Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชี้ ปัญหาเด็กใช้บุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 5 เท่า สะท้อนนโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าล้มเหลว เปิดช่องทุจริตคอรัปชั่น รีดไถประชาชน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ECST) เผย อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กไทยเพิ่มขึ้น 5 เท่าเป็นหลักฐานยืนยันความ ‘ล้มเหลว’ ของมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าที่รัฐไทยดันทุรังใช้มานับสิบปี ชี้การแบนสะท้อนการทุจริตคอรัปชั่นที่รุนแรงเพราะ ‘บุหรี่ไฟฟ้าลักลอบ’ เกลื่อนประเทศ พร้อมตั้งคำถามท่าทีผู้แทนประเทศไทยในการประชุมใหญ่ COP10 และ MOP3 ที่ประเทศปานามา ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) นำโดยนายมาริษ กรัณยวัฒน์ กล่าวถึงผลการศึกษาโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ที่ระบุตัวเลขอัตราใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่าภายในระยะเวลา 7 ปี (2558 – 2565) จาก พร้อมให้ความเห็นว่า “บุหรี่ไฟฟ้าถูกแบนมาร่วม 9 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บุหรี่ไฟฟ้ากลับเติบโตพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งการที่ผู้คนชินชากับความหย่อนยานของกฎหมายแบน หรือที่เรียกกันว่า ‘แบนทิพย์’ หรือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นจนพบเห็นผู้ใช้ได้ทั่วไปและเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบ 1 ล้านคน และมีความไม่ชัดเจนของกฎหมายหลายประการเป็นช่องว่างให้เกิดการรีดไถประชาชน ซึ่งการที่บุหรี่ไฟฟ้าไม่ถูกนำมาควบคุมให้ถูกต้องชัดเจนด้วยกฎหมาย เป็นเหมือนการผลักภาระให้ประชาชนไปดูแลกันเอง จะเห็นได้จากกระแสที่ศิลปินและผู้จัดงานคอนเสิร์ตออกมาประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้น”

“บุหรี่ไฟฟ้าในทุกวันนี้มีขายเกลื่อนประเทศ ซึ่งทั้งหมดนั้นนับเป็น ‘สินค้าลักลอบ’ ซึ่งหากพูดกันในเชิงปริมาณแล้ว ก็มีมากไม่แพ้กับ ‘บุหรี่เถื่อน’ ที่กำลังระบาดเลย ซึ่งสองปัญหานี้รวมกัน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนโดยเฉพาะรัฐบาลไทย ชาวไร่ยาสูบ และร้านค้าปลีก ที่นอกจากจะปล่อยให้รายได้ภาษีจำนวนมหาศาลหลุดมือไป ยังต้องแบกรับภาระทางสาธารณสุขจากสุขภาพของผู้ที่ใช้บุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนไร้มาตรฐานเหล่านี้ด้วย คงไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้แล้วที่จะชี้ว่า นโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้านั้นล้มเหลวถึงขีดสุดและทำให้เกิดขบวนการทุจริต คอรัปชั่นอย่างมโหฬารจนปราบไม่ไหว”
นายมาริษยังได้กล่าวเสริมอีกว่า วันที่ 5- 16 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการประชุมภาคีอนุสัญญากรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) ครั้งที่ 10 และการประชุมสมัชชาภาคีพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ (MOP3) ครั้งที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งทางเครือข่ายก็อยากฝากถึงคณะผู้แทนไทยทั้งจากกรมควบคุมโรคและกรมสรรพสามิตที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวว่า “ขอให้คณะผู้แทนประเทศไทยที่ไปประชุม COP10 ให้ระมัดระวังท่าทีของไทย ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่าการแบนนั้นไม่ได้ผล ทำให้เกิดตลาดใต้ดิน ไม่ได้ลดจำนวนผู้ใช้ จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นประธาน เพื่อพิจารณาทบทวบมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมในปัจจุบันซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป นอกจากนี้ สำหรับการประชุม MOP3 เรื่องปัญหาบุหรี่เถื่อน อยากให้สะท้อนปัญหาบุหรี่เถื่อนให้ประเทศอื่นรับทราบ โดยเฉพาะแหล่งผลิตบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และอย่าได้ไปรับแนวคิด “การแบน” อะไรมากลับมาอีก เพราะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของประเทศไทย”

All Time Low ประกาศเอเชียทัวร์ 2024 แฟนเซ็ง!! มาเกือบทุกประเทศ แต่ไม่มีไทย

(5 ก.พ.67) จากเพจ ‘Dad Mom and Rock N Roll Kids’ ได้โพสต์ข้อความอัปเดตการมาของวงป๊อปพังก์จากสหรัฐฯ ไว้ว่า…

All Time Low วงป็อปพังก์จากสหรัฐอเมริกา ประกาศ 'Forever Asia Tour 2024' โดยจะทำการแสดงช่วงเมษายน-พฤษภาคม ในหลายประเทศ ทั้ง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น 

โดยประเทศไทยไม่ได้อยู่ในตารางทัวร์ของพวกเขาครั้งนี้ 

All Time Low: Forever Asia Tour 2024 
28 เมษายน - มาเลเซีย 
30 เมษายน - อินโดนีเซีย
3 พฤษภาคม - ฟิลิปปินส์ 
5 พฤษภาคม - สิงคโปร์
7 พฤษภาคม - โตเกียว, ญึ่ปุ่น
8 พฤษภาคม - นาโกย่า, ญึ่ปุ่น
9 พฤษภาคม - โอซาก้า ญึ่ปุ่น

ทั้งนี้จากมุมมองแฟนเพลงในไทย เชื่อว่าอาจจะเพราะกลุ่มแฟนเพลงในตลาดเมืองไทยมีความเฉพาะกับวงดังกล่าว และน่าจะน้อยจนไม่คุ้มค่าตั๋ว

เชียงใหม่-มช.จัดพิธีลงนามความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดันนโยบายคาร์บอนฯ เป็นศูนย์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น “Taisei Advanced Center of Technology, Taisei Corporation” มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดันนโยบายคาร์บอนฯ เป็นศูนย์ 

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ Taisei Advanced Center of Technology, Taisei Corporation ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยมีเป้าหมายร่วมกันพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรจากเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันพัฒนาให้เกิดงานวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในการยกระดับความสามารถด้านวัสดุการก่อสร้าง (Construction Material) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้นำของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว นำโดย ศาสตราจารย์ 
ดร.นายแพทย์ พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. พร้อม Mr.Tsuyoshi MARUYA Executive Fellow Deputy Chief of Taisei Advanced Center of Technology และ MR.NAOHITO OHBA กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเซอิ (ไทยแลนด์) จำกัด และคณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ NSP Exhibition Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า มช. มีวิสัยทัศน์ที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม อันสอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 ในเรื่องการพัฒนากลไกเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Mechanisms Development) ที่สามารถขับเคลื่อนและผลักดันให้มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ให้เกิดผลงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้ในเวลารวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์ในเรื่องการก้าวเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Carbon Neutral University) และการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือและยกระดับงานวิจัยให้สอดคล้องกับพันธกิจ

โดยมี อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. (STeP) และคณะวิทยาศาสตร์ มช. เป็นกลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานหลักในการพัฒนางานวิจัยให้ออกสู่รั้วมหาวิทยาลัย  ควบคู่กับการแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม นั่นคือ Taisei Corporation ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการผลิต Carbon Free Concrete เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากร องค์ความรู้ทางปัญญาร่วมกัน และผลักดันให้เกิดการต่อยอดเทคโนโลยีนวัตกรรมซึ่งกันและกัน อีกทั้งพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและการสร้างคุณค่าใหม่ (New Value) ด้วยการจัดหาโซลูชั่นที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาสังคมเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงาน “อันจะก้าวสู่หมุดหมายเดียวกัน คือ การทำให้ความร่วมมือนี้สำเร็จเกิดเป็นการวิจัยเป็นสากลที่มุ่งเน้นการจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกในการแสวงหาการพัฒนาที่ยั่งยืน”

และด้วยความร่วมมือนี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายและปลูกฝังความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป ผ่านการผสานองค์ความรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตและนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเชื่อมโยงการวิจัยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

Mr.Tsuyoshi MARUYA Executive Fellow Deputy Chief of Taisei Advanced Center of Technology กล่าวว่า “Taisei Corporation” มีแนวทางอย่างชัดเจนในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยการจับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและองค์ความรู้ทางปัญญาเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม และการส่งเสริมอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร่วมมือของเราในวันนี้ จะกำเนิดเป็นผลสำเร็จของงานวิจัยระดับสากลจากผสานองค์ความรู้ของทั้งสองฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายหลักของจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและการผลิตนวัตกรรมสมัยใหม่ อีกทั้งการคิดค้นโซลูชั่นที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังที่จะมีส่วน ในการลดมลภาวะการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emission) ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการร่วมกันในอนาคต พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตและผลักดันสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้ เพื่อเชื่อมโยงการวิจัยและการใช้งานจริงได้อย่างราบรื่น

Mr.Haruka OZAWA เลขานุการโทประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวถึงความยินดีและชื่นชมในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยให้ความสำคัญกับผู้คนและการสร้างความยั่งยืน ของทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Taisei Corporation จากการทำข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอีกขั้นของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมีส่วนช่วยต่อสังคมในการลดการปล่อยคาร์บอน และยิ่งมากไปกว่านั้น ยังถือเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านขอบเขตการทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมระดับชาติต่อไป 

ด้าน รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในฐานะคณะดำเนินงานหลัก เผยถึง การดำเนินงานจากความร่วมมือในช่วงเวลาที่ผ่านมาของการวิจัยและพัฒนาคอนกรีตชนิด Carbon Free อย่างต่อเนื่อง โดยการใช้คอนกรีตที่ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งหรือผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งคอนกรีตชนิดนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการผลิตด้วยการพัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัยทั้งสองฝ่าย และเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารและคณาจารย์จาก มช. ได้เข้าศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ พร้อมหารือแนวทางการดำเนินงานอื่น ๆ ในอนาคต ณ Taisei Advanced Center of Technology, Taisei Corporation เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการจุดประกายความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงฯ เพื่อเน้นย้ำการดำเนินงานร่วมกันอย่างไม่หยุดยั้งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาและก้าวสู่เป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง คือ การสนับสนุน Carbon Net Zero ของทั้งประเทศไทยและระดับนานาชาติ ผ่านการวิจัยขั้นสูงด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่และค้นหาโซลูชั่นในการพัฒนาคอนกรีตชนิด Carbon Free จากวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการก่อสร้างต่อไป 

ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของเจตนารมณ์อันแน่วแน่ทั้งสองฝ่ายในวันนี้ จะเกิดเป็นสะพานเชื่อมต่อการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะสามารถผลักดันงานวิจัยให้เกิดการต่อยอดและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้นและยังเป็นการเน้นย้ำให้กับหลายๆ หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ถึงความสำคัญของการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม
ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

นภาพร/เชียงใหม่

สมุทรปราการ- ม.หัวเฉียวฯ เปิดบ้านรับตรุษจีน ปีมังกร 2024

ที่หน้าอาคารบรรณสาร และอาคารเรียนมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จัดกิจกรรมเปิดบ้าน วันแพทย์แผนจีน และงานตรุษจีน ประจำปี 2567 รวมกันวันเดียว มอบเป็นของขวัญพิเศษต้อนรับและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมังกรให้กับนักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง นักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไป

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อุไรพรรณ  เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร โดยมี อ.ดร.ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์​ รองอธิการบดี อ.ฉลอง แขวงอินทร์​ รองอธิการบดี อ.ดร.โจนาธาน รันเต คารียอน​ รองอธิการบดี และอาจารย์ฟาง เวินกั๋ว​ผู้ช่วยอธิการบดี คณะครู  ผู้ปกครอง นักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไปร่วมในพิธี

มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจะให้ทุกคนได้รับรู้และสัมผัสถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเป็น “แหล่งเรียนรู้ชั้นนำด้านจีนศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ” ผ่านบูธกิจกรรมจัดเต็มของ 12 คณะวิชา 1 วิทยาลัย นอกจากนี้ยังได้มีพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานรับความมงคลร่วมกัน ได้แก่ พิธีไหว้ตรุษจีน (ไหว้ฟ้าดิน) พิธียกส้มอวยพรปีใหม่ พิธีเจิมเบิกเนตรสิงโต พร้อมรับฮู้มงคลของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และชมการแสดงเชิดสิงโต ตีกลองมงคล เชิดมังกร จากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฝึกซ้อมโดยวิทยาลัยจีนศึกษาและชมรมกีฬาสิงโต-มังกร ฮั่วกวง (วูซู)สมุทรปราการ รวมทั้งสนุกกับกิจกรรม Workshop และชมการแสดงของคณะวิชาและหน่วยงานต่าง ๆ ณ เวทีกลางและรับของรางวัลมากมาย 

ด้าน รศ.ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้กล่าวว่า สำหรับการจัดงานเปิดบ้าน ม.หัวเฉียวฯ รับตรุษจีนปีมังกร 2024 HCU Open House: Celebrating Chinese New Year 2024-Year of the Dragon ในครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติของเราจัด 3 งานสำคัญรวมกันวันเดียว คืองานเปิดบ้าน วันแพทย์แผนจีน และงานตรุษจีน เพื่อมอบเป็นของขวัญพิเศษต้อนรับและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมังกรให้กับนักเรียน  คุณครู ผู้ปกครอง นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป ให้ได้รับความรู้ ความสนุกสนาน 

ภายใต้ชื่องาน  “เปิดบ้าน ม.หัวเฉียวฯ รับตรุษจีนปีมังกร 2024 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจะให้ทุกคนได้รับรู้และสัมผัสถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเป็น “แหล่งเรียนรู้ชั้นนำด้านจีนศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ” ผ่านบูธกิจกรรมของ 12 คณะวิชา 1 วิทยาลัยของเรา 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยของเรามีการพัฒนาเปลี่ยนแปลองอย่างต่อเนื่องด้วยการยึดมั่นในปณิธานของมหาวิทยาลัย “เรียนรู้เพื่อรับใช้สังคม” มาโดยตลอด ซึ่งเรามีกรอบทิศทาง 5 เป้าหมายหลักด้วยกัน เป็นการ Transform มหาวิทยาลัย มุ่งสู่ • Niche University มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำด้านจีนศึกษาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ • Lifelong Learning University แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคคล 3 วัย คือ วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ • Digital Transformation การขับเคลื่อนดิจิทัลของมหาวิทยาลัย • Quality University, Good Governance, Self-Supporting Universityมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพระดับชาติและนานาชาติ มีการบริหารจัดการที่ดี พึ่งตนเองได้ • และ Green University and Sustainability University มหาวิทยาลัยสีเขียวและการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

วธ. ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จัดนิทรรศการ ๗๗ เมนูอาหารทั่วไทย (Thailand Best Local Food) ให้ประชาชนได้เรียนรู้ พร้อมลิ้มรส ๓ เมนูอาหารถิ่นหาชิมยาก ณ อุทยาน ร.๒ อัมพวา สมุทรสงคราม 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ในการนี้ ท่านผู้หญิงวิลาวัณย์ วีรานุวัตติ์ ประธานคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ  นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหารวธ.  นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  นายศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เฝ้ารับเสด็จ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดขาดเศียรขาดกร  การแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ ขับเสภาเทิดพระเกียรติ การแสดงหุ่นกระบอก การบรรเลงวงดนตรีไทยและวงดุริยางค์สากล -สาธิตและจำหน่ายอาหารคาวหวานในบทพระราชนิพนธ์ ขนมพื้นบ้าน และขนมไทยโบราณ  สาธิตงานหัตถศิลป์ อาทิ การขึ้นรูปเครื่องประดับ งานเครื่องแขวน งานดอกไม้ประดิษฐ์ การทำหัวโขน เครื่องเบญจรงค์ สินค้า OTOP สมุทรสงคราม  นิทรรศการด้านการเกษตร  นิทรรศการวัตถุดิบท้องถิ่นสมุทรสงคราม ตลาดน้ำ-ตลาดบก ร้านค้าชุมชนสมุทรสงคราม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดนิทรรศการ “๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย (Thailand Best Local Food) “รสชาติ...ที่หายไป The Lost Taste” ให้ประชาชนและผู้เข้าชมงานได้ศึกษาเมนูอาหารถิ่นทั่วไทย ๗๗ เมนู พร้อมสาธิตและให้ชิมเมนูอาหารถิ่น ได้แก่ ยำส้มโอ จังหวัดนครปฐม เมี่ยงดอกบัว จังหวัดปทุมธานี  แกงรัญจวน จังหวัดสมุทรสงคราม  ในระหว่างวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 
 
เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

ย้อนเหตุการณ์ 'ชาวเน็ตกัมพูชา' โผล่เคลม 'พิธา' เป็นคนเขมร  พร้อมงัดหลักฐาน อาจเป็นผู้สืบทอดทางสายเลือดมารดา

ดูเหมือนว่า 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสการเมืองไทยยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และมีเรื่องให้ลุ้นไม่เว้นแต่ละวัน แต่เรื่องใหญ่และเป็นที่พูดถึงมากที่สุดก็คงไม่พ้นเหตุการณ์ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือครองหุ้นสื่อไอทีวีหรือไม่? ซึ่งผลที่ออกมาก็ขัดใจคนบางกลุ่ม และถูกใจคนบางกลุ่ม เพราะศาลมองว่าไอทีวี ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อ ไม่มีรายได้ เป็นผลให้นายพิธาได้หวนสู่ตำแหน่ง สส. ผู้ทรงเกียรติอีกครั้ง

ส่วนอีกเหตุการณ์ก็เป็นกรณีศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้นายพิธาและพรรคก้าวไกล หยุดการกระทำ การพยายามแก้ไข ม.112 และชี้ว่าการเสนอนโยบายแก้ ม.112 ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่มีในการล้มล้างการปกครอง 

จาก 2 เหตุการณ์ที่กล่าวมา ก็ถือว่า นายพิธาและพรรคก้าวไกล ต้องเจอกับคดีใหญ่ ๆ ซึ่งอาจจะผลต่อเส้นทางการเมืองในประเทศไทย เพราะหากศาลตัดสินมีความผิด โทษหนักที่สุดก็คือ หมดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ทางฟากโหวตเตอร์ หรือคนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลก็ต้องมาคอยลุ้น คอยเชียร์เอาว่านายพิธาและพรรคก้าวไกลจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ว่า…คงไม่เพียงแค่ผู้สนับสนุนในไทยเท่านั้นที่คอยลุ้นคอยเชียร์ เพราะนายพิธาก็มีแรงเชียร์ (แรงเคลม) ส่งตรงจากประเทศกัมพูชาด้วยเช่นกัน 

หากย้อนไปช่วงหลังเลือกตั้งปี 66 ทันทีที่ผลออกมาว่าพรรคก้าวไกลได้เก้าอี้ สส. มาเป็นอันดับ 1 และนายพิธาขึ้นแท่นว่าที่นายกฯ คนที่ 30 ของไทย ชาวเน็ตกัมพูชารายหนึ่งได้ออกมาโพสต์บอกว่า ‘ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ มีเชื้อสายเป็นคนเขมร พร้อมกับแนบหลักฐานรูปในอินสตาแกรมของ ‘นายพิธา’ ที่เคยโพสต์ไว้ตั้งแต่ปี 2558

พร้อมเขียนข้อความแปลไทยได้ว่า “การเมืองไทยจะขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ยังไม่พ้นเลือดคนพระตะบอง ในการเลือกตั้งเมื่อวานนี้ พิธา ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้คะแนนสูงที่ 1 อาจเป็นผู้สืบทอดสายเลือดมารดา (ตามภาพ IG ของ Tim Pita ที่โพสต์พร้อมรูปถ่ายของโรงเรียนเก่าพระตะบอง ในปี 2559 คุณยายของเขาเคยอาศัยอยู่ในบ้านนี้เกือบศตวรรษ)”

“ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมีเหลนของ ควง อภัยวงค์ ที่ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งในกรุงเทพฯ แต่ล้มเหลว นายควง อภัยวงค์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินเจ้าฟ้าคฑาธร ชุ่ม อภัยวงศ์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพระตะบอง นายควง อภัยวงศ์ ผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 3 สมัยอีกด้วย”

นอกจากนี้ก็มีชาวเน็ตฝั่งกัมพูชาหลายคนออกมาโพสต์โต้เช่นกันโดยแปลไทยได้ว่า “การที่พิธาทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง เป็นการขายชาติ”

อย่างไรก็ตาม ก็มีชาวเน็ตฝั่งกัมพูชา ออกมาคอมเมนต์วิจารณ์กันสนั่น พร้อมพากันมองว่ารูปที่แนบมาเป็นบ้านเกิดของ ทิม พิธา และรูปที่มีการตำข้าวเปลือกนั้น เป็นการช่วยคุณยายของเขาเองอีกด้วย

ขอนแก่น - "ธรรมนัส" รับแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ของสมาชิกสหกรณ์ฯดงมูล ขอนแก่น ไม่เกินปี 67 ต้องมีโฉนดถูกต้อง 

รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาความเดือดร้อน จากการไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ของสมาชิกสหกรณ์นิคมดงมูล อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ไม่เกินปี 67 ต้องมีโฉนดที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2567 ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนติดตามสภาพที่แท้จริงของพื้นที่พร้อมมารับทราบปัญหาที่แท้จริงของสมาชิกสหกรณ์นิคมดงมูล และประชาชนทั่วไปที่ประสบภาวะความเดือดร้อนจากการถูกตราหน้าว่า เป็นผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติตลอดมา โดยมีนายไกรสร  กองฉลาด  ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ส่วนราชการและประชาชนชาวอำเภอกระนวนร่วมให้การต้อนรับ และรายงานสรุปข้อมูลของพื้นที่  

นายไกรสร  กองฉลาด  ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า อำเภอกระนวน แบ่งการปกครองเป็น 9 ตำบล 98 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมด 77,869 คน มีพื้นที่อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์ดงมูล จำนวน 159,400 ไร่  ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับหนังสืออนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยมีการจัดตั้งสหกรณ์ในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ดงมูล จำนวน  4 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์นิคมดงมูลหนึ่ง จำกัด สหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด สหกรณ์โคนมกระนวนสามัคคี จำกัด สหกรณ์กองทุนสวนยางขอนแก่น จำกัด  

ด้าน นายสมหมาย  กาพล  ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์นิคมดงมูลหนึ่ง จำกัด รองประธานเครือข่าย 13 นิคม 14 ป่า 17 สหกรณ์ 12 จังหวัด  4 ภาค  กรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ได้รายงานสรุปข้อมูลสภาพปัญหาของพื้นที่ โดยยืนยันว่าการที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ไม่เป็นผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด หากแต่ได้เข้ามาอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่เริ่มต้น โดยเมื่อวันที่  18  มิถุนายน พ.ศ. 2511  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชการที่ 9  ทรงพระราชทานพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ให้ปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางกายภาพของสังคม  

ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  ปัญหาของพี่น้องชาวอำเภอกระนวน ที่ลงมาติดตามในครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณ 1.5 แสนกว่าไร่ เป็นพื้นที่อยู่ในนิคมสหกรณ์ดงมูล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เช่าจากกรมป่าไม้ มาเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยจัดสรรให้พี่น้องทำกินและหมดสัญญาเมื่อปี 2562 ปัญหาคือ หลังจากหมดสัญญาจะทำอย่างไร ซึ่งพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ดงมูล มีความต้องการที่จะได้มาเพื่อเอกสารสิทธิ ตนในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จะนำเรื่องนี้ไปเสนอในที่ประชุมในการหาแนวทางระหว่าง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมป่าไม้ และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันอังคารที่จะถึงนี้ เพื่อนำข้อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา และหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ต่อไป 

นอกจากนี้ ในพื้นที่อำเภอกระนวน เป็นพื้นที่ที่สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ในเรื่องของการรับซื้อยางพารา มีเกษตรกรปลูกยางพาราเกือบ 3 หมื่นไร่ ขณะนี้ยางพารามีราคาดีขึ้น ชาวสวนยางก็มีความสุข ซึ่งจะรักษาเสถียรภาพของยางพาราให้มีการยกระดับด้านราคาให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของการยางแห่งประเทศไทย ที่ได้กำกับดูแล

"เชียงราย"ไม่รอด!!ฉก.ทัพเจ้าตากร่วมกับ.ปส จับกุมผู้ต้องหาลักลอบลำเลียงยาเสพติดพร้อมยาบ้า 1,000,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.15 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัด ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทำการตั้งจุดตรวจ บริเวณจุดตรวจ/ด่านตรวจห้วยสัก ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ซึ่งได้ทำการติดตามกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาจากแนวชายแดน อำเภอแม่ฟ้าหลวง หลังจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ายาเสพติดดังกล่าว ถูกลำเลียงผ่านมาทาง ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมรถยนต์ปิคอัพ จำนวน 2 คัน และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ภายในกระสอบพลาสติกสีรุ้ง จำนวน 5 กระสอบๆ ละ 200,000 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น จำนวน 1,000,000 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารของรถปิคอัพดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้ทำการขยายผลการจับกุมโดยได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบบ้านของเครือข่ายในพื้นที่ บ้านโป่งนก ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม

ต่อมาในห้วงบ่ายของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง ได้เดินทางเข้าพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จับกุมและของกลางดังกล่าว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลตรีประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด อย่างต่อเนื่องต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

‘บิ๊กโจ๊ก’ รับปาก ‘กลุ่มสหพันธ์เกษตรกรฯ’ ปมชะลอแต่งตั้ง คคก. ยัน!! จะส่งเรื่องถึงมือนายกฯ ด้านมวลชนพอใจ-ยุติการชุมนุมแล้ว

‘รองโจ๊ก’ รับปากมวลชนกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรฯ นำสารหนังสือข้อเรียกร้องชะลอการแต่งตั้ง ส่งรองนายกฯ วันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ ทำให้มวลชนพอใจ และตัดสินใจสลายการชุมนุม เดินทางกลับภูมิลำเนา หลังปักหลักชุมนุมมา 2 วัน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.(มค) ได้มาพบกับ นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล อดีตผู้แทนเกษตรกรภาคกลาง และนายดรณ์ พุมมาลี อดีตผู้แทนเกษตรกรภาคใต้ เป็นครั้งที่สองเพื่อหารือกับตัวแทนกลุ่มแกนนำ ที่ได้มีหนังสือขอให้ชะลอการนำเสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่ได้เลือกตั้งแล้วเสร็จไปในวันที่ 16 ม.ค. 67 เนื่องจากเห็นว่าการประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การแต่งตั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยแกนนำย้ำว่า นายสุภาพ คชนูด ผู้สมัครเป็นผู้แทนเกษตรกรภาคใต้ ได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อคัดค้านผลการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร 4 ภาค ซึ่งต่อมา ศาลปกครองนครศรีธรรมราช มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 67 โดยให้ระงับการแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรในส่วนของภูมิภาคที่ 4 (ท้องที่จังหวัดภาคใต้) ไว้ชั่วคราวก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ซึ่งศาลให้เหตุผลว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการแต่งตั้งดังกล่าว แต่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรก็ยังสามารถแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรในส่วนที่เหลือเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรได้ กรณีนี้จึงยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่การบริการสาธารณะแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล และผู้แทนเกษตรกรจากทุกภูมิภาค อยากเรียกร้องให้มีการระงับการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรชุดใหม่ โดยให้คณะกรรมการชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในส่วนของภูมิภาคที่ 4 (ท้องที่จังหวัดภาคใต้) ใหม่เสียก่อน เพื่อให้มีตัวแทนเกษตรกรจากทุกภูมิภาคมาเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร เพื่อเป็นตัวแทนของพี่น้องเกษตรกรจากทุกภาค

ในการนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.(มค) รับปากพี่น้องเกษตรกรว่าจะนำข้อเรียกร้องและประเด็นข้อกฎหมายเข้าพบนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์ที่ 5 ก.พ.67 เพื่ออำนวยความเป็นธรรมแก่พี่น้องเกษตรกร

ทั้งนี้ หลังจากหารือกับ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายยศวัจน์ฯ แกนนำพร้อมด้วยผู้แทนกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 15 คน ยอมรับว่า ได้ข้อสรุปเป็นที่พอใจ ทั้งหมดจึงฝากการบ้าน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องไว้กับ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปมอบรองนายกภูมิธรรมฯ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุม ตัดสินใจเดินทางกลับภูมิลำเนาทั้งหมด หลังจากที่ปักหลักชุมนุม หน้ากระทรวงการคลังมาแล้ว 2 สัปดาห์

‘มาดามแป้ง’ อำลาเก้าอี้ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ปิดฉาก 890 วันแห่งความสำเร็จและความทรงจำอันมีค่า

(4 ก.พ.67) นางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือ ‘มาดามแป้ง’ อำลาตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติไทย อย่างเป็นทางการ ปิดฉาก 890 วันที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันทรงคุณค่า ทั้งการพาทีมคว้าแชมป์อาเซียน 2 สมัยติดต่อกัน และ ล่าสุดผ่านเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย เอเชียน คัพ 2023 ที่กาตาร์ ก่อนลงสมัครเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมาดามแป้งได้กล่าวว่า…

“เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 เป็นวันที่แป้งจำไม่เคยลืม วันแรกที่แป้งเข้ามารับตำแหน่ง ผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดใหญ่และ U-23 ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญในเส้นทางการเดินทางสายฟุตบอล กว่า 16 ปีของแป้ง เพราะต้องยอมรับว่าฟุตบอลชายทีมชาติไทย เป็นสิ่งที่รวมใจคนทั้งชาติ เต็มไปด้วยความคาดหวัง ยิ่งประกอบกับโจทย์วิกฤติศรัทธาฟุตบอลไทยด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเรื่องท้าทายมากค่ะ แป้งต้องขอขอบคุณพี่อ๊อด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่เชื่อมั่นและไว้ใจให้แป้งมาทำงานสำคัญนี้ ซึ่งตลอดเวลา 890 วันที่ผ่านมา แป้งเชื่อว่าแป้งได้ทุ่มเททำทุกอย่างสุดความสามารถของแป้ง เท่าที่คนรักฟุตบอลไทยคนหนึ่งจะทำได้ค่ะ

890 วันนี้ นับเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่มาพร้อมความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการดูแลสิ่งที่เป็นของคนไทยทั้งชาติ แป้งได้เรียนรู้มากมายจากการรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำมาปรับใช้ด้วยจุดมุ่งหมายเดียว คือทำให้ทัพช้างศึก ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างามและเข้มแข็งกว่าเดิม ดังนั้น การได้เห็นทีมชาติไทยเป็นแชมป์อาเซียน 2 สมัย และผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย เอเชียนคัพ 2023 ที่กาตาร์ ด้วยผลงานรอบแบ่งกลุ่มดีที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงทำให้แป้งดีใจและภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนฟุตบอลไทยค่ะ

แน่นอนว่า แป้งไม่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้คนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจาก #TeamThailand ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา ผู้ฝึกสอน สโมสร รวมไปถึงพันธมิตร ทั้งในและนอกวงการ ที่ได้เสียสละแรงกายใจ เวลา เงินทุน ในการร่วมทำงานใหญ่ระดับชาตินี้ให้เป็นไปด้วยดี สำคัญที่สุด ผู้เล่นคนที่ 12 นั่นคือ แฟนบอลไทยที่เป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ของพวกเราในการทำงาน และการลงแข่งขันทุกนัด แป้งขอกราบขอบพระคุณทุกท่านจากหัวใจค่ะ

วันนี้ เป็นวันที่แป้งต้องขออำลาจากตำแหน่ง “ผู้จัดการทีม” ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันทรงคุณค่านี้ เพื่อขอโอกาสในการช่วยผลักดันวงการฟุตบอลไทยในทุกมิติ ด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้ง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเป็นเช่นไรก็ตาม แป้งก็ขอยืนยันในความตั้งใจและสัญญาว่า ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม แป้งจะทุ่มเทความรู้ ความสามารถทั้งหมดที่มีให้กับวงการบอลไทย เพื่อร่วมสร้างและพัฒนา #TeamThailand ให้ดีขึ้นในทุกๆ วันค่ะ

ด้วยรักและศรัทธาในบอลไทยเสมอและตลอดไป”

ทั้งนี้ตลอดเวลาการเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทย “มาดามแป้ง” หมดเงินไป 55,850,000 บาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top