Sunday, 27 September 2026
NEWS FEED

‘ผู้จัด’ ยัน!! ศึกดวลกำปั้น ‘บัวขาว VS ปาเกียว’ ไม่ได้ยกเลิก หลังสื่อนอกตีข่าว ย้ำ!! แฟนๆ ตามข้อมูลที่ Official เท่านั้น

(9 ก.พ.67) หลังจากสื่อต่างประเทศอย่าง เว็บไซต์ Beyondkick.com ได้เสนอข่าวว่า คู่มวยหยุดโลกระหว่าง ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ นักมวยไทยชื่อดัง กับ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ อดีตแชมป์มวยโลก 8 รุ่นคนแรกและคนเดียวของโลกชาวฟิลิปปินส์ ในชื่อ ‘THE MATCH OF LEGEND: PACQUIAO VS BUAKAW’ ซึ่งกำหนดจัดการแข่งขันที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี วันที่ 20 เมษายนนี้ ได้ยกเลิกการชกแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) ฝ่ายจัดการแข่งขันศึกดวลกำปั้นไฟต์หยุดโลก ‘The Match of Legend’ การแข่งขันชกมวยของสองนักชกในตำนาน ‘แมนนี่ ปาเกียว’ สุดยอดนักชกระดับโลกในตำนาน กับ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ออกมายืนยันว่า การแข่งขันแมตช์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการยกเลิกตามที่มีกระแสข่าวออกมา

ทางผู้จัด ขอยืนยันว่า ข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ออกไปเกี่ยวกับ ‘The Match of Legends’ นั้นไม่เป็นความจริงและงานไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด ทางผู้จัดได้กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เราเข้าใจดีว่าการแข่งขันในครั้งนี้เป็นที่จับตามอง และแฟน ๆ ให้ความสนใจอย่างมาก และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจคู่มวยในตำนาน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกท่านติดตามข่าวจากช่องทาง official ที่เพจของเราเท่านั้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องตรงกัน

โปรดติดตามประกาศผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและหน้าโซเชียลมีเดียของเราสำหรับการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘The Match of Legend’ ทางผู้จัดขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

'นักเขียน' แชร์!! โดนคนอ่านด่าว่า 'เขียนคำผิด' ทั้งที่คนด่าไม่รู้คำศัพท์ สะท้อน!! คลังศัพท์ของคนยุคนี้เข้าขั้นวิกฤต แถมไม่ใฝ่ความถูกก่อนติ

(9 ก.พ.67) กลายเป็นไวรัลขึ้นมาทันที หลังจากมีกรณีสาวรายหนึ่งได้แชร์คอมเมนต์จากนักอ่านที่มาคอมเมนต์ในนิยายของเธอว่า..."แก้คำผิดหน่อยนะคะ มันคือ 'ประกอบ' ค่ะ ไม่ใช่ 'กอปร' คนละคำเลยนะคะ ไม่เคยเห็นคำนี้ด้วย ไม่รู้ว่าไม่ได้ตรวจสอบดูก่อนหรอ เห็นผิดหลายจุดมาก เนื้อเรื่องกำลังสนุก พอมีคำผิดนี่อ่านแล้วหงุดหงิดค่ะ"

ทั้งนี้ โพสต์ของเธอมีคนชมในแพลตฟอร์ม X กว่า 5.6 ล้านครั้ง และถูกแชร์ไปยังโซเชียลอื่นๆ มากมาย ซึ่งคอมเมนต์จากหลายคนไม่ได้แปลกใจที่นักอ่านไม่รู้คำศัพท์ แต่แปลกใจที่ไม่หาข้อมูลก่อนต่อว่าคนอื่นมากกว่า เช่น มีผู้คอมเมนต์คนหนึ่งเข้ามาแชร์ว่า "ตัวเองก็ไม่รู้จักคำว่า กอปร เหมือนกัน แต่พออ่านเจอก็ไปหาข้อมูล หาความหมายจนได้รู้ว่าแปลว่าอะไร"

ส่วนบางคนที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน ก็เข้ามาแชร์ประสบการณ์พีกๆ จากคนอ่านในลักษณะที่คล้ายๆ กันด้วย เช่น...

'ทว่า' คิดว่าเราสะกดผิดจาก 'ว่า'

'แก้มตอบ' ไม่เข้าใจ แก้มมันจะพูดตอบได้ยังไง!!

'กัน' คิดว่าพิมพ์ผิดมาจาก 'ฉัน' ซึ่งจริงๆ 'กัน' เป็นภาษาเก่าแปลว่าฉันนี่แหละ

'ถ้าจะไม่มีรอยย่นต้องเกิดเป็นงู' = ไล่ให้ไปเป็นงูจริงๆ

'เชค' เป็นชื่อประเทศ ไม่ได้ไล่ให้ไป 'เช็กข้อมูล' เป็นต้น

อาจเรียกได้ว่า คลังคำศัพท์ ของคนไทยยุคปัจจุบัน เข้าข่ายขั้นวิกฤตแล้วจริงๆ เพียงแต่สมัยนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต สามารถค้นหาความรู้ได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว หากไม่รู้ก็เพียงแค่หาข้อมูลก่อนเท่านั้นเอง

นราธิวาส-รอง มทภ.4 ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กำชับให้มีการปรับแผนการปฏิบัติ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น

ณ  กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 วัดสวนธรรม บ้านปลายนา หมู่ที่ 2 ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส พลตรี ไพศาล หนูสังข์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะฯ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมประชุมฯ รับฟังปัญหาข้อขัดข้อง รวมทั้งหาแนวทางแก้ไขการปฏิบัติงานห้วงที่ผ่านมา พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติงานและกำชับปรับแผนการปฏิบัติ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยมี พันเอก ทรงเดช สุกนุ้ย รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ นราธิวาส, พันเอก สิทธิชัย บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46, พันตำรวจเอก ศุภชัย ศุภกิจจารักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ และ นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอรือเสาะ ให้การต้อนรับและร่วมประชุม

จากนั้น รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ บริเวณปากซอยบ้านบาเละ อำเภอรือเสาะ ติดตามความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงซุ่มยิง เจ้าหน้าที่ขณะกลับจากปฏิบัติหน้าที่พื้นที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย คือ จ่าสิบตำรวจ บินหลี เศรษฐสุข ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราบ สถานีตำรวจภูธรรือเสาะ พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการ ให้มีความพร้อมอยู่เสมอ หมั่นซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลาอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนช่วยสอดส่องดูแล หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เบอร์สายตรงแม่ทัพภาคที่ 4 หมายเลข 061-1732999 และเบอร์สายด่วนหมายเลข 1341 หรือ หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สตม.รวบแม่บ้านต่างชาติแสบร่วมกับหญิงไทยแอบลักเงินนายจ้างกว่า 7 แสนบาท

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม.รวบแม่บ้านต่างชาติแสบร่วมกับหญิงไทยแอบลักเงินนายจ้างกว่า 7 แสนบาท 
บก.สส.สตม. ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.สิงห์บุรี, ตม.จว.สิงห์บุรี และ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา จับกุมนางมะคิ่น (นามสมมติ) อายุ 53 ปี สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 394/2566 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ริมถนนสาธารณะ หน้าธนาคารแห่งหนึ่งใน ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี จว.สิงห์บุรี

พฤติการณ์แห่งคดี ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้รับนางมะคิ่น ผู้ต้องหาที่ 1 เข้าเป็นพนักงานในร้านซักผ้าหยอดเหรียญซึ่งตั้งอยู่ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน ต.บางขวัญ อ.เมืองฉะเชิงเทรา จว.ฉะเชิงเทรา ในตำแหน่งแม่บ้าน โดยมี น.ส.ขนิษฐา (นามสมมติ) สัญชาติไทย ผู้ต้องหาที่ 2 ทำหน้าที่เป็นพนักงานประจำออฟฟิศ มีหน้าที่ดูแลเปิดตู้เก็บเงินเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และนำเงินไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหาย แต่ในบางครั้ง ผู้ต้องหาที่ 2 ก็จะใช้ให้ นางมะคิ่น ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้เปิดตู้และเก็บเงินมาส่งให้ผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ผู้เสียหายได้ตรวจสอบพบว่ามียอดเงินที่ทางร้านต้องได้รับกับจำนวนที่ปรากฏในรายการบัญชีรายรับของทางร้าน ไม่ตรงกัน

ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าระหว่างเดือน มกราคม 2566 ถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 มีเงินสูญหายไปเป็นจำนวน 761,978 บาท ซึ่งหลังจากผู้เสียหายทราบเรื่อง ในช่วงคืนของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 นางมะคิ่น ได้เก็บข้าวของแล้วหลบหนี จากการตรวจสอบภายหลังพบว่า ช่วงเดือน กันยายน 2565 ถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 นางมะคิ่น ได้มีการวานให้ ผู้ต้องหาที่ 2 โอนเงินเป็นจำนวนหลายครั้งซึ่งยอดเงินที่โอนเกินกว่าจำนวนเงินเดือนที่ตนได้รับทุกเดือน รวมถึงรายการเดินบัญชีของผู้ต้องหาที่ 2 ก็มีเงินเข้าในลักษณะต้องสงสัย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2566 ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอหมายจับ ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับที่ จ.394/2566 และ ที่ จ.395/2566 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2566 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้จับกุมผู้ต้องหาที่ 2 นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายก่อนแล้ว

จากการสืบสวนของชุดจับกุมทราบว่า หลังจากที่นางมะคิ่น ได้หลบหนีออกจากร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ได้ไปสมัครเข้าทำงานกับนายจ้างรายใหม่ในพื้นที่ ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี จว.สิงห์บุรี จึงได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ เพื่อสืบสวนติดตามจับกุม จนกระทั่งพบนางมะคิ่น ในบริเวณริมถนนสาธารณะ หน้าธนาคารแห่งหนึ่งใน ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี จว.สิงห์บุรี จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะชิงเทรา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในชั้นจับกุมจากการสอบถามนางมะคิ่น ให้การว่าสาเหตุที่หนีออกจากงานที่ร้านซักผ้าหยอดเหรียญเนื่องจากต้องการไปหางานที่มีค่าจ้างสูงกว่า และปฏิเสธว่าไม่ได้ลักเงินของผู้เสียหายไป 

บก.สส.สตม. ขอแจ้งเตือนและฝากเป็นอุทาหรณ์ผ่านสื่อต่างๆ ไปยังนายจ้างที่รับสมัครคนงานเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะคนงานที่เป็นแรงงานต่างด้าว ต้องเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ระมัดระวัง ไม่ควรไว้ใจลูกจ้างมากเกินไป และต้องทราบข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของลูกจ้าง เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการติดตามกรณีมีการกระทำผิด 

'บุ้ง ทะลุวัง' ประกาศบริจาคร่างกายล่วงหน้า ลั่น!! ปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตโดยไม่จำเป็น

(9 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊กทะลุวัง เผยแพร่ภาพเอกสาร พร้อมระบุข้อความว่า…

“ข้าพเจ้านางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม อายุ 28 ปี 6 เดือน ขอแสดงเจตนาบริจาคร่างกายของข้าฯ และขอแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขเพื่อยื้อชีวิตไว้โดยไม่จำเป็นและเป็นการสูญเปล่า พร้อมติดแฮชแทก #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #ยกเลิก112 #คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”

สำหรับเนื้อหาในหนังสือที่บุ้ง ทะลุวัง แจ้งแสดงเจตนาขอบริจาคร่างกายให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยตอนท้ายของหนังสือ บุ้งระบุว่า

“คุณความดีใดที่ได้จากการอุทิศร่างกายในครั้งนี้ ขอส่งให้กับประชาชนที่ยากลำบากทุกคนและขอให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำในประเทศ”

ส่วนหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข บุ้ง ทะลุวัง ระบุตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าทำไปเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิมีรูปกระบวนการยุติธรรมของผู้พิพากษาและศาลในประเทศไทย”

ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็น บางคนก็ยกย่อง บางคนก็บอกว่า

-ขอให้สมความมุ่งมารถปรารถนานะคะ อย่าให้อิชั้นเห็นนอนบนรถเข็นแล้วส่งต่อ รักษาที่ รพ.มธ.เหมือนรอบที่แล้วอีกนะคะ แบบนั้นมันผิดเจตนารมณ์นะคะ พรี่บรุ้ง

-ยังมีแรงลงชื่อหลังจากอดน้ำมานานหลายวัน นับถือจริง ๆ

สตม.ปูพรม X-ray พื้นที่เข้ม ปราบเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด รวบ!! 7 ต่างด้าว 4 คนไทย ดำเนินคดีบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน

ตามที่ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ตลอดจน ด่าน ตม. ทั่วประเทศ ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินมาตรการเข้มเพื่อป้องกันเหตุร้าย X-ray ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย แก่พี่น้องประชาชน พร้อมทั้งสืบสวน จับกุม การกระทำผิดกฎหมายของคนร้ายที่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน

บก.ตม.3 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออก ของประเทศไทย รวมจำนวน 25 จังหวัด ได้ดำเนินการสืบสวน รวบรวมข้อมูล การกระทำผิดกฎหมายของคนต่างด้าวรวมถึงคนไทย ซึ่งมีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้โดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อวางแผนระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิด หลังได้รับรายงาน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยสังกัด บก.ตม.3 ดำเนินการสืบสวน จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งในห้วงเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2567 มีผลการจับกุมรวมทั้งสิ้น 11 ราย แบ่งเป็น คนต่างด้าวสัญชาติอินเดีย 6 ราย สัญชาติเมียนมา 1 ราย และคนไทย จำนวน 4 ราย ซึ่งผู้กระทำผิดทั้ง 11 รายข้างต้น ถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหา ให้บุคคลอื่นกู้ยืนเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของคนต่างด้าวยังถูกดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และจะยังคงดำเนินมาตรการเข้มข้น ต่อเนื่องในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน จับกุม การกระทำผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมฐานทหารปฏิบัติการบ้านแปกแซม หน่วยกำลังป้องกันชายแดน พื้นที่กองกำลังผาเมือง เพื่อบำรุงขวัญและมอบสิ่งของให้กำลังพล

เมื่อวานนี้ (8 ก.พ.67) พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย นาย นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง ณ ฐานปฏิบัติการบ้านแปกแซม อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ให้การต้อนรับ 

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ อดทน ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งมอบสิ่งของ และร่วมรับประทานอาหารกับกำลังพลทหารตามแนวชายแดนเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ

ในการนี้แม่ทัพภาคที่ 3 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้งบประชุมติดตามการจับกุมยาเสพติดหลังการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ผ่านระบบซูม กับนายกรัฐมนตรี และส่วนที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้ให้ทุกภาคส่วนเอาจริงกับการจัดการยาเสพติด เริ่มจากแหล่งต้นตอที่ลักลอบเข้ามาจากชายแดนภาคเหนือ โดยในปีงบฯ 67  ตรวจยึดของกลางได้ถึง 42 ล้านเม็ด แต่ผมขอให้ทุกภาคส่วนยังคงบูรณาการทำงานอย่างจริงจังต่อไป เพราะปริมาณยายังเยอะอยู่ พร้อมกับเข้าใจถึงความลำบาก และความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกท่านทุกคน แต่ผมขอให้ทุกคนมีกำลังใจครับ เดือนหน้าผมจะไปให้กำลังใจท่านอีก เราทำงานกันเป็นทีม ผมในฐานะผู้นำรัฐบาลจะยืนอยู่เคียงข้างทุกท่าน และพร้อมที่จะสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ผมเชื่อว่า หากเราเดินไปข้างหน้าด้วยกันทุกอย่างจะต้องดีขึ้น และยาเสพติดจะต้องถูกกำจัดให้หมดไป

‘พอลลีน’ ยอมรับผลเลือกตั้งขอโทษ ‘มาดามแป้ง’ ที่เคยล่วงเกิน

เมื่อวานนี้ (8 ก.พ. 67) พยุริน งามพริ้ง หรือ พอลลีน งามพริ้ง กล่าวแสดงความยินดีกับ ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนที่ 18 พร้อมขอโทษที่เคยล่วงเกิน โดยระบุว่า…

“ขอแสดงความยินดีกับคุณนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลคนใหม่ และต้องขอโทษหากมีการล่วงเกิน หรือกระทบกระทั่งในการแข่งขัน จากนี้ขอสนับสนุนการทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของวงการฟุตบอลไทย”

3 หน่วยงานรัฐ ผนึกกำลังแก้ปัญหาลิงล้นเมืองลพบุรี หลังชาวเน็ตแชร์ภาพ พร้อมแซว ‘Planet of the Apes’

กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สำหรับปัญหาเรื่องลิงล้นเขตเมืองลพบุรี สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนอย่างหนัก ทั้งยังกระทบการท่องเที่ยว

หลังจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา ผู้ใช้อินสตาแกรมซึ่งเป็นช่างภาพสัตว์ป่าชาวต่างชาติ ได้โพสต์ภาพเด็กผู้หญิงกำลังเดินถือถุงเครื่องดื่มพร้อมใช้ปืนอัดลมทำท่ายิงขู่ลิงที่ดูพร้อมจะกระโจนมาฉกถุงได้ทุกเมื่อ หลังจากนั้นได้มีผู้นำภาพทั้ง 2 ไปดัดแปลงผ่านไอเดีย ‘Planet of the Apes’ (พิภพวานร) จนเกิดการแชร์กันอย่างกว้างขวางกลายเป็นอีกหนึ่งไวรัลบนโลกโซเชียล

สำหรับปัญหาเรื่องลิงล้นเมืองหรือลิงยึดเมือง จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในเมืองลพบุรีนั้นมีมาช้านานแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 ที่ผ่านมา 3 หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เทศบาลเมืองลพบุรี และจังหวัดลพบุรี ได้ทำพิธีลงนาม MOU เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาลิงในเขตเมืองเก่าลพบุรีอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของ ‘คน เมือง ลิง’ ด้วยแนวคิด “ประชาชนสุขใจ ลิงปลอดภัย อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาลิงในเขตเมืองเก่า อำเภอเมืองลพบุรี มีประเด็นสำคัญในการร่วมมือประกอบไปด้วย ด้านการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาลิง

โดยเทศบาลเมืองลพบุรีจะจับลิงในเขตเมืองเก่าที่ทำหมันแล้วนำมาดูแลรักษาที่สถานอนุบาลลิง และ กรมอุทยานฯ จะมอบอำนาจการจับลิง และดูแลรักษาลิงในสถานอนุบาลลิงให้เทศบาลเมืองลพบุรี

'วุ้นกะทิสด' ของเซ่นไหว้เจ้าตรุษจีน ลดปัญหา 'หมู-ไก่' ราคาแพง

(9 ก.พ.67) นางนงนภัส สภานุช เจ้าพนักงานสาธารณสุขโรงพยาบาลตรัง หารายได้เสริมด้วยการทำวุ้นกะทิสดรูปมังกร รูปหัวหมู ไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูย่าง ขนมเทียน ขนมเข่ง สิ่วท้อ ส้มและผลไม้มงคลต่างๆ ออกขายในเทศกาลตรุษจีน

โดยมีลูกค้าขาประจำและลูกค้ารายใหม่สั่งซื้อเข้ามาจนทำแทบไม่ทัน เพราะนอกจากจะหวานน้อย ดีต่อสุขภาพและอร่อยถูกปากคนเกินแล้ว ยังถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่รายได้น้อย ที่จะเลือกซื้อไปเป็นของเซ่นไหว้แทนเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพงในช่วงเทศกาลตรุษจีน

โดยปีนี้เป็นปีมังกรทอง ทำให้มีวุ้นมังกรเขียวและมังกรแดงออกจำหน่ายด้วย น้ำหนักปอนด์ครึ่งราคา 300 บาท ส่วนวุ้นกะทิสดรูปเป็ด ไก่ หัวหมูและหมูย่าง น้ำหนัก 1 ปอนด์ ขายปอนด์ละ 200 บาท หากเป็นเซ็ตซึ่งมีครบทั้งขนมเข่ง ของไหว้ ผลไม้มงคลรวม 10 ชนิดขายราคาเซ็ตละ 200 บาท ส่วนชุดเล็กมีหัวหมูต้ม เป็ดพะโล้ เนื้อหมูขายชุดละ 70 บาท 

ซึ่งทุกเซ็ตจะมีคำอวยพรเป็นภาษาจีนแถมมาให้ด้วย ทำให้แต่ละปีในช่วงดังกล่าว สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท หรือประมาณ 35,000-40,000 บาทเลยทีเดียว โดยทำมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ผลตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นงานทำมือ สวยแปลกตาและเหมือนจริงมากที่สุด

นางนงนภัส สภานุช เจ้าของไอเดียวุ้นกะทิสดของเซ่นไหว้กล่าวว่า ราคาหมูต้น เป็ดพะโล้จะอยู่ที่เซ็ตละ 70 บาท โดยมีคำมงคลของจีนแปะมาให้ด้วย ซึ่งปีนี้เป็นปีมังกรก็ได้ทำมังกรทาด้วยทองที่ทานได้ เป็นทองที่ใช้ทำอาหารและขนม 

ส่วนชุดมังกรแดงและมังกรเขียว น้ำหนัก 1 ปอนด์ ราคา 300 บาท หมูและไก่ไซส์จัมโบ้ขนาด 1 ปอนด์ ขาย 200 บาท ส่วนชุด 10 ช่องมีของคาว ของหวาน ผลไม้ครบ ชุดนี้ขายดีลูกค้าจะสั่งไปฝากผู้ใหญ่ตลอด ผลตอบรับปีนี้จะเป็นลูกค้าเก่าที่สั่งกันมาหลายปี ส่วนลูกค้าใหม่ก็มีสั่งเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะราคาจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดของขนม โดยปีที่แล้วสร้างรายได้ประมาณเกือบ 40,000 บาท ส่วนใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่เพจ วุ้นไออุ่น วุ้นแฟนซีตรังหรือ FB นงนภัส สภานุช โทร 093 654 4422 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top