Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘วราวุธ’ เปิดงานวันเด็ก ปี 67 หนุนลูกหลานใช้ชีวิตในวัยเด็กให้เต็มที่ พร้อมย้ำ!! หน้าที่ผู้ใหญ่คือการสร้างสังคมที่ดีให้กับอนาคตของชาติ

(13 ม.ค.67) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวเปิดงานวันเด็ก ที่จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และมีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2567 ภายใต้หัวข้อ ‘ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก’ ว่า…

“ความจริงทุกวันเป็นวันเด็กไม่เฉพาะเพียงวันนี้ และไม่เพียงแค่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ทุกคนทำอะไรเพื่อเด็กๆ ในวันนี้ ผู้ใหญ่ทุกคนได้เปิดโอกาสและเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ แสดงศักยภาพ

และนอกจากเราคิดถึงอนาคตของประเทศไทยแล้ว บทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อยากให้ผู้ใหญ่ทุกคนคิดถึงตัวเองในสมัยที่เป็นเด็กๆ หลาย 10 ปีก่อนมาจนถึงวันนี้อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เราจะนำมาดูแลลูกหลานอนาคตของประเทศไทยจากนี้ไปอย่างไร เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร”

นายวราวุธ กล่าวว่า อนาคตประเทศไทยจากนี้ไปมีความท้าทายมาก และเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคนที่จะจะต้องเตรียมอนาคตของชาติให้เด็กทุกคน ให้พร้อมสิ่งที่ที่จะเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต ความท้าทายมีมากมาย แต่ขณะเดียวกันการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ความสนุกสนานในวัยเด็กของทุกคนนั้น เป็นสิ่งมีค่าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีแสนล้าน สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้คือดึงเวลากลับไปแล้วเอาเวลาของเด็กๆ กลับคืนมา ดังนั้น วันนี้ขอให้ลูกหลานทุกคนใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องกังวล ภาระหน้าที่ทั้งหลายผู้ใหญ่อย่างพวกเราจะมีหน้าที่แบกรับเอาไว้เพื่อที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นให้กับลูกหลานและอนาคตของประเทศไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า “คำขวัญวันเด็กปีนี้ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง และร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” ซึ่งสมัยพ่อบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีคำขวัญวันเด็กเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลาย 10 ปี ไม่รู้ว่าได้ถูกนำไปใช้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญคืออยากให้เด็กทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองของตัวเอง เพราะคำขวัญที่ดีที่สุดคือคำขวัญที่มาจากพ่อและแม่ แต่ในขณะเดียวกันเด็กบางคนไม่มีความสุขสบาย ดังนั้น คำว่า ‘ครอบครัว’ ในวันนี้ ไม่ได้แปลว่า มีพ่อแม่ลูก เพราะสำหรับบางคนครอบครัวคือการที่มีคนที่รักเราอยู่ การมีเพื่อนเปรียบเสมือนพี่น้องนั่นก็คือครอบครัว อย่าได้คิดน้อยใจว่าพ่อแม่เราคือใคร แต่สถาบันครอบครัวไม่ได้จำเป็นจะต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูกเสมอไป แต่ประกอบไปด้วยคนที่รักและห่วงใยเรา อยากเห็นเราเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีมีคุณค่าต่อสังคม นั่นคือความหมายของคำว่าครอบครัวในมิติของกระทรวงพม.”

นายวราวุธ กล่าวว่า อยากขอเป็นกำลังใจให้กับลูกหลานทุกคน เป็นกำลังใจให้อนาคตของประเทศไทย เพราะจากนี้ไปในเวลาไม่กี่ 10 ปี ประเทศไทยจะเป็นของลูกหลานทุกคน ดังนั้น ในวันเด็กทุกปี เป็นวันที่เราจะมาคำนึงถึงอนาคตของประเทศไทย และเลี้ยงดูพวกเขาเหล่านั้นให้เติบโตขึ้นมาเป็นต้นกล้า ต้นไม้ที่สามารถแผ่ขยายกิ่งก้านสาขา และดูแลประเทศไทยต่อจากพวกเรา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้า ของานวันเด็กที่กระทรวงพม. เป็นไปด้วยความคึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัด พม. พร้อมด้วยภาคเอกชนได้จัดบูทกิจกรรมการละเล่น พร้อมแจกของรางวัลให้กับเด็กๆ ในสถานรองรับและสถานสงเคราะห์สังกัด พม.

อย่างไรก็ตามที่สะดุดตา คือ มีการแต่งกายเลียนแบบ ‘ไอ้ไข่’ มาร่วมในงาน ซึ่งเรียกความสนใจจากเด็กๆและผู้ปกครองมาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก รวมทั้งนายวราวุธเองก็ได้รวมทั้งถ่ายภาพด้วย ขณะที่เด็กๆ ผู้ปกครอง ต่างทยอยกันมาร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน

โดยก่อนพิธีอย่างเป็นทางการจะเริ่มในเวลา 08.30 น.ได้มีเยาวชนนักกิจกรรม ‘กลุ่มนักเรียนเลว’ ประกอบด้วย น.ส.อันนา อันนานนท์ และนายชาญชัย น้อยวงศ์ มาเฝ้ารอพร้อมยื่นหนังสือต่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม.เพื่อทวงถามความคืบหน้า กรณีที่เคยยื่นร้องขอเยียวยาในฐานะผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่ พม.คุกคาม เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2565 โดย น.ส.อันนา กล่าวว่า ได้แจ้งเรื่องไปหลายรอบได้ติดตามเรื่องจากกระทรวงมา 2 ปี แล้ว กรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ พม.คุกคาม แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทางด้าน นายวราวุธ ก็ได้รับหนังสือจากนายชาญชัยด้วยตัวเอง และได้กล่าวกับน.ส.อันนา ว่า รับทราบและยินดีรับหนังสือมาพิจารณาให้

‘เพจท่องเที่ยวดัง’ เผย ‘คนสูงวัยชาวสวิส’ ไม่นิยมมีบ้าน แต่นิยมเก็บเงิน เพราะการวางแผนชีวิตหลังเกษียณที่ดี ช่วยให้ยามแก่อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ในปัจจุบัน ประเทศไทยของเราได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 2566 ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ไทยมีประชากรผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน ของประชากรไทยทั้งประเทศ 66,057,967 คน

ดังนั้น การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงถือเป็นอีก 1 สิ่งสำคัญที่เราสามารถเริ่มได้เนิ่นๆ การวางแผนชีวิต วางแผนการเงิน วางแผนครอบครัว ปรับแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข รวมถึงวางแผนการดูแลสุขภาพ หลังเกษียณจากการทํางาน

วันนี้ทางเพจจึงอยากขอยกตัวอย่างการวางแผนชีวิตยามเกษียณ จากคลิปวิดีโอที่ทางเพจ ‘แขพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ Khaekhaitravel Switzerland’ ได้ทำการโพสต์เมื่อช่วงปีก่อน ว่าด้วยเรื่องของ ‘คนแก่ที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีบ้าน เขาอยู่กันยังไง รายได้มาจากไหน?’ โดยเนื้อหาในคลิปดังกว่าระบุว่า…

“ถ้าคนสวิตเซอร์แลนด์ส่วนมาก ไม่มีบ้าน ต้องเช่าอพาร์ตเมนต์ แล้วพอแก่ตัวมา ถ้าเขาไม่มีเงิน เขาจะทํายังไง? เอารายได้มาจากไหน? เพราะค่าครองชีพที่สวิตเซอร์แลนด์สูงมาก…

นี่เป็นคําถามที่คนสงสัยกันเยอะมาก ด้วยความที่ประเทศไทยบ้านเรา ต่อให้ไม่มีเงิน แต่ส่วนมากเราก็จะมีบ้านให้กลับไปอยู่ ตามจังหวัดก็ยังพออยู่ได้ แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างแตกต่าง เพราะถึงแม้คนสูงวัยที่สวิตเซอร์แลนด์จะไม่มีบ้าน แต่เขามีเงิน เพราะคนสวิสจะได้เงินเกษียณจากการทํางานที่โดนหักจากรายได้ ซึ่งพอเกษียณเขาก็จะได้รับเงินประมาณเดือนละ 2,000 ฟรังก์สวิสขึ้นไป หากตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 75,000 บาท”

โดยคุณแข เจ้าของเพจได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “หากใครอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วมีรายได้แค่ 2,000 ฟรังก์สวิส อาจจะอยู่ลําบาก แต่ก็ได้ยินว่า ถ้าใครไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน รัฐบาลสวิสก็จะช่วยเหลือ เดือนละ 800 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 30,000 บาท ซึ่งถ้ามีเงินเพียงเท่านี้แล้วใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ก็จะต้องประหยัดมาก เพราะต่อให้แก่ตัวไปแล้วแต่รายจ่ายก็ยังมีเหมือนเดิม ซึ่งคนส่วนหนึ่งที่ไม่มีเงินก็จะเลือกย้ายไปอยู่ประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า อย่างที่ไทยของเรานั้นก็ถือเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่หลังเกษียณ ซึ่งคนสวิสก็ย้ายมาอยู่ที่ไทยเยอะเช่นกัน บางคนก็หาแฟนเป็นคนไทยไปเลย เพราะจะได้มีคนคอยดูแล

ส่วนย่านที่คนสวิสชอบย้ายมาอยู่ก็จะมีแถวหัวหิน แถวทะเล เพราะคนสวิสชอบอยู่กับธรรมชาติ และเงินเกษียณ 75,00 บาทต่อเดือนนั้นก็อยู่ที่บ้านเราได้สบายมาก นี่จึงถือเป็นข้อดีของการไม่มีบ้าน ไม่มีภาระของที่สวิตเซอร์แลนด์ พอเกษียณปุ๊บก็มาใช้ชีวิตใช้เงินในประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า

แต่ต้องบอกว่าส่วนมากคนสวิสจะไม่ได้มีเงินกันเพียงแค่นี้ เพราะตอนที่ทํางาน เงินเกษียณของคนสวิสจะถูกหักไว้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกหักให้กับรัฐบาลเพื่อเป็นกองทุนยามเกษียณ รัฐบาลเป็นคนดูแลและเอาเงินไปลงทุน ไปบริหารในจุดที่ไม่เสี่ยงมาก และเงินส่วนที่ 2 คือ เงินที่นายจ้างจะจ่ายสมทบให้ ใครเงินเดือนเยอะก็ถูกหักเยอะ แก่ตัวมาก็ได้เงินคืนเยอะตามไปด้วย อารมณ์ก็คล้ายๆ กับ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ (Provident Fund) ของบ้านเรา แต่ได้เยอะกว่านั่นเอง”

ข้อดีของการอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ คือ เขาได้เงินเดือนเยอะ เขาก็เลยหักเงินเดือนได้เยอะ ทําให้มีเงินเก็บตอนเกษียณเยอะตามไปด้วย แต่บางคนก็อาจไม่ได้มองว่าเป็นข้อดี เพราะหักเยอะแต่กว่าจะได้ใช้ก็ตอนแก่

จริงๆ คนสวิสบางส่วนจะมีเก็บเงินยามเกษียณอีกกองนึง ซึ่งส่วนนี้ทางรัฐฯ ไม่ได้บังคับ ใครจะเก็บก็เก็บ ซึ่งถ้าใครเลือกเก็บเงินในส่วนนี้ ก็จะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย คล้ายกับการทําประกัน Retirement Mutual Fund หรือ ‘RMF’ ที่เบิกได้ตอนเกษียณ

“ด้วยโครงสร้างรายได้และรายจ่ายต่างๆ จึงกลายเป็นสาเหตุที่คนสวิตเซอร์แลนด์ส่วนมากต้องรู้จักวางแผนทางการเงิน เพราะถ้าไม่ทํางานก็อยู่ไม่ได้ เพราะที่สวิตเซอร์แลนด์นั้นไม่มีสวัสดิการฟรีเหมือนประเทศอื่นๆ ค่าประกันสุขภาพก็ต้องจ่ายตั้งแต่เกิดยันเสียชีวิต เพราะฉะนั้น คนที่นี่ต้องทํางานจ่ายภาษี ไม่เช่นนั้นตอนแก่จะลําบากมาก ต้องย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอื่น แต่ส่วนมากคนสูงวัยที่สวิตเซอร์แลนด์มีเงินกัน ตามร้านอาหาร ตามสถานที่ท่องเที่ยวก็มีกลุ่มคนสูงวัยนี่แหละ ที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการ เพราะเขามีทั้งเงินและเวลา แถมสุขภาพก็ยังแข็งแรงกันด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องคนสวิสไม่มีบ้านอยู่กัน เพราะเขามีทางเลือกชีวิตเยอะมาก

เรามาห่วงตัวเราเองดีกว่า ว่าจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่วางแผนเกษียณแบบคนสวิส เพราะปัจจุบันเงินเฟ้อขนาดนี้ อีก 30 ปี ไม่อยากจะคิดว่าเราต้องใช้เงินเยอะแค่ไหนในตอนเกษียณ ดังนั้น แม้บ้านเราจะไม่มีโครงสร้างการเกษียณจากรัฐบาลแบบคนสวิส แต่เราสามารถเลือกเก็บเงินแบบที่คนสวิสทำได้ รัฐบาลไม่บังคับ แต่เราบังคับตัวเองได้”

‘เศรษฐา’ จี้!! สืบหาตัว ‘บิ๊กตำรวจ’ คุยโวสนิทผู้ใหญ่ ใน ป.ป.ช. หลังโซเชียลชี้เป้า ‘บิ๊กโจ๊ก-สุภา’ ส่อแวว ถึงเวลาปฏิรูปองค์กร!!

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีการถามไถ่กันให้วุ่นว่า คลิปเสียง ‘ตำรวจใหญ่’ ที่คุยว่าสนิทสนมกับ ‘ผู้ใหญ่’ ใน ป.ป.ช. สามารถกำหนดคดี–ชี้ชะตาคนได้ ที่หลุดว่อนโซเซียลฯ ในเวลานี้ นายตำรวจใหญ่ผู้นี้เป็นใคร และผู้ใหญ่ใน ป.ป.ช.นั้น หมายถึงใคร?

ประการสำคัญ มีคำถามว่า ทำไม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ‘ป.ป.ช.’ องค์กรอิสระที่ต้องทำงานด้วยความโปร่งใส ยึดถือความถูกต้องและยุติธรรมถึงได้ปล่อยให้ ‘คนนอก’ เข้ามาแทรกแซงด้วยความอหังการ มมังการ ประหนึ่งควบคุม ป.ป.ช. ไว้ในอุ้งมือ!!

‘ป.ป.ช.’ เป็นองค์กรอิสระแต่กลับไม่มีอิสระซะงั้น!?

ลองย้อนไปฟังที่นายตำรวจคนนี้พูดดู…

“เออ ไล่ออกปลดออกนะ แต่อาญาน่ะมันติดคุกนะ แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกผม ส่ง ป.ป.ช.เนี่ย ป.ป.ช.ไม่ทำเรื่องคุณหรอก เดี๋ยว ป.ป.ช.ส่งมาให้ผมกลับมาทำเองนะ เออ คุณไม่ต้องกังวล เร็วแน่นอน ทุกเคสที่ผมทำ ไม่มี ป.ป.ช.รับหรอก แต่มีการพูดตรวจสอบทรัพย์สิน ตอนนี้ ‘ท่านXXX’ เขาตั้งเรื่องแล้ว นี่เรียกนายเวรเข้าไปด้วยคนหนึ่ง…”

ความระหว่างบรรทัดที่ออกจากปากเจ้าของเสียงในคลิปพูด จะเห็นได้เลยว่า ตัวเองคุมเกมคดีที่ ป.ป.ช.ได้เองเบ็ดเสร็จ โดยความร่วมมือของคนใน ป.ป.ช.

เรียกว่า “ใหญ่คับ ป.ป.ช.” จริงๆ!!

หลังคลิปนี้เผยแพร่เป็นวงกว้าง จึงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

คนของทั้ง 2 องค์กร พูดกันมาให้เข้าหูเลยว่า นี่เป็นความเสื่อมที่สุดของทั้งตำรวจ และ ป.ป.ช. เพราะนายตำรวจใหญ่ที่เป็นลุงแก่อำนาจเพียงคนเดียว!! เพราะผู้ใหญ่ใน ป.ป.ช. ที่ว่ากันว่า เป็นถึงกรรมการ ป.ป.ช.ยอมเป็นเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ ‘คิดบัญชี’ ชำระแค้นคนนั้น คนนี้ อย่างนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ไม่น่าเชื่อว่า จะตกต่ำได้ขนาดนี้

เรื่องนี้เป็น ‘หลุมดำ’ จะสร้างวิกฤติศรัทธาให้กับ ป.ป.ช. อย่างแน่นอน และความหนักหนาสาหัสของเรื่องนี้ ก็มีความจำเป็นเพียงพอที่จะต้อง ‘ปฎิรูป ป.ป.ช.’ ยกใหญ่

ไม่ใช่แค่คนใน สตช. และ ป.ป.ช. ที่พูดกัน ฟังว่าเรื่องไปเข้าหู ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงกับเอ่ยปากต่อสื่อว่า “นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องสืบมาให้รู้แจ้ง ยืนยันให้ได้ว่าเป็นเสียงของนายตำรวจใหญ่จริงหรือไม่ สืบทราบได้หรือเปล่าว่าเป็นใคร? หากเป็นเรื่องที่พอจะมีหลักฐานที่จะนำไปขยายผลต่อได้ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย”

นายกฯ ออกโรงส่งสัญญานมาแบบนี้ ก็ต้องถามไปยัง ‘พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ’ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. หรือ ‘บิ๊กต่อ’ ท่านยังจะไม่ดำเนินการอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ?

คลิปหลุดงานนี้ ภาษาชาวบ้านเขาว่า ‘ชุดใหญ่ไฟไหม้บ้าน’ ขนาดนี้แล้ว ควรต้องทำตามคำของนายกฯ หาตัวนายตำรวจใหญ่ และ บอร์ด ป.ป.ช. ที่ถูกอวดอ้างว่าสนิทสนมเร่งด่วนเลย สอบสวนให้ดูดำรู้แดง แล้วแจ้งต่อสาธารณะให้รู้ อย่างน้อยๆ ก็กู้วิกฤติศรัทธากันเฉพาะหน้ามาก่อน

โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ที่ถูกแอบอ้างเสียหายเต็มๆ พล.ต.อ.วัชรพล ต้องอย่าช้า!! ของพรรค์นี้สืบกันไม่ยาก สมัยนี้อย่าประมาทชาวโซเชียลฯ เด็ดขาด นักสืบโซเชียลฯ ทำงานกันเร็ว

หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำให้ลองไถฟีดไล่ตามคอมเมนต์ข่าวนี้ดู จะเห็นคำตอบของเจ้าของคลิปเสียงที่ชาวโชเชียลฯ ส่วนใหญ่ชี้เป้าไปที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. หรือ ‘บิ๊กโจ๊ก’ เจ้าของฉายา ‘โจ๊ก หวานเจี๊ยบ’

ขณะที่คนใหญ่คนโต ป.ป.ช.ที่ถูก ‘บิ๊กโจ๊ก’ เอ่ยอ้างว่าสนิทสนมด้วยนั้น คือ ‘น.ส.สุภา ปิยะจิตติ’ กรรมการ ป.ป.ช.ที่จะพ้นวาระในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!!

นักสืบโซเชียลฯ ยังล้วงลับตับแตกถึงความสัมพันธ์ของ ‘บิ๊กโจ๊กและสุภา’ นั้นไม่ธรรมดา อาจจะเพราะบิ๊กโจ๊กเข้าหาผู้ใหญ่เก่ง พูดจาอ่อนน้อม อ่อนหวาน ทำงานคล่องแคล่วว่องไว สุภาจึงไว้วางใจ

บิ๊กโจ๊ก มาเติมเต็มในส่วนที่ สุภา ขาดในเรื่องสืบสวนสอบสวน เวลาผ่านไปจาก ‘รู้จัก’ ก็กลายเป็น ‘มักคุ้น’ รู้ซึ่งกันและกัน แต่ความเป็นบิ๊กโจ๊กที่ทั้งชีวิตเป็นตำรวจจะเก่งเรื่องเก็บกุมความลับของคน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สุภาที่คนใน ป.ป.ช.เรียกขานฉายา ‘ภาไม่ยอม’ เหตุไฉนจึงโอนอ่อนผ่อนตามบิ๊กโจ๊กได้นั้น อาจเพราะจำยอม จำนน เพราะถูกกุมความด้วยเหตุฉะนี้หรือไม่!?

สุภา จะรู้หรือไม่ ไม่อาจรู้ได้ แต่... รู้กันในหมู่สีกากีว่า ฉายา ‘หวานเจี๊ยบ’ ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่พึงระวังหวานมาก ก็กลายเป็นขมได้!!

ผู้ใหญ่หลายคนที่เคยสัมผัส และให้ความเอ็นดูกับบิ๊กโจ๊ก เคยเจอกันมาแล้ว ทุกวันนี้ยังรักษาอาการ ‘หลังหัก’ ไม่หาย

ไม่ทราบว่า บิ๊กโจ๊กยังพอจะจดจำคนเหล่านี้ได้หรือไม่… พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร., พล.ต.ท.พีระพงศ์ ดามาพงศ์ หรือแม้กระทั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ ‘ลุงป้อม’ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บุคคลเหล่านี้ถ้าจะบอกว่าเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ สำหรับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ไม่ผิดนัก!!

โดยเฉพาะ ‘ลุงป้อม’ ใครๆ ก็รู้ เอ็นดูบิ๊กโจ๊กเหมือนหลานในไส้ แต่ก็มีเรื่องงามไส้ของ ‘ป่ารอยต่อฯ’ ที่ว่ากันว่าหลุดมาจากแฟ้มลับในคอมพิวเตอร์ของหลานรัก ไปถูกอภิปรายในสภาฯ

หรือกระทั่ง ‘พี่น้อง 3 ป.’ ของลุงป้อมอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ‘ลุงตู่’ สมัยนั่งเป็นนายกฯ ก็เคยถูกฟ้องมาแล้ว

เรียกว่า ‘คนเรา รู้หน้าไม่รู้ใจ’ อุตส่าห์หยิบยื่นความรักความเมตตาให้… แต่สิ่งที่ได้คืนไม่ต่างจากเรื่องราวกับชาวนากับงูเห่า เพียงเพราะต้องการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเอง!!

ว่ากันว่า คอมพิวเตอร์ของบิ๊กโจ๊กนั้นเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งลับ และไม่ลับ เมื่อไหร่ก็ตามที่มิตรกลับกลายเป็นศัตรู วันดีคืนดี ก็จะมีข้อมูลหลุดออกมาด้อยค่าคนๆ นั้นทันที

แว่วว่าในแวดวงของผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้จักมักคุ้นกับบิ๊กโจ๊กต่างก็เตือนกันและกันว่า “จงระวัง ถูกเก็บข้อมูลเอาไปบิดเบือนย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้”

ไม่แปลก คนที่รู้ซึ้งจะเปลี่ยนฉายาจาก ‘โจ๊กหวานเจี๊ยบ’ กลายเป็นคนที่ยากจะไว้ใจ!!

นี่ไม่ขอยืนยันข้อเท็จจริงว่า จะใช่ หรือ ไม่ใช่… เรื่องจริง หรือ ไม่จริง เพราะเป็นนักสืบชาวโซเชียลฯ ว่ากันมา

ขอย้ำว่า ไม่ยืนยันว่า จริงหรือเท็จ มีแต่เจ้าตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เท่านั้นที่จะรู้ โดยบิ๊กโจ๊กเคยบอกว่า เรื่องครหา ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับตัวเขาเองเป็น ‘นิทาน’ ที่ยิ่งเล่าขาน ก็ยิ่งขยายแต่งเติมออกไปไม่รู้จบ…

ตัวเขาเองยึดคติที่ว่า “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาชูกำลัง” จึงไม่หวาดหวั่นกับศัตรูที่นาทีนี้ มากมายจริงๆ

จะด้วยเหตุผลใช่ ‘นิทาน’ หรือ ‘เรื่องจริง’ ก็ตาม งานนี้เห็นทีเป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. และ หน้าที่ของ ผบ.ตร. อย่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่ต้องค้นหาความจริง สอบสวน สืบสวนกันเอาเอง

คำถามย่อมเกิดขึ้นมาว่า ระหว่าง บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. สนิทสนมกันจริงหรือไม่?

ถ้ามีความสัมพันธ์แนบแน่น มีคดีไหนบ้างที่บิ๊กโจ๊กทำแล้วส่งให้ ป.ป.ช. และมีคดีไหนที่ ป.ป.ช.รับมาแล้วมี น.ส.สุภาเป็นประธานสอบ พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช.ควรต้องรู้ และรู้อยู่แล้วหรือไม่? ก็ต้องขยายผล หาข้อมูลมาคลี่กางดู จะได้พิสูจน์ทราบ

ต้องไม่ลืมว่า องค์กร ป.ป.ช.ตอนนี้อ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก เสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆ พุ่งมาทุกทิศทุกทาง โดยเฉพาะการ ‘เลือกปฏิบัติ’ ต่อคดีที่ ป.ป.ช.กรรมการบางคนรับผิดชอบทำคดี

เพียงเพื่อกำจัดคน ‘คิดบัญชี’ ชำระแค้น สร้างเรื่อง ปั้นคดี ข่มขู่พยาน ใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งให้ต้องได้รับโทษ ต่างๆ เหล่านี้ ไม่ควรมีอยู่ใน ป.ป.ช.

หากเป็นไปตามที่คลิปเสียงหลุดระบุ นั่นหมายความว่า จะมีคดีที่ถูกสร้างขึ้น ใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งกันหรือไม่?

ถามว่าคดีที่ถูกพิจารณาตรวจสอบโดย สุภา ทั้งที่ผ่านมา และกำลังเป็นอยู่ มีความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน? ควรหรือไม่ควร ที่จะต้องรื้อฟื้นคดีเหล่านั้นขึ้นมาดูใหม่?

พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. มีเผือกร้อนในมือแล้ว สังคมกำลังจับตาดูว่าท่านจะทำอย่างไร?

นี่คือความอัปยศอดสู เป็น ‘หลุมดำ’ ของ ป.ป.ช. หากไม่ทำอะไรให้กระจ่าง ก็เตรียมตัว… ไม่ใช่แค่ ป.ป.ช.จะว้าวุ่น แต่จะทรุดลงไปกองฮวบกับพื้นด้วยวิกฤตศรัทธาในทันที!!

'INTERLINK EXPO 2024 CHOCK DEALS' มหกรรมสินค้า ลดอลังการ หนุนคืนกำไร ตอบแทนทุนให้คู่ค้า ราคาถูกชัวร์ มีของครบจบที่ 'อินเตอร์ลิ้งค์ฯ'

กลับมาแล้ว!! งานบิ๊กอีเวนท์ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จัดมหกรรมลดราคาสินค้า LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE ลดยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ต้นปี มีโปรโมชั่นคุ้มเต็มสิบ สูงถึง 70% กว่า 1,000 รายการ พร้อม DOUBLE BONUS พิเศษภายในงานนี้เท่านั้น พร้อมอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ประเดิมกันที่นี่ที่แรก ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ก่อนส่งต่อให้ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ ได้ช้อปสนั่นแบบจัดเต็ม การันตีมีมาพร้อมรับประกันคุณภาพ ราคาถูกกว่า และบริการที่ดีกว่า ตอบโจทย์ทุกงานระบบ ครบทุกความต้องการแน่นอน ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

มหกรรมลดราคาสินค้าแห่งปีกับงาน 'INTERLINK EXPO 2024 SHOCK DEALS' จัดโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้า และค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ กลับมาอีกครั้งกับแคมเปญใหญ่ จัดขึ้นเป็นประจำทุกต้นปี ที่ขนทัพสินค้า LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE ไปลดกระหน่ำ จัดดีลเด็ด ให้ทั้งหมด 6 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ผ่านรูปแบบทั้ง Online และ On Site จัดขึ้นเพื่อตอบแทนคุณ หนุนคืนกำไรให้คู่ค้าในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พร้อมกับผลักดันธุรกิจให้เติบโตร่วมกันอย่างแข็งแกร่งต่อไปอย่าง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

โดยมี สินค้าลดราคาแรงกว่า 1,000 รายการ พบกับสินค้า Products Highlight ครบทุกหมวดหมู่ ครบทั้ง Solution ตั้งแต่ กลุ่มสินค้า สาย LAN (UTP), สาย FIBER OFTIC, CCTV, TELEPHONE, Solar ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงอยู่ในตอนนี้ มาพร้อมกับอุปกรณ์หัวขั้วต่อที่ตอบโจทย์ครบทั้งระบบโซลาร์ และได้รับมาตรฐาน AD8 อีกทั้งยังมีกลุ่มอุปกรณ์ที่ครบชุด รองรับระบบ Solar Roof และ Solar Farm ที่ครบเครื่อง เรื่องสายสัญญาณอีกด้วย รวมถึงมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณ Networking, พร้อมตู้ GERMAN EXPORT RACK, LINK RACK และเครื่องมือต่าง ๆ มาจัดเต็มกับโปรโมชั่นลดราคาสูงถึง 70% มีดีลสุด Shock กับสินค้าราคาดี และช่วงเวลาสุดพิเศษกับโปรโมชั่นเสริม Cash Back ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ลดเพิ่ม เกินคุ้ม แบบจัดเต็ม อีกทั้ง มีกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุกตลอดงาน แจก แถม กันแบบกระจายให้ไม่มีอั้น

พร้อมร่วมลุ้นรับของรางวัลใหญ่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้ง สร้อยคอทองคำ โทรทัศน์ (TV) สมาร์ต โฟน (Smart Phone) แท็บเล็ต (Tablet) และบัตรกำนันพิเศษ มอบให้แก่ผู้โชคดีภายในงาน และลูกค้าในออนไลน์ เรียกได้ว่า จับ แจก ลด แถม สินค้าราคาดี มีคุณภาพคุ้มสุด ๆ ลดให้เยอะจริง ครบ จบที่ 'อินเตอร์ลิ้งค์ฯ' เพราะ LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE ตอบโจทย์ทุกงานระบบ ครบทุกความต้องการ งานนี้เพิ่มความสุขสุดล้นเหนือระดับไปอีกขั้น โดยลูกค้าทุกท่านซื้อสินค้ากันอย่างถล่มทลายอีกด้วย

“นับเป็นการตอกย้ำถึงความคุ้มค่าของสินค้า LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE เพื่อตอบแทนทุน หนุนคืนกำไร คืนความคุ้มค่า ให้คู่ค้าในกรุงเทพฯ ไปพร้อมกับต่อยอดให้กลุ่มธุรกิจเติบได้อย่างแข็งแกร่งไปด้วยกันทั้งลูกค้า และพันธมิตร รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม ที่การันตีได้จากคุณภาพ และมีมาตรฐานการรับรอง พร้อมการรับประกันถึง 30 ปี ที่ยาวนานที่สุดในท้องตลาด และตอบโจทย์แก่ความต้องการด้านเทคโนโลยีโครงข่ายสายสัญญาณแห่งยุคดิจิทัล ทั้งความคุ้มค่าที่มาครบทั้ง Solution ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าราคานี้ไม่มีที่ไหนแน่นอน เพราะ สินค้าราคาดี มีคุณภาพ มาพร้อมกับราคาที่ถูกกว่า และบริการที่ดีกว่า นอกจากนี้ เราได้คิดค้น พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์แก่การใช้งานแห่งยุคนี้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอัจฉริยะ และเทคโนโลยีใหม่ นำมาโชว์ให้เห็นพร้อมกันที่นี่ที่แรกอีกด้วย"

"ซึ่งเป็นการตอกย้ำบริษัทฯ ที่ยังคงมุ่งมั่น ขับเคลื่อน และพัฒนาที่จะนำพาเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย ไปพร้อมกับต่อยอดสินค้า และรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แก่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทรงประสิทธิภาพอีกด้วย รวมถึงเป็นการตอบแทนคำขอบคุณมอบให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่ได้ร่วมสนับสนุน ให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจในคุณภาพของสินค้าไปพร้อมกับการก้าวขึ้นแท่นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านสายสัญญาณที่แข็งแกร่งอย่างไม่หยุดยั้ง นำสู่การเติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน อย่างมีคุณภาพต่อไป" คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวเสริมตอนท้าย

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ และไทยสมายล์ กรุ๊ป ลงพื้นที่จันทบุรี มอบทุนการศึกษา จักรยานแก่เด็กๆ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2567 

วันที่ 13 มกราคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์พร้อมด้วยนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และนางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มไทย สมายล์กรุ๊ป มอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุนๆละ1000 บาท และมอบรถจักรยานจำนวน 100 คันๆละ1500 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 200,000บาท ให้กับเด็กๆ ที่มาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมี ตัวแทนเด็ก อ่านสารวันเด็กประจำปี 2567 ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ณ สนามหน้าอาคาร สำนักประชาสัมพันธ์ เขต 7 จันทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า ในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์เราได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนซึ่งเขาเหล่านี้เป็นอนาคตของชาติที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในวันนี้จึงได้ลงพื้นที่มายังจังหวัดจันทบุรี เพื่อนำทุนการศึกษาและรถจักรยานมามอบให้กับเด็กๆ เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติที่หลายหน่วยงานร่วมกันจัดขึ้น อาทิ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดจันทบุรี รวมไปถึงกลุ่มบริษัทกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ และกลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ปด้วยที่ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน 
ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสนับสนุนช่วยเหลือเด็กและเยาวชน รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอีกด้วย

ด้านนายสมโภชน์ อาหุนัย CEO กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้ ตนเองรู้สึกดีใจ ที่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนและร่วมเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมดีๆเช่นนี้  เพราะเด็กๆคืออนาคตของชาติ ที่เป็นพลังบริสุทธิ์ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับประเทศไทยของเรา

สำหรับบรรยากาศงานวันเด็กแห่งชาติที่สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 จันทบุรี ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ได้มีความสุขกับวันสำคัญของตนเองนั้นต่างได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง นำเด็กและเยาวชน ที่เป็นบุตรหลาน เดินทางร่วมภายในงานอย่างคับคั่ง ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวม เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงจากน้องๆ หนูๆ ในพื้นที่ การจับฉลาก แจกของรางวัลกิจกรรมทางวิชาการ การตอบปัญหาชิงรางวัล กิจกรรมหนูน้อยอ่านข่าว รวมทั้งบูธกิจกรรมจากหน่วยงานต่างๆ บูธการจัดเลี้ยงอาหาร และขนมให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองทุกคน ที่เดินทางเข้าร่วมภายในงาน ทั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดทาง NBT Central

นราธิวาส-“ธารน้ำใจ พี่น้องไทย สู่ผู้ประสบภัย ชาวสุคิริน จ.นราธิวาส ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันเอก ณัฐพล ชัยสุภา เสนาธิการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ร่วมกับ ศิษย์เก่าคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 32 ,นิสิตจุฬาฯรุ่นปี 2514 (cu14) ,ดร.คนึงนิตย์ ศรีรักษ์ และคุณสมฤดี ขำเขียว ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองพลทหารราบที่ 15 เดินทางลงพื้นที่ เข้าเยี่ยมมอบความห่วงใย และให้กำลังใจ พี่น้องประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอสุคิริน จ.นราธิวาส จำนวน 100 ครัวเรือน  6 หมู่บ้าน  ได้แก่ 1.หมู่บ้านลีนานนท์ 2. หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา12  3. บ้านสันติ 4.บ้านไอกาบู 5.บ้านราษฎร์ผดุง และ 6.บ้านสอวอนอก พร้อมมอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว เและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่า 80,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เป็นภาพบรรยากาศที่อบอุ่น สร้างความปลาบปลื้มให้พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก “ คนไทย ไม่เคยทิ้งกัน “

จากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ สร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญเข้าช่วยเหลือเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อคืนสภาพปกติโดยเร็ว  พร้อมจัดกำลังพลชุดช่างร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่เร่งดำเนินการซ่อมแซม ฟื้นฟู ทำความสะอาด เก็บ กวาด ซ่อมแซ่มบ้านเรือน อาคาร สถานที่ที่พังเสียหาย เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ยืนยันในฐานะหน่วยงานราชการ หน่วยงานของกองทัพบก พร้อมให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอให้เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนมีความพร้อมเข้าดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มขีดความสามารถ “
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

‘ปปง.’ เชือด!! ‘มินนี่-พวก’ เว็บพนันออนไลน์ อายัดเงิน-ทรัพย์สิน มูลค่ารวมกว่า 41 ลบ.

เมื่อวานนี้ 11 ม.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา นายสุวิจักขณ์ ธรรมชัยพจน์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 หัวหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายจาก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ทำหนังสือถึง หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 593/2566 ลงวันที่ 25 ต.ค. 66 เรื่องแจ้งคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว กรณีซึ่งได้รับรายงานการสืบสวนจากชุดคลี่คลายคดีพบว่า เว็บไซต์ www.betflikroyal.net จัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์โดยมีการโฆษณาชักชวนโปรโมตเว็บไซต์พนันออนไลน์ให้ลูกค้าประชาชนทั่วไปเข้าเล่นพนัน

จึงรวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง ในข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งพนักงานได้มีการตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมของกลุ่มผู้ต้องหากระทำอันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐาน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.- 7 เม.ย. 2567

โดยทรัพย์สินประเภทเงินในบัญชีเงินฝาก ของผู้ต้องหาในคดีนี้ถูกอายัดทั้งสิ้น 11 รายการ มูลค่ารวม 8,293,653.69 บาท พร้อมดอกผล ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ยึดมีทั้งสิ้น 244 รายการ มีราคาประเมินทั้งสิ้น 33,151,546.23 บาท พร้อมดอกผล ซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัด จำนวน 255 รายการ รวมราคาประเมินได้ทั้งสิ้น 41,445,199.92 บาท พร้อมดอกผล 

ทั้งนี้นอกจากเงินสด เครื่องประดับ พระเครื่อง และกระเป๋าแบรนด์เนม หลายรายการ ของ น.ส.ธันยนันท์ สุจริตชินศรี หรือ ‘มินนี่’ อายุ 26 ปี จะถูกยึดแล้ว ยังมีทรัพย์สินรายการอื่นของผู้ต้องหาร่วมขบวนการที่น่าสนใจด้วย

อาทิ พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิสมัย ถูกยึดเงินสดในบัญชีธนาคาร ทั้งสิ้น 3 บัญชี มียอดเงินทั้งสิ้น 749,587.66 บาท, พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยเกตุ ถูกยึดเงินสด 461,900 บาท, ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว ถูกยึดสร้อยทองรูปพรรณ แผ่นทอง รวม 3 รายการ มูลค่า 57,900 บาท ถูกยึดพระเครื่องเหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นอภิมหาเมตตา มหาโพธิสัตว์ เจริญลาภ เจริญยศ เนื้อนวะ มูลค่า 8,000 บาท และถูกยึดนาฬิกาข้อมือ มูลค่า 4,000 บาท

'ดร.ชัยภัฏ' เชื่อ!! ชาวชุมพร ยอมรับ 'แลนด์บริดจ์' ต้องการความเจริญ แต่รัฐต้องมีกฎหมายพิเศษเยียวยาผลกระทบแก่ชุมพรด้วย

(12 ม.ค.67)ช่วงนี้ ต้องบอกว่า ประเด็นข้อถกเถียงในเรื่อง 'โครงการแลนด์บริดจ์' ที่ภาครัฐพยายามสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของเมืองไทย ในด้านคมนาคมขนส่งทางทะเล และเททถกสรรพกำลังเพื่อให้เกิดเป็นการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ในพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ดูจะระอุหนัก

บรรยากาศ การลงพื้นที่แต่ละครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในโครงการแลนด์บริดจ์ของประชาชนในพื้นที่นั้น เรียกว่ามีเนื้อหาที่เข้มข้น

แน่นอนว่า บรรยากาศการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ข้องเกี่ยวส่วนใหญ่นั้น ก็มีประชาชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และตัวแทนส่วนราชการ เข้าร่วมกิจกรรมมากหลักหลายร้อย แต่ก็ยังดีที่ทุกครั้ง ทุกการพูดคุยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการแสดงความคิดเห็นจากทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการ และผู้คัดค้าน และกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากโครงการแลนด์บริดจ์ในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และพื้นที่ทำประมงสำหรับชาวประมงพื้นบ้าน

เอาจริงๆ ถ้าฟังดูโดยรวมแล้ว ดูเหมือนว่า ถ้ารัฐมีทางออกที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเยียวยาจากผลกระทบของแลนด์บริดจ์ ผ่านรูปแบบของกฎหมายพิเศษเฉพาะ เชื่อว่าชาวบ้านทุกคนก็คงจะพร้อมใจขานรับ เพราะคงไม่มีใครอยากให้ประเทศไทยปล่อยโอกาสความเจริญ ที่จะส่งผลดีต่อจังหวัดของตนในภายภาคหน้าให้หลุดลอยไปด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาโครงการ 'แลนด์บริดจ์' ประเทศไทย เปิดเผยว่า...

จากโครงการระดับประเทศ แลนด์บริดจ์ ที่เป็นโครงการขนส่ง เชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน และทะเลอ่าวไทยที่ภาคใต้ของประเทศไทย ที่อาจมีมูลค่าการลงทุนเป็นหลายแสนล้านบาท หรือถึงหลักล้านล้านบาท และอาจเกิดมูลค่าเพิ่มเป็นหลายเท่าของการลงทุน หากโครงการประสบความสำเร็จ และในทางกลับกันหากโครงการล้มเหลวก็อาจก่อความเสียหายให้การเงินการคลังของประเทศไปอีกนาน 

อย่างไรก็ดี โครงการแลนด์บริดจ์นี้ ก็เป็นโครงการที่ทุกภาคส่วนในประเทศมีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบในผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบอย่างปฏิเสธไม่ได้ ที่สำคัญองค์กรภาคสังคมหรือภาคประชาชน ต่างก็มีส่วนอยากรับรู้ความเป็นไปเป็นมาและมีส่วนร่วมในโครงการนี้เช่นกัน

"เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัย ของประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี การศึกษา ความมั่นคง และที่สำคัญอาจมีผลไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชนต้องคำนึงในผลได้-เสีย ให้ถี่ถ้วนและรอบคอบ" ดร.ชัยภัฏ กล่าว

ดร.ชัยภัฏ กล่าวอีกว่า จากจุดนี้ ภาคประชาชนจึงรวมตัวกันขึ้นมา ทั้งนักวิชาการ, นักธุรกิจ และประชาชนอาชีพต่างๆ เป็น เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาโครงการ ‘แลนด์-บริดจ์’ ประเทศไทย (Network of people for Land-bridge development of Thailand) หรือชื่อย่อว่า NLDT ตามมาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อมีส่วนร่วมในโครงการแลนด์-บริดจ์ นี้

จากการที่มีหลายฝ่ายของภาครัฐ ได้ให้ความสำคัญในโครงการแลนด์บริดจ์ประเทศไทย โดยที่ฝ่ายบริหารโดย พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้นำยกโครงการแลนด์บริดจ์ประเทศไทย ไปนำเสนอในต่างประเทศในหลายๆ ครั้ง และได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ อีกทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ โดยรัฐสภา ได้เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แลนด์บริดจ์ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้โครงการ โดยการพิจารณานั้นทางกรรมาธิการวิสามัญแลนด์บริดจ์ ใช้การรับฟัง การชี้แจง ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต่างๆ พร้อมเอกสารประกอบการชี้แจง เช่น...

จังหวัดชุมพร, จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ท่าเรือระนอง, การนิคมอุตสาหกรรม, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, กรมขนส่งทางราบ, กรมทางหลวงชนบท, กรมทางหลวง, กรมเจ้าท่า, กองทัพฯ และอื่นๆ 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการวิสามัญแลนด์บริดจ์มีเวลาทำงานเพียง 3 เดือนเท่านั้น และเป็นการทำงานแบบการอภิปราย และปรึกษาหารือ (DISCUSION) โดยยังขาดการพิสูจน์สมมติฐานต่างๆ เพื่อทำการวิจัย หาข้อมูล สรุปอย่างแท้จริง ทำให้เห็นได้ว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติมีเวลาน้อยมากกับการศึกษาโครงการที่มีผลกระทบระดับสูงในทุกมิติและระนาบของประเทศ อย่างไรก็ตามต่อจากนี้การทำงานของคณะฯ จะมีความครอบคลุมในมิติของปัญหามากยิ่งขึ้น

‘นารา เครปกะเทย’ ส่งจดหมายจากเรือนจำ โอด!! 'ถูกขโมยเงิน-ไร้เพื่อน' วอนเพจดังช่วยเหลือ

(12 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก จ๊อกจ๊อกได้มีการโพสต์ข้อความถึง ‘นารา เครปกะเทย’ หลังจากที่เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมาศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พิพากษายกฟ้อง ‘นายอนิวัติ ประทุมถิ่น’ หรือ ’นารา-เครปกะเทย’ จำเลยในความผิดดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอรับฟังได้ แต่ผู้ต้องหายังต้องอยู่ในเรือนจำ จากคดีฉ้อโกงประชาชน

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก จ๊อกจ๊อก ได้มีการโพสต์ข้อความว่า "นาราคิดถึงจ๊อกจ๊อก จ๊อกจ๊อกก็คิดถึงนารา” เพราะล่าสุดนาราส่งจดหมายจากเรือนจำถึงจ๊อกจ๊อก "ช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้นางหน่อยเพราะนางถูกเพื่อนขโมยเงิน ก็ไม่โอนให้ อยากได้ความยุติธรรม และปัจจุบันไม่มีเพื่อนคนไหนเลยมาหา มาเยี่ยม ฉันน่าสงสารแค่ไหน อยากให้มีความยุติธรรมให้บ้าง นาราไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลย เลยอยากให้จ๊อกจ๊อกพูดแทนหน่อย ขอใช้ความดีที่เคยทำมา เพื่อให้ได้ความยุติธรรมบ้าง"

“โพสต์แล้วนะคะนารา แม่จะดุจะด่าจะว่า แต่หนูก็คิดถึงแม่ ไม่ให้รักได้อย่างไร ปัจจุบันนารายังถูกคุมขังเนื่องจากคดีฉ้อโกง ที่มีเงินในบัญชีกว่า 300 ล้านบาท จากดราม่ากล่องสุ่มมีผู้เสียหายหลักร้อยคน และเป็นคดีส่วนตัวของตัวเอง ส่วนคดี 112 ยกฟ้องไปเรียบร้อยแล้วจ๊อกปณีย์รายงาน #จ๊อกจ๊อก"

'พีระพันธุ์' มอบหมาย 'ดร.หิมาลัย' ประสานหน่วยงานเจรจา ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องที่ดินระหว่าง 'ลูกหนี้-เจ้าหนี้' ผลจบลงด้วยดี!!

(12 ม.ค.67) สืบเนื่องจาก นางสาวนุจรีย์ ศรีสำราญ ในฐานะลูกหนี้ ทำหนังสือขอความเป็นธรรมถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ช่วยเป็นคนกลางประสานฝ่ายเจ้าหนี้ เพื่อชะลอการซื้อขายที่ดินของ นายอัสมนี ศรีสำราญ (บิดา) กรณีจากการกู้เงินนอกระบบฯ ที่ดินแปลงดังกล่าวปัจจุบันใช้เป็นที่อยู่อาศัย จึงขอความเป็นธรรมให้ช่วยเป็นคนกลาง เรื่องที่ดินแปลงดังกล่าว 

ดังนั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงได้มอบหมายให้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ รับเรื่องและเร่งดำเนินการประสานงานไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยดำเนินการขยายผล ตรวจสอบหรือรับเรื่องเพื่อแก้ไขให้กับประชาชนกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงขยายผลเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชน นั้น

โดยเมื่อวันที่ 10 ม.ค.65 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ชั้น 1 โดยมี นางสาวมยุรี ไวกิจอเนก อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 1 รักษาการในตำแหน่ง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหม่ายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือและหาทางไกล่เกลี่ย เพื่อขอชะลอการขายที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งมี นางสาวนุจรีย์ ศรีสำราญ ฝ่ายลูกหนี/ผู้ร้องขอความเป็นธรรม และนางจรัล เอี่ยมสำอางค์ ฝ่ายเจ้าหนี้/ผู้ถูกร้อง ได้เข้าร่วมประชุมและรับฟังการเจรจาหารือเพื่อไกล่เกลี่ยกรณีดังกล่าว

สำหรับในที่ประชุม พนักงานอัยการพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการเจรจาไกล่เกลี่ยให้กับผู้ร้องและผู้ถูกร้องจนสามารถตกลงกันได้ ซึ่งเป็นที่น่าพอใจให้กับทั้งสองฝ่ายที่ไกล่เกลี่ยจบลงด้วยดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top