ การที่จะทำให้คนรุ่นใหม่มีความอยากที่จะมีครอบครัว มีความอยากมีลูกมีผู้สืบสกุลต่อไป แต่ต้องพูดถึงสังคมที่มีความอบอุ่น สังคมที่มีความ มีการศึกษาที่ดี เติบโตขึ้นมาแล้วจะเป็นบุคลากร เป็นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยที่สำคัญ เมื่อองค์ประกอบต่างๆ ครบ คนรุ่นใหม่ไม่ว่าเจนไหน อยากมีลูกกันทั้งนั้น อยากมีผู้สืบสกุลต่อไป คงไม่มีใครอยากให้ครอบครัวเราจบที่รุ่นเรา เรื่องประชากรอย่าให้จบที่รุ่นเรา อย่าง ศิลปอาชา ของผมตอนนี้มี 3 คนแล้ว ดังนั้นปลอดภัย ศิลปอาชา ยังมีต่อ สำหรับครอบครัวอื่นเราต้องมาสร้างความเข้าใจและให้กำลังใจกัน ปัญหาประชากรจะแก้เมื่อเกิดขึ้นแล้วคงไม่ทัน ต้องแก้ปัญหาก่อนที่จะเกิด ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือเรากำลังจะมาป้องกันไม่ให้ปัญหาโครงสร้างประชากรกลายเป็นปัญหาที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก“ นายวราวุธ กล่าว

(สุรินทร์)กองกำลังสุรนารี ส่งความสุขมอบของขวัญให้น้องๆนักเรียน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567

วันที่ 12 มกราคม 2567 พันเอก จิรัฏฐ์  ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี สนับสนุน เครื่องดื่มน้ำผลไม้, อุปกรณ์กีฬา และไอศกรีม ให้กับน้องๆนักเรียน โรงเรียนท่าตูม(สนิทราษฎร์วิทยาคม) อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ พร้อมทั้งพบปะ และแจกขนมให้กับน้องๆนักเรียน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ทั้งนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ เป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ตามคำขวัญวันเด็กประจำปี 2567 จากนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

ทำไม ? สพฐ. ต้องจัดสภานักเรียนทั่วประเทศทุกๆปี

จากการปรับโครงสร้างการบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็นกฎหมายการศึกษาฉบับแรกของไทยที่กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แก่ประชาชนชาวไทยให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ มาตรา 10 ระบุว่า "การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี” เพื่อเป็นการตอบสนองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กรมสามัญศึกษา และกรมวิชาการ เป็นหน่วยงานที่จะต้องมารวมกันเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการรวมหน่วยงาน “กิจกรรมเสียงแห่งอนาคต” กรมสามัญศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ จึงเปลี่ยนเป็น “กิจกรรมสภานักเรียน” ดำเนินงานโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปัจจุบัน มีบางปีที่ไม่ได้จัดกิจกรรมตามสถานการณ์บ้านเมือง

“สภานักเรียน” จึงเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้บทบาท หน้าที่ตนเอง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง นักเรียนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเรียนรู้          การทำงานร่วมกับสังคม ตั้งแต่สังคมระดับเล็ก ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน จนถึงสังคมใหญ่ระดับประเทศ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เคารพกฎ กติกา มีความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้บทบาทหน้าที่ความเป็นพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ได้แก่ คารวธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม มีจิตอาสา ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ

ปี 2567 เป็นอีกปีหนึ่งที่ “สพฐ.” ได้จัดสภานักเรียนอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 10-13 มกราคม 2567 ณ โรงแรมเดอะพาลาสโซ กรุงเทพฯ โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมสัมมนาสภานักเรียน ระดับประเทศ ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “สภานักเรียน สพฐ. สานต่อแนวคิดที่สร้างสรรค์ เรียนรู้อย่างเท่าทัน มุ่งมั่นพัฒนาประชาธิปไตย” โดย นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนานักเรียนให้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ตามวิถีประชาธิปไตย กิจกรรมสภานักเรียนจะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ทางสังคม มีกลไกกระบวนการดำเนินงานของสภานักเรียน รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในโรงเรียน ด้วยกระบวนการอย่างสร้างสรรค์ นักเรียน ทุกคนได้รับการปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมความเป็นประชาธิปไตย 

ด้าน น.ส.อรอนงค์ อุทารเวสารัช  รอง ผอ.สำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สพฐ. กล่าวว่า สำหรับปี 2567 ผู้เข้ารับการอบรมสัมมนาเป็นตัวแทนสภานักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือ มัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 78 คน พร้อมครูที่ปรึกษาสภานักเรียน จำนวน 78 คน  จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ คณะวิทยากรและคณะทำงาน จำนวน 66 คน รวมทั้งสิ้น 222 คน สำหรับการอบรมสัมมนาในครั้งนี้ มีกิจกรรมประกอบด้วย 1) สภานักเรียนกับความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย 2) การเรียนทำให้มีงานทำ กิจกรรมทำให้ทำงานเป็น รวมทั้งกฎหมายที่เด็กและเยาวชนควรรู้           3) ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในยุคดิจิทัล 4) ประวัติศาสตร์กับความรุ่งเรืองในยุคปัจจุบัน 5) การเลือกตั้งคณะกรรมการสภานักเรียน ระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2567 

พร้อมกันนี้ สภานักเรียน สพฐ. ได้มีการเลือกตั้งประธานสภานักเรียน ระดับประเทศ ประจำปี 2567 โดยได้รับความอนุเคราะห์การจัดกระบวนการเลือกตั้งเสมือนจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มาแนะนำสาธิตการเลือกตั้งแบบอัตโนมัติ (ชนิดกดแทนกากบาท) เพื่อการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย จนสามารถเลือกประธานสภานักเรียน สพฐ.คนใหม่ ประจำปี 2567 ได้แก่ นายธาม พิพัฒน์รัตนกุล (น้องธาม) นักเรียนโรงเรียนสันกำแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เชียงใหม่ พร้อมเสนอวิสัยทัศน์การนำหลักการของการขับเคลื่อนสภานักเรียน สู่สภานักเรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา/สถานศึกษา ด้วยหลัก 4ว. (วาจา/วิสัยทัศน์/เวลา/วางตัว)    2ท. (ทักษะ/ทัศนคติ) 1อ. (โอกาส) 

ซึ่งการจัดอบรมสัมมนาในครั้งนี้ ยังได้สรุปประเด็นแนวคิดและความต้องการของเด็กและเยาวขน สานต่อแนวทางที่สร้างสรรค์ เรียนรู้อย่างเท่าทัน มุ่งมั่นประชาธิปไตย เพื่อเสนอต่อคณะรัฐบาล ในวันเด็กแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ต่อไป

ทีมข่าวเครือข่าย ปชส.สพฐ.(เฉพาะกิจ) - รายงาน

นราธิวาส-รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บินลงใต้ สำรวจความเสียหายอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป พร้อมมอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่

วันนี้ ( 12 มกราคม 2567 ) เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ ลงใต้ปฏิบัติภารกิจเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมพบปะมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยน้ำท่วม โดยมี พลโท ปราโมทย์ พรหมอินทร์ แม่ทัพน้อยที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส,ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ,นายฉัตรชัย อุตสาหะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ,กำลังพล และประชาชนผู้ประสบภัยร่วมให้การต้อนรับ

โดยสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วม สืบเนื่องจากฝนตกหนักมากช่วงวันที่ 23-25 ธันวาคม 2566 ทำให้เกิดอุทกภัยครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ โดยพื้นที่เกิดอุทกภัยมีปริมาณฝนสูงสุด คือ อำเภอระแงะ 631.2 มิลลิเมตร//สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 13 อำเภอ 569 หมู่บ้าน 58 ชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบ 82,448 ครัวเรือน 326,370 คน ผู้เสียชีวิต 14 คน ผู้สูญหาย 1 คน ถนนเสียหาย 63 สาย สะพาน 8 แห่ง โรงเรียน 343 แห่ง วัด/ที่พักสงฆ์ 20 แห่ง มัสยิด 26 แห่ง ด้านการเกษตร สัตว์ 4,818 ตัว ด้านพืช 11,267 ไร่ ด้านประมง 505.31 ไร่ 2,548 ตารางเมตร ปัจจุบันสถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะปกติทุกพื้นที่ 

ทั้งนี้ จังหวัดนราธิวาส ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เป็นค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต 14 คน 594,000 บาท //จัดสรรเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดให้อำเภอ 13 อำเภอ 5,900,000 บาท //ค่าถุงยังชีพ 18,060 ชุด 12,642,000 บาท //ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นถุงยังชีพ 53,810 ชุด 37,667,000 บาท และขณะนี้จังหวัดได้มีแผนฟื้นฟูสถานการณ์อุทกภัยและเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป

โอกาสนี้ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวพบปะผู้ประสบภัยทุกคนว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อมาให้กำลังใจทุกคน ซึ่งด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเองเมื่อมีเหตุภัยพิบัติต่างๆ ได้รับมอบอำนาจให้เร่งช่วยเหลือดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนและขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลประชาชน ซึ่งภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น หน้าที่ของเราต้องช่วยกันป้องกัน และเมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนก็พร้อมจะฟื้นฟูเยียวยา บำบัด แก้ไขสถานการณ์ให้เร็วที่สุด ทุกส่วนพร้อมที่จะลงมาช่วยเหลือให้มากที่สุด ทั้งนี้ ในเรื่องของปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลานั้น ทางรัฐบาลได้เร่งระดมให้ความช่วยเหลือในการเยียวยาและการฟื้นฟูบ้านเรือน ถนนหนทาง และสาธารณูปโภค โดยจังหวัดนราธิวาสได้ใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและดูแลเบื้องต้น  ทางรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยได้จัดสรรงบประมาณฟื้นฟูซ่อมแซมและช่วยเหลือชาวบ้าน 100 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเพราะเป็นจังหวัดที่มีความเสียหายมากที่สุด ในส่วนของจังหวัดอื่นๆ การช่วยเหลือในส่วนของงบประมาณทุกจังหวัดมีงบประมาณที่จะช่วยเหลืออยู่แล้ว ทั้งการเยียวยา การฟื้นฟู ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ และพื้นที่ไหนที่เสียหายมากก็จัดสรรตามความเหมาะสม ไม่มีคำว่าเลือกปฏิบัติและขอให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขยายผลความร่วมมือโครงการ อีอีซี สแควร์ (EEC2)

อีอีซี รวมพลังภาคีหน่วยงานรัฐ-เอกชน ต่อยอดผลงานเยาวชนอีอีซี สแควร์ ผลักดันแนวคิดคนรุ่นใหม่ ทำได้จริงเป็นรูปธรรม ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวพื้นที่อีอีซี อย่างยั่งยืน

(วันที่ 12 มกราคม 2567) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสถาบันการศึกษา ได้แก่ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา โรงเรียนบางปะกง “บวรวิทยายน” โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 โรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม โรงเรียนหมอนทองวิทยา โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย โรงเรียนวัดป่าประดู่ โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนโครงการ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) บริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ รีซอร์ส แมนเนจเม้นท์ จำกัด (IWRM)  ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB) มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ในการขยายผลงานเยาวชนที่ส่งเข้าประกวด ภายใต้โครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี สแควร์ (EEC2) ประจำปี 2566 โดยมีผู้บริหารจากทุกหน่วยงานดังกล่าว เข้าร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมคอนเฟอเร้นส์ สำนักงานอีอีซี 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี เปิดเผยว่า สำนักงาน อีอีซี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่และชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตและได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศการลงทุน ซึ่งโครงการ อีอีซี สแควร์ จะเป็นส่วนหนึ่งให้น้องๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สามารถค้นหาเส้นทางอาชีพของน้องๆ ในอนาคตได้ ซึ่งการลงนาม MOU ในวันนี้ ถือเป็นการสร้างเครือข่ายสำคัญของอีอีซี ที่จะเกิดการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ในการสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อีอีซี ที่ได้ร่วมกับ สกพอ. ในการแสดงความสามารถคิดค้น หรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ สร้างสรรค์ผลงานในโครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประจำปี 2566 ที่ผ่านมา หรืออีอีซี สแควร์ (EEC2) ที่มีผลงานดีเยี่ยมหลายโครงการ ให้เกิดการพัฒนา ต่อยอด หรือขยายผลให้เกิดประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่หรือชุมชน และในภาคอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือในวันนี้ จะช่วยสร้างโอกาสให้ได้มีการต่อยอดไปในเชิงพาณิชย์ และสนับสนุนให้ผลงานจากแนวคิดของ เยาวชนอีอีซี สแควร์ นี้ ได้พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง 

สำหรับหน่วยงานที่นำผลงานเยาวชนไปขยายผล เช่น WHA นำผลงานการออกแบบ และพัฒนาถังดักไขมันในน้ำเสียเพื่อใช้ในครัวเรือน จากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา ซึ่งได้เป็นการคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียในชุมชน ไปขยายผลใช้กับระบบบำบัดน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรม และโครงการ RICE STRAW POT (กระถางจากฟางข้าว) จากโรงเรียนหมอนทองวิทยา ซึ่งเกิดจากปัญหาการเผาฟางข้าวของชาวนาในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สนับสนุนการขยายผลโครงการเครื่องทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร จากโรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม โครงการภาชนะจากเปลือกกล้วยเสริมกาบกล้วย จากโรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย ซึ่งเกิดจากการแก้ไขปัญหาของเหลือใช้ในพื้นที่มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และ IWRM สนับสนุนโครงการ CATCH ME BY THE SEA (เครื่องแยกขวดพลาสติก ฝากขวด แก้วน้ำและกระป๋อง อัตโนมัติ) และ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก (Science Park) TTB และ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จะนำผลงานทั้งหมดไปพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์และการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป

สำหรับโครงการ อีอีซี สแควร์ ได้ดำเนินการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ อีอีซี ให้สนใจในการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ และครู ทั้ง 3 จังหวัดอีอีซี ได้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนา อีอีซี ตลอดจนการสร้างพลเมืองรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา มีเยาวชนใน 3 จังหวัด อีอีซี เข้าร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 31 โรงเรียน มีการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ จากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ได้แสดงศักยภาพ ผ่านการประกวดการสร้างสรรค์โครงงานนวัตกรรมที่ช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นในมิติต่างๆ ตามบริบทของพื้นที่ พร้อมขยายผลจริงในชุมชน รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ยังขยายผลสร้างความเข้าใจ อีอีซี และความตระหนักด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่เพื่อน ๆ ในโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง ได้เป็นอย่างดี

กสทช.ออกมาตรการกำจัดซิมการ์ด ที่อยู่ในความครอบครองของมิจฉาชีพ

วันที่ 12 ม.ค. 67 เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมาย และประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ, พล.ต.ท.ดร.ธัชชัย ปีตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลงานด้านอาชญากรรมเทคโนโลยี ได้เรียกประชุมอนุกรรมการบูรณาการฯ แถลงถึง มาตรการของ กสทช. กำหนดให้ผู้ถือครองซิมจำนวนมากๆ ตั้งแต่ 6 เลขหมายขึ้นไปมายืนยันตัวตน โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ม.ค.67 นี้เป็นต้นไป หากผู้ถือครองซิมการ์ดรายใดไม่มายืนยันตัวตนในกำหนด หมายเลขอาจถูกระงับการใช้งาน และถูกเพิกถอนไปในที่สุด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์
พล.ต.อ.ณัฐธรฯ ได้กล่าวว่า ซิมการ์ดโทรศัพท์เป็นอุปกรณ์สำคัญที่กลุ่มมิจฉาชีพ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้องมี

และใช้ในการกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการโทรหาเหยื่อ, การส่งข้อความ หรือ sms แนบลิงค์, โอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ร่วมกับสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต  กสทช. ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว มุ่งเน้นจัดระเบียบซิมการ์ด โดยเฉพาะหมายเลขในระบบเติมเงิน ที่ไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานจริง หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน จึงได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีสาระที่สำคัญ ดังนี้

1.ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด ตั้งแต่ 6-100 หมายเลข ให้ยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน
2.ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป ให้ยืนยันตัวตนภายใน 30 วัน
หากไม่มายืนยันตนในกำหนด จะถูกพักใช้ ระงับการโทรออกและการใช้อินเทอร์เน็ต ยกเว้นโทรเบอร์ฉุกเฉิน และมีเวลาอีก 30 วัน หากยังไม่มีการยืนยันตน จะถูกเพิกถอนการใช้เบอร์ของซิมการ์ดที่อยู่ในความครอบครองทั้งหมด
โดยในระยะแรกจะเร่งรัดให้ผู้ถือครองซิมการ์ด จำนวน 101 เลขหมายขึ้นไปเข้ามายืนยันตัวตนก่อน เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่า คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้ใช้บริการที่อยู่ในข่ายต้องยืนยันตัวตน มีประมาณ 3 แสนราย คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมดในทุกเครือข่าย มาตรการดังกล่าว กสทช. ออกมาเพิ่มเติมเพื่อสกัดการทำงานของกลุ่มมิจฉาชีพ จากที่มีอยู่เดิม 7 มาตราการ อาทิเช่น การระงับการโทรเข้าจากต่างประเทศในรูปแบบที่คนร้ายใช้อยู่เป็นประจำหรือไม่ทราบแหล่งที่มา, เพิ่ม Prefix +697 และ +698 หน้าเลขหมายการโทรเข้าจากต่างประเทศผ่าน VOIP และ Roaming ตามลำดับ, การจัดทำบริการ *138 ปฏิเสธการรับสายต่างประเทศ, จัดระบบลงทะเบียนสำหรับผู้ส่งข้อความไปยังผู้รับจำนวนมากๆ (Sender name), จำกัดจำนวนการลงทะเบียนซิมการ์ด

และยกเลิกการส่ง SMS แนบลิ้งค์ บางประเภท เป็นต้น การออกมาตรการดังกล่าว ดำเนินการควบคู่ไปกับการออกกวาดล้างจับกุมสถานีวิทยุคมนาคมเถื่อน และแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์วิทยุคมนาคมผิดกฏหมาย รวมทั้งจัดระเบียบเสาสัญญาณตามแนวชายแดนของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต
พล.ต.ท.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ภายหลังจากที่มาตรการดังกล่าวของ กสทช. มีผลบังคับใช้ จะทำให้กระบวนการสืบสวนขยายผลถึงตัวผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อมีการกำหนดให้ผู้ถือครองซิมจำนวนมากมายืนยันตัวตน จะทราบตัวผู้ใช้งานที่แท้จริง หากไม่มายืนยันตนในกำหนด ซิมการ์ดนั้นจะถูกระงับการใช้งานและถูกเพิกถอนจากระบบไปในที่สุด เพราะซิมการ์ดเหล่านั้นอาจตกอยู่ในความครอบครองของพวกมิจฉาชีพแล้ว

ทำให้จำนวนซิมผีในตลาดมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งเมื่อมีคดีเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่สามารถขยายผลจากหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน รวมไปถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีม้า ไปถึงตัวการใหญ่ได้ต่อไป
พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละค่าย จะเป็นผู้พัฒนารูปแบบและวิธีการลงทะเบียนยืนยันตัวตน เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้าของตน และมีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนให้ผู้ถือครองซิมการ์ด ที่เข้าข่ายให้มาดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้กระทบต่อผู้ใช้บริการที่สุจริตน้อยที่สุด

'สมาคมตลกฯ' ชนะคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง 'ทูลกระหม่อมแก้ว' หลังถูกคู่กรณีเรียก 500 ล้าน เผย!! อีกฝ่ายฟ้องไปทั่วแต่ไม่เคยชนะ

(12 ม.ค. 67) สมาคมตลกฯ ชนะคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ‘ทูลกระหม่อมแก้ว’ หลังโดนคู่กรณีเรียก 500 ล้าน รับงงมากต้องมาสู้กับอะไร เสียเวลายืดเยื้อมา 4 ปี จะฟ้องกลับไหมขอหารือกันก่อน คาดอีกฝ่ายขออุทธรณ์แน่นอน เพราะตอนศาลยกฟ้องก็ยกมือคัดค้าน ลั่นอยากยุติ ไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรมต่อ รู้อีกฝ่ายฟ้องไปทั่วแต่ไม่เคยชนะ ‘ครูสลา’ ยังโดน

ทำเอาสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) ถึงกับกุมขมับกันเลยทีเดียว หลังถูก ‘นางสาวฟ้า เมืองไทย’ หรือ ‘ดารณี เจริญศิริ’ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ‘ทูลกระหม่อมแก้ว เรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500 ล้านบาท คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2562-2563 โดยทางสมาคมศิลปินตลกฯ ยืนยันว่ามีหลักฐานในการถือครองลิขสิทธิ์ชัดเจน ซึ่งคนที่แต่งคำร้องและทำนอง คือ ‘ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก (ปรีดา แก้วกนก)’ เรียบเรียงโดย ‘สมชาย เทียนชัย’ แต่ทางฝ่ายโจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จึงนำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี โดยฝ่ายจำเลยประกอบด้วย สมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย), ถั่วแระ เชิญยิ้ม (นายศรสุทธา กลั่นมาลี) อดีตนายกสมาคมฯ, สมชาย เทียนชัย, นายปรีดา แก้วกนก (ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก), บูม ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต (ศิลปินขับร้อง), นายศุภมิตต์ ระจิตดำรงค์ และ นางสาวพิมพ์ลักษณ์ ระจิตดำรง

หลังจากต่อสู้มายาวนานหลายปีจนสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) เปลี่ยนนายกสมาคมฯ ถึง 3 คน ตั้งแต่ยุคของ ‘ถั่วแระ เชิญยิ้ม’ มาถึง ‘หยอง ลูกหยี’ และปัจจุบันคือ ‘โอบะ เสียงเหน่อ (นายกิตติ ปักษี)’ ในที่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2566 ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้พิจารณายกฟ้องสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) ทำเอาคนทั้งสมาคมตลกฯ เฮกันยกใหญ่ที่ชนะคดีและพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สามารถกอบกู้ชื่อเสียงของสมาคมฯ กลับคืนมาได้

โดยเวลา 10.00 น. วันนี้พุธที่ผ่านมา ได้มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด ที่โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี นำทีมโดย โอบะ เสียงเหน่อ, ถั่วแระ เชิญยิ้ม, หยอง ลูกหยี, ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก, บูม ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต พร้อมด้วยตัวแทนทีมทนายความ ทนายมะลิพรรล บิลหร่อหีม, ทนายทองเยี่ยม สรรพสอน และ ทนายศราวุธ เทพศร พร้อมเผยว่าเพลง ‘ทูลกระหม่อมแก้ว’ เป็นฝีมือปลายปากกาของ ‘ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก’ ที่แต่งขึ้นเพื่อถวายความอาลัย ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ในคราวเสด็จสู่สวรรคาลัย ภายใต้การดำเนินการและร่วมมือร่วมใจของคนในสมาคมศิลปินตลก (ประเทศไทย) ซัดคู่กรณีไล่ฟ้องแบบนี้มาหลายคนแล้ว ขนาด ‘ครูสลา คุณวุฒิ’ ยังโดน

โอบะ เสียงเหน่อ : “ผมโอบะ เสียงเหน่อ นายกสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ต้องกราบขอบพระคุณสื่อทุกท่านด้วย ตลอดระยะเวลาที่สมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทยของเรา ได้ยกสถานะจากชมรมมาเป็นสมาคม โดยท่าน ดร.ธัญญา โพธิ์วิจิตร หรือ เป็ด เชิญยิ้ม เป็นนายกสมาคมจดทะเบียนถูกต้องเป็นท่านแรก กิจกรรมของสมาคมฯ ท่านนายกทุกท่าน ตลอดจนที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมตลกฯ พวกเราตระหนักเสมอ ว่าเรารักและเชิดชูสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ตัวอย่างเช่น ปีพ.ศ. 2538 สมเด็จย่าฯ ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ในยุคนั้นตลกของเราเฟื่องฟูสุดขีด มีงานทำการแสดงตลกทุกคาเฟ่ แต่เราก็รักสถาบันมหากษัตริย์

โดยท่ายนายกเป็ด ได้รวมหมู่มวลสมาชิกในขณะนั้น 119 ชีวิต เพื่ออุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศล นั่นบ่งบอกว่าสมาคมตลกฯ เรา ไม่เคยละทิ้งในการปฏิบัติหน้าที่เป็นคนไทย รักสถาบัน พระมหากษัตริย์ ปฏิบัติแบบนี้กันมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมจิตอาสา ในการช่วยสังคมต่างๆ ในโครงการต่างๆ เราก็ปฏิบัติกันเรื่อยมา ตลอดระยะเวลาหลาย 10 ปี จนถึงยุคของนายกถั่วแระ เชิญยิ้ม เราก็ปฏิบัติเช่นกัน ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านสวรรคตสู่สวรรคาลัย เราก็ทำกิจกรรมกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกคนตั้งใจให้คนไทยร่วมรักสามัคคีกัน

นี่คือหนึ่งในกิจกรรมเล็กๆ ที่เราไม่ได้ละทิ้งว่าเป็นสิ่งเล็ก แต่เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่คนไทยเราสมควรที่จะยึดถือปฏิบัติ แต่เราก็มาเจอเหตุการณ์ ที่พวกเราทั้งหมด ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศก็ต้องคิดลักษณะเหมือนกับสมาคมตลกฯ เรา ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น ในขณะที่พวกเรามีความจงรักภักดีต่อชาติ แต่ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อเขาใช้สิทธิ์ของเขา พวกเราก็ต้องปกป้องสิทธิ์ของเราตามความถูกต้อง”

หยอง ลูกหยี : “อย่างที่ท่านนายกโอบะได้บอกไป ว่าสมาคมหรือองค์กรตลกของพวกเรา เราอยู่คู่กับสังคมไทย เราจะต้องแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ขอย้อนไปนิดหนึ่ง ว่าหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้สวรรคต ทางพี่ถั่วแระ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมในยุคนั้น วันที่ 13 วันที่ 15 ตุลาคม ก็ได้รวบรวม ได้เชิญบุคลากรในสมาคมเพื่อจะจัดทำเพลงถวายความจงรักภักดี และทำถวายความอาลัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้จัดทำกันขึ้นมา ผมอยากจะให้พี่น้องสื่อได้เห็นเมื่อสักครู่ ว่าองค์กรของเราตั้งใจขนาดไหน เรารวบรวมทั้งนักแต่ง นักดนตรี ทำกันจนสำเร็จ แล้วมันเป็นที่พอใจของพวกเรามาก พวกเราภูมิใจมากที่ได้ทำ แล้วต่อมาก็เป็นเพลงของสมาคมอย่างถูกต้อง เราไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เข้าสมาคม ก็ออกไปตามสื่อต่างๆ

ต่อมาเราขอกล่าวถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดลพบุรี ได้นำเพลงของพวกเราไปดัดแปลง ผมและพี่ถั่วแระในฐานะนายกและอุปนายก ก็ได้ทักท้วงไป ว่าคุณละเมิดผมนะครับ เขาก็ขอโทษเราลงสื่อ ว่าเขาไปดัดแปลง เอาระนาด เอานักศึกษามาร้อง เขาก็เชิญเราทานข้าว เชิญสื่อ แล้วก็ขอโทษเรา ต่อมาผมมารับตำแหน่ง ผมเป็นนายกที่ใช้เวลาสั้นมาก ดำรงตำแหน่งอยู่ 1 ปี 1 เดือน ผมเจองานหนัก งานใหญ่เลยครับ สมาคมโดนฟ้อง ว่าเราละเมิดลิขสิทธิ์เพลงนี้ ฟ้องเรา 500 ล้าน ผมยังขำอยู่เลยว่าจริงเหรอครับพี่ถั่วแระ พี่ถั่วแระบอกหยองอย่าขำนะ มันเป็นความเป็นความตายนะ เราโดนฟ้องทั้งหมด 5 คน หนึ่งคือสมาคม คือผมผู้นำองค์กร สองเป็นพี่ถั่วแระ สามเป็นอาจารย์สมชาย สี่เป็นอาจารย์ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก ผู้แต่งเพลง ห้าน้องบูม เป็นผู้ร้อง

ผมเลยไปปรึกษาป๋าพยัพ คำพันธุ์ ป๋าก็เลยส่งทนายมาช่วยผม ก็ต้องขอบคุณทนายทั้ง 3 ท่าน ที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับผมตลอด มันเหนื่อยมากครับ การต่อสู้นั้นใช้เวลายาวนานมาก แล้วผมแทบจะไม่ได้ทำมาหากินเลย เดี๋ยวมาศาล เดี๋ยวขึ้นศาล ผมอยู่ต่างประเทศ อยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องมาครับ มันเหนื่อย แล้วใครมาจากไหนก็ไม่รู้ เขาเป็นใครมาจากไหน มาฟ้องเรา ผมก็สอบถามไปทางอาจารย์ทองเปีย ว่าพูดความจริงกับผมมา ไปลอกใครมาหรือเปล่า ไปจำใครมาไหม อาจารย์ก็ถามผมว่านายกไม่เชื่อผมเหรอ ถ้างั้นสู้ ไม่เป็นไร ก็สู้กันมา เราก็หาหลักฐานกัน จนถึงที่สุดศาลยกฟ้องพวกเรา เราเป็นผู้บริสุทธิ์ครับ

ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน เข้าไปดูเพลงทูลกระหม่อมแก้ว ที่นายกถั่วแระทำไว้ และองค์กรของพวกเราช่วยกันเทใจให้กับสมาคม ในมิวสิกวิดีโอ ผมอยู่ในงานนั้นด้วย แต่ไม่มีหน้าผมเลย เพราะว่าผมอยากให้น้อง ให้พี่อยู่ข้างหน้ากัน ผมอยู่ข้างหลังครับ แล้ววันหนึ่งผมต้องมาแบกภาระใหญ่โต ผมก็รู้สึกภูมิใจนะ ผมเป็นพระเอกแล้ว ผมหล่อมาก ผมแอบสู้โดยไม่มีใครรู้ ผมสู้กันอยู่กับพี่ถั่วแระกับทีมทนาย ดีใจครับ ที่ศาลท่านเห็น และเรามีหลักฐานพอ องค์กรของเรามีความพร้อมที่สุด เราทำได้ยิ่งใหญ่มากครับ”

ถั่วแระ เชิญยิ้ม : “ในนามของศิลปินตลก ซึ่งเป็นอดีตนายกสมาคม 6 สมัย 12 ปี อยู่ดูแลสมาคมมาโดยตลอด ด้วยภาระที่หนักหน่วง ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง  มันก็ถึงวาระเวลาที่ผมจะต้องถอนตัว หาผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่ดีพอที่จะทำให้สมาคมของเราอยู่รอดได้ ก็ต้องถอนตัวออกมาตามกาลเวลาอันสมควร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นอะไรที่ส่อให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม มันจำเป็นที่เราจะต้องสู้ หาความจริงให้ได้ เล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ ว่าผู้แต่งเพลงที่ชื่อว่า ฟ้าเมืองไทย จะมีความสามารถแต่งเพลงที่ใช้ราชาศัพท์ภายใน 2 นาทีได้ ในรถที่เขาขับ มือหนึ่งจับพวงมาลัย มือหนึ่งถือโทรศัพท์”

หยอง ลูกหยี : “ไปเอ่ยชื่อเขาทำไม เดี๋ยวเขาฟ้องอีกคดี นายกรับผิดชอบนะ”

ถั่วแระ เชิญยิ้ม : “ไม่เป็นไร เขาชื่อ ฟ้าเมืองไทย แต่ชื่อจริงชื่ออะไร เดี๋ยวทนายรับผิดชอบ ก็เหตุการณ์นี่แหละครับ เราก็เลยว่าทำอย่างไรดี ก็อย่างที่คุณหยองพูดไป ว่าผมควรจะไม่พูดอะไรมาก ก็อย่างว่า เดี๋ยวจะโดนเอาอีกสักรอบหนึ่ง ก็ไม่กล้า เพราะฉะนั้นสิ่งใดๆ ก็แล้วแต่ เราทำมาด้วยความเต็มใจ ทำมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา แล้วคนอื่นก็แต่งเพลงกันเยอะแยะไปหมด ในวันนั้น ในเวลานั้น แต่ทำไมสมาคมเราไม่คิดจะทำอะไรขึ้นมา ก็เลยเริ่มปรึกษากัน แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านเห็นนี่แหละ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบคุณศาลที่เคารพอย่างสูง ที่มีความเมตตา ตัดสินด้วยความยุติธรรมมาก ให้เราได้ผ่านพ้นวิกฤตที่ร้ายแรงมาก เงิน 500 ล้านผมคงติดคุก ออกมานอกคุกไม่ได้เพราะหัวโต เหตุนี้ก็เลยต้องสู้กันไปให้ถึงที่สุด เกือบ 4 ปีนะครับ ที่เราคร่ำหวอดกันมา สมาชิกศิลปินตลกบางคนยังไม่รู้เรื่องเลย ว่าการที่มีสมาคมขึ้นมา มันต้องอดทน วิริยะ อุตสาหะ มากน้อยขนาดไหน สำหรับผู้บริหาร ก็อยากจะฝากให้สมาชิกทุกท่าน รักแล้วก็ให้กำลังใจกับผู้ที่ดูแลสมาคมด้วย ขอบคุณพี่ทนายทั้ง 3 ท่านครับ ที่สู้รบกันมาโดยตลอด ขอบคุณมากครับ”

ทนายมะลิพรรล : “ผมเป็นหนึ่งในทีมทนาย ที่ร่วมต่อสู้คดีนี้มาพร้อมกัน นอกจากผม 3 ท่านแล้ว ยังมีทนายอีก 2 ท่าน ที่ติดภารกิจไม่ได้มาในวันนี้ ตามที่พี่ถั่วแระกับพี่หยองได้กล่าวข้างต้น เรื่องของคดีมันมีที่มา สรุปความเป็นสาระสำคัญว่า เราถูกกล่าวหาละเมิดลิขสิทธิ์งานเพลง ชื่อเพลง ทูลกระหม่อมแก้ว โดยเรียกค่าเสียหายมาประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งจำเลยทุกคนในคดีนี้ ประกอบด้วยสมาคม พี่ถั่วแระ พี่ปรีดา น้องบูม คุณสมชาย และจำเลยอื่นอีก 2 ท่าน ที่ผมไม่เอ่ยนาม การกล่าวหาของโจทก์ในคดีนี้ มีการกล่าวหาทั้งเรื่องเนื้อเพลง ทำนองเพลง โดยอ้างว่าเราทำบันทึกเทปวิดีโอ ที่สื่อมวลชนได้เห็นไปแล้วข้างต้น ในชั้นพิจารณาของศาล โจทก์ในคดีนี้ได้นำพยานหลักฐานทุกชนิดเข้าสืบ ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ ส่วนจำเลยก็เช่นเดียวกัน โต้แย้งให้การต่อสู้มาเสมอ ว่าเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช้โจทก์ในคดีนี้

นอกจากนี้ตัวจำเลยทั้งหมด โดยเฉพาะบนเวทีแห่งนี้ ได้นำพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของทุกๆ คน ว่าเพลงพิพาทดังกล่าวที่เกิดขึ้น เป็นเพลงของสมาคม โดยสมาคม และผู้แต่งเป็นหนึ่งในคณะตลก ที่ปรากฏอยู่ในสมาคมครับ ท้ายที่สุดเพลงดังกล่าว ในทางพิจารณาของศาล ศาลพิจารณาจากวัตถุพยาน โดยเฉพาะที่โจทก์เขากล่าวอ้าง ว่าเพลงดังกล่าวได้แต่งขึ้นภายใน 2-3 นาที โดยบันทึกไว้ในโทรศัพท์ แต่ในทางพิจารณา ตัวโจทก์ในคดีนี้ ไม่กล้าหรือไม่สามารถจะนำโทรศัพท์ ที่เขากล่าวอ้าง ว่าบันทึกเพลงดังกล่าวไว้ ไปตรวจพิสูจน์ ทำให้ศาลเชื่อเต็มประการหนึ่ง ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ การกล่าวอ้างว่าเพลงดังกล่าวเป็นของโจทก์

ฉะนั้นในทางกฎหมาย ถ้าภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับโจทก์ เป็นการแสดงให้เห็น ว่าโจทก์ไม่ใช่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าวที่แท้จริง เมื่อประเด็นข้อวินิจฉัยเป็นอย่างนี้ โจทก์ในคดีนี้ จึงไม่สามารถจะพิสูจน์ภาระหน้าที่ ตามกฎหมายของตัวเองได้ ว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ในขณะเดียวกัน ตัวจำเลยทั้งหมดได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบ เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ความปรากฏว่าพี่ปรีดา (ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก) ได้ส่งเอกสารเป็นลายมือเขียน ที่เป็นบทเพลงดังกล่าว พร้อมกับในวันทำสตูดิโอ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความปรากฏว่าพี่ปรีดา ได้แต่งเพลงดังกล่าวจริง ข้อสนับสนุนหักล้างเพียงแค่นี้ เป็นข้อสาระสำคัญความหนึ่ง ตอนที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ และโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์จริงหรือไม่ สองประเด็นดังกล่าว จำเลยมีพยานหลักฐานครบถ้วน จึงทำให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญา มีคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้

นี่คือความตอนที่เป็นสาระสำคัญอีกตอนหนึ่งครับ ที่ส่งสามารถเห็นเป็นประจักษ์ได้ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ผ่านมา นอกจากนี้ในประการสุดท้าย รูปเรื่องของคดีนี้ มันหาใช่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 ไม่ แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2566 และมาจนถึงปัจจุบันนี้ เหตุไฉนว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ล่ะ โจทก์ในคดีนี้ก็ไปแจ้งความร้องทุกข์ ที่สภอ.หนองขาม จังหวัดชลบุรี โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า สมาคมก็ดี นายปรีดาก็ดี เป็นคนทำละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเอางานเพลงดังกล่าว ไปทำซ้ำเผยแพร่ต่อสาธารณชน ท้ายที่สุดแล้วเท่าที่จำได้ ตำรวจสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว นั่นคือความเป็นมาของรูปเรื่องคดีทั้งหมด ในคดีนี้ที่เกิดขึ้น

ประการสุดท้ายในคดีนี้ จำเลยทุกคนไปศาล ไม่ได้ไปด้วยความมีความสุข แต่ไปศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แสวงหาความบริสุทธิ์ เพื่อปกป้องตนเอง และที่สำคัญกว่านั้น คือเพื่อปกป้องสมาคม รักษาศักดิ์ศรีของสมาคมตลก ว่าสิ่งที่เราทำไปทั้งหมด ไม่ได้ลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง มาจากบุคคลใดทั้สิ้น ความยุติธรรมจึงบังเกิดขึ้น ผมในฐานะตัวแทนทนายความ ขอบคุณพี่ถั่วแระ พี่หยอง และสมาคม ณ เวลานี้ด้วยครับ”

รับงงมาก โจทก์ที่ฟ้อง 500 ล้านบาทเป็นใคร ทั้งที่ทำเพื่อถวายความอาลัย ไม่ได้มีรายได้เข้าสมาคม

หยอง ลูกหยี : “ผมบอกตรงๆ ว่าผมงงมาก ว่าผมสู้กับอะไรอยู่ เขามาจากไหน เขาเป็นใคร มันตลกสิ้นดี มันตลกที่ไม่ตลกเลย พี่ถั่วแระ ผม และทีมทนายเหนื่อยมาก ต้องต่อสู้ ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง มันเกิดขึ้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่สมาคมเรา ทำเพื่อถวายความอาลัย ถวายความจงรักภักดี เราไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ไม่มีรายได้ใดๆ เข้าสมาคมครับ มีแต่เสียนะครับ ลงทุนเสียเงินเสียทองทำ เขาฟ้องเพื่ออะไรผมก็งง ผมจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องไปกล่าวอ้างถึงเขานะครับ ผมไม่ให้ค่าครับ วันนั้นเขายกมือขึ้นมาคัดค้านการตัดสินด้วยนะครับ”

ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก : “ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านทนายทั้ง 3 ท่าน ถ้าไม่ได้ความอนุเคราะห์จากท่านทั้ง 3 ผมก็ไม่รู้ว่าตัวผมจะไปยังไง ชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ ไม่เคยขึ้นศาล ไม่เคยมีคดีความอะไร มีแต่ให้ความช่วยเหลือตลอด แต่พอโดนเขามาแบบนี้ปุ๊บ คนเราไม่เคยก็ทำอะไรไม่ถูก ก็ได้คุณทนายและคุณถั่วแระนี่แหละ แกเดินหน้าให้ตลอดเลย แกพูดมาคำหนึ่งผมซึ้ง พี่เปียไม่ต้องห่วง ผมอยู่ข้างพี่ ผมช่วยพี่ตลอด ผมก็เลยซึ้งใจ แต่ยังไงสมาคมศิลปินตลกต้องอยู่ต่อไป ถ้าตราบใดยังมีชื่อนายกโอบะ เสียงเหน่อ ขอบคุณครับ”

ลิขสิทธิ์เพลงนี้เป็นของ “ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก” และสมาคมศิลปินตลกแห่งชาติ

ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก : “ครับ แต่งเองครับ ใช้เวลา 3 วัน แต่งเพื่อถวายความอาลัยรัชกาลที่ ๙ ทีแรกไม่ได้คิดจะแต่ง แต่ท่านนายกถั่วแระเป็นคนดำริมา ว่าสมาคมอื่นๆ เขาแต่งเพลงถวายความอาลัยกัน แล้วทำไมสมาคมเราไม่ทำ ก็เลยโทร.บอกให้ผมแต่ง ที่จริงเพลงมันยาวกว่านี้อีก แต่นายกถั่วแระให้ตัดออก เลยออกมาตามที่เห็น มีเอกสารยืนยันถูกต้องครับว่าเป็นผู้แต่ง ผมแต่งในสมุด เขียนแล้วแก้ๆ มันมีคำที่ผิดเยอะ พวกคำราชาศัพท์แต่งลำบากครับ”

ทนายมะลิพรรล : “ผมขอเสริมประเด็นของพี่ปรีดา ว่ามีหลักฐานชิ้นไหน ประการใดบ้าง ที่บ่งชี้ให้เห็นเป็นประจักษ์ ว่าพี่ปรีดาเป็นคนแต่งเพลงดังกล่าว โดยเอกสารดังกล่าวที่พี่ปรีดาพูดถึงนั้น ทีมทนายทุกท่านได้นำเสนอส่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เชื่อ ว่าพี่ปรีดาเป็นคนแต่งเพลงดังกล่าว ให้กับสมาคมจริง”

ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก : “เพลงนี้จริงๆ ไม่มีลิขสิทธิ์นะครับ เพราะเป็นเพลงถวายความอาลัย คือประชาชนทั่วไปสามารถนำไปเผยแพร่ได้หมด สมาคมไม่ได้จดลิขสิทธิ์ครับ”

โอบะ เสียงเหน่อ : “คือต้องบอกว่าเป็นการจัดสร้าง ของสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย ในยุคของท่านถั่วแระ เป็นรอยต่อของนายกถั่วแระกับพี่หยอง แต่เราไม่ได้จดลิขสิทธิ์ ว่าห้ามบุคคลใดเอาไปร้อง เพราะถือว่าเป็นการทำเพื่อพระราชกุศล ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙”

หยอง ลูกหยี : “เราโดนฟ้องทั้งหมด 7 คน มีอีก 2 พ่อลูกน่าเห็นใจมาก ที่ถูกกล่าวหาว่านำเพลงนี้มาให้กับสมาคม เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน ทั้งที่เขาอยู่จังหวัดชลบุรีโน่น เขาก็มาขึ้นศาลกับเราตลอด แต่เขาหาหลักฐานมายืนยันไม่ได้ อยู่บนศาลผมก็บอก ว่าคุณร้องเพลงใส่โทรศัพท์ คุณแต่งเพลงนี้ใช้เวลาแต่งแค่ 2 นาที คุณไม่ใช่คนแล้วครับ คุณเป็นเทวดาแน่นอน”

ทนายมะลิพรรล : “ผมขอเพิ่มเติมสนับสนุนข้อเท็จจริง ที่พี่ปรีดาและนายกโอบะพูด ในปัญหาข้อกฎหมาย เพลงดังกล่าวเป็นงานเพลงที่มีลิขสิทธิ์ ไม่ใช่เพลงที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นคนคิดสร้างสรรค์ทำนองเพลงดังกล่าว ด้วยความคิดริเริ่มของนายปรีดาเอง แล้วนายปรีดานำเพลงดังกล่าวมาให้กับสมาคม ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้เพลงดังกล่าว เป็นงานลิขสิทธิ์โดยสมาคม แต่ไม่หวงห้ามที่จะให้บุคคลทั่วไปหรือสาธารณชน นำไปเพื่อเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้การจดแจ้งความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ดี ในเรื่องดังกล่าวนี้ พรบ.ลิขสิทธิ์ไม่ได้ห้าม ว่าต้องไปจดแจ้ง หากไม่จดแจ้ง ไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ขอเรียนย้อนหลังเพื่อให้เข้าใจตรงกันในปัญหาข้อกฎหมายครับ”

ถั่วแระ เชิญยิ้ม : “ขอเชิญพี่สมชายครับ หลักฐานที่เราชนะส่วนหนึ่ง คือหลักฐานของอาจารย์สมชาย เทียนชัย วันที่เราไปอัดเนี่ย ท่านได้เก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ มันเป็นหลักฐานสำคัญมาก มันแจ้งวันเวลา การแก้ไข ทั้งอักษรและสำเนียง ท่านเก็บไว้หมด เราก็เลยให้อาจารย์สมชาย เป็นไพ่ใบสุดท้าย ที่นำไปสู้กับเขา เลยถือว่าอาจารย์สมชายได้ข้อมูลที่สามารถอ้างอิงให้กับศาล เราถึงได้ถูกยกฟ้องครับ”

คาดจากประสบการณ์ที่เจอโจทก์มา คิดว่าเขาจะสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์แน่นอน

หยอง ลูกหยี : “ผมคาดว่านะ เขาจะกล้าหรือไม่กล้าก็แล้วแต่เขา แต่พอศาลยกฟ้องเสร็จ เขายกมือคัดค้าน ว่าขอคัดค้านการตัดสิน ฉะนั้นแล้วเราไม่มีอะไรจะปฏิเสธ เขามาเราก็ไป เราก็ต้องปกป้องเพื่อศักดิ์ศรีของสมาคมของเรา ทุกขั้นตอนที่เราทำ มันไม่ได้ทำง่ายๆ นะครับ คนในองค์กรของเราเทใจมาทำกัน โชคดีที่อาจารย์สมชายเก็บรายละเอียดไว้ พวกเราตั้งใจทำกันขนาดนี้ คุณเป็นใครมาจากไหน จะมาฟ้องพวกเราง่ายๆ มันก็ยากอยู่นะ เราก็ต้องปกป้ององค์ของเราครับ”

ทนายมะลิพรรล : “ถ้าตอบให้ตรงประเด็น ว่าโจทก์จะใช้สิทธิ์ทางศาล ในการอุทธรณ์ต่อไปอีกหรือไม่ โดยบริบทและประสบการณ์ ที่อยู่กับโจทก์ในคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2563 - 2566 ทำให้มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า โจทก์น่าจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายที่จะอุทธรณ์แน่นอนครับ”

หยอง ลูกหยี : “ผมว่าเขาสู้เพื่อให้รอดพ้นมากกว่า ตัวเขาเองก็หนีศาลอยู่หลายที่ ผมไม่แคร์หรอกครับ ฟ้าเมืองไทย คือหนังสือฉบับหนึ่ง ในอดีตวัยรุ่นผมเคยอ่าน ไม่ใช่นามปากกาของผู้ใดครับ ผมจะบอกให้รู้ ผมอยู่วงการบันเทิง อยู่วงการลูกทุ่งมา 30 กว่าปี ผมรู้ครับ นักแต่งในประเทศไทยผมรู้จักหมดครับ”

เรื่องการฟ้องกลับ ต้องไปปรึกษากันอีกที โดยพิจารณาจาก 2 ประเด็น ว่าเกิดประโยชน์กับสมาคม และสาธารณชนหรือไม่

ทนายมะลิพรรล : “จริงอยู่ที่มีความเสียหายเกิดขึ้น แล้วความเสียหายมันไม่สามารถจะลบล้างด้วยคำพิพากษา เพราะมันเป็นความเสียหายที่ผ่านมาในอดีต ส่วนประเด็นว่าสมควรจะฟ้องโจทก์ในคดีนี้อีกหรือไม่ ในเรื่องดังกล่าวโดยสมาคม ก็จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับทนายอีกที ว่าการฟ้องร้องกลับ มันทำให้เกิดประโยชน์กับสมาคมหรือไม่ หรือเกิดประโยชน์กับสาธารณชนหรือไม่ หาก 2 ประเด็นนี้มันไม่เกิด จริงอยู่ถึงแม้มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ด้วยความเคารพ ก็ไม่สมควรจะฟ้องเป็นคดีความขึ้นมา แต่สาระสำคัญพิจารณา 2 ประเด็นเป็นเรื่องหลักครับ”

หยอง ลูกหยี : “จริงๆ แล้วเราก็ไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรมต่อ ฟ้องแล้วจะได้อะไร เสียเวลาเปล่าๆ พูดแบบชาวบ้านนะ”

บูม ชญาภา : “ตอนที่รู้ว่าโดนฟ้องก็ตกใจค่ะ แต่ก็พยายามสืบดูว่าเขาเป็นใคร พอได้ข้อมูลก็ปรึกษากับทางลุงถั่วแระ ทางลุงเปีย เพราะหนูเชื่ออยู่แล้ว ว่าลุงเปียเป็นคนแต่ง ก่อนหน้านี้ก็เคยร่วมงานในเพลงที่ลุงเปียแต่งอยู่แล้ว ด้วยหลักฐานต่างๆ เราเชื่อว่าเราสู้ได้ เราไม่แพ้แน่นอนค่ะ หาหลักฐานเยอะเหมือนกัน กลัวค่ะ ไม่มีตังค์ (หัวเราะ)”

ทางโจทก์มีหลักฐานมากล่าวอ้าง 3 อย่าง แต่น้ำหนักไม่น่าเชื่อถือ

ทนายมะลิพรรล : “มีคำกล่าวอ้าง ไม่มีโทรศัพท์มาให้ดูครับ นอกจากพยานหลักฐานดังกล่าว โจทก์มีพยานบุคคลอีกสองคน ซึ่งพยานบุคคลทั้งสองท่านนั้น ความหนึ่งในคำพิพากษา กล่าวว่าเป็นพี่น้องกัน ทำให้น้ำหนักการรับฟังพยานบุคคลมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้โจทก์ก็ยังมีพยานเอกสารอื่นๆ และพยานวัตถุที่นำส่งอีกหลายประการ ฉะนั้นพยานบุคคลก็ดี พยานวัตถุก็ดี พยานเอกสารก็ดี ทั้ง 3 อย่างนี้มันทำให้ไม่น่าเชื่อถือ เป็นข้อสนับสนุนว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การเพลงดังกล่าวจริงหรือไม่”

เผยอยากยุติ ไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรมต่อ

หยอง ลูกหยี : “ไม่หรอกครับ จริงๆ เราได้เปรียบด้วยซ้ำที่เราจะเอากลับ แต่เราไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรม แล้วก็กลัวไม่ได้อะไรด้วย อยากยุติครับ (เขามีอาชีพเป็นนักแต่งเพลงไหม?) ไม่ครับ ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก และเขาก็ฟ้องมาหลายคนแล้วด้วย แล้วก็ไม่เคยชนะใครด้วย ฟ้องในรูปแบบเดียวกันเลย ครูสลา คุณวุฒิก็โดน เพลงประกอบละครก็โดน”

'หลวงพี่' อดีตกู้ภัย ออกบิณฑบาต พบผู้หญิงถูกรถชนนอนเจ็บ รีบเข้าช่วย บอกญาติโยมที่มาใส่บาตรให้ "รอแปบ" ลั่น!! ชีวิตคนสำคัญกว่าอาบัติ

(12 ม.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ บริเวณปากซอยยิ่งเจริญ ถนนเลียบคลองสี่วาตากล่อม หมู่ที่ 8 ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยในภาพดังกล่าวมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ปฐมพยาบาลช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พร้อมกับมีข้อความว่า “เช้านี้ ญาติโยมที่จะใส่บาตรรอแปป หลวงพี่ขอช่วยคนเจ็บแปป เสร็จแล้วจะรีบไปรับบาตร” ซึ่งก็มีผู้เข้าไปคอมเมนต์ชื่นชมพระสงฆ์รูปดังกล่าว และแชร์ ต่อๆ กันไปด้วยนั้น

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดสุวรรณรัตนาราม (วัดแคราย) ต.แคราย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นวัดที่พระลูกวัดรูปนี้อยู่ พบกับพระมาย หรือ พระจิตตฺสีโล หรือ นายบุญชัย ทองเรืองรอง อายุ 32 ปี บวชที่วัดแห่งนี้มาเป็นเวลา 6 เดือนกว่าแล้ว โดยพระมายเล่าให้ฟังว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 ซึ่งตนผ่านไปพบในช่วงเช้าเวลาราว 06.40 น. ขณะที่กำลังออกไปบิณฑบาต ตอนนั้นเห็นมีคนมุง จึงได้เดินย้อนกลับไปแล้วก็เห็นว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งชนกับรถจักรยานยนต์ มีคนเจ็บอยู่ตรงที่พักรอรถข้างทางจำนวน 2 คน เป็นผู้หญิงวัยกลางคน 1 คน กับ เด็กผู้ชาย อีก 1 คน พอตนเข้าไปถึงชาวบ้านก็บอกว่า “อย่าจับ อย่าจับ โทรเรียกรถพยาบาลแล้ว แต่ผมก็บอกกลับไปว่า ไม่เป็นไร ตอนนี้รถพยาบาลยังไม่มา ขอผมดูคนเจ็บเพื่อประเมินอาการก่อน เพราะตอนที่ยังไม่ได้บวชนั้น ผมเคยเป็นเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัย (มูลนิธิร่วมกตัญญู) สามารถช่วยผู้บาดเจ็บและประเมินคนเจ็บได้”

ซึ่งพอเห็นอาการของน้องผู้ชายนั้นมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่ผู้บาดเจ็บอีกรายที่เป็นหญิงนั้น บาดเจ็บค่อนข้างสาหัส มีกระดูกโผล่ที่หัวเข่าและข้อเท้าขวา พอดีกับที่ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิการกุศลสมุทรสาครมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งน้องมาคนเดียวนั้น ตนจึงขอน้องกู้ภัยฯ อาสาที่จะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บร่วมกัน เพราะต้องดามขา และใส่บอร์ดก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาล โดยตอนนั้นทีแรกผมก็รู้สึกลังเลเรื่องความไม่เหมาะสม ที่จะถูกตัวคนเจ็บที่เป็นผู้หญิง แต่เมื่อตัดสินใจแล้วว่า ชีวิตคนสำคัญกว่าอื่นใด จึงได้เข้าไปช่วยเหลือ ทั้งนี้พอช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนก็เดินกลับไปรับบิณฑบาตจากญาติโยมที่รอใส่บาตรอยู่

ขณะที่ ‘นายเอกสิทธิ์ พรอยศรี’ เจ้าหน้าที่กู้ภัยของมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เล่าว่า วันนั้นตนได้รับแจ้งให้เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนกัน เมื่อไปถึงก็พบพระรูปหนึ่ง อยู่ข้างๆ ผู้บาดเจ็บ 2 คน โดยเด็กผู้ชายมีอาการเล็กน้อย แต่ผู้หญิงค่อนข้างหนัก พระรูปนั้นได้บอกว่า เคยเป็นเจ้าหน้าที่อาสาฯ มาก่อน จึงขอช่วยผู้บาดเจ็บด้วย จะได้รีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล

ตอนแรกตนก็ถามพระว่า “ไม่กลัวอาบัติเหรอ แต่พระก็บอกว่า ไม่เป็นไรชีวิตคนต้องมาก่อน หลวงพี่ขอช่วยด้วยอีกแรง เพราะคนเจ็บรอไม่ได้” จากนั้นก็ได้ช่วยกันให้การปฐมพยาบาลแล้วนำผู้บาดเจ็บส่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ผมมองว่า พระรูปนี้น่าชื่นชม เพราะไม่ว่าคนเราจะอยู่ในฐานะอะไร แต่ชีวิตของเพื่อนมนุษย์นั้นสำคัญที่สุด

‘ดีอี’ ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ แถลงปฏิบัติการณ์ทลาย ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ รายใหญ่ ยึดทรัพย์สินนับพันล้าน

วันที่ 12 มกราคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) พลตำรวจเอก รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายวิทยา นีติธรรม ผู้อำนวยการกองกฎหมายและโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการยึดทรัพย์เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอรร์ายใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 13 จุด ยึดทรัพย์สินได้มูลค่ารวมกว่า 281.5 ล้านบาท

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้จัดตั้งศูนย์ AOC 1441 ขึ้นมาทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ แบบวันสต็อปเซอร์วิสเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากภัยอออนไลน์ทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามอาญชากรรมออนไลน์และขยายผลการจับกุม เพื่อเร่งรัดติดตามทรัพย์สินประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหาย ไปจนถึงการดำเนินการปกป้องความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน นำมาซึ่งปฏิบัติการจับกุมคดีสำคัญในครั้งนี้ คือ คดีของนางสาวธารารัตน์ กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง มีพฤติการณ์แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ ในรูปแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สร้างกลโกงหลอกลวงประชาชนผู้เสียหายหลายรูปแบบ สร้างความเสียหายมหาศาล   

นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นผลจาก การบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน ปปง. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสืบสวนสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์รายคดี นางสาวธารารัตน์  กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดเกี่ยวกับการพนัน โดยสำนักงาน ปปง. ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ดำเนินการสืบสวนดำเนินคดีในรายคดีดังกล่าว

อีกทั้งจากข้อมูลของ บก.ปอศ. พบว่า นางสาวธารารัตน์ กับพวก มีพฤติการณ์กระทำความผิดในลักษณะ ร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการมีการแบ่งหน้าที่กันทำและหลอกลวงผู้เสียหายหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยใช้วิธีการโทรศัพท์สุ่มเข้ามาหลอกลวงประชาชนทั่วไป แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ และหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน นอกจากนี้ยังมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการโพสต์ข้อความผ่าน แอปพลิเคชั่น Facebook ในลักษณะเป็นการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อชักชวนให้บุคคลทั่วไปมาแลกเปลี่ยนเงินสกุลบาทเป็นเงินสกุลหยวนในอัตราที่ถูกกว่าอัตราแลกเปลี่ยนของสถาบันการเงิน แต่เมื่อถึงกำหนดไม่โอนเงินสกุลหยวนหรือไม่สามารถได้ผลตอบแทนตามกำหนด โดยมีผู้เสียหายหลงเชื่อเป็นจานวนมาก 

จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า กลุ่มของนางสาวธารารัตน์ กับพวก มีการโอนเงิน มากกว่า 3 พันล้านบาท ไม่สอดคล้องกับอาชีพรายได้ รวมทั้งกลุ่มผู้กระทำความผิดดังกล่าวมีการโอนเงิน ไปยังบัญชีเงินฝากของกลุ่มผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ และทำธุรกรรมเพื่อปกปิดอำพราง ซ่อนเร้น หรือยักย้ายถ่ายเทเงินและแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย 

โดยในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ณ สำนักงาน ปปง. คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมไว้ชั่วคราว จำนวน 238 รายการ (เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ดิน ห้องชุด สลากออมสินและเงินในบัญชีเงินฝาก) พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ 924 ล้านบาท 

สำหรับปฏิบัติการเข้าตรวจค้นในครั้งนี้ เลขาธิการ ปปง. ได้มอบหมายให้คณะพนักงาน เจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. ร่วมกับคณะพนักงานสืบสวนกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีในการลงพื้นที่ตรวจค้นและยึดทรัพย์เครือข่ายของผู้กระทำความผิดในรายคดีดังกล่าว เป้าหมาย 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ จำนวน 4 จุด นนทบุรี จำนวน 2 จุด และกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 จุด รวม 13 จุด ผลจากการเข้าตรวจค้นพบทรัพย์สินผลการเข้าตรวจค้นพบทรัพย์สินเพิ่มเติมจำนวน หลายรายการ เช่น ธนบัตร ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ นาฬิกาแบรนด์เนม รถยนต์ และ รถจักรยานยนต์รวมมูลค่าประมาณ 161.5 ล้านบาท และตรวจพบบ้านพักหรู จำนวน 2 หลัง รวมมูลค่าประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งจะได้ยึดไว้และดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป 

เลขาธิการ ปปง. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐานอีกหลายคดีโดยมุ่งเน้นการสืบสวนขยายผลเพื่อนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน และตัดเส้นทางการเงินของผู้กระทำความผิด ในขณะเดียวกันถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหาย ในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. ก็จะพิจารณาดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายด้วย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิภายใน 90 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด

พิษณุโลก  กอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก จัดโครงการสานเสวนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือส่งเสริมรายได้

วันที่ 12 มกราคม 2567 เวลา 09.00 นาฬิกา พันเอก กฤติ  พันธะสา  รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก (รอง ผอ.รมน.จังหวัด พ.ล.(ท.))
เป็นประธานเปิดโครงการสานเสวนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือ ประจำปีงบประมาณ 2567 ณ อาคารเอนกประสงค์การศึกษานอกโรงเรียน ประจำตำบลวัดพริก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก   
โครงการสานเสวนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือ เพื่อส่งเสริมกลุ่มอาชีพให้มีรายได้เสริมหลังจากฤดูการทำเกษตรกรรม และร่วมระดมความคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น ให้มีคุณภาพดีขึ้นและมีความต้องการของตลาด  ตลอดจนเป็นการสร้างจิตอาสา ช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ ให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน และความสงบเรียบร้อยต่อไป                                   

นอกจากนั้นเมื่อวันที่  11 มกราคม 2567 เวลา 09.00 นาฬิกา พันเอก กฤติ  พันธะสา  รองผู้อำนวยการจังหวัดพิษณุโลก (รอง ผอ.รมน.จังหวัด พ.ล.(ท.))  มอบหมายให้พันเอก วันปิย แก้วเกษ หัวหน้ากลุ่มงานกิจการมวลชน กอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดโครงการสานเสวนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมและปรึกษาหารือ ประจำปีงบประมาณ 2567 ณ อาคารเอนกประสงค์การศึกษานอกโรงเรียน ประจำตำบลงิ้วงาม อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top