Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

‘รมว.ดีอี’ มอบรางวัล ‘Hackulture 2023 Illuminate Thai’ นำดิจิทัลยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ระดับสากล สร้าง ‘Soft Power’ ยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 25 มกราคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานมอบรางวัลกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ ‘Hackulture 2023 Illuminate Thai อัปเวลแฟชั่นไทย ด้วยดิจิทัล’ ชิงถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วม ณ โรงแรม Graph Hotel รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ กล่าวว่า มรดกทางวัฒนธรรมเป็นรากฐานที่สำคัญของชาติไทย กระทรวงดิจิทัลฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล ที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาแฟชั่นไทยให้มีความร่วมสมัยและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรม สำหรับนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการสร้างความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายประเสริฐ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มุ่งเน้นในด้านแฟชั่น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยทั้งสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง เครื่องประดับ อัญมณี หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ดังนั้น การถ่ายทอดแฟชั่นไทยสู่รูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นในมิติด้านเทคโนโลยี หรือมิติด้านสื่อมัลติมีเดีย จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะสามารถสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้คนไทยมองเห็นถึงคุณค่าและเกิดความหวงแหนในมรดกวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้าน Digital Content เตรียมพร้อมรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ

นายภุชพงค์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 โดยมีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ หรือ Policy Lab เพื่อดำเนินการจัดทำมาตรการ หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และ 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ (Hackathon) การส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อเชิญชวนบุคคลที่มีความสนใจ ร่วมสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Soft Power ของประเทศ

นายภุชง กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่คนรุ่นใหม่ โดยได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ผ่านการนำเสนอด้วยการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ทีมที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินในรอบแรก จำนวน 40 ทีม ได้เข้าร่วมค่ายฝึกอบรม Boot camp เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การสร้างสรรค์ผลงานและการถ่ายทอดเรื่องราว และฝึกปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งทั้ง 40 ทีม ได้เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching) เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2566 โดยมีเพียง 12 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานรอบสุดท้าย (Grand Pitching) โดยแบ่งเป็น 2 สาขา คือ สาขาเทคโนโลยี จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา จำนวน 3 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 3 ทีม และสาขาสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา จำนวน 3 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 3 ทีม 

สำหรับผลการแข่งขัน ทีมผู้ชนะการแข่งขันที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ทีม Fash.Design สาขาเทคโนโลยี  :  ประเภทนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา ประกอบด้วย 
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม 4DEV
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม The Board ThaiGuideGame
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Metampta

ประเภทประชาชนทั่วไป
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Fash.Design
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Fashion Verse
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม DM-TRU Warrior

สาขาสื่อมัลติมีเดีย : ประเภทนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Y2Thai
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Thai Style
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Cocoon

ประเภทประชาชนทั่วไป
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม CrowdMart Thailand
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม FA DPU
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Moody (มูดี้)

เชียงราย-พ่อเมืองเชียงราย!!จับต่อน้ำกระท่อมแต่งกลิ่นรสชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดระเบียบสังคมป้องกันเด็กและเยาวชน"

วันที่ 24 มกราคม 2567 เวลา 23.50 น. ภายใต้การอำนวยการของ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ ปลัดจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้คณะทำงานจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการจังหวัดเชียงราย นำโดยนายกองรบ กระทุ่มนัด ป้องกันจังหวัดเชียงราย  ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1 ปลัดอำเภอเมืองเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเมืองเชียงรายที่ 3 กอ.รมน. ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย ปปส. เทศบาลนครเชียงราย  สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย พมจ.เชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจเพื่อจัดระเบียบสังคมตรวจสอบการกระทำผิดของสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 

จากการที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบร้านเอเดนแคมป์ปิ้ง หมาล่า (ร้านท่อมบ่าวเหนือโฟน) บริเวณตลาดห้วยปลากั้งเจริญทรัพย์ หมู่ที่ 3 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย  เนื่องจากมีการแจ้งเบาะแสมาที่คณะทำงานฯ ว่าร้านดังกล่าวมีการจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงให้แก่เด็กและเยาวชน มีการมั่วสุม เสียงดัง เปิดให้บริการจนกว่าลูกค้าจะหมด และเด็กและเยาวชนที่มาใช้บริการ หากออกจากร้านจะมีการแข่งมอเตอร์ไซต์แต่งเสียงดัง ในทางสาธารณะ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

ขณะเข้าตรวจสอบพบมีผู้ใช้บริการกว่า 40 คน นั่งดื่มกินน้ำกระท่อมผสมน้ำหวานแต่งกลิ่น ฯลฯ ภายในร้าน และมีการวิ่งหนีออกจากร้านอีกกว่า 10 คน เจ้าหน้าที่สามารถติดตามมาได้ส่วนหนึ่ง และจากการตรวจสอบอายุพบเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 1 คน และเยาวชนที่วิ่งหนีแต่ทิ้งกระเป๋าไว้ จากการตรวจสอบพบบัตรประชาชน ระบุอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบถามอาการของผู้มาใช้บริการ ว่าอาการที่กินน้ำกระท่อมเป็นอย่างไร ซึ่งแต่ละคนจะสำแดงอาการไม่เหมือนกัน เช่น เมา มึนๆ อึนๆ คึก ซึม แล้วแต่อาการของแต่ละคน และจากการตรวจค้นยังพบยาแก้ไอ ที่เปิดขวดแล้ว อยู่บริเวณจุดปรุงน้ำกระท่อม และตรวจสอบในเมนูของร้านยังพบว่าเมนูน้ำท่อม มีส่วนผสมของน้ำหวานปรุงหลายรดชาด และยังมีเมนูน้ำท่อมปั่น น้ำท่อมผสมเหล้า ให้บริการภายในร้านด้วย

ซึ่งจากการตรวจสอบภายในร้านพบมีบุคคลแสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน
จำนวน 1 คน แต่จากการตรวจสอบใบอนุญาต ไม่พบหนังสือรับรองการแจ้งการสะสมอาหาร ตามพรบ.การสาธารณสุข และมีการจำหน่ายน้ำกระท่อม โดยฝ่าฝืน พรบ.อาหารฯ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจร้านดังกล่าวยังไม่มีการตรวจความปลอดภัยของอาหารและไม่ได้ส่งมอบสลากให้สำนักงานอาหารและยาตรวจอนุมัติก่อนนำไปใช้ตามเงื่อนไขของประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาหารใหม่หรือที่ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป
สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

ธรรมนัสสั่งลงดาบเชือดกลุ่มกินหัวคิวโคบาลชายแดนใต้

โฆษก ก.เกษตรฯ เผย ธรรมนัส สั่งลงดาบเชือด กลุ่มกินหัวคิว โคบาลชายแดนใต้ สอบพบทุจริตเอาผิดไม่เว้นหน้าใคร ด้าน ”รมช.ไชยา“ รับไม้ต่อเร่งสอบขยายผลเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่เดือดร้อนด่วน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2567 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงกรณี  “โครงการโคบาลชายแดนใต้” เรื่องการจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะ(Specification) ของโครงการ ว่า  การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท 

จึงย้ำว่า ขณะนี้เป็นการดำเนินงานระยะนำร่อง ปัญหานี้ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และมอบหมายให้ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เร่งหาข้อมูลในการช่วยเหลือ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปัญหาในขณะนี้ คือ กลุ่มเกษตรกรจังหวัดปัตตานีบางกลุ่มได้ “แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ แต่จังหวัดอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ยังไม่เจอกับปัญหานี้ จึงขอชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นแค่จุดเดียว คือ จ. ปัตตานี  ข้อกำหนดในเอกสารเขียนชัดเจนว่า ให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร เมื่อผู้ขายแจ้งกำหนดส่งมอบโค ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตรวจสอบโค ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ เมื่อเอกสารและคุณภาพตรงตามเงื่อนไข และเกษตรกรมีความพึงพอใจ ก็จะดำเนินการตรวจรับและจัดส่งเอกสารเพื่อทำการเบิกจ่ายเงินต่อไป หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการดำเนินให้ถูกต้องต่อไป ซึ่ง จ. ปัตตานี มีการส่งมอบโคครบทุกกลุ่มแล้ว จำนวน 16 กลุ่ม จากที่ได้รับรายงาน มีการแก้ไข 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่ง ขอเปลี่ยนแม่โค จำนวน 20 ตัว และอีกกลุ่มหนึ่ง ขอยกเลิกสัญญา ส่วนในกลุ่มอื่นๆ กำลังทำการขยายผลและตรวจสอบอย่างละเอียด

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นสั่งการให้ดูแลด้านสุขภาพ ให้ยาบำรุงและสนับสนุนพืชอาหารสัตว์แก่เกษตกรที่ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว

“นอกจากนี้สั่งการให้กรมปศุสัตว์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อทำงานควบคู่กับทางคณะกรรมการตรวจสอบของ ศอ.บต. โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐบาลในยุคของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จะปราบปรามปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน พร้อมช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร หากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือข้าราชการ จะดำเนินการเอาผิดอย่างถึงที่สุด”

ทั้งนี้ การส่งมอบโคแก่เกษตรกรในโครงการโคบาลชายแดนใต้ ภาครัฐร่วมกับเอกชน ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรใน จ.ปัตตานี 800 ตัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน จ.นราธิวาส เมื่อเดือนธันวาคม จำนวน 800 ตัว และ จ.สตูล 400 ตัว สำหรับ จ.สงขลา และ ยะลา ยังไม่มีการจัดส่งวัว ณ เวลานี้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 37,601,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 40.43 และมีวัวที่รับมอบเป็นผลผลิตทางโครงการให้ลูกแก่เกษตรกรจำนวนหลายตัวแล้ว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ซับน้ำตา..มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุโรงงานพลุระเบิด จังหวัดสุพรรณบุรี

ตามที่ได้เกิดเหตุโรงงานพลุระเบิดในพื้นที่ ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากนั้น โดยภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้าง ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิตในทันที

วันนี้ (วันพุธที่ 24 มกราคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม นำทีมแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาขาว  เพื่อเข้าพบพร้อมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 23 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 460,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นบาทถ้วน) โดยมี 
นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมในพิธี ณ องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกท่านมา ณ ที่นี้

ตลอดระยะเวลา 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากสาธารณภัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

# มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กระบี่-รองผู้ว่าฯกระบี่ เปิดศูนย์ประสานงานและลานกิจกรรมอำเภอเมืองกระบี่ โครงการ TO BE NUMBER ONE รวมพลังป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ทุกตำบลและหมู่บ้าน สนองพระปณิธาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 
วันที่ 25 มกราคม 2567 ที่บริเวณลานกิจกรรม อำเภอเมืองกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่   มอบหมายให้ นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เป็นประธาน เปิดศูนย์ประสานงานและลานกิจกรรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE อำเภอเมืองกระบี่ และมี นายเดชรัฐ สิมศิริ อนุกรรมการโครงการโครงการ TO BE NUMBER ONE ร่วมเป็นเกียรติในพิธี เพื่อให้ลานกิจกรรม เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE แบบบูรณาการ ที่ทุกหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เยาวชน และเครือข่ายประชาชน ได้ถือปฏิบัติและสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วย ในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการประกวดอำเภอ TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2567
โดยกิจกรรมภายในงาน จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อน TO BE NUMBER ONE ระหว่าง หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาและกลุ่มพลังมวลชน  พิธีมอบป้ายชมรม TO BE NUMBER ONE  มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่ผู้สนับสนุนกิจกรรม การแสดงความสามารถของเยาวชน TO BE NUMBER ONE นอกจากนี้ยังจัดให้มีนิทรรศการผลงานและความสำเร็จของสมาชิก TO BE NUMBER ONE  การจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าOTOP ของสมาชิก TO BE NUMBER ONE ในอำเภอเมืองกระบี่ อีกด้วย

สำหรับ อำเภอเมืองกระบี่ และ จังหวัดกระบี่ ได้เข้าร่วมโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE ใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ได้พระราชทานโครงการให้กับเยาวชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2545 มาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการให้ทุกหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือปฏิบัติและสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วย นำแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดเข้าไปบรรจุในแผนงานของหน่วยงาน กำหนดสวมใส่เสื้อ TO BE NUMBER ONE อำเภอเมืองกระบี่ ทุกวันพุธ เพื่อเป็นการแสดงถึงพลังและประชาสัมพันธ์โครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อมทั้งร่วมกันรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง นำแนวทางการดำเนินงานตามหลัก 3 ก ได้แก่ กรรมการ กองทุน กิจกรรม และ 3 ยุทธศาสตร์หลักของโครงการ TO BE NUMBER ONE คือ การสร้างกระแส การสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างและพัฒนาเครือข่ายเป็นแกนหลักในการดำเนินงานในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานชาวกระบี่ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สร้างความตระหนักรู้ถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด เพื่อให้เป็นเยาวชนที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายจิตใจ ...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
 

บิ๊กโจ๊ก เผย ผู้ต้องหา ชาวเยอรมันที่ซื้อบริการทางเพศเด็ก เขียนจดหมาย ผ่านอัยการเยอรมัน ยืนยัน นักข่าวเยอรมัน บิดเบือนข้อเท็จจริง เรื่องการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐแลกการออกนอกประเทศ เผยฝ่ายตุลาการของไทยทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ พร้อมขอโทษ

หลังจากเดินทางเข้าพบกับตำรวจสหพันธรัฐเยอรมัน ในช่วงเช้า ช่วงบ่าย คณะของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าพบอัยการ เจ้าของสำนวนคดี นายเจน คริช ผู้ต้องหาชาวเยอรมัน ที่ซื้อบริการทางเพศเด็กหญิงในประเทศไทยและถูกจับกุม ก่อนที่จะขอประกันตัวเดินทางกลับประเทศเยอรมัน 

การพูดคุยในวันนี้ทางการไทยได้ประสานมาก่อนล่วงหน้า เพื่อขอเข้าพบหรือขอพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายเจน คริช เพื่อให้ยืนยันว่า กรณีที่นักข่าวชาวเยอรมันได้เผยแพร่สารคดี ระบุว่านายเจน ได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐหนึ่งล้านบาท แลกกับการประกันตัวเดินทางกลับประเทศเยอรมัน มีข้อเท็จจริงอย่างไรกันแน่ เพราะสื่อที่เผยแพร่ในประเทศเยอรมัน ส่งผลเสียต่อเจ้าหน้าที่รัฐและประเทศไทย

จากการพูดคุยกับอัยการรัฐเยอรมัน (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) อัยการยืนยันว่า หลังจากนายเจน เดินทางกลับมายังประเทศเยอรมัน ทางการก็ได้เข้าควบคุมตัวไว้ เข้าสู่กระบวนการสอบสวน ซึ่งจากการสอบสวน นายเจน ได้ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าขณะไปเที่ยวสถานบริการในพัทยา คนที่ตนได้ใช้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี และเมื่อ ถูกจับกุม ก็พยายามขอประกันตัว เพื่อเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากตัวเองมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ และยังมีธุรกิจต้องดูแล สุดท้ายก็ติดเรื่องสถานการณ์โควิดที่ยังมีการแพร่ระบาด จึงไม่สามารถเดินทางกลับมาตามนัดหมายของศาลในประเทศไทยได้

ทั้งยังยืนยันด้วยว่า ไม่มีการจ่ายเงินเป็นค่าสินบนให้แก่ใครและฝ่ายตุลาการของประเทศไทยก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเงินที่จ่ายไปเป็นค่าประกันตัวเท่านั้น

ส่วน ข่าวที่ออกในสื่อของเยอรมัน ผ่านนักข่าวคนหนึ่งที่เข้ามาสัมภาษณ์ ข้อมูลที่ถูกตีแผ่ออกไป ผ่านสารคดี เป็นข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังสร้างเรตติ้ง ด้วยการโจมตีประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งตนรู้สึกผิดมากที่ให้สัมภาษณ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงอยากขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น 

ทั้งนี้นายเจน ได้เขียนจดหมายอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยจั่วหัวจดหมายชัดเจนว่าเป็นการอธิบายข้อมูลที่เป็นจริงจากที่ถูกนักข่าวบิดเบือนจนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย ซึ่งทางอัยการเยอรมัน ได้ส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่ทีมงานของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเดินทางมาติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยตนเอง

อัยการเยอรมันยังบอกด้วยว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า การเดินทางมาในวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย แม้จะไม่ได้พบนายเจนหรือได้พูดคุยทางโทรศัพท์ แต่ กลับได้เอกสาร เป็นไรรักอักษรภาษาเยอรมัน ที่นายเจน เขียนอธิบายถึงข้อมูล สารคดีข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถึงขั้นอ้างว่าตนจ่ายเงินหนึ่งล้านบาทเป็นค่าสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ข้อมูลในจดหมายของนายเจน ตรงกับที่อัยการเยอรมัน ได้อธิบายให้ คณะที่เดินทางมาในวันนี้ได้รับทราบ นายเจน ยังอธิบายด้วยว่า นักข่าวที่ทำสารคดีเรื่องดังกล่าวไม่เพียงจะ บิดเบื่อนข้อมูลเพื่อสร้างยอดผู้ชมใน YouTube นักข่าวคนนั้น ยังดูถูกนายเจนและดูหมิ่นประเทศไทย จนนำมาซึ่งความเสียหาย 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันด้วยว่าเส้นทางการเงินของนายเจน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบ ตรงกับคำชี้แจงของนายเจน เป็นลายลักษณ์อักษร มีการจ่ายเงินให้กับทนายความเพื่อเป็นค่าประกันตัวตามข้อเท็จจริง ซึ่งในเจน ก็ยืนยันว่า ฝ่ายตุลาการและตำรวจของไทย ได้ทำงานอย่างมืออาชีพ และขอโทษในสิ่งที่ตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์และให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่มีทัศนคติต่อประเทศไทยไม่ดี พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจนนำมาซึ่งความเสียหาย เนื่องจากตนเองไม่มีประสบการณ์ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหรือนักข่าว ที่ไร้จรรยาบรรณ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังกล่าวด้วยว่าจากนี้ไปจะนำเอกสารทั้งหมด กลับไปให้พนักงานสอบสวนได้ขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม โดย จะนัดประชุมกับทีมงานทั้งหมดที่สโมสรตำรวจหลังจากที่คณะเดินทางกลับไปถึงประเทศไทย

สมุทรปราการ- พิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี “หลวงพี่ตุ๋ย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ครอบครัวพาณิชย์พิศาลร่วมในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ภายในวัดมหาวงษ์ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ท่านพระครูปลัดจริยวัฒน์ (หลวงพี่ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ จัดพิธีไหว้ครูพร้อมทั้งถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จากวัดต่างๆ  จำนวน 9 รูป ที่เดินทางมาร่วมในพิธีฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี พระครูปลัดจริยวัฒน์ (หลวงพี่ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำสมุทรปราการ

จากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมเจริญชัยมงคลคาถา เนื่องในโอกาสฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ปากน้ำสมุทรปราการ

โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูธีรธรรมคุณากร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกลางวรวิหาร (พระอารามหลวง) สมุทรปราการ ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมประกอบพิธี อาทิ เจ้าอาวาสวัดกลางบางซื่อ วัดสุขใจ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น 

โดยมี นายอัครนันท์ พร้อมด้วย นางธัญยธรณ์ และนางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ครอบครัวเศรษฐีผู้ใจบุญ อีกทั้งยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและบูรณะวัดมหาวงษ์ตลอดมา ตลอดจนคณะศิษย์ยานุศิษย์พี่น้องประชาชนร่วมในพิธีครั้งนี้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

โฆษก ตร.เผย ตำรวจได้รับหนังสือขอความร่วมมือดูแลความปลอดภัยโรงเรียนแล้ว ไม่ใช่การไปเข้าเวรแทนครู เป็นการบูรณาการร่วมตรวจหลายฝ่าย ซึ่งรอความชัดเจนในการประชุมหารือ กำหนดแนวทางทำงานร่วมกัน ย้ำตำรวจมีหน้าที่โดยตรงดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอยู่แล้

วันนี้ (25 ม.ค. 67) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีครูถูกทำร้ายร่างกายขณะอยู่เฝ้าเวรโรงเรียนในวันหยุด ที่ จ.เชียงราย ทำให้มีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ ว่า  ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือมาถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจดูแลความปลอดภัยและติดตั้งตู้แดงประจำสถานศึกษาแล้ว ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมอบหมายให้ฝ่ายป้องกันปราบปราม ไปประชุมหารือร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการดูแลความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับครู อาจารย์ นักเรียนต่อไป โดยคงมีการหารือการแก้ปัญหาระยะสั้นในการออกตรวจตราของตำรวจ ร่วมกับ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน รวมทั้งปัญหาระยาวในการเรื่องการติดตั้งกล้อง CCTV การเพิ่มงบประมาณต่างๆ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมยั่งยืนต่อไป คงต้องยอมรับว่าตำรวจทั่วประเทศมีเพียง 1,400 กว่าสถานีตำรวจ ขณะที่โรงเรียน สถานศึกษา มีหลายหมื่นแห่ง กำลังตำรวจเพียงหน่วยเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆภาคส่วน โดยเฉพาะ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย 

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอเรียนให้พี่น้องตำรวจและประชาชนได้ทราบว่า การทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ใช่การไปเข้าเวรประจำโรงเรียนแทนครู ซึ่งรูปแบบแนวทางการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่จะเป็นอย่างไร คงต้องรอความชัดเจนของการประชุมหารือร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่การรักษาความสงบเรียบร้อย การดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถานศึกษา สถานที่ราชการอื่นๆ แม้กระทั่งบ้านเรือนพี่น้องประชาชน ตำรวจก็ต้องเข้าไปตรวจตราดูแลความเรียบร้อยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในส่วนของสถานศึกษาคงจะมีการกำหนดเพิ่มความเข้มในการดำเนินการ ตามแนวทางที่จะต้องมีการหารือกับกระทรวงศึกษา และกระทรวงมหาดไทยต่อไป เพื่อบูรณาการร่วมปฏิบัติ

เชียงใหม่-คณะพยาบาลศาสตร์ มช.ร่วมยินดีกับรางวัลอันทรงเกียรติ

ผศ.ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดี พร้อมคณะผู้บริหาร คณาจารย์และบุคลากร คณะพยาบาลศาสตร์ มช. เข้ามอบช่อดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีกับผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาของคณะฯ ในพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา มช. ประจำปี 2567 ณ ศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567

รางวัลผู้บริหารดีเด่นจากกองทุนอธิการบดี มช. ประจำปี 2566 ได้แก่ ผศ.ทพ.พิริยะ เชิดสถิรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานกรรมการอำนวยการประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มช.

รางวัลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "ช้างทองคำ" อาจารย์ดีเด่น สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประจำปี 2566 ได้แก่ อ.ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา อาจารย์กลุ่มวิชาการพยาบาลจิตเวช สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ประจำปี 2566 ได้แก่ ศ.ดร.ภัทราภรณ์ ภทรสกุล ศาสตราจารย์ในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ 

Exemplary Award ได้แก่ ผศ.ดร.ณัฏฐณิชา ศรีบุณยวัฒน กลุ่มวิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

รางวัลหลักสูตรดีเด่น ประเภทหลักสูตรยอดนิยม ประจำปีการศึกษา 2565 ผู้เข้ารับรางวัลได้แก่ รศ.ดร.ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) 

รางวัลการค้นคว้าอิสระดีมาก ประจำปีการศึกษา 2566 ได้แก่ นางศุภรดา ประเสริฐกุล หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารทางการพยาบาล เรื่อง "การพัฒนาคุณภาพการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลนครพิงค์" โดยมี รศ.ดร.สมใจ ศิระกมล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญพิชชา จิตต์ภักดี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  นางสาวรวินันท์ ใจเงิน หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต เรื่อง "ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการหูแว่ว แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่" โดยมี ศ.ดร.ภัทราภรณ์ ภทรสกุล และ อ.ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
พัฒนชัย/เชียงใหม่

สตูล กอ.รมน.จังหวัด สตูล จัดกิจกรรม บวร/บรม ร่วมใจสร้างชุมชนคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ 2567

วันนี้ 24 ม.ค. 67 พ.อ.พิเชษฐ์  ชุติเดโช รอง ผอ.รมน.จังหวัด สตูล (ท.) ปฏิบัติราชการแทน
 ผอ.รมน.จังหวัด สตูล มอบหมายให้ พ.ท.จารุกิตติ์ ทองคง หัวหน้าฝ่ายการข่าว กลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน.จังหวัด สตูลพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด สตูล ลงพื้นที่จัดกิจกรรม บวร/บรม ร่วมใจสร้างชุมชนคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ 2567 ณ โรงเรียนท่าแพผดุงวิทย์ ต.แป-ระ อ.ท่าแพ จ.สตูล มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 เข้าร่วมโครงการ จำนวน 105 คน เพื่อสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย, การฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเป็นอยู่แบบพหุวัฒนธรรม โดยมีกิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์จากทีมวิทยากร กอ.รมน.จังหวัด สตูล ซึ่งมี ร.ต.ท.ศักยภาพ พงศาปาน เจ้าหน้าที่สันทนาการชุดวิทยากรขุนด่าน กอ.รมน.จังหวัด สตูล และ ร.ต.วุฒินันท์  สังข์ชาติ รอง หน.ฝ่ายประสานการปฏิบัติ ฯ ให้ความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างความปรองดองในสังคมไทย, การเสริมสร้างความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ, การสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย, โครงการเพชรในตม และการประชาสัมพันธ์สายด่วนความมั่นคง 1374 ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายเจ๊ะหมีน หะแหละ ที่ปรึกษา ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา/ คอเต็บ มิสยิดบัสตานัดดีน อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม ผลการปฏิบัติ ผู้เข้ารับการอบรม บวร/บรม ฯ มีความตระหนักรู้ มีความภาคภูมิใจ เข้าใจถึงบทบาทความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ และการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรมเป็นอย่างดี
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสตูล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top