Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘พระวัดไผ่เหลือง’ ช่วยทำคลอดแม่วัวท้องแก่ ปลอดภัยทั้งแม่-ลูก ชาวเน็ตแห่ร่วมอนุโมทนาบุญ พร้อมบอก “คุณพระช่วยจริงๆ”

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 เพจวัดไผ่เหลือง ซอยกันตนา อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะพระสงฆ์กำลังช่วยทำคลอดให้แม่วัวท้องแก่ ที่มีอาการเจ็บบริเวณขาหน้าทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นได้ น้ำคร่ำได้แตก และมีขาของลูกวัวโผล่ออกมาแต่แม่วัวไม่มีแรงเบ่ง ทำให้พระลูกวัดได้รีบเข้าไปช่วยพร้อมลูกศิษย์วัดทำคลอด ด้วยการดึงขาหน้าของลูกวัวออกมาอย่างปลอดภัย

โดยในเพจได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

“แม่วัวที่ลื่นล้มวันนี้ คลอดลูกแล้วปลอดภัยดีทั้งแม่ทั้งลูก น้องชื่อ ‘คุณพระช่วย’ พระช่วยทำคลอดจริงๆ สาธุ พระทุกองค์ และคนมาช่วยทำคลอดทุกคนด้วยจ้ะ”

สำหรับลูกวัวที่เกิดใหม่เป็นสมาชิกตัวที่ 38 หลังจากคลิปวิดีโอนี้เผยแพร่ออกไป ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก พร้อมบอกว่า “คุณพระช่วยจริงๆ ครับ” และบ้างก็ร่วมบริจาคเงิน เพื่อนำไปซื้ออาหารให้กับวัวที่วัดเป็นการร่วมทำบุญ

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ‘พระครูสมุห์สิทธิโชค อภินนฺโท’ เจ้าอาวาสวัดไผ่เหลือง ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า พระรูปดังกล่าวเป็นพระลูกวัดไผ่เหลืองซึ่งที่บ้านเคยเลี้ยงวัวและมีประสบการณ์พอดีช่วงเย็นที่ผ่านมาบัวเกิดน้ำคร่ำแตก แล้วไม่มีแรงเบ่ง พระจึงเข้าไปช่วย

ส่วนวัวที่วัดอยู่ในโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ เริ่มมาจาก ‘มูลนิธิหลวงพ่อสิงห์’

โดยได้มีโครงการต่างๆ เพื่อดูแลช่วยเหลือสังคมมากมาย และหนึ่งในนั้นคือโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือโดย ในชื่อโครงการ ‘บุญนิธิหลวงพ่อสิงห์เพื่อสรรพสัตว์’ ปัจจุบันมีโค-กระบือ ที่ได้ไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์และ จำนวนทั้งสิ้น 38 ตัว

ทางวัดเลี้ยงแบบเปิด โดยปล่อยลงในทุ่งหญ้าในพื้นที่ 10 ไร่ โดยมีรั้วลวดหนามล้อมรอบ และมีหญ้าแห้งมาให้เป็นอาหาร ซึ่งได้รับการดูแลจากทางปศุสัตว์อำเภอบางใหญ่ได้ให้คำแนะนำและเข้ามาดูแลในการเลี้ยงดูโค-กระบือ

นอกจากนี้ เมื่อญาติโยมรู้ว่าที่วัดมีการเลี้ยงโค-กระบือ ก็อยากจะทำบุญนำอาหารมาให้ อาทิ กล้วย, ซางข้าวโพด, อาหารเสริม และหัวอาหาร มาถวายให้กับทางวัด เพื่อเป็นอาหารให้กับโค-กระบือ ท่านใดอยากร่วมทำบุญไถ่ชีวิตคู่กระบือ หรือจะนำอาหารมามอบให้กับทางวัด เชิญได้ทุกวันที่วัดไผ่เหลือง ซอยกันตนา อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

ติดตตามเพจวัดไผ่เหลือง ได้ที่ >> https://www.facebook.com/watphailueang

“LINK THANK YOU VIP 2024” บินลัดฟ้าจัดงานเลี้ยงแทนคำขอบคุณ ให้คู่ค้าในภูมิภาคใต้ มอบช่วงเวลาแห่งความสุข สานสัมพันธ์ให้เหนียวแน่น ตอกย้ำการเติบโตไปพร้อมกันแบบมีคุณภาพ

CEO ล่องใต้ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ ในมื้อค่ำสุดพิเศษ แทนคำขอบคุณคู่ค้า และพันธมิตร รวมกว่า 100 ท่าน ในงาน “LINK THANK YOU VIP 2024” ที่สแปลช บีช รีสอร์ต ไม้ขาว ภูเก็ต ที่จะนำพาลูกค้าทุกท่านสัมผัสประสบการณ์กับ LINK พิเศษกว่าที่เคย เมื่อวันที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

สำหรับงาน “LINK THANK YOU VIP 2024” จัดขึ้นเพื่อตอบแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้า และพันธมิตรทั่วภูมิภาคใต้ที่ให้การสนับสนุน และเชื่อมั่นในสินค้า LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE ด้วยดีเสมอมา อีกทั้งเป็นการสานสัมพันธ์กระชับมิตรให้เหนียวแน่นแก่กันอีกด้วย โดยมี คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ นำทีมคณะผู้บริหาร พร้อมพนักงาน ร่วมดูแล และต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างเป็นกันเอง และอบอุ่น อีกทั้งได้รังสรรค์งานในค่ำคืนนี้ให้ออกมาอย่างพิเศษสุด ๆ และได้ร่วมเล่าประสบการณ์ อัปเดตเทรน์ในยุคนี้ พร้อมบอกเล่าข่าวดีแห่งวงการเทคโนโลยีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นนวัตกรรมอัจฉริยะใหม่อย่าง Super S Series ในงานนี้อีกด้วย

โดยคู่ค้า และพันธมิตรทั่วภูมิภาคใต้ให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม จำนวนรวมกว่า 100 ท่าน ได้มาร่วมสัมผัสกับบรรยากาศสุดผ่อนคลาย ชิว ๆ สบาย ๆ ริมชายหาด พร้อมรับชมท้องทะเลทอประกายแสงกระทบกับดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า ควบคู่ไปกับทานอาหารมื้อพิเศษ แบบ PRIVATE ที่จัดเสิร์ฟเตรียมไว้ให้แบบไม่มีอั้น ในบรรยากาศรับลมทะเลเย็นสบาย และในยามค่ำคืนมองเห็นดวงดาวส่องแสงระยิบเต็มท้องฟ้า ซึ่งนอกจากจะได้ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารที่อิ่มอร่อยในบรรยากาศสุดฟินแล้ว ยังได้เต็มอิ่มกับความบันเทิง ทั้งกิจกรรมที่บริษัทฯ คัดสรรมามอบให้ลูกค้าได้ร่วมเล่นอย่างสนุกสนาน ขนรางวัลจากอินเตอร์ลิ้งค์ฯ มาแจกให้ทุกท่านขนกันกลับบ้านอีกมากมายในตลอดค่ำคืนนี้

และช่วงเวลาพิเศษเหล่านี้ยังไม่หมด ยังมีชุดการแสดง คาบาเร่ต์โชว์ ที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งดินแดนภาคใต้ และควงกระบองไฟริมชายหาด นำมาจัดแสดงให้ชมอย่างสุดตระการตา ที่ให้ทุกท่านได้เต็มอิ่มกับความสวยงาม ไปพร้อมกับความบันเทิง และเก็บช่วงเวลาพิเศษแห่งปีนี้ไปด้วยกัน แทนคำขอบคุณด้วยการส่งมอบรอยยิ้มแห่งความสุข สนุกสนานประทับใจ พร้อมยังได้ครื้นเครง ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลง และวงดนตรีที่จัดเตรียมมามอบให้กับลูกค้าทุกท่านในวันนี้โดยเฉพาะอีกด้วย 

อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ต้องขอขอบพระคุณทุกการสนับสนุนด้วยหัวใจจากลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในภูมิภาคใต้ทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ และยังคงเชื่อมั่นในคุณภาพ และมั่นใจในสินค้า LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE ด้วยดีเสมอมา ทั้งในปีที่ผ่านมา และปีต่อ ๆ ไป และขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ได้มาร่วมบันทึกช่วงเวลาพิเศษในวันนี้ไปด้วยกัน นับเป็นการนัดสานสัมพันธ์อันดีที่เหนียวแน่นอีกด้วย เพื่อตอกย้ำเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2567 ไปด้วยกัน เพื่อนำสู่การทำกำไร สร้างยอดขาย ส่งเสริมทำรายได้ให้เพิ่มขึ้น เพื่อนำสู่การเติบโตแบบคุณภาพอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันทั้งคู่ค้า และพันธมิตร

เริ่มแล้ว !!! การแข่งขันชุดปฏิบัติการพิเศษระดับโลก UAE SWAT Challenge 2024  ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3-7 กุมภาพันธ์นี้ ผล.ตร. ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทีมชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 ทีม ที่เข้าร่วมแข่งขัน

เมื่อวานนี้ (3 ก.พ.67) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งกำลังใจให้ทีมชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ที่เข้าร่วมการแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024  ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2567 โดยวานนี้เป็นการแข่งขันวันแรก

การแข่งขันในปีนี้ ประเทศไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งผู้เข้าร่วมแข่งขันไปเข้าร่วมทั้งประเภทชายและหญิงรวม 3 ทีม จากหน่วยคอมมานโด , อรินทราช 26,นเรศวร 261 , หน่วยปฏิบัติพิเศษ ตำรวจภูธรภาค 1-9 และถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดส่งทีมปฏิบัติการพิเศษหญิงเข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้

โดยการแข่งขันจะมี 5 สถานการณ์ ได้แก่ ยุทธวิธี (Tactical) , การโจมตี (Assault Event)  , การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ (Officer Rescue) , การโจมตีตึกสูง (Tower Assault) และเครื่องกีดขวาง (Obstacle Course) มีคณะกรรมการกลางจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ และในปีนี้มีทีมที่เข้าร่วมจากทั่วโลก 73 ทีม จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เช่น ทีมประเทศเจ้าภาพ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) , ตำรวจสหรัฐอเมริกา 2 ทีม (NYPD และ San Antoio PD) , สาธารณรัฐประชาชนจีน 2 ทีม ,ฮ่องกง ,ประเทศแถบเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันฯ โดยในปี 2566 (2023) ที่ผ่านมาตำรวจไทยได้ลำดับที่ 5 ของโลก

ทั้งนี้ จบการแข่งวันที่ 1 Tactical Event ผลการแข่งขันจาก 73 ทีม ทั่วโลก ทีม ROYAL THAI POLICE A ได้อันดับที่ 8 ทำเวลาไป 1.03.36 , ทีม ROYAL THAI POLICE B ได้อันดับที่ 17 ทำเวลาไป 1.10.60 , ทีม ROYAL THAI POLICE C (หญิง) ได้อันดับที่ 39 ทำเวลาไป 1.23.70

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นการแข่งขันชุดปฏิบัติการพิเศษระดับโลก จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนช่วยกันลุ้นและส่งแรงใจ เชียร์ชุดปฏิบัติการพิเศษไทยในการแข่งขันครั้งนี้ไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ สามารถติดตามการถ่ายถอดพิธีเปิดและรับชมการแข่งขันตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.67 เวลาประมาณ 20:30 น. เป็นต้นไป (หรือเวลาท้องถิ่นที่ดูไบ 17:30 น.) ได้ที่เว็บไซต์ https://uaeswatchallenge.com   

ชมสดพร้อมลุ้นคะแนนและอันดับการแข่งขันแบบ real time ได้ที่ 
https://www.youtube.com/live/dKKe9QJnt8A?si=2U0VruuytXDCh9_P

https://www.facebook.com/swatchallengeuae/
https://twitter.com/swat_challenge

https://www.instagram.com/uaeswatchallenge/

https://www.youtube.com/user/dubaipolicehq

https://www.tiktok.com/@uaeswatchallenge

ตร. แนะ 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเก็บหลักฐานบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนไปแจ้งความพนักงานสอบสวน

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยในปัจจุบันจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์”

ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น เกิดจากการที่ผู้เสียหายไม่สามารถเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นในการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้เอง ทำให้คนร้ายมีเวลาในการลบข้อมูลต่าง ๆ อาทิ โพสต์ที่ใช้หลอกลวง ข้อความการสนทนา และบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิด ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทำให้พนักงานสอบสวนไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการประสานขอข้อมูลจากผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ 3 ขั้นตอนเบื้องต้น ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คือ “แคปจอ เซฟลิงก์ ดูโปรไฟล์” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

“แคปจอ” หรือ การบันทึกภาพหน้าจอ เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ เพราะจะสามารถแสดงให้เห็นถึง ชื่อบัญชี วันเวลาที่โพสต์ ตลอดจนข้อความและภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้

“เซฟลิงก์” หรือ การบันทึกลิงก์ URLs ที่สามารถนำไปสู่โพสต์ที่เป็นความผิด เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถนำลิงก์ดังกล่าวไปตรวจสอบข้อมูลกับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และใช้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

“ดูโปรไฟล์” หรือ การเข้าไปตรวจสอบหน้าบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของคนร้าย รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และหาลิงก์ของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องใช้ในการขอข้อมูลจากผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ “เพราะลิงก์ของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แต่ละบัญชีเปรียบเสมือนรหัสประจำตัวประชาชน ที่จะไม่ซ้ำกับบัญชีอื่นแม้จะมีชื่อโปรไฟล์เดียวกัน จึงสามารถนำมาใช้ระบุบัญชีที่ใช้ในการกระทำความผิดได้”

โดยหากพี่น้องประชาชน สามารถทำตาม 3 ขั้นตอนในการเก็บหลักฐานบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนไปแจ้งความพนักงานสอบสวนที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลให้พนักงานสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กาฬสินธุ์รมว.ยุติธรรมลุยปราบยาเสพติดโชว์ยุทธการเด็ดปีกนักค้าอีสานเหนือ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะที่ตำรวจภูธรภาค 4 แถลงผลเปิดปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์

โดยช่วงเช้าเวลา 09.30 น.ได้ตรวจเยี่ยมเรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ รับฟังผลการดำเนินงานปัญหา อุปสรรค และมอบนโยบายแก่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยรองผวจ.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 นายพลากร  พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 นายจำลอง ภูนวนทา ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 3 นายทินพล ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 5 นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ นายจิรวุฒิ ปัญญาสวัสดิ์ ผบ.เรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

จากนั้นเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.พรชัย มาหลิน รองแม่ทัพภาคที่ 2, นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ , พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ตรีวิทย์ ศรีประภา ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 นายพลากร  พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 2 พร้อมด้วยรองผบช.ภ.4  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจาก 12 จังหวัดอีสานเหนือ ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการไล่ล่าเด็ดปีก นักค้าอีสานเหนือ 252 "No Place for Drug"(NPD.P.4) ของตำรวจภูธรภาค 4 

โดยมีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง กองทัพภาคที่ 2 สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 252 สถานี มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ทั้งปูพรม สืบสวนขยายผล จากผู้เสพนำไปสู่ผู้ค้ารายย่อย ออกหมายจับนักค้า 381 ราย ตรวจค้นเป้าหมายบุคคลตามหมายจับค้างเก่า 400 หมาย จับกุม ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินนักค้ารายย่อยทุกราย สามารถจับกุมนักค้าได้ถึง 309 ราย ตรวจค้นจับกุมหมายจับค้างเก่าได้ 43 ราย ของกลางยาบ้า 1,418,412 เม็ด, ยาไอซ์ 0.62 กิโลกรัม ยึดและอายัดทรัพย์สิน 1,318 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 171,605,208 บาท

จากนั้นเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะได้ร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และมอบนโยบายแก่หน่วยงานบูรณาการและสร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้แก่ นายอำเภอทุกอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแกนนำอาสาสมัครกลุ่มต่างๆ ที่หอประชุมศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 6 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ในช่วงเวลา 14.30 น.ยังได้เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ ที่หอประชุมโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลกมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหา และนำผู้เสพยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (CBTx) เพื่อคัดแยก/คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการใช้ยาเสพติดตามกลุ่มสี เข้าสู่กระบวนการบำบัดโดยแพทย์ โดยใช้รูปแบบ “หัวโทนโมเดล” เพื่อกวาดล้าง จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ในตำบลเป้าหมาย 100 ตำบลอย่างเด็ดขาด ให้เป็น “ตำบลสีขาวปลอดยาเสพติด” เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่เป้าหมาย และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนในชุมชนอยู่อย่างปกติสุข

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ต่อไปนี้การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดจะต้องครบทุกมิติ ซึ่งรัฐบาล ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบาย และเปิดปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยการปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ปราบปรามและยึดทรัพย์นักค้า และในส่วนการปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก)นักค้าอีสานเหนือครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องเดินหน้าปราบปรามนักค้ายาเสพติด เพราะภาคอีสานมีชายแดนที่ยาว มีการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามามากจะต้องเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ต้องขอชื่นชมทุกภาคส่วนและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งกำชับให้ช่วยกันเดินหน้าที่แก้ปัญหายาเสพติดให้หมดสิ้นไป

ตำรวจภาค 4 เปิดปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 'No Place for Drug' (NPD.P.4) ปูพรมจับกุมนักค้ารายย่อย ไม่มีที่ยืนในพื้นที่

ที่ ภ.จว.กาฬสินธุ์ : เมื่อวันที่ 3 ก.พ.67 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้แถลงผลการปฏิบัติ ตามปฏิบัติการ ไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 "No Place for Drug"(NPD.P.4) ของตำรวจภูธรภาค 4 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. , พล.ต.พรชัย มาหลิน รองแม่ทัพภาคที่ 2 , นายสนั่น พงษ์อักษร ผวจ.กาฬสินธุ์ , พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.ตรีวิทย์ ศรีประภา ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ร่วมแถลงข่าว

ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศนโยบายและเปิดปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยการปลุกชุมชนให้เข้มแข็ง เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ปราบปรามและยึดทรัพย์นักค้า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจภูธรภาค 4 จึงได้นำนโยบายการปราบปรามและยึดทรัพย์นักค้า  มาขับเคลื่อน เปิดปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 : No place for drug หรือ NPD.P.4 โดยยึดหลักการ “ทำลายโครงสร้าง ชำระสะสาง และสร้างพลังชุมชน” ดำเนินการเชิงรุกในการปราบปรามนักค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ พร้อมทั้งทำลายเครือข่ายเพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในการปฏิบัติงานภาครัฐและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติการมีการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ได้แก่  ฝ่ายปกครอง กองทัพภาคที่ 2 สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 252 สถานี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการปฏิบัติการในครั้งนี้ จาก ป.ป.ส. เป็นจำนวนเงิน 2,544,200 บาท 

การแก้ปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดในชุมชน ของตำรวจภูธรภาค 4 คือการทำให้นักค้าไม่มีที่ยืนอยู่ในพื้นที่ โดยการเปิดปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าแดนอีสานเหนือ 252 ในครั้งนี้ ได้ให้แต่ละสถานีตำรวจ ศึกษาสภาพปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติด และกำหนดพื้นที่เข้าไปปฏิบัติการ เข้าไปพบทำความเข้าใจประสานงานผู้นำชุมชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ทำการ X-Rays พื้นที่/ทำแผนที่เดินดินในชุมชน ร่วมกันกำหนดเป้าหมายคัดแยกผู้ค้า ผู้เสพ ผู้ใช้ในพื้นที่ เพื่อนำสู่ขั้นตอนการทำลายโครงสร้างและชำระสะสาง โดยปฏิบัติการเชิงรุก ขยายผลจากผู้เสพ ไปสู่การออกหมายจับนักค้ายารายย่อยในพื้นที่ ตลอดจนการสืบทรัพย์ให้ชุดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ค้ารายย่อยให้หมดไป เพื่อขุดรากถอนโคนนักค้าไม่ให้มีที่ยืนในพื้นที่ No Place for Drug (NPD) ตลอดจนใช้มาตรการยึดทรัพย์/อายัดทรัพย์สิน เพื่อหยุดยั้งมิให้ผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดในพื้นที่ หัวใจสำคัญที่เราจะดำเนินการต่อไปคือ การสร้างพลังชุมชนให้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเองให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป 

ตำรวจภาค ปฏิบัติการไม่มีที่ยืนให้นักค้ายาเสพติด No Place for Drug (NPD) ของตำรวจภูธรภาค 4 ไล่ล่านักค้าแดนอีสานเหนือ 252 ในครั้งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 โดยทุกพื้นที่ในสังกัด ภ.4 ทั้ง 252 สถานีตำรวจ และ บก.สส.ภ.4 ดำเนินการปูพรม สืบสวนขยายผล จากผู้เสพนำไปสู่ผู้ค้ารายย่อย ออกหมายจับนักค้าจำนวน 381 ราย ตรวจค้นเป้าหมายบุคคลตามหมายจับค้างเก่าจำนวน 400 หมาย จับกุม ยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์สินนักค้ารายย่อยทุกราย สามารถจับกุมนักค้าได้ถึง 309 ราย คิดเป็น 81% ตรวจค้นจับกุมหมายจับค้างเก่าได้ 43 ราย ของกลางยาบ้า 1,418,412 เม็ด , ยาไอซ์ 0.62 กิโลกรัม ยึดและอายัดทรัพย์สิน 1,318 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 171,605,208 บาท โดยแยกเป็นทรัพย์สิน 1.เงินสด 5,543,526 บาท , 2.สิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดิน 102 แปลง เนื้อที่ 189 ไร่ 36 งาน 789 ตารางวา คิดเป็นมูลค่า 62,576,464 บาท , 3.รถยนต์ จำนวน 166 คัน มูลค่า 77,848,800 บาท , 4.รถจักรยานยนต์ จำนวน 363 คัน มูลค่า 14,761,020 บาท และทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ทอง ปืน วัว ฯลฯ จำนวน 687 รายการ มูลค่า 10,876,198 บาท

ท้ายสุดนี้ ตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 252 สถานีตำรวจ จะยืดหยัด มุ่งมั่น ปราบปรามนักค้ายาเสพติดให้หมดไป เพื่อลดความรุนแรง และปัญหายาเสพติดในพื้นที่อีสานเหนือ 

นี่คือ ปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252  “ไม่มีที่ยืน ให้นักค้ายาเสพติด”

พล.ต.ท.สรายุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตำรวจภาค 4 มุ่งเน้นมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเชิงรุก ตามนโยบายรัฐบาล และ ผบ.ตร. โดยนำมาตรการปราบปรามนักค้ารายย่อย ที่มีการแพร่ระบาดยาเสพติดทั้ง 12 จังหวัด โดย “ทำลายโครงสร้าง ชำระสะสาง และสร้างพลังชุมชน” สำหรับการปราบปรามในครั้งนี้ มุ่งเป้าไปที่การกวาดล้างจับกุมนักค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ เนื่องจากเป็นผู้ที่นำยาเสพติดมาแพร่กระจายในชุมชน เพื่อลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ทั้งนี้การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเพียงก้าวแรกของการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ ภ.4 อย่างเด็ดขาดต่อไป โดยเราจะไม่ยอมให้ผู้ค้ามีที่ยืนอยู่ในพื้นที่ และจะบังคับใช้กฎหมาย ยึดและอายัดทรัพย์สิน อย่างเด็ดขาด รวมทั้งดำเนินการทุกมิติ เพื่อทำลายขบวนการค้ายาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากพื้นที่ ภ.4 ให้ได้  ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด 

“เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมาย ทำงานเชิงรุก ทันสมัย ที่ประชาชนเชื่อถือศรัทธา”

สวนนงนุชพัทยา ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตคิวบา ประจำประเทศไทย พร้อมภริยาและนักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบา ร่วมกันปลูกต้นไม้บริเวณสวนรุขชาติ เชิงเขาบันไดกฤษ

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาต้อนรับ H.E. Pedro Pablo San Jorge Rodriguez เอกอัครราชทูตคิวบา ประจำประเทศไทยพร้อมภริยา เข้าเยี่ยมชมสวนสวย พร้อมปลูกต้นไม้บริเวณสวนรุขชาติร่วมกับ Dr. Eldis Rafael Becquer Granados,  Dr. Julio  Martin Garcia นักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบา ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการร่วมมือกันระหว่างสวนพฤกษศาสตร์สองแห่งชั้นนำของโลก ที่มีจำนวนพันธุ์ไม้หลากหลายสายพันธุ์    

ในครั้งนี้คณะเอกอัครราชทูตคิวบา ประจำประเทศไทย ได้ปลูกต้นเท้าแสนปม และนักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบา 2 ท่าน ปลูกต้นต้นโมรี, ต้นพลับเขา ในส่วนของนักพฤกษศาสตร์ชาวคิวบาได้มาศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้และองค์ความรู้เป็นระยะเวลา 1เดือน ตามที่ได้เคยเซ็นข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)ระหว่างสวนพฤษศาสตร์ประเทศคิวบากับทางสวนนงนุชพัทยา

ซึ่งสวนรุขชาติแห่งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้ขออนุญาตเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้จำนวน43ไร่ ดำเนินการไปแล้ว14 ไร่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้หายาก จากทั่วทุกมุมโลก โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสมบัติของชาติ โดยค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินการต่างๆ ทางสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้ออกทั้งหมด โดยมีคณะทูตและหน่วยงานภาครัฐ, บุคคลทั่วไปมาปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่อง สวนรุขชาตินี้เป็นสวนที่ทุกประเทศในโลกควรมี

ทหารผ่านศึกสัตหีบ ร่วมเชิดชูเกียรติทหารกล้า 3 กุมภาพันธ์ 'วันทหารผ่านศึก'

วันนี้ (3 ก.พ.2567) ชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ ร่วมกับ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำอดีตนักรบผู้กล้า ทหารผ่านศึกอำเภอสัตหีย จังหวัดชลบุรี กว่า 100 นาย ร่วมวางพวงมาลา รำลึกถึงวีรกรรม ความกล้าหาญ และความเสียสละของทหารผ่านศึก  ณ อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี  เนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2567 

ในเวลา 08.45 น.  พลเรือโท เสมา สุวรรณโชติ ประธานชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ นาวาเอก กองมี ขุนแข็ง ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอสัตหีบ นาวาเอก ทองปลิว นึกชัยภูมิ ตัวแทนทหารนักรบนิรนาม 333 นำทหารผ่านศึกจากสมรภูมิต่างๆ ร่วมในพิธี โดยมีพลเรือตรี อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน นำคณะร่วมให้การต้อนรับ และร่วมในพิธีวางพวงมาลา รำลึกถึงวีรกรรม ความกล้าหาญ และความเสียสละของทหารผ่านศึกในวันนี้

สำหรับการจัดงานวันทหารผ่านศึกเพื่อเชิดชูเกียรติทหารกล้า 3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารผ่านศึกที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกปักรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย สืบไป 

โดย พลเรือโท เสมา สุวรรณโชติ ประธานชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ ประธานในพิธี ได้อ่านคำปราศรัยของ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึก ที่มีถึงทหารผ่านศึกทุกนายและครอบครัว มีใจความตอนหนึ่งว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารกล้า สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติสืบไป รัฐบาลได้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของทหารผ่านศึก โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการสงเคราะห์ เพื่อให้ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยเหมาะสมกับสถานภาพ งบประมาณ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนให้ความสำคัญกับการเชิดชูเกียรติ การเผยแพร่วีรกรรมความเสียสละของทหารผ่านศึก ให้ประชาชนและสังคมได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศหรือปฏิบัติราชการสนามพื้นที่เสี่ยงอันตราย อยู่ในขณะนี้ 

จากนั้น ชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ ยังได้จัดให้มีพิธีทางศาสนา ร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับ ทหารผ่านศึกที่สละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ ให้เป็นมรดกสืบทอดแก่ลูกหลานไทย มาจนถึงปัจจุบัน ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

‘ผู้โดยสาร’ อัดคลิปสภาพเบาะเครื่องบิน สายการบินดัง สุดช็อก!! ทั้งดำสกปรก แถมเปื่อย-ขาด สภาพเกินจะทน

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 67 ได้เกิดไวรัลบนโลกโซเชียล โดยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมคลิปวิดีโอลงในกลุ่ม ‘พวกเราคือผู้บริโภค’ เผยให้เห็นสภาพเบาะบนสายการบินหนึ่ง เมื่อผู้โพสต์นำกระดาษทิชชู่มาเช็ดเบาะแล้วพบว่า มีคราบฝุ่นติดมาจำนวนมากจนทำให้ทิชชู่มีสีดำ รวมไปถึงเบาะอยู่ในสภาพขาดทรุดโทรม นอกจากนี้ รวมถึงพื้นของเครื่องบินมีสภาพสกปรก

โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “บินสายการบินนี้เหมือนมาสู้ชีวิต อาทิตย์ที่แล้วเบาะสกปรกเอาทิชชู่ชุบน้ำเช็ดดำปี๋ อาทิตย์นี้เจอสภาพเบาะสู้ชีวิต น้องเปื่อย เบาะขาด”

นอกจากนี้ ผู้โพสต์ยังไปแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์อีกว่า “ขออนุญาตชี้แจงก่อนนะครับ จริงๆ แล้ว อาทิตย์ก่อนที่เจอเบาะดำ ไม่สะอาด สกปรก เราได้ส่งแจ้งเรื่องทางสายการบินให้ได้รับทราบแล้วนะครับ และช่วงนี้เราต้องบินไป-กลับบ้านกับสายการบินนี้ทุกศุกร์และอาทิตย์ จนถึงเดือนมีนาคม (เพราะจองล่วงหน้าไว้)

ทางสายการบินมีการติดต่อมา จะทำการ DEEP CLEAN ซึ่ง ส่วนตัวเราว่า มันไม่ได้ถึงขนาดต้องเรื่องใหญ่ขนาดตั้ง BUDGET ขอ DEEP CLEAN แค่การทำความสะอาดทั่วไป เช่น ผ้าหรือวัสดุอุปกรณ์ ที่ถูกต้องกับคุณลักษณะของเบาะ เช็ดเบาะให้สะอาดเป็นประจำ ก็น่าจะเพียงพอ

และ… เราค่อนข้างแน่ใจอีกอย่างคือ เค้ามีการส่งข้อมูล EMAIL กันภายใน ว่า ผดส. คนนี้จะเดินทางอีกวันนี้ๆ นะ สิ่งที่เค้าทำคือ ไปทำความสะอาดที่นั่งที่เราจะนั่ง ซึ่งดูสะอาดมากๆ (เฉพาะที่นั่งเรา)

แต่บังเอิญ… มีเหตุให้เราได้ต้องย้ายที่ และสิ่งที่เจอคือ สกปรกเหมือนเดิม เพราะเค้าเช็ดแต่ที่นั่งเรา แล้ววันนี้บินอีก เจอเบาะสู้ชีวิตอีกกกก สภาพน้องคือ ไม่พร้อมให้บริการอย่างแรงงง จนต้องเขยิบไปนั่งที่ข้างๆ

สิ่งที่เราจะสื่อคือ ไม่ได้ต้องการสิ่งใดทดแทน หรือ ดูแลเฉพาะแค่เรา แต่เรื่องความสะอาดมันเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกๆ คนที่มาใช้บริการควรได้รับให้เป็นมาตรฐาน และสุขลักษณะที่ทุกๆ คนควรได้รับจากผู้ให้บริการเท่าเทียมกัน”

'ไชยา' แจ้งข่าวดี 'เวียดนามไฟเขียว' ตลาดโค-กระบือไทย หลังผลักดันส่งออกโคทางเรือครั้งแรก นำร่องฟาร์มไทย 23 แห่ง

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีไทยเตรียมส่งโคมีชีวิตไปเวียดนามทางเรือครั้งแรก ว่า กรมปศุสัตว์ได้รับรายงานเบื้องต้นจากกระทรวงต่างประเทศ ถึงผลการพิจารณาการส่งออกโคกระบือจากไทยไปเวียดนามโดยขนส่งทางเรือ โดยกรมสุขภาพสัตว์เวียดนาม (DAH ) อนุญาตให้ไทยส่งออกโคและกระบือทางทะเลได้โดยต้องส่งออกจากท่าเรือไทยที่ได้รับการตรวจเชื้อโรคและควบคุมอย่างเข้มงวดก่อนการส่งออก พร้อมให้การรับรองฟาร์มโคและกระบือปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย เพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ ชูชีพฟาร์ม เขียวขำเทรดดิ้ง2019 และอดิสรฟาร์ม88 รวมขณะนี้มีการรับรองฟาร์มที่มีการขึ้นทะเบียนเพื่อการส่งออกไปเวียดนามแล้วทั้งสิ้น 23 ฟาร์ม 

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการด้านเอกสารระหว่าง กระทรวงการต่างประเทศและกรมปศุสัตว์ นายไชยากล่าวว่า  ถือว่าเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ เป็นการขยายตลาดเพื่อการส่งออกและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งตนพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอด นอกจากนั้น ยังได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ใช้ศูนย์ผลิตอาหารของกรมเป็นฐานการผลิตหัวอาหารสัตว์เพื่อส่งจำหน่ายให้แก่กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ทั้งโคเนื้อ โคนม สุกร เพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกร และเร่งพัฒนาโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากลและสามารถส่งออกวัคซีนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ รวมถึงจัดหาตลาดเพื่อรองรับปริมาณโคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงเชือดชุมชน โรงเชือดเพื่อการส่งออกตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับตลาดโคเนื้อ ทั้งโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์โคชำแหละ โดยเฉพาะตลาดใหญ่คือประเทศจีน ประเทศตะวันออกกลางและเวียดนามที่มีกำลังซื้อสูง เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศและเพิ่มมูลค่าสินค้าด้านปศุสัตว์ของไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top