Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

'บางจาก' หนุน!! นักกอล์ฟไทยสายเลือดใหม่ ลุยเวทีระดับโลก ต่อยอดโปรเจกต์เพาะเมล็ดพันธุ์ทางการกีฬา พาชื่อเสียงสู่ประเทศ

กลุ่มบริษัทบางจาก สนับสนุนนักกอล์ฟสายเลือดใหม่ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, พชร คงวัดใหม่, อาภิชญา ยุบล, จารวี บุญจันทร์, วรรษวัลย์ สังขพงษ์ รวมถึงนักกอล์ฟสมัครเล่นอนาคตไกล แอลล่า แกลิทสกีย์ สู่เวทีระดับโลกตลอดฤดูกาล 2024 หลังทางกลุ่ม มองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นว่ากลุ่มนักกอล์ฟสายเลือดใหม่เหล่านี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา

(9 ม.ค.67) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ และนายวิน อินธาระ 2 ตัวแทนฝ่ายดูแลนักกีฬา ร่วมกันเปิดเผยรายละเอียดการสนับสนุน ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, พชร คงวัดใหม่, อาภิชญา ยุบล, จารวี บุญจันทร์, วรรษวัลย์ สังขพงษ์ และ แอลล่า แกลิทสกีย์ ของกลุ่มบริษัทบางจาก เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติตลอดฤดูกาล 2024  

โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากฯ เผยว่า ตลอดเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา บางจากฯ ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนานวัตกรรมธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่นเดียวกับกลุ่มนักกอล์ฟที่เราเลือกสนับสนุนล้วนเป็นนักกอล์ฟสายเลือดใหม่ ที่บางจากฯ มองเห็นศักยภาพรวมถึงความมุ่งมั่น และเชื่อว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ทางการกีฬาที่จะเจริญเติบโตและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “บางจากฯ มีความภูมิใจที่ได้สนับสนุนนักกอล์ฟสายเลือดใหม่เหล่านี้ให้ยั่งยืนและเติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนอย่างที่เราเคยสร้างไว้แล้วกับวงการแบดมินตัน คำถามที่ว่าทำไมเราถึงเลือกสนับสนุนนักกอล์ฟเหล่านี้ เพราะเราต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ หลายคนที่เซ็นเข้ามาถึงจะเป็นเด็กหน้าใหม่ แต่เราต้องการสื่อว่าถึงจะเป็นหน้าใหม่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงได้ อย่างกรณี แอลล่า ที่ยังเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น เราต้องการปั้นเขาตั้งแต่เด็กเหมือนกรณีของ เมย์ รัชนก และ แอลล่า ก็มีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้ไม่ต่างกัน”

ด้าน นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ และนายวิน อินธาระ 2 ตัวแทนที่ดูแลนักกีฬา ร่วมกันเปิดเผยว่า “ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มบางจาก ทางเราจะเป็นฝ่ายที่ขับเคลื่อนนักกีฬาเหล่านี้ให้มีโอกาส ส่งต่อทุกความพยายามของพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เราต้องการสร้างคนในวงการกอล์ฟ และเริ่มต้นด้วยการพัฒนานักกอล์ฟระดับเยาวชน และตอนนี้ต่อยอดขึ้นมาในระดับนักกอล์ฟอาชีพ เป้าหมายของเราคือขับเคลื่อนบุคลากรวงการกอล์ฟของเราให้เติบโตอย่างถาวรและยั่งยืน ที่สำคัญคือพยายามพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้” 

สำหรับนักกอล์ฟที่กลุ่มบางจากให้การสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย พชร คงวัดใหม่ แชมป์เอเชียนทัวร์ 1 รายการวัย 24 ปีที่เคยได้รับเชิญเข้าไปเล่นในลิฟกอล์ฟมาแล้ว, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แชมป์แอลพีจีเอทัวร์ 2 รายการ, สองนักกอล์ฟในแอลพีจีเอ จารวี บุญจันทร์ กับ อาภิชญา ยุบล เจ้าของ 2 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน และ วรรษวัลย์ สังขพงษ์ ที่ซีซั่นที่ผ่านมาคว้าแชมป์ไทยแอลพีจีเอไป 2 รายการ รวมถึง แอลล่า แกลิทสกีย์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 17 ปี เจ้าของแชมป์วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก 2023

พชร คงวัดใหม่ นักกอล์ฟวัย 24 ปีที่เป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่ชนะรายการระดับอาชีพตอนที่เขาคว้าแชมป์ออลไทยแลนด์ที่หัวหิน เมื่อปี 2013 ด้วยวัยเพียง 14 ปี ก่อนจะตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2014 ตลอดอาชีพคว้าแชมป์ไปแล้ว 10 รายการ ที่โดดเด่นที่สุดคือแชมป์เอเชียนทัวร์ที่ภูเก็ตเมื่อปี 2021 และเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมาเคยเข้าไปร่วมเล่นในลิฟกอล์ฟลีกมาแล้ว 

“ต้องขอขอบคุณบางจากครับ สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวผมให้ออกไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย โดยมีสัญลักษณ์ของบางจากบนตัวผม นับเป็นเกียรติและภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบางจากครับ ส่วนเป้าหมายในปี 2024 นี้นอกจากจะพยายามหาแชมป์ต่อไปให้ได้ในเอเชียนทัวร์ ยังมีโอลิมปิกที่ปารีส ถ้าได้เป็นตัวแทนประเทศไทยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ” พชร กล่าว

จารวี บุญจันทร์ นักกอล์ฟวัย 24 ปีอดีตผู้เล่นมหาวิทยาลัยดุ๊ก เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เธอในเล่นแอลพีจีเอทัวร์แบบเต็มฤดูกาลเช่นเดียวกับ อาภิชญา ยุบล นักกอล์ฟสาววัย 21 ปีเจ้าของ 2 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน ส่วนในระดับอาชีพ อาภิชญา เคยชนะเลดีส์ ยูโรเปียน ทัวร์ เมื่อปี 2022 ในการแข่งขันที่สกอตแลนด์

โปรเปียโน อาภิชญา เปิดเผยว่า “ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เปียโนได้มีโอกาสออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในแอลพีจีเอทัวร์ในฐานะรุกกี้ ก็สามารถรักษาทัวร์การ์ดไว้ได้ตามเป้าหมาย ส่วนในปี 2024 อยากขยับขึ้นไปติดท็อป 60 ได้เล่นรายการเมเจอร์มากขึ้น ถ้ามีโอกาสก็อยากชนะแอลพีจีเอ การได้รับการสนับสนุนครั้งนี้ ทำให้เปียโนมีกำลังใจที่จะออกไปสู้กับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ต่อไป เรายังไม่มีผลงานในระดับโลก แต่ยังมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวบางจาก ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”

นอกจากนี้ยังมี ปาจรีย์ อนันต์นฤการ นักกอล์ฟสาววัย 24 ปี เจ้าของ 2 เหรียญทองซีเกมส์เมื่อปี 2016 ก่อนจะเทิร์นโปรในปี 2017 ด้วยวัย 18 ปี ปาจรีย์เข้าไปเล่นในแอลพีจีเอทัวร์ในปี 2019 และชนะครั้งแรกในรายการไอเอสพีเอส ฮันดะ เวิลด์ อินวิเตชั่นแนล เมื่อปี 2021 และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาเพิ่งคว้าแชมป์รายการที่สองในรายการแบงค์ ออฟ โฮป แอลพีจีเอ แมตช์เพลย์

ส่วน 'โปรมิ้ม' วรรษวัลย์ สังขพงษ์ ที่มีความสามารถในหลายประเภทกีฬาและสุดท้ายมาจบที่กีฬากอล์ฟที่ส่งเธอไปเป็นผู้เล่นมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สเตต เคยเล่นในระดับเลดีส์ ยูโรเปียนทัวร์ หรือ แอลอีที แต่ผลงานที่เด่นเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาคือการคว้าแชมป์ไทยแอลพีจีเอทัวร์ไปครอง 2 รายการ

สำหรับ แอลล่า แกลิทสกีย์ นักกอล์ฟสมัครเล่นวัย 17 ปี เจ้าของแชมป์วีเมนส์ อเมเจอร์ เอเชีย-แปซิฟิก 2023 ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ทำให้เธอเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ นอกจากนั้นเธอยังเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติไทยชุดเหรียญทองกอล์ฟประเภททีมหญิง ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ประเทศจีน ปลายปีที่ผ่านมา

เลขาฯ อารี พบปะให้โอวาทแรงงานไทยฝึกภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมก่อนไปทำงานในรัฐอิสราเอล

วันที่ 9 มกราคม 2567 นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวให้โอวาทแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลจากค่ายฝึกอบรมเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษเพื่อไปทำงานในรัฐอิสราเอล โดยมี คุณอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย นายบรรจง ฉุดพิมาย ประธานที่ปรึกษาสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมด้วย ณ ศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน เคทีซี ลำลูกกา คลอง 4 ตำบลลาดสวาย จังหวัดปทุมธานี 

นายอารี กล่าวว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจากสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทยให้มาเป็นประธานกล่าวให้โอวาทแก่คนงานที่เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลในวันนี้ ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ฝากความห่วงใยมายังแรงงานไทยทุกคนที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล และขอให้กำลังใจต่อแรงงานไทยที่ต้องห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งกระทรวงแรงงาน
ต้องขอขอบคุณสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย และศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน เคทีซี ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีแห่งนี้ ที่ได้สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย ทางด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 
และการฝึกอบรมความรู้พื้นฐานการทำงาน ประกอบด้วย 1) การฝึกอบรมค่ายภาษาอังกฤษ English Camp คนงานเข้าร่วมอบรม 120 คน เป็นเวลา 5 วัน 2) การฝึกอบรมความปลอดภัยการใช้บูมลิฟท์ และ เอ็กซ์ลิฟท์ 3) การฝึกอบรมผู้ให้สัญญาณเครน (Rigger) 4) การฝึกอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (CPR) 5) การฝึกการติดตั้งนั่งร้าน ( Ringlock Scaffolding) และการทำงานในที่สูง 6) การฝึกอบรม (เพิ่มเติม) FCAW 3G (ฟลักคอร์ 3 จี) จำนวน 10 คน เพื่อเดินทางไปเกาหลี

“ความรู้ที่คนงานได้รับจะทำให้แรงงานไทยสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้เพื่อการแข่งขันในตลาดแรงงานโลก 
ซึ่งในเวทีโลกแรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีฝีมือและมีสมรรถนะที่นายจ้างต่างประเทศมีความต้องการสูง เพื่อเป็นประโยชน์และเปิดโอกาสให้แรงงานไทย ให้สมดั่งคำที่ว่า แรงงานไทยสร้างชาติ” นายอารี กล่าวท้ายสุด

สำหรับการฝึกอบรมภาษาอังกฤษในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ซึ่งได้รับการประสานร่วมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมด้านศักยภาพของแรงานไทยเพื่อไปทำงานในรัฐอิสราเอล โดยมีผู้เข้าอบรม จำนวน 120 คน ในการนี้คณะทำงาน ได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐาน การฝึกอบรมการให้ความรู้สัญญาณเครน (Rigger) การฝึกอบรมการขับรถบูมลิฟท์ เอ็กลิฟท์ และการเคลื่อนย้ายสิ่งของในที่สูง รวมทั้งอบรมให้ความรู้ทางด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในที่ทำงานสำหรับแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีกด้วย

คุณอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย กล่าวว่า มีแรงงานไทยกว่า 200 คน ที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลแล้ว และมีแรงงานไทยกำลังฝึกภาษาอังกฤษพื้นฐาน และอบรมการขับรถบูมลิฟท์ เอ็กลิฟท์ อยู่อีกจำนวน 120 คน เพื่อเตรียมความพร้อมรอทางรัฐบาลไทยอนุญาตให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานที่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการจะเดินทางไปทำงานในอิสราเอล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จะมีการตรวจสอบไซต์งานก่อนจะอนุมัติให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงาน อีกทั้ง ขณะนี้ทางอิสราเอลมีการเจรจากับจัดหางานเพื่อให้โควตาภาคก่อสร้าง จำนวน 6,000 ตำแหน่งกับรัฐบาลไทย จึงขอให้ทางรัฐบาล กระทรวงแรงงาน ช่วยเร่งพิจารณาผ่อนผันให้แรงงานไทยได้เดินทางกลับไปทำงานในอิสราเอลในโซนสีเขียวที่มีความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแรงงานไทย รวมถึงต้องขอขอบคุณ ท่านอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เป็นตัวแทน ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาร่วมกล่าวให้โอวาทกับแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลในครั้งนี้

ครั้งแรกของโลก EA เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตแก่สวิตเซอร์แลนด์จากโครงการ E - Bus ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้ข้อตกลงปารีส Article 6.2 ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NDC

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ได้เริ่มส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการ “รถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” (“Bangkok E-Bus Programme”) ซึ่งเป็นโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศโครงการแรกของโลกที่มีการซื้อขายกันเกิดขึ้น ภายใต้ความตกลงปารีส Article 6.2  ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ผ่านกรอบความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่มีการระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็นโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจที่อยู่นอกเหนือจากแผนการดำเนินงานของประเทศ (Nationally Determined Contributions : NDC) มีการปฏิบัติตรงตามมาตรฐานด้านคุณภาพต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยมี Klik Foundation เป็นผู้ซื้อ Carbon Credit ที่เกิดขึ้นและนำ Carbon Credit ดังกล่าวไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นายฉัตรพล ศรีประทุม ผู้อำนวยการโครงการกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 ซึ่งรถโดยสารประจำทาง EV นี้เป็นโครงการอันดับแรกๆ ของโลกที่มีการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตสำเร็จ โดยทาง EA มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างประเทศในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้เราก้าวเข้าสู่สังคม เศรษฐกิจแบบปลอดคาร์บอนฯ  อีกทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการที่ช่วยรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อม

Mr. Michael Brennwald Head International, Klik Foundation กล่าวว่า “โครงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ความตกลงปารีส ของรถโดยสารประจำทาง EV นี้ เป็นโครงการนำร่อง เพื่อการสนับสนุนกิจกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อตกลงปารีส 6.2 นั้น มีการร่วมกันพัฒนามาอย่างแข็งขันจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสในการร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศไทยและประเทศข้างเคียง เพื่อที่จะสร้างโครงการในการร่วมมือกันระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทั้งประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มีการลงนามในความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส 6.2 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 โดยสัญญาแบบทวิภาคีกำหนดกรอบความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองประเทศและสร้างแนวทางสำหรับ การพัฒนาโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือโดยสมัครใจสำหรับการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศและเป็นส่วนสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ควันหลงเคาท์ดาวน์ปีใหม่! เพจ “มนุษย์ควัน” ชี้ โลกออนไลน์แห่ถกประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า” หนัก จี้ต้องควบคุมด่วน!

เพจ “มนุษย์ควัน” ยกกระแสข้อพิพาทบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ที่เพิ่งกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งในวงกว้างหลังเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่่ โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกือบ 1 พันราย ตั้งแต่ประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของคนดัง รัฐมนตรี นักการเมือง ส.ส. การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กวัยรุ่น รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ถูก “แบน” จึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมจี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำบุหรี่ไฟฟ้ามาควบคุมให้ถูกกฎหมายรับปี 2024

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน แอดมินเพจเฟซบุ๊กและ X (ทวิตเตอร์) “มนุษย์ควัน” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 26,000 ราย ระบุในโพสต์อ้างอิงจากกรณีที่มีบัญชีผู้ใช้รายหนึ่ง กล่าวถึงประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่า ‘เรื่องดูดพอตนี่มีคนพูดยัง’ ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งข้อความดังกล่าวมีการเข้าชมกว่า 7.8 ล้านครั้ง และได้รับการแชร์ต่อกว่า 5,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นนับ 800 ราย โดยประเด็นที่เป็นที่กล่าวถึงมีตั้งแต่ประเด็นมารยาททางสังคม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กวัยรุ่น รวมถึงมีผู้ใช้จำนวนมากตั้งคำถามไปในทำนองเดียวกันว่า การที่บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่กลับมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย สรุปแล้วบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายจริงหรือไม่

“มาฟังเสียงชาว X (หรือทวิตเตอร์) ถกกันเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ารับปีมังกรกันครับ คาดว่าน่าจะฟิวส์ขาดหลังงานปีใหม่ เพราะเท่าที่ผมเจอมา ไม่ว่าจะงานเคาท์ดาวน์ไหนๆก็เจอคนสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันเกลื่อนแบบไม่เลือกเวลาและสถานที่ ไม่แปลกที่จะโดนสาป (เพราะงั้นถึงได้บอกให้ควบคุมให้ชัดเจนสักที จะได้พูดได้เต็มปากว่าตรงไหนห้ามสูบ ตรงไหนสูบได้ ไม่งั้นก็ตีมึนกันไปเรื่อยแบบนี้นั่นแหละ)”
พร้อมกันนี้ นายสาริษฏ์ยังได้แนบข้อความของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่น ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวในเรื่องการใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่หลายในไทยว่า “มันผิดกฎหมาย แต่คนไทยถ้ามี 60 ล้านคนก็คือดูดไปละ 50 ล้านคน ไม่แบ่งแยกอะไรดูดหมดทุกอาชีพ ทุกวัย ทุกเพศ ไม่เลือกดารา นักร้อง คนธรรมดา สรุปแล้วมันผิดกฎหมายจริงมั้ย งง”

นอกจากนี้ผู้ใช้ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกฎหมายการแบนบุหรี่ไฟฟ้าระบุว่า “เป็นเรื่องปกติช่วง?? คนไทยมองเรื่องแบบนี้ปกติกันละหรอ เพราะกฎหมายมันไม่แข็งแรงรึเปล่า ละเลยกันจนคิดว่าไม่ผิดทั้งที่มันผิดละมั้ง จะบอกว่านี่โทษกฎหมายก็ได้นะ ก็กฎหมายมันง่อยจริง เคสตัวอย่างก็มีให้เห็นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ต้องภูมิใจหรือทำเป็นเรื่องปกตินะถ้าคนรอบข้างสูบอะ มันอุ” โดยข้อความนี้มีการเข้าชมกว่า 266,000 ครั้ง และได้ถูกแชร์ต่อไปกว่า 8,300 ครั้ง

ทั้งนี้ นายสาริษฏ์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นความปกติใหม่ของสังคมไทย ที่แม้ทุกคนทราบดีแก่ใจว่ายังผิดกฎหมายอยู่ และไม่ควรมีการใช้อย่างแพร่หลายเช่นนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ที่กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมแล้ว และการไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างในปัจจุบัน ทำให้เกิดแต่ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของมารยาทการใช้งานในที่สาธารณะ จนทำให้เกิดการตั้งคำถามและวิพากวิจารณ์ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันอย่างแพร่หลาย จึงควรเป็นการบ้านสำหรับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ บุหรี่ไฟฟ้า ในสภาผู้แทนราษฎร ที่ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปอย่างเร่งด่วน โดยทางเพจ จะยื่นหนังสือเพื่อขอเข้าไปร่วมให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ภายในสัปดาห์นี้

'นายกฯ' สั่งหน่วยงานรัฐจัด 'โครงการ-กิจกรรม' เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.๑๐ กระตุ้นประชาชน 'มีส่วนร่วม-แสดงความจงรักภักดี' โดยทั่วกัน

(9 ม.ค.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสดังกล่าว จึงได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำโครงการหรือกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความจงรักภักดีโดยทั่วกัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 23.4 ล้านบาท ส่งความสุข มอบของขวัญให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567

วันนี้ (วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ.2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กระปุกออมสิน เป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ ลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 23,400,000 บาท  (ยี่สิบสามล้านสี่แสนบาทถ้วน) 

และในวันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก สำหรับนำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ณ ห้องรับรอง ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 65 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วยเด็กดีในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติไทยในอนาคต รวมทั้งขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2567 ที่มอบให้ คือ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์  เคารพความแตกต่าง  ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง 
ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ทาง รวมทั้งด้านส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ภาคีเครือข่าย ’ร่วมขับเคลื่อน’ โครงการอิ่มท้องเพื่อน้องๆ โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย ส่งต่อคุณภาพชีวิต 'ปลูกฝัง-บ่มเพาะ' วิถีถิ่นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

(9 ม.ค.67) บ่อปลาแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย โดยองค์การบริหารส่วนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิจังหวัดสงขลา ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ลงความเห็นชอบที่จะเลี้ยงปลา ตามโรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย หมู่ที่ 8 บ้านโคกค่าย ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต2

ร่วมภาคีเครือข่าย นักเรียน น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 บูรณาการจัดการเรียนการสอนถึงตัวผู้เรียน รูปแบบ active learning นักเรียนลงมือปฏิบัติจริง วันนี้กิจกรรมจับปลาในบ่อปลา จากความต้องการของนักเรียนและชุมชน ให้เมนูอาหาร สอดคล้องกับไทยสกูลลั้นวัตถุดิบในท้องถิ่น ได้ทานตามหลักโภชนาการ 

นางกัลยวรรธน์ จันทร์รัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย กล่าวขอบคุณภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อน โครงการฯ ที่นอกจากเลี้ยงปลาแล้ว มีปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เพาะเห็ดนางฟ้า สู่โครงการอาหารกลางวันที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนทุกคนเรียนรู้จากการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 บูรณาการรูปแบบ  active learning ให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีสมรรถนะ สู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริงตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเน้น ครู เป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อน มีภาคีเครือข่ายสนับสนุนแรงผลักมีฟันเฟืองอย่างนักเรียน เน้นลงมือทำโครงการการอิ่มท้องเพื่อน้อง  

วันนี้จับปลาจากบ่อ ส่งต่อเมนูอาหารกลางวัน พัฒนาคุณภาพการศึกษา นำความรู้ นำทักษะด้านโภชนาการและการเกษตรแผนใหม่ ไปประกอบอาชีพต่อไป โครงการอาหารกลางวันฯ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เนื้อหา บูรณาการและนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระบรมราโชวาท  

โครงการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เพื่ออาหารกลางวันทำให้เด็กอิ่มท้อง เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์  นักเรียน ผู้ปกครองทำการเกษตร ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ทำปุ๋ย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมุ่งเน้นให้เกิด เพื่อพัฒนาจิตและปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรม ตามหลักพุทธศาสนาส่งเสริมจิตสำนึกในการรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ,เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของนักเรียนให้มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข, เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านโภชนาการและสุขาภิบาล นักเรียนได้รับการเฝ้าระวังภาวการณ์เจริญเติบโต มีพัฒนาการสมวัย 

นอกจากนี้ ส่งผลให้ โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกทักษะด้านการเกษตร ส่งต่อโภชนาการ อาการกลางวัน อิ่มท้อง พร้อมเรียนรู้พัฒนาคุณภาพการศึกษา พัฒนาอาชีพ มีคุณภาพชีวิตและปลูกฝังบ่มเพาะ เป็นคนดีที่สมบูรณ์ทุกด้านตามปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ในพระองค์ท่าน รัชกาลที่ 9 ที่นี่โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย

เชียงใหม่-เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการรีดน้ำเชื้อสัตว์ป่าหายากที่มีความสำคัญของประเทศไทย

วันที่ 9 มกราคม 2567 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เดินหน้าทำโครงการ เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญและหายาก นางสาวฐิติรัตน์ ต๊ะวันวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสัตว์ป่าหลายชนิดที่มีการลดลงอย่างต่อเนื่องในธรรมชาติ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จึงได้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการรีดน้ำเชื้อสัตว์ป่าหายากที่มีความสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ สมเสร็จมลายู (Malayan Tapir) และหมีหมา (Malayan Sun Bear) เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำเชื้อ และทำน้ำเชื้อแช่แข็ง เพื่อนำมาใช้ช่วยในการวางแผนประชากรสมเสร็จมลายูและหมีหมาโดยการผสมเทียมต่อไป 

นอกจากสัตว์ 2 ชนิดนี้แล้ว เชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังได้ทำการรีดเก็บน้ำเชื้อของสัตว์ป่าอีกหลายชนิดเก็บรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่างประเทศ เช่น ไฮยีน่าลายแถบ เสือโคร่งเบงกอล เสือจากัวร์ หรือสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทยเอง เช่น กวางผา เลียงผา เสือไฟ เสือดาว ฯลฯ เป็นต้น โดยเป็นโครงการต่อเนื่องในการวิจัยและอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ป่าหายากของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และเพื่อช่วยอนุรักษ์พันธุ์ของสัตว์เหล่านี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป 

วันเด็กแห่งชาติปี  67 เด็กๆเที่ยวสวนสัตว์ฟรี 6 แห่งทั่วไทย 

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดสวนสัตว์ 6 แห่ง ให้เด็ก อายุไม่เกิน 12 ปี หรือ สูงไม่เกิน 135 ซม. เข้าฟรี! พบกิจกรรมและรับรางวัลมากมาย

ในวันที่ 13 มกราคม 2567 นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เผยว่า องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) จัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ เปิดสวนสัตว์ทั่วประเทศทั้ง 6 แห่ง 1 โครงการ ให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี หรือ สูงไม่เกิน 135 ซม. เข้าฟรี! น้องๆ หนูๆ จะพบกับกิจกรรมสร้างความรู้ภายในสวนสัตว์ กิจกรรมมหาสนุกแฝงสาระความรู้ด้านสัตว์ป่าสนุกสนานได้ตลอดทั้งวัน ได้ที่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น สวนสัตว์อุบลราชธานี และโครงการคชอาณาจักรจังหวัดสุรินทร์ โดยสวนสัตว์แต่ละแห่งมีกิจกรรมสุดพิเศษที่แตกต่างกัน ดังนี้

#สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ชมกิจกรรมตลอดงานและขอเชิญบริจาคอุปถัมภ์สัตว์ป่า บูทเกมมหาสนุกพร้อมของรางวัลมากมาย โชว์ความสามารถของเด็กๆร้องเต้นเล่นดนตรี ชมงูสวยงามแห่งบ้านงูยิ้ม และมาสคอตแดนซ์ซิ่ง 

#สวนสัตว์เชียงใหม่ พบกับกิจกรรมต้อนรับเด็กๆ พร้อมแจกของขวัญของรางวัลมากมาย ชมพาเหรดมาสคอตสัตว์ป่านานาชนิด ต้อนรับปีมังกร

#สวนสัตว์นครราชสีมา ตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมมากมาย อาทิ กิจกรรมการแสดงบนเวที พร้อมแจกของขวัญและของรางวัลมากมาย กิจกรรมมาสคอต กิจกรรมวาดภาพระบายสีสัตว์ป่า ดนตรีเพื่อการอนุรักษ์ มาสคอตแดนซ์ 

#สวนสัตว์สงขลา ร่วมเล่นเกมรับของรางวัลมากมาย แฝงสาระความรู้ด้านสัตว์ป่า และพบกับกิจกรรม อัลโหล อัฟริกา ที่สามารถให้อาหารและใกล้ชิดกับยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ    รวมทั้งชมการแสดงความสามารถของสัตว์ป่าที่น่าตื่นเต้น อาทิการแสดงวิถีชีวิตสัตว์ป่า แมวน้ำ เพนกวิน และการให้อาหารเสือ พร้อมร่วมเต้นรำและสนุกสุดเหวี่ยงกับมาสคอตสัตว์ป่าและกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

#สวนสัตว์อุบลราชธานี พบกับเจ้าหญิงเจ้าชายในเทพนิยาย มาสคอตพาม่วน พร้อมแจกของรางวัลมากมาย การแสดงความสามารถเด็กเยาวชนบนเวที กิจกรรมเล่นเกมส์ กิจกรรมชมความสามารถสัตว์ กิจกรรมป้อนอาหารสัตว์ น้องเสือ น้องฮิปโปโปเตมัส 

#สวนสัตว์ขอนแก่น ได้จัดสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ตื่นตาตื่นใจพร้อมของรางวัลมากมาย เช่น กิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัล กิจกรรมชมวิวบนสะพาน Sky walk กิจกรรมเที่ยวชม UNSEEN หินล้านปี กิจกรรมรับชมการแสดงความสามารถพิเศษของแมวน้ำแสนรู้ 

นอกจากนี้ #โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์  ได้เตรียมกิจกรรมสัมผัสใกล้ชิดกับช้างแสนรู้ ชมความน่ารักและความสามารถของช้างแสนรู้ มีการประกวดเต้นจากโรงเรียนต่างๆในพื้นที่ กิจกรรมเกมตอบคำถาม แจกรางวัล ทดลองเป็นหมอรักษาช้าง นิทรรศการเรื่องช้าง สัมผัสมูลช้าง แมสคอต เอนเตอร์เทน ให้เด็กๆให้เรียนรู้วิถีของคนกับช้างได้อีกด้วย

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงขอเชิญชวนน้อง ๆ หนูๆ เข้ามาเที่ยวชมสวนสัตว์ ในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 นี้ ท่ามกิจกรรมสนุกสนานแฝงสาระความรู้มากมาย นายอรรถพรกล่าว…

'นักวิชาการ' ชี้!! แบงก์ไทย กำไรไม่สูงผิดปกติ ระบุ!! หากลดดอกเบี้ยอาจสร้างปัญหาเพิ่ม

จากกรณี นายสรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง ตั้งคำถามถึงกำไรของธนาคารไทย ที่พุ่งสูง 2.2 แสนล้าน โดยส่วนใหญ่เกิดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย พร้อมตั้งคำถามถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ว่ารู้สึกถึงความผิดปกติหรือไม่นั้น

(9 ม.ค. 67) สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน โพสต์เฟซบุ๊ก Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล ระบุว่า เดี๋ยวจะหาเวลาเขียนอธิบายเป็นซีรีส์บทความนะคะ เพราะ ‘การแข่งขันในภาคธนาคาร’ เป็นประเด็นที่ตัวเองสนใจอยู่แล้ว แต่อยากเขียนอะไรสั้น ๆ ก่อนนะคะ

‘กำไรธนาคาร’ ไม่ได้สูง ‘ผิดปกติ’ ในมุมการเงินทั่ว ๆ ไป เพราะถ้าเทียบกับเงินทุนที่ใช้ไป (อัตราผลตอบแทนต่อส่วนทุนหรือ ROE) หรือตัวชี้วัดในการทำกำไรอย่าง NIM มันก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น

แต่ในสายตาประชาชนที่เดือดร้อนจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากที่สูงมาก เพราะนี่คือสิ่งที่ตัวเองเจอ หลายคนอาจโวยวายว่า ธนาคารได้กำไรผิดปกติ

ปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน สมมุติเราตีความปัญหาว่า ธนาคารได้กำไรผิดปกติ เกิดจากการที่ ธปท. ยอมให้ธนาคารทั้งหลายคิดดอกเบี้ยแพง ดังนั้น ธปท. ควรสั่งให้ธนาคารลดดอกเบี้ยซะ —> แต่ถ้าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ แก้แบบนี้แทนที่จะแก้ปัญหาอาจเพิ่มปัญหา เพราะถ้าแบงก์มองว่าลูกหนี้จำนวนมากเสี่ยงเกินกว่าที่เขาจะปล่อยสินเชื่อ ยิ่งให้ลดดอกเบี้ยเขายิ่งไม่ปล่อย ปล่อยแต่ลูกค้าชั้นดีดีกว่า

แล้วปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน ส่วนตัวมองว่า น่าจะเป็นส่วนผสมระหว่าง ต้นทุนสูงบางส่วนเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพ (เช่น ทุ่มเงินลงทุนในระบบ IT แต่ล่มแล้วล่มอีก) บวกกับ ทัศนคติอนุรักษนิยมเกินขนาดเวลากลั่นกรองสินเชื่อ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤติต้มยำกุ้ง 26 ปีที่แล้ว

ประเด็นความไร้ประสิทธิภาพ แก้ได้ด้วยการให้ ธปท. กำกับอย่างจริงจังในทางที่จูงใจให้ลงทุนในประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น เลิกกฎแย่ ๆ ที่สั่งปรับ 5 แสนบาทเมื่อระบบ e-banking ล่มถึง 8 ชั่วโมง (สิบนาทีก็มากแล้ว) ต้องเพิ่มบทลงโทษให้หนักเหมือนในต่างประเทศ, เพิ่มการกำหนดเกณฑ์ privacy + cybersecurity ที่ได้มาตรฐานสากล, บังคับให้ใช้ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพ เป็น KPI ในการประเมินผลตอบแทนของผู้บริหารและกรรมการ เป็นต้น

ส่วนประเด็น ทัศนคติอนุรักษนิยมเกินขนาด แก้ได้ด้วยการให้ ธปท. เปิดเสรีการแข่งขันที่เป็นธรรมจากคู่แข่งหน้าใหม่ที่ไม่มี ‘legacy’ นี้ + พัฒนาโครงสร้างที่ช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงของลูกหนี้โดยเฉพาะ SME - เช่น ใบอนุญาต virtual bank ห้ามธนาคารเดิมสมัคร, ผลักดันกฎหมาย open data บังคับธนาคารใหญ่เปิดข้อมูล, แก้กฎกติกาต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคของฟินเทคหน้าใหม่ (เช่น ให้ บสย ค้ำประกันให้ฟินเทคได้), ปลดล็อกอำนาจผูกขาดในธุรกิจ credit scoring, promptpay และ national digital ID (หรือกำกับให้เป็นธรรมขึ้น), ทำทะเบียนหลักประกันออนไลน์, ฯลฯ

จริง ๆ มีประเด็นอื่นอีกมากที่น่าทำ เช่น มาตรการจูงใจให้คนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเปิดบัญชีเงินออมระยะยาว คล้าย Individual Retirement Account ในอเมริกา - ไว้จะค่อย ๆ ทยอยเขียนนะคะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top