Sunday, 27 September 2026
NEWS FEED

‘ทีมชาติไทย’ เจ๋ง!! พาผลงาน ‘บั้งไฟพญานาค’ คว้าที่ 2 จากเทศกาลแกะสลักหิมะซัปโปโร 2024 ประเทศญี่ปุ่น

(7 ก.พ. 67) นับเป็นข่าวดีของพี่น้องชาวไทย หลังทีมนักแกะสลักหิมะตัวแทนประเทศไทย พาผลงาน ‘The Naga Fireballs’ คว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากการประกวดแข่งขัน ‘Sapporo International Snow Sculpture ครั้งที่ 48’ โดยนำเสนอตำนานบั้งไฟพญานาค พร้อมโชว์ความประณีตอ่อนช้อยของผลงานเชิงพุทธศิลป์แบบช่างศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้ส่งทีมแกะสสักหิมะตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันในงาน ‘International Snow Sculpture ครั้งที่ 48’ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมไฮไลต์อย่างหนึ่งภายใต้เทศกาลหิมะ ‘Sapporo Snow Festival ครั้งที่ 74’ ณ เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2567

โดยนับเป็นงานเทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมและเที่ยวชมงานกว่า 2 ล้านคน สำหรับในปีนี้เป็นการกลับมาจัดกิจกรรมแกะสลักหิมะอีกครั้ง ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่ง ททท. เห็นเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของไทยผ่านงานศิลปะการแกะสลักหิมะไปสู่สายตาชาวต่างชาติทั่วโลก ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม Soft Power ซึ่งจะสร้างภาพจำและความประทับใจ ตลอดจนแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวมายังประเทศไทยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมตัวแทนประเทศไทยที่ ททท. สนับสนุนให้เข้าแข่งขันในปีนี้ คือทีมที่ได้สร้างชื่อเสียงมาแล้วหลายครั้ง ประกอบด้วย

- นายกุศล บุญกอบส่งเสริม จากโรงแรมแชง-กรีล่า
- นายอำนวยศักดิ์ ศรีสุข นักแกะสลักอิสระ
- นายกฤษณะ วงศ์เทศ นักแกะสลักอิสระ

โดยร่วมเข้าแข่งขันกับตัวแทนจากต่างประเทศต่างๆ รวม 9 ทีม ได้แก่ ฮาวาย (สหรัฐอเมริกา) อินโดนีเซีย โปแลนด์ สิงคโปร์ พอร์ทแลนด์ (สหรัฐอเมริกา) ลิทัวเนีย มองโกเลีย เกาหลีใต้ และประเทศไทย

ในการแข่งขันแกะสลักหิมะครั้งนี้ ทีมแกะสลักหิมะตัวแทนประเทศไทยได้นำเสนอผลงานที่ชื่อว่า ‘The Naga Fireballs’ หรือ ‘บั้งไฟพญานาค’ โดยสร้างสรรค์ขึ้นจากเรื่องราวและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคในรูปแบบของคนไทย

ผลงานนี้เล่าเรื่องราวของพญานาคในบริบทของความเชื่อทางพุทธศาสนาและถูกสืบสานผ่านตำนานบั้งไฟพญานาคที่คนท้องถิ่นในภาคอีสานเชื่อว่าพญานาคเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงและพญานาคในแม่น้ำโขงเป็นผู้จุดบั้งไฟนี้เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษา

นอกจากเรื่องความเชื่อและความศรัทธาแล้วพญานาคในผลงานชิ้นนี้จึงยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสายน้ำ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนไทย นอกจากนี้ ทีมช่างแกะสลักยังตั้งใจออกแบบและแกะสลักลวดลายให้ละเอียดอ่อนประณีต เพื่อนำเสนอความสวยงามของจิตรกรรมและประติมากรรมเชิงพุทธศิลป์แบบไทย

การส่งตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ ททท. สนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2534 โดยครั้งนี้นับเป็นการส่งตัวแทนเข้าแข่งขันครั้งที่ 21
โดยการที่ช่างแกะสลักตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัลชนะเลิศ (Champion) รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง และคว้ารางวัลชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (Grand Champion) จำนวนถึง 2 ครั้ง อย่างที่ไม่มีตัวแทนของประเทศอื่นสามารถทำได้มาก่อน

ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงความสามารถของช่างศิลป์ไทย และเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์งานศิลป์แบบไทยที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาแต่ช้านานผ่านงานเทศกาลระดับโลก

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทีมตัวแทนประเทศไทยยังได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวญี่ปุ่นผู้ติดตามให้กำลังใจ ตลอดจนสื่อมวลชนของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

โดยในปีนี้ สำนักข่าว NHK WORLD-JAPAN และ TV Asahi ได้เตรียมนำเสนอเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับทีมแกะสลักหิมะไทยเพื่อเผยแพร่ไปยังผู้ชมชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ รวมถึงยังมีการนำเสนอผ่าน Hokkaido Newspaper ที่มียอดตีพิมพ์ 800,000 ฉบับต่อวัน ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงและช่วยดึงดูดชาวญี่ปุ่นให้สนใจมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของไทย โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 800,000 คน เติบโตร้อยละ 180 เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งติด 10 อันดับประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงที่สุดในปี 256

'โจ มณฑานี' เผย!! อุ่นใจกับบริการของโรงพยาบาลดัง หลังเจ้าหน้าที่ 'สุภาพ-อ่อนโยน-ว่องไว' ปลื้มใจแทน ผอ.

(7 ก.พ. 67) จากเฟซบุ๊ก ‘Jo Montanee’ โดยคุณโจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรการเงิน ได้โพสต์ข้อความหลังมาตรวจสุขภาพที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ โดยระบุว่า...

"ตอนนี้พี่โจอยู่ รพ.มงกุฎวัฒนะ มาตรวจนิ้วหักและตรวจต้อพร้อมกัน จนท.ทุกแผนกอ่อนโยน สุภาพ ว่องไว นพ.เหรียญทองท่านต้องภูมิใจแน่ค่ะ❤️"

ขณะที่ด้าน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เข้ามาตอบว่า...

"ขอบคุณคุณโจที่ให้เกียรติมาใช้บริการ รพ.มงกุฎวัฒนะเป็นอย่างมากครับ พวกเราทุกคนภูมิใจที่ได้ให้บริการคุณโจโดยไม่ได้รู้การล่วงหน้า และขอให้คุณโจหายไวๆ นะครับ"

เจ้าของไอเดีย ‘กางเกงแมวโคราช’ ไม่หวั่น!! ‘จีน’ เลียนแบบ เชื่อ!! ของแท้ต้องผลิตที่ไทยเท่านั้น สินค้าถึงจะคุณภาพดี

(7 ก.พ. 67) กรณีที่กางเกงช้าง กางเกงแมว ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าซอฟต์พาวเวอร์ไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ซื้อไปสวมใส่กันเป็นจำนวนมาก กลายเป็นกระแสนิยมโด่งดังไปทั่วโลก จนมีพ่อค้าชาวจีนหัวใสนำไปผลิตที่โรงงานในประเทศจีน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า แล้วนำมาขายให้กับนักท่องเที่ยว ตามตลาดนัดหรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศไทย โดยมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยอย่างมาก จนเป็นกระแสดรามาเรื่องลิขสิทธิ์ และผลประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับน้อยกว่าคนจีนอยู่ในขณะนี้นั้น

ล่าสุดนายภพ ไตรบัญญัติกุล กรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศและการลงทุน เจ้าของไอเดียโครงการประกวดลายโคราชโมโนแกรม ซึ่งได้นำผลงานชนะเลิศจากการประกวดมาทำเป็นกางเกงแมวต้นแบบเป็นคนแรก จนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าในโลกยุคทุนนิยม การที่สินค้าชนิดใด มีคุณภาพดี เด่น ดัง ก็ย่อมเป็นเป้าหมายของคนที่จะนำไปลอกเลียนแบบเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้ไปลดทอนคุณค่าสินค้าของแท้ได้ ซึ่งลายโคราชโมโนแกรมที่นำไปทำเป็นกางเกงแมว ก็เช่นกัน ถ้าเป็นของแท้ต้องผลิตจากเมืองไทยเท่านั้น จึงจะได้คุณภาพที่ดี

ทั้งนี้ ในส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ เราได้จดลิขสิทธิ์ไว้แล้ว เพื่อป้องกันการแอบอ้าง และให้การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ไว้ แต่การนำไปใช้ เราเปิดให้ทุกคนสามารถโหลดลายนี้ไปใช้ทำสินค้าได้โดยเสรี ไม่หวงลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้นจะเป็นคนไทยหรือคนจีน ก็สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าได้ ซึ่งส่วนนี้ก็ยอมรับว่าจีนมีต้นทุนที่ถูกกว่าไทยอยู่แล้ว แต่คุณภาพจะสู้ของไทยไม่ได้ ตนเองมองว่าทุกอย่างมีได้ก็ต้องมีเสีย เรื่องกางเกงแมวก็เช่นกัน เชื่อว่าเราได้มากกว่าเสีย เพราะวัตถุประสงค์หลักของลายโคราชโมโนแกรม โฟกัสไปที่การประชาสัมพันธ์จังหวัดเป็นหลัก โดยลวดลายจะมีการออกแบบจากของดีที่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา เช่น ซุ้มประตูเมือง กำแพงเมือง ฐานตั้งอนุสาวรีย์ย่าโม แมวสีสวาด ผัดหมี่โคราช และดอกสาธร ที่เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดนครราชสีมา ดังนั้นคนที่สวมใส่กางเกงแมวก็จะมีลวดลายเหล่านี้ติดตัวไปด้วย และถ้าเขาอยากรู้ว่ามันเป็นลายอะไร ก็จะได้ค้นหาและในที่สุดก็จะรู้ว่าแต่ละลายมีความหมายว่าอะไร อยู่ที่ไหน สิ่งเหล่านี้ประเมินเป็นมูลค่าทางการตลาดที่สูงมาก ที่จังหวัดนครราชสีมาจะได้รับกลับมา ซึ่งในอนาคตทางหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ก็ได้นำลวดลายเหล่านี้ มาพัฒนาต่อยอดให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ใช้ทำสินค้า หรือบริการอื่นๆ ต่อไป

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง

ตามที่ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก - บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง ที่มีความชำรุดเสียหายมาเป็นเวลานาน  ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและยากลำบากในการเดินทาง อีกทั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนทำให้เส้นทางดังกล่าวไม่สามารถสัญจรได้ ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ก.พ. - 3 พ.ค.67 ระยะทาง รวม 13.74 กิโลเมตร

ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10.15 นาฬิกา พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก - บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง ในโอกาสเดินทางได้เข้าเยี่ยมชมอุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เพื่อตามรอยและเชิดชูพระวีรกรรมอันกล้าหาญยิ่งของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยายศ ร้อยเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร 

จากนั้นเดินทางไปติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก - บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง และรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินการ โดยกองพลพัฒนาที่ 3 
ต่อจากนั้นเดินทางไป โรงเรียนบ้านนาสะอุ้ง ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อพบปะประชาชนบ้านนาสะอุ้ง พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจน จำนวน 30 ครอบครัว พร้อมทั้งมอบผ้าห่มกันหนาวให้ประชาชน และร่วมรับประทานอาหารร่วมกับชาวบ้านบ้านนาสะอุ้ง และนักเรียนโรงเรียนบ้านนาสะอุ้ง ในโอกาสนี้แม่ทัพภาคทึ่ 3 ได้พบปะและให้กำลังใจกำลังพลที่มาปฏิบัติภารกิจ และมอบสิ่งของเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว

'หยก' ลงชิงประธานสภาเด็กฯ เขตพระนคร โหวต 16 ก.พ.นี้ มีผู้สมัคร 4 คนให้เลือก

(7 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กสำนักงานเขตพระนคร ได้เปิดเผยรายชื่อ แคนดิเดต ในการเลือกตั้งประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตพระนคร และขอเชิญชวนเด็กและเยาวชนเขตพระนคร แสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้งประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตพระนคร ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 และใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 (08.00-17.00 น.)

สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีดังนี้

1.อายุไม่เกิน 25 ปี
2.มีชื่อตามทะเบียนบ้านในเขตพระนคร
3.ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ (ตาม QR code) ที่แนบมาพร้อมนี้
ร่วมแสดงพลังเยาวชนใช้สิทธิเลือกตั้งประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตพระนคร โดยการเลือกจากผู้สมัคร 4 คน สามารถดูลิงก์ Tiktok แนะนำตนเอง+แสดง

โดย 1 ในผู้สมัครประธานคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนเขตพระนคร ปรากฏชื่อ น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก ด้วย

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 13 (แพร่) ปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ป้องกันไฟป่าหมอกควันตามยุทธศาตร์กระทรวงทรัพย์ฯ

สบอ.13(แพร่)สั่งสนธิกำลังหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับภาคประชาชน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ เข้าควบคุมพื้นที เพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดไฟป่าหมอกควัน ณอุทยานแห่งชาติ แม่ยม จังหวัดแพร่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ดังนี้ 

โดยมีรายละเเอียดการปฏิบัติการดังนี้ ..
1.ชุด ตรวจสอบ Hotspot รอบเช้า จำนวน 2 จุด
1.1 จุดบ้านแม่พร้าว ต.สะเอียบ Hotspot 2 จุด ใช้กำลังผสมจนท.เเละเคลือข่ายภาคประชาชน จำนวน 35นาย
1.2 จุดรอยต่อ จังหวัดแพร่- จังหวัดลำปาง เขตอำเภองาว ใช้กำลังผสม จน.และประชาชนจำนวน20นาย 
2 .ชุดลาดตระเวน เคลียร์พื้นที่ เสี่ยง เกิด Hotspot เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ใช้กองกำลังผสมจนท. ดังนี้
2.1.ชุด เข้าตรวจสอบ ลาดตระเวน พื้นที่เสี่ยง รอยต่อ อำเภอสอง- อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ใช้กำลัง 8 นาย 
2.2ชุดลาดตระเวน เคลียร์พื้นที่เสี่ยง พื้นที่เป้าหมาย หล่มด้ง ใช้กำลังผสม จำนวน20 นายผลการปฏิบัติงาน สามารถควบคุมพท เสี่ยงการเกิดไฟป่าและเข้าถึงจุดhotspotทุกจุด และควบคุมพื้นที่อย่างทั่ถึงในพื้นที่เสี่ยงจนไม่มีHPตลอดระเวลาเช้า-12.50น. วันที่ 6 กพ.67

โดยปฏิบัติการบัญชาการควบคุมพื้นที่ในวันนี้นายกมล นวลใย ผอ .สบอ.13แพร่ ได้มาตรวจติดตาม บัญชาการ ประสานงาน ด้วยตนเอง ณ.Wall Room ไฟป่า อช แม่ยม ณ ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่

ทั้งนี้เป็นการปฏิบัติการเชิงรุกตามนโยบาย /ข้อสั่งการของกระทรวงทส.และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช นายอรรถพล เจริญชันษา

พล.ต.อ.พัชรวาทฯ ปล่อยพันธุ์นกกระเรียนท้องถิ่น ความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานฯและองค์การสวนสัตว์ คืนธรรมชาติในท้องที่บุรีรัมย์

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการเพาะเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งที่ 12 และกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย (เทศกาลนกกระเรียน ประจำปี 2567) โดยมีรอ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายอร่าม ทัพหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7(นครราชสีมา)
คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์

พล.ต.อ.พัชรวาทฯ กล่าวว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนในชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมมือกันอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยและพื้นที่ชุ่มน้ำที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่า รวมถึงการร่วมมือกันจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ป้องกัน ฟื้นฟู ทรัพยากร ธรรมชาติ สร้างความตระหนัก และความร่วมมือของประชาชน พร้อมทั้งการยกระดับการทำงานของสวนสัตว์ให้ดูแลสัตว์ป่าอย่างมีสวัสดิภาพสัตว์ที่ดียิ่งขึ้น สามารถเพาะขยายพันธุ์เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ รวมถึงการศึกษาวิจัยเพื่อปล่อยสัตว์ป่าหายากของประเทศไทยกลับสู่พื้นที่ที่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ ในการร่วมมือกันอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย ยังแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรู้คุณค่า ยังสามารถสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง ซึ่งตรงกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน และเช่นเดียวกันกับการที่ยังคงรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ ต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหาร ส่วนราชการ ภาคเอกชน คณะทำงานโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย และที่สำคัญคือประชาชนในท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์ทุกท่าน ที่ร่วมกันดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยกันนำนกกระเรียนพันธุ์ไทยกลับมาสู่ผืนนาและท้องฟ้าของเมืองไทยอีกครั้งหลังจากหายไปกว่า 30 ปี 

สำหรับกิจกรรม มีการปล่อยนกกระเรียน 10 ตัว บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และมีการแสดงนิทรรศการภาพถ่าย “นกกระเรียนพันธุ์ไทยจากสวนสัตว์สู่ธรรมชาติ” กิจกรรม “ดูนกในพื้นที่ชุ่มน้ำ” การแสดงและดนตรีจากนักเรียน นักศึกษา และชุมชนเครือข่ายอนุรักษ์ในจังหวัดบุรีรัมย์ กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติ ชมวิวอ่างเก็บน้ำช่วงพระอาทิตย์ ชิมอาหารพื้นบ้านและช้อปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้การต้อนรับ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นาย สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ให้การต้อนรับ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วย นายอู๋ จื้อ อู่ อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตฯ และคณะ ที่ได้เข้าพบคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 และเยี่ยมชมมูลนิธิฯ โดยมี คณะผู้บริหาร พนักงาน และอาสาสมัครสัมพันธ์นานาชาติ  (อาสาสมัครจีนสัมพันธ์) ร่วมให้การต้อนรับ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชันและสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ฉะเชิงเทรา- บลูเทค ซิตี้ เปิดบ้านภูมิปัญญาสมุนไพร ป่าชายเลน สู่ Fashion Show Low Carbon” 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ ต้อนรับคณะนักศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม รวมทั้งนักเรียนและคุณครูจากโรงเรียนวัดเขาดิน มาศึกษาดูงาน ที่ศูนย์เรียนรู้ “ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกในประเทศไทย” ภายใต้แนวคิด “จากภูมิปัญญาสมุนไพรป่าชายเลน สู่ Fashion Show Low Carbon” โดยภายในศูนย์เรียนรู้ มีกิจกรรมต่างๆให้ศึกษาดูงานมากมาย อาทิ กิจกรรมแปรรูปสมุนไพรเหงือกปลาหมอมาทำเป็นสบู่ กิจกรรมเพาะพันธุ์ลูกปูทะเล เชิญชวนเย็บใบจาก ทานอาหารจากป่าชายเลน และกิจกรรมทำผ้ามัดย้อม - มัดใจใบโพธิ์ทะเล ฯลฯ ณ ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา 

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ เปิดเผยว่าบลูเทค ซิตี้ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนตั้งแต่รากฐาน ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องต่อการแก้ไขปัญหาไปพร้อมกับการพัฒนาแบบต่อยอด จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ “ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกในประเทศไทย” โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างสมดุลทางสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชน เกิดเป็นการท่องเที่ยวศึกษาดูงานในพื้นที่ พร้อมทั้งให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมกับพื้นที่ และเชิญร่วมเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ภูมิปัญญาสมุนไพรป่าชายเลน มาช่วยกันสอน ช่วยกันปลูก ช่วยกันแปรรูป และช่วยกันขาย ก่อเกิดอาชีพ เกิดรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จากฐานทรัพยากรท้องถิ่น ที่จะเกิดกระบวนการผลิต การกิน การใช้ และในอนาคตก็จะมีการส่งเสริม สนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากท้องถิ่น ได้ออกไปสู่สายตาภายนอก อาทิ ผ้ามัดย้อม - มัดใจใบโพธิ์ทะเล ผ้าย้อมสีธรรมชาติลดการใช้สีเคมี ใช้ผ้าเส้นใยธรรมชาติลดโลกร้อน ซึ่งบลูเทคซิตี้ฯจะต่อยอดโดยการจัดงานเดินแบบแฟชั่นโชว์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมวิทยาเขตชลบุรี และภาคีเครือข่าย นำเสนอมินิแฟชั่นโชว์ด้วยผ้าที่เกิดขึ้นภายในท้องถิ่น ในช่วงบ่ายนี้ ณ ศูนย์เรียนรู้นักออกแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมสมัย มหาวิทยาลัยศรีปทุมวิทยาเขตชลบุรี ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทีมงานทุกคนช่วยกันคิดและตั้งใจทำ เพื่อพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน 

นางสาวกุลพรภัสร์ ได้เปิดเผยต่อว่า ในนามของทีมงานบลูเทคซิตี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ทั้งนักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ “ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน แห่งแรกประเทศไทย” กันให้เยอะๆ เพราะนอกจากจะอิ่มเอมไปกับประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ และความสนุกสนานที่ได้ภายในศูนย์เรียนรู้ทุ่งสมุนไพรฯแล้ว ยังอิ่มท้องไปกับอาหารนานาชนิดจากป่าชายเลน ที่หลายท่านอาจไม่เคยได้ลิ้มรส ได้ที่ ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสมุนไพรป่าชายเลน ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

ไม่อยากจะเชื่อ!! ขับรถไล่-บีบแตรใส่ขบวนเสด็จฯ ในวันที่สถาบันฯ ปรับตัวอย่างสูงกับการใช้ 'รถ-ถนน'

(7 ก.พ.67) ช่องติ๊กต็อก ‘Spark Update’ โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็น จากกรณี ‘THE STATES TIMES’ โพสต์ข้อมูลประเด็น น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวก ช่วงขณะที่นั่งอยู่ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีพฤติการณ์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างขบวนกรมสมเด็จพระเทพฯ กำลังเสด็จบนทางร่วมของต่างระดับมักกะสัน และขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวน แต่เมื่อมาถึงบริเวณทางลงด่วนพหลโยธิน 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่รถปิดท้ายสกัดกั้นไม่ให้รถยนต์คันดังกล่าวลงไปร่วมกับขบวนได้ โดยระบุว่า…

“จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรืออะไรก็ตาม แบบนี้ไม่ควรทํา…ซึ่งเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรืออะไรก็ตามแต่เกี่ยวกับเรื่องของขบวนเสด็จ อย่างไรก็ต้องขับเคลื่อนด้วยวิธีการอื่น แล้วเรื่องแรกคือเส้นทางในการปิด ไม่ได้ปิดทุกเลน ส่วนเรื่องที่สองเรามองว่าสถาบันปรับพระองค์ท่านเยอะมากแล้ว ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ซึ่งเขาปิดเพียง 30 วิ ไม่ใช่ 1 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง แต่มันคือ 30 วิ…

ดังนั้นจึงรู้สึกว่าการที่ไปบีบแตร หรืออะไรก็ตาม มันคือการคุกคามในมุมของเรา ซึ่งการดํารงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์เราคิดว่าจําเป็นมาก ๆ ในสถานการณ์ที่บนโลกนี้เป็นแบบนี้ โดยเฉพาะประเทศเรา ซึ่งก็ไม่ต้องไปพูดถึงขนบวัฒนธรรม สถาบันกษัตริย์ในเชิงการทูตเอยหรืออะไรเอยมีหลายมิติ เราอาจจะรู้สึกว่าทําแบบนี้ไม่ควร เราขับเคลื่อนด้านอื่น นําเสนอแนวคิดอย่างงี้ได้ แต่ว่าการทําในลักษณะดังกล่าวนี้มองว่ามันไม่เหมาะสมด้วยประการและทั้งปวง

ซึ่งไม่คิดว่าจะได้เห็นสิ่งอะไรพวกนี้ แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นการขับเคลื่อนที่ดูแล้วมันไม่ได้สร้างอะไรเลย แล้วพอจะมีการไปแจ้งความดําเนินคดีมันก็กลายเป็นเหมือนกลั่นแกล้งอีก แต่สุดท้ายแล้วต้นสายปลายเหตุของเรื่องดังกล่าวมันก็ถูกจัดขึ้นรึเปล่า ถูกวางแผนหรือเปล่า… การติดตามพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านก็ไม่ได้ติดตามยาก และในขณะเดียวกันนี้กฎหมายประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ก็คุ้มครองเพียงแค่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ และมกุฎราชกุมารเท่านั้น…”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top