Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

สาวถามชาวเน็ต มีแฟนดีมาก 'ไม่ดื่มเหล้า-ไม่สูบบุหรี่' แต่รายได้ต่ำ ดูไม่มีอนาคต ไม่ปรับตัว ควรไปต่อมั้ย

(6 ก.พ. 67) ผู้ใช้พันทิปรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้ถามว่า แฟนเป็นคนดีมากแต่ไม่มีอนาคตควรไปต่อไหมคะ โดยได้เขียนทิ้งไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 

โดยในข้อความ เธอเล่าว่า ได้คบหากับแฟนมาเกือบ 6 ปี เขาเป็นคนดี ไม่สูบบุหรี่ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน แต่พอได้ลองใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว เขากลับดูไม่มีอนาคตเสียเลย เหมือนเธอคนเดียวที่คิดไปเองวางแผนชีวิตวางแผนครอบครัวอยู่คนเดียว เขาเองไม่เคยพูดสักครั้งว่าจะวางแผนชีวิตคู่ยังไงบ้าง

โดยเธอทำธุรกิจส่วนตัว มีรายได้มากกว่าแฟนหลายเท่า เวลาที่เขามาช่วยงาน เธอต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้ และเวลาไปเที่ยว เธอเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายให้แทบจะทุกอย่าง มีบ้างที่เขาช่วยออกค่าน้ำมัน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เธอไม่สามารถไปเที่ยวระยะทางไกล ๆ หรือต่างประเทศได้บ่อย เพราะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

ซึ่งเธอบอกอีกว่าแทบจะเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่เธออายุน้อยกว่าเขา 5 ปี อยู่กันทุกวันนี้เหมือนอยู่ไปวัน ๆ ไม่มีคิดสักนิดว่าจะวางแผนดำเนินไปอย่างไร เหมือนมีเธอเพียงคนเดียวที่วางแผนครอบครัว

เธอไม่กล้าเลิกกับแฟน เพราะคบกันมานานและไม่ค่อยทะเลาะกัน ซึ่งหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เขาไม่ปรับปรุงตัวเลย และเธอยังเครียดเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่ หาเงินคนเดียว จ่ายเงินคนเดียว 

หลังจากกระทู้นี้ถูกเผยแพร่ออกไปชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ โดยส่วนใหญ่บอกว่า การไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ใช่เกณฑ์วัดความดีเสมอไป สิ่งที่แฟนเจ้าของกระทู้ทำเรียกว่าเอาเปรียบ เพราะเขาไม่สามารถดูแลคนรักได้ ถ้าคบกันแล้วไม่โอเคก็แยกย้าย อย่าไปเสียดาย

'มช.' ร่วมมือ 'เจริญชัย' ประสบความสำเร็จ วิจัยหม้อแปลง IoT และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage

ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ของคนไทยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA ภายใต้โครงการ 'Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response'

ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้ร่วมวิจัยและได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง IoT และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ภายใต้โครงการ “Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response” ซึ่งจากการดำเนินงานพบว่าหม้อแปลงที่ใช้ในการดำเนินโครงการ ที่กล่าวในข้างต้น ตอบโจทย์ ด้านการประหยัดพลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม Smart Factory, Smart Building ในด้าน Net Zero & Near Zero, Peak Demand และ Demand Response และการประหยัดพลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 2 – 5  ปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า 

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวขอขอบคุณ ศ.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รศ. ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รศ.ดร. สิริชัย คุณภาพดีเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์, ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี และดร. ณัฐวุฒิ จารุวสุพันธุ์  ที่ได้ร่วมวิจัยในครั้งนี้ ทำให้การวิจัยในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ หม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System เพิ่มอายุการใช้งานให้กับ Energy Storage มากถึง 20 ปี ทำให้ระบบไฟฟ้าเกิดความเสถียรภาพ เกิดความมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ตอบโจทย์การประหยัดพลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ อาคารสถานที่ ที่สามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอน เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมงาน UAE SWAT Challenge 2024 เกาะขอบสนามให้กำลังใจ 3 ทีมตำรวจไทย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมงาน UAE SWAT Challenge 2024 เกาะขอบสนามให้กำลังใจ 3 ทีมตำรวจไทย แข่งขันสุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษระดับโลก ที่เมืองดูไบ ผ่าน 2 สเตจ “ยุทธวิธี - การโจมตี” ตำรวจไทยทำผลงานดี ลุ้นอีก 2 สเตจ ชิงยอดทีมตำรวจสุดแกร่ง

วานนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยังเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อร่วมชมการแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024  เฟ้นหาสุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษระดับโลก ซึ่งปีนี้มีกว่า 30 ประเทศส่งทีมหน่วยปฏิบัติการเข้าแข่งขัน รวม 73 ทีม ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจแก่ทีมตำรวจไทยที่เข้าร่วมการแข่งขัน  ซึ่งปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งตัวแทน 3 ทีม เข้าแข่งขัน คือ ทีม Royal Thai Police A และ B เป็นตำรวจชาย และทีม Royal Thai Police C เป็นตำรวจหญิง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เข้าชมการแข่งขันอย่างใกล้ชิด สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ตัวแทนตำรวจไทยที่ลงแข่งขันอย่างมาก

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า การเข้าร่วมการแข่งขันเป็นการฝึกทักษะ ประสบการณ์และความสามารถเชิงยุทธวิธี ตลอดจนเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลการแข่งขันเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งวันนี้ตนเดินทางมาให้กำลังใจทีมตำรวจไทย โดยข้าราชการตำรวจที่เข้าแข่งขัน ทีมผู้ฝึกสอน ทีมพี่เลี้ยง ล้วนเป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่มีความสามารถและทักษะสูง จากหลายหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ นเรศวร 261, คอมมานโด, อรินทราช 26 , หนุมาน , หน่วยปฏิบัติพิเศษ ตำรวจภูธรภาค 1-9 ที่เคยผ่านการปฏิบัติงานคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตมาหลายครั้ง  ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งทีมเข้าแข่งขันรายการ UAE SWAT Challenge มาเป็นปีที่ 4 และการเข้าแข่งขันรายการนี้จะทำให้ได้ทักษะเพิ่มเติมเพื่อนำไปพัฒนา และเสริมความแข็งแกร่งให้ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนตำรวจในหลาย ๆ ประเทศ 

การแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024 นั้น จัดขึ้นวันที่ 3 – 7 กุมภาพันธ์ 2567 โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 5 สเตจ หรือสถานการณ์  ได้แก่ สเตจ 1 ยุทธวิธี (Tactical) , สเตจ 2 การโจมตี (Assault Event) , สเตจ 3 การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ (Officer Rescue) , สเตจ 4 การโจมตีตึกสูง (Tower Assault) และสเตจ 5 เครื่องกีดขวาง (Obstacle Course) โดยผลการแข่งขันทีมตำรวจไทยทั้ง 3 ทีม ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยสเตจที่ 1 ยุทธวิธี ทีม A ได้ลำดับที่ 8, ทีม B ได้ลำดับที่ 17  ส่วน ทีม C ได้ลำดับที่ 39 , สเตจ 2 การโจมตี ทีม A ได้ลำดับที่ 14, ทีม B ได้ลำดับที่ 8 ทีม C ได้ลำดับที่  28 , และวานนี้ สเตจที่ 3 การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ทีม A ได้ลำดับที่ 14, ทีม B ได้ลำดับที่ 30 ส่วน ทีม C ได้ลำดับที่ 42 สำหรับคะแนนรวม 3 วัน ผ่านการทดสอบ 3 สเตจ ทีม A อยู่ในอันดับที่ 8, ทีม B อยู่ในอันดับที่ 11 และทีม C อยู่ในอันดับที่ 39 จากทีมที่เข้าแข่งขันจากทั่วโลกทั้งหมด 73 ทีม ซึ่งถือได้ว่าผลการแข่งขันเป็นที่น่าพอใจ 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้พบปะกับตำรวจดูไบ และ NYPD พร้อมกล่าวว่า ในวันนี้ (6 ก.พ.67) เป็นการแข่งขันในสเตจที่ 4️ การโจมตีตึกสูง (Tower Assault) และวันพรุ่งนี้ เป็นการแข่งขันสเตจสุดท้าย คือ เครื่องกีดขวาง (Obstacle Course) ซึ่งทีมตำรวจไทยมีความพร้อมและกำลังใจดีในการลงแข่งขัน พร้อมขอเชิญชวนพี่น้องข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชน ร่วมลงใจเชียร์ทีมตำรวจไทยได้ที่ https://m.youtube.com/@dubaipolicehq/streams

ทุเรียนไทย VS ทุเรียนมาเลเซีย ตัดสินโดย ติ๊กต็อกสาวชาวเกาหลี

(6 ก.พ.67) ทุเรียนถือได้ว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ และก็มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทุเรียนก็มีอยู่หลากหลายพันธุ์ทั่วทั้งภูมิภาค แต่ตอนนี้ทุเรียนที่กำลังเป็นที่ต้องการ และโด่งดังมากที่สุด คือ ‘ทุเรียนมูซานคิง’ ของมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่มาเลเซียเท่านั้น หากแต่ทุเรียนก็ยังถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยด้วย ส่วนจะมีรสชาติที่ดีและถูกปากใครมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยม...

เพียงแต่ไม่นานมานี้ ก็มีคนมาลองตัดสินรสชาติของทุเรียนทั้ง 2 ประเทศให้แล้ว โดยติ๊กต็อกเกอร์สาวชาวเกาหลี ที่ใช้ชื่อว่า ‘Tara Choi’ ซึ่งอาศัยอยู่ในมาเลเซีย ได้ถ่ายคลิปการลองชิมทุเรียนไทยระหว่างที่ได้มาเที่ยวกรุงเทพฯ โดยเธอได้แชร์คลิปวีดีโอดังกล่าว และได้เปรียบเทียบระหว่างทุเรียนที่ซื้อในตลาดที่กรุงเทพฯ กับทุเรียนมาเลเซียที่เธอเคยกินมาหลายครั้งแล้ว 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวก็กลายเป็นกระแสไวรัลขึ้นมาทันที โดยมียอดคนดูมากกว่า 708,800 ครั้ง และยอดไลก์ 36,200 ครั้ง ในเวลาเพียงแค่ 2 วัน ซึ่งภายในคลิปวิดีโอดังกล่าว สาว Tara กำลังยืนเลือกทุเรียนอยู่ และสุดท้ายเธอก็ได้ทุเรียนหมอนทองกลับมา แต่เธอถึงกับผงะทันทีเมื่อเห็นพนักงานที่ร้าน ได้ทำการตัดทุเรียนด้วยวิธีแปลกๆ

อย่างไรก็ตาม เธอก็ได้ซื้อมันกลับมายังห้องพักที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อลองเอามากินดู เธอสังเกตเห็นว่าทุเรียนมีกลิ่นอ่อนกว่าและก็แห้งกว่าที่มาเลเซียเป็นอย่างมาก เธอยังอ้างอีกว่า "คนมาเลเซียหลายคนเคยบอกกับเธอว่า ทุเรียนไทยไม่อร่อยเลย" และหลังจากที่เธอได้ลองกัดไปคำหนึ่ง เธอก็ถึงกับพยักหน้า และบอกด้วยว่า “ตอนนี้ฉันเข้าใจในสิ่งที่ชาวมาเลเซียพูดเกี่ยวกับทุเรียนไทยแล้ว” และบอกอีกว่า “ทุเรียนไทยไม่อร่อย กลิ่นสี อ่อนกว่า อาจจะผลใหญ่กว่าแต่รสชาติสู้ของมาเลเซียไม่ได้” ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ใจชาวเน็ตมาเลเซียไปเต็มๆ พร้อมทั้งมีสื่อมาเลเซียให้การแพร่สะพัดข่าวนี้จนเป็นเรื่องใหญ่

ทั้งนี้หากสำรวจถึงความเห็นชาวเน็ตมาเลเซียจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันในการชื่นชมทุเรียนมาเลเซียเป็นทิศทางเดียวกัน อาทิ…

“ทุเรียน ‘มูซานคิง’ ของมาเลเซีย คือทุเรียนดีที่สุด” 
“ทุเรียนไทยชอบเคลมว่าตัวเองดีที่สุด” 
“อย่าเสียเวลาไปลองชิมทุเรียนไทย มันไม่อร่อยหรอก” 
“ทุเรียนมาเลเซีย คือ ที่สุดแล้ว” 
“ทุเรียนของไทยชนะแค่ขนาดเท่านั้น” 
“ยอมรับว่าชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับประเทศไทยเลย แต่กับทุเรียนขอยกให้มาเลเซีย”
“คนไทยชอบตัดทุเรียนตั้งแต่ยังไม่สุก แล้วมันจะไปอร่อยได้อย่างไร”
“ถึงทุเรียนไทยจะสู้ไม่ได้ แต่อื่นๆ ในประเทศนี้ทั้งการท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรมคือที่สุด”
“หากใครที่คุ้นเคยกับทุเรียนแบบมาเลเซีย ก็คงไม่แปลกที่จะไม่ชอบแบบของไทย”
“ส่วนตัวแล้วทุเรียนไทย ไม่อร่อยจริงๆ แถมยังแพงด้วย”

เหล่านี้ก็คือเสียงสะท้อนของชาวเน็ตจากฝั่งมาเลเซีย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะถือเป็นรสนิยมในเรื่องของรสชาติที่ขอไม่ก้าวก่ายกัน…

‘โครงการช้างเผือก’ มธ. ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เดินหน้ามอบโอกาสแก่เด็กเรียนดีจากชนบท เข้าสู่รุ่นที่ 43

ลองย้อนกลับไปในอดีต ‘การศึกษา’ ถือเป็นสิ่งไกลตัวและไม่อาจเอื้อมถึงสำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ยิ่งอาศัยในแถบชนบท ห่างไกลความเจริญ ‘การศึกษา’ ก็ถือเป็นเรื่องห่างไกล เกินฝัน ซึ่งต่อให้เด็กคนนั้นหัวดี เรียนเก่งมากแค่ไหน แต่ก็มีความเสี่ยงหมดสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี หากครอบครัวไหนที่ทำอาชีพเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ก็ต้องจำใจปิดประตูแห่งโอกาส เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษาของเด็ก-เยาวชนไทย สะสม ทับถมมาเป็นเวลานาน ซึ่งอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และพยายามหาทางบรรเทาปัญหานี้ให้เบาบางลงบ้าง ด้วยการริเริ่มโครงการช่วยเหลือเด็กเรียนดีจากชนบท ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘โครงการช้างเผือก’

สมัยที่ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2518 -2519) ได้ศึกษาและพบว่านักศึกษาที่มีโอกาสผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวที่มีรายได้มากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป ทำให้มีการสรุปว่าระบบการสอบคัดเลือกนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยยังมีความเป็นธรรมในเรื่องโอกาสให้การศึกษายังไม่เพียงพอ 

ทางทบวงมหาวิทยาลัยได้หันมาพิจารณาที่จะแก้ไขปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในส่วนภูมิภาคที่ยากจน และเป็นบุตรธิดาของเกษตรกร ให้ได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 

ซึ่งจากการวิเคราะห์ตัวเลขข้อมูลของผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัยติดต่อกันมาโดยตลอด พบว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นบุตรธิดาของเกษตรกรเพียง 7% เท่านั้น 

ทบวงมหาวิทยาลัยจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมา เพื่อศึกษาและวิจัยความเป็นไปได้ของการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ที่ประชุมคณะกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย ได้พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มติการประชุมครั้งนั้นเห็นชอบด้วยในหลักการที่ว่า ‘ระบบการสอบคัดเลือกที่เหมาะสม ควรประกอบด้วยการคัดเลือกทั่วไปส่วนหนึ่ง และการคัดเลือกตามระบบโควตาอีกส่วนหนึ่ง’

เมื่อทางทบวงมหาวิทยาลัยเห็นชอบในหลักการ ของระบบการสอบคัดเลือกแบบใหม่แล้ว จึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อขอให้แต่ละมหาวิทยาลัยช่วยกันพิจารณาแนวทางการปรับปรุงระบบ การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งนี้โดยอาศัยเอกสารข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปรับปรุง ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นแนวทางประกอบการพิจารณา 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยอธิการบดีและคณะผู้บริหารจึงได้ดำเนินการพิจารณาเรื่องการรับนักศึกษา เข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามระบบโควตา 

แต่กระบวนการทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัด เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ขึ้นเสียก่อน ทำให้สถานการณ์ของมหาวิทยาลัยไม่เอื้ออำนวยต่อการพิจารณาเรื่องนี้ จนกระทั่งปีการศึกษา 2522 ‘อาจารย์ประภาศน์ อวยชัย’ ได้นำเรื่องการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยตามระบบโควตามาทบทวนอีกครั้ง พร้อมแต่งตั้ง ‘คณะที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการของอธิการบดี’ ขึ้น เพื่อให้หลักการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยตามระบบโควตาปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว เพราะจะได้สนับสนุนให้นักเรียนที่มีผลการเรียนดี ที่อยู่ในชนบทและมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยให้เข้ามาสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น

โดยอาจารย์ประภาศน์ แถลงเรื่องนี้แก่ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 7/2523 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ว่า…

"ในการพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวที่ประชุมคณบดีได้พิจารณาหลายครั้ง โดยมีอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่ทบวงมหาวิทยาลัยแต่งตั้งเข้าร่วมชี้แจงอยู่ด้วย ผลการประชุมมีมติเห็นชอบด้วยตามหลักการที่ว่า การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยควรใช้การคัดเลือกตามระบบโควตา ประกอบกับการสอบคัดเลือกทั่วไป ในขณะที่เรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของทบวงมหาวิทยาลัยนั้น ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ควรดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่าที่สามารถจะกระทำได้ จึงขอให้ฝ่ายวิชาการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อมหาวิทยาลัยจักได้ดำเนินการต่อไปในปี การศึกษา 2524"

ในปีการศึกษา 2524 มหาวิทยาลัยจึงเริ่มโครงการรับนักศึกษาเรียนดีจากชนบทขึ้นเป็นปีแรก ได้พิจารณารับนักศึกษาจำนวนประมาณ 50 คน จากอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจัดให้เข้าศึกษายังคณะและแผนกอิสระต่าง ๆ โดยเฉลี่ยตามสัดส่วนจำนวนนักศึกษาที่คณะหรือแผนกอิสระนั้น ๆ รับอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นนั้นต้องเป็นนักเรียนในชั้นมัธยมปลาย มีผลการเรียนดีเด่น มาจากครอบครัวเกษตรกรหรือด้อยฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและโอกาสจะไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้

ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นโครงการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยจึงมีภาระหนักในการหาทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาเหล่านี้ ทำให้ต้องพิจารณาจำกัดจำนวนและภูมิภาคที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเป็นประการแรก

ในหนังสือ ปฐมนิเทศและคู่มือนักศึกษาเรียนดีจากชนบท 2530 ระบุข้อความเชิญชวนบริจาคสนับสนุนนักศึกษาเรียนดีจากชนบท ว่า…

“เกษตรกรและชาวชนบท มีจำนวน 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยทั้งหมด แต่นักเรียนมัธยมปลายที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ในแต่ละปี มีลูกหลานของเกษตรกร และผู้มีรายได้ต่ำเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำในโอกาสของการศึกษาชั้นสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงจัดให้มีโครงการนักศึกษาเรียนดีจากชนบท โดยรับในระบบโควตาของมหาวิทยาลัยเองปีละ 150 คน”

สำหรับบัณฑิตจากโครงการรับนักศึกษาเรียนดีจากชนบท เช่น

-นายรัฐกรณ์ ทองงาม คณะรัฐศาสตร์ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างปีการศึกษา 2529 - 2532 ตุลาการศาลปกครอง

-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐปน ชื่นบาล คณะวิทยาศาสตร์ สาขาสิ่งแวคล้อม จากจังหวัดราชบุรี ปีการศึกษา 2529 - 2533 คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

-นางสาวทิพวรรณ กมลพัฒนานันท์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ จากจังหวัดราชบุรี ระหว่างปีการศึกษา 2530 - 2533 ผู้อำนวยการกองบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

-นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร คณะรัฐศาสตร์ จากจังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างปีการศึกษา
2531 - 2534 รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

จากปี 2524 ที่เริ่มโครงการ จนถึงปัจจุบันโครงการรับนักศึกษาเรียนดีจากชนบท หรือธรรมศาสตร์ช้างเผือก ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เดินทางมาถึงรุ่น 43 แล้ว และยังคงเดินหน้ารับนักศึกษาเรียนดีจากชนบทต่อไป เพื่อเป็นการกระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพให้แก่ประเทศไทย

'เลิศศักดิ์' ยกทีม กมธ.ปปง.บุกคุกพบนักโทษสางปมคดี 'STARK หุ้นเทวดา'

'เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล' ประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนฯ ยกทีมบุกเรือนจำพิเศษกรุงเทพ พบนักโทษคนสำคัญคดีหุ้น 'STARK' ประกอบการพิจารณาติดตามการทำงานของ DSI หลังมีผู้เสียหายเดินหน้ายื่นเรื่องให้ตรวจสอบการทำงานของ 'DSI' กรณี นายชินวัฒน์ อัศวโภคี อดีตกรรมการ STARK หลุดจากความผิดไปตั้งแต่ชั้นสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด พร้อมด้วยนายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและศึกษาคดีฉ้อโกง บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย กมธ.ปปง.ได้เข้าศึกษาดูงานยังเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีนายณรงค์ จุ้ยเส่ย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง โดยรายงานปัญหาอุปสรรค์ในการทำงานเรือนจำ และรับทราบข้อเสนอแนะ

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด พร้อมด้วยนายดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและศึกษาคดีฉ้อโกง บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอพบนายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ นักโทษในคดี STARK อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ที่ออกมารับสารภาพว่ากรณีคดีหุ้น STARK มีการตกแต่งบัญชีจนเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ป.กมธ.ปปง. กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนายศรัทธาพบว่า ข้อเท็จจริงที่ได้รับจากนักโทษศรัทธา กับการแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI  ยังมีความแตกต่างกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของนายวนรัตน์ ตั้งคารวคุณ ซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ STARK และนายชินวัฒน์ อัศวโภคี อดีตกรรมการ STARK ที่ DSI จะกันไว้เป็นพยาน ข้อมูลที่ได้ถือว่ามีประโยชน์ และจะนำมาพิจารณาในที่ประชุม กมธ.ปปง. เพื่อเชิญ DSI มาซักถามเพื่อความกระจ่างอีกครั้ง 

“การพูดคุยได้ข้อมูลหลายอย่าง นายศรัทธายืนยันว่า คำให้การที่ได้ให้ไว้กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI ในสำนวนการสอบสวนของ DSI ยังไม่ได้นำไปประกอบการพิจารณา อีกทั้งกรณีนี้ ผู้เสียหาย STARK ได้เข้ามายื่นให้ กมธ.ปปง. ดำเนินการติดตามขอความเป็นธรรมจากการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงอัยการ กรณีเรื่องการฟ้องผู้ต้องหาเพื่อขอให้  กมธ.ปปง. ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและ ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด“

นายเลิศศักดิ์กล่าวต่อว่า ความน่าสนใจในคดีนี้ กมธ.ปปง. สนใจกรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ยังไม่เสนอสั่งฟ้องผู้ต้องหาคนสำคัญอีก 3 คน ประกอบด้วยนายวนรัตน์ , นายชินวัฒน์ และโดยเฉพาะ นายชนินทร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STARK ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว กมธ.ปปง.ยืนยันว่าเรื่องนี้จะติดตามให้ถึงที่สุด เนื่องจากคดีนี้ถือเป็นการตกแต่งบัญชีและงบการเงิน ผ่องถ่ายเงิน เป็นคดีฉ้อโกงประชาชน ที่สังคมยังมีคำถามคาใจ เพราะตัวการใหญ่ยังลอยนวล ที่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนผู้ลงทุนจำนวนหลายหมื่นคน ที่ยังเหลือติดค้างถือหุ้นอยู่กว่า 9,000 ราย ที่ทุกคนหมดตัวที่มีมูลค่าความเสียหายกว่าเก้าพันล้านบาท

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ สมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัด ประชุมโฟกัส กรุ๊ป เรื่อง “สถานการณ์สุขภาวะสื่อมวลชนไทย ปี 2566 ”  

เปิดผลสำรวจสุขภาพสื่อไทยปี 66 พบคนทำสื่อ 27%มีโรคประจำตัวส่วนใหญ่เป็นภูมิแพ้ตามด้วยเบาหวาน 33%ไม่ได้ตรวจสุขภาพประจำปี  เกือบ10%ทำงานหนักมากกว่า10 ชั่วโมงต่อวัน สื่อ 90%ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ด้านสมาคมวิชาชีพสื่อยอมรับสุขภาวะสื่อไทยติดลบ อนาคตสื่อไม่แน่นอน ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.หนุนทุกฝ่ายจับมือแก้ปัญหา                      

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์  2567 มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ สมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  ได้จัด ประชุมโฟกัส กรุ๊ป เรื่อง “สถานการณ์สุขภาวะสื่อมวลชนไทย ปี 2566 ” เพื่อนำเสนอผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาวะของสื่อมวลชน ณ ห้องซิลเวอร์ รูม 3   โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน  กรุงเทพฯ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ณัฐนันท์  ศิริเจริญ  เลขาธิการมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)นายวิเชษฐ์  พิชัยรัตน์  ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวเปิดการประชุมว่าในรอบปี 2566 ที่ผ่านมามีข่าวเรื่องสื่อมวลชนประสบปัญหาด้านสุขภาพหลายกรณีและบางกรณีถึงกับเสียชีวิตในที่ทำงานอย่างเช่นพนักงานด้านการบันทึกข้อมูลผังรายการโทรทัศน์ของTNNช่อง 16 เสียชีวิตคาโต๊ะทำงานเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2566 แม้จะมีการระบุว่ามาจากสาเหตุกล้ามเนื้อหัวใจตายแต่ด้านหนึ่งก็มาจากการทำงานหนักเกินไปมีเวลาพักผ่อนน้อย ซึ่งหลานสาวของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าปกติเป็นคนแข็งแรงแต่มีการสูบบุหรี่และดื่มน้ำอัดลม ที่สำคัญคือทำงานสัปดาห์ละ 6 วันและ          
กลับดึกบางวันก็กลับเช้า หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2562 ผู้สื่อข่าวหญิงชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเนื่องจากโหมทำงานล่วงเวลากว่า 159 ชั่วโมงภายใน 1 เดือน ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่าโรคคาโรชิซินโดรม คือการเสียชีวิตเพราะทำงานหนักมากเกินไป สสส.จึงสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะในการดูแลสุขภาพของสื่อมวลชนและหวังว่าข้อมูลจากการสำรวจในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับสมาคมวิชาชีพสื่อในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมในอนาคตต่อไป เช่น การตั้งกองทุนเพื่อดูแลสื่อมวลชนที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพและความเดือดร้อนจากการทำงาน   

จากนั้นนายอภิวัชร์  เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.)  แถลงผลการสำรวจสถานการณ์ ปัญหาสุขภาวะของสื่อมวลชนไทย ปี 2566 ว่า กิจกรรมการสำรวจสุขภาวะ ของสื่อมวลชนไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรับรู้สภาพการทำงานและปัญหาสุขภาวะของสื่อมวลชนไทยผ่านการตอบแบบสอบถามของสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ คำถามแรกคือเรื่องสุขภาพทั่วไปพบว่าสื่อมวลชน 73 % ไม่มีโรคประจำตัว ส่วนอีก 27% มีโรคประจำตัว ส่วนใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศสูงถึง 28.6% ตามมาด้วยโรคเบาหวาน 17.2% และโรคหอบหืด 5.7% เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจปี 2565 พบว่ามีโรคประจำตัวเพิ่มขึ้น 5.4% สื่อมวลชน 77% มีการตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนอีก 23%ไม่ได้ตรวจโดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย รวมทั้งสุขภาพยังแข็งแรงอยู่ ส่วนคำถามที่ว่าสื่อมวลชนไทยทำงานหนักแค่ไหนส่วนใหญ่ 55.88%ทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมงตามมาตรฐานการทำงานของวิชาชีพอื่นๆ  รองลงมา33.53% ทำงานวันละ9-10 ชั่วโมง และมีสื่อมวลชน 9.41%ต้องทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน  มีเพียงแค่ 1.18%เท่านั้นที่ทำงานน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน

ด้านคำถามที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ สื่อมวลชนส่วนใหญ่ 76.47% ไม่สูบบุหรี่ ส่วน14.71%ยังสูบบุหรี่และอีก 8.82% เคยสูบบุหรี่แต่เลิกสูบแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2565 พบว่าสูบบุหรี่ลดลง 2.0% เหตุผลที่ไม่สูบบุหรี่ 25.6% บอกว่าไม่คิดที่จะสูบอยู่แล้ว รองลงมา 15.9% เพราะรู้ถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่ สำหรับคนที่ยังสูบบุหรี่มีถึง 64% คิดจะเลิกเพราะอยากจะมีสุขภาพดี ส่วนอีก 36% ไม่คิดที่จะเลิกสูบเพราะยังไม่เห็นผลกระทบและยังสุขภาพแข็งแรงอยู่ ส่วนประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ 88.82%ไม่สูบเพราะเป็นห่วงสุขภาพ รองลงมา 23.88% เพราะรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 11.18% ให้เหตุผลว่าเพราะไม่มีกลิ่นเหม็น รองลงมาคือเลิกสูบได้ง่ายและเชื่อว่าไม่ทำให้ติดบุหรี่ ด้านการดื่มแอลกอฮอล์พบว่า 52.4%ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ส่วน41.8% ไม่ดื่ม เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2565 พบว่าดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 10.4% เหตุผลที่ยังดื่มอยู่ส่วนใหญ่เป็นการสังสรรค์และเข้าสังคม รองลงมาคือดื่มเพื่อความสนุกสนาน ความถี่ในการดื่มส่วนใหญ่ 41.3% นานเกิน 1 เดือนดื่มครั้ง รองลงมา17.4%ดื่มเดือนละครั้ง  ที่น่าสนใจคือสื่อมวลชนส่วนใหญ่ ถึง74.16% ไม่คิดจะเลิกดื่ม เหตุผลหลักคือยังต้องสังสรรค์และเข้าสังคมอยู่ตามมาด้วยดื่มปริมาณน้อย ส่วนคนที่คิดจะเลิกดื่มส่วนใหญ่ 39.22% ให้เหตุผลว่าเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง รองลงมา 33.33% ระบุว่าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย และยังพบด้วยว่ามีคนที่เลิกดื่มได้สำเร็จมีถึง 43.8% มาจากความตั้งใจของตนเอง รองลงมา 31.3% เลิกแล้วดีต่อสุขภาพ   ด้านปัจจัยเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุพบว่าสื่อมวลชนที่ขับและซ้อนจักรยานยนต์สวมหมวกกันทุกครั้ง 57.40%     สวมบางครั้ง 37.87% และไม่สวมเลย 4.73% ในขณะที่การคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับขี่หรือโดยสารรถยนต์พบว่า 87.57% คาดทุกครั้ง มีเพียง 12.43%เท่านั้นที่คาดบางครั้ง  ด้านการพนันนั้นส่วนใหญ่ 63.5% ไม่เคยเล่นการพนัน แต่อีก36.5%เคยเล่นการพนัน เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2565 มีการเล่นการพนันลดลง 1.2 % คนที่เคยเล่นการพนันส่วนใหญ่ 48.28%ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมา 33.33%ซื้อหวยใต้ดิน  

ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะกล่าวสรุปพร้อมข้อเสนอแนะว่าคงต้องมีการจัดการเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงานทั้งภายในและภายนอกเพื่อแก้ปัญหาภูมิแพ้อากาศรวมทั้งรณรงค์ในเรื่องลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม พร้อมกับหาวิธีการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเพื่อให้สื่อมวลชนได้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญคือจะต้องลดชั่วโมงการทำงานของสื่อมวลชนที่ทำงานหนักมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวันลงให้ได้เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะตามมาอย่างที่เป็นข่าว ด้านพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องบุหรี่ต้องหาวิธีการหรือกลยุทธ์เลิกบุหรี่ที่หลากหลายรวมทั้งให้ข้อมูลถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ากับสื่อมากขึ้น ด้านการดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นโจทย์สำคัญคือสื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังดื่มอยู่ ทำอย่างไรจะมีกิจกรรมอื่นมาทดแทนการสังสรรค์ดังกล่าว ส่วนเรื่องอุบัติเหตุจะต้องเร่งรณรงค์เพิ่มการสวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับและคนซ้อนมากขึ้น เช่นเดียวกับการพนัน ส่วนใหญ่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

ดังนั้นควรรณรงค์กับผู้สื่อข่าว นักจัดรายการวิทยุและพิธีกรรายการโทรทัศน์ ระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเล่นการพนันมากขึ้น และควรเสนอข่าวหรือข้อมูลของผู้ประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบที่เกิดจากการพนันด้วย นายมงคล  บางประภานายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวถึง แนวทางการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของสื่อมวลชนไทยว่า ระบบการดูสุขภาวะของสื่อมวลชนไทยโดยรวมยังไม่เคยมีและยังไม่มีหลักประกันมากนัก อย่างมากที่สุดก็แค่การดูแลในระดับพื้นฐานคือประกันสุขภาพและการประกันชีวิต เท่าที่ทราบมีคนที่ทำงานด้านสื่อมวลชนไม่น้อยไม่มีแม้แต่เบี้ยความเสี่ยง เช่น กรณีทำข่าวในสถานการณ์เสี่ยงภัยเช่นพื้นที่การชุมนุมในหลายครั้งที่ผ่านมา   นอกจากนี้ยังประสบปัญหาไม่มีการขึ้นค่าตอบแทน ปลดออกเลิกจ้างคนทำงานสื่อที่มีประสบการณ์ หลายคนต้องไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ขับรถแท็กซี่ ทำให้มีมีแรงกดดันด้านสุขภาพจิตจนเป็นที่มาของสุขภาพกาย  ส่วนความพยายามของคนทำงานด้านสื่อมวลชนในช่วงที่ผ่านมาเคยมีข้อเสนอและมีความพยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนของไทยเพื่อปกป้องดูแลสื่อแต่ก็ยังไม่มีน้ำหนักและยังไม่มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมเพราะสำนักข่าวต่างๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ให้การสนับสนุน ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวของตนคือสุขภาวะของสื่อมวลชนไทยทั้งสุขภาวะทางด้านจิตใจและสุขภาวะทางกายล้วนแต่ติดลบ

นายธวานันทภัทร ตั๋นไชยวงค์​ปฏิคมและกรรมการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยกล่าวว่าขณะสุขภาวะของสื่อค่อนข้างแย่ ทำงานหนักก่อให้เกิดความเครียด เกิดปัญหาช่องว่างระหว่างวัยของคนทำสื่อด้วยกัน ทางแก้คือการหันมาพูดคุยกันให้มากขึ้น ในอนาคตสื่อมวลชนไม่มีแบ่งแยกจำแนกประเภทสื่อแล้วเพราะทุกสื่อทำงานได้ทุกแพลตฟอร์ม ทุกคนต้องทำงานมากขึ้นกว่าเดิมทุกอย่างจะเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยดูแลสมาชิกในเรื่องการอบรมเพิ่มพูนทักษะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถึงที่สุดคงต้องย้อนกลับไปที่องค์กรสื่อต้นสังกัดว่ามีนโยบายสร้างเสริมสุขภาวะในการทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไร จึงขอเรียกร้องให้สร้างนโยบายองค์กร เช่นจัดให้มีการตรวจสุขภาพและเพิ่มแรงจูงใจให้กับคนที่เปลี่ยนแปลงสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น ต้องดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเพราะมีความสัมพันธ์กัน หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง  สื่อมวลชนต้องพบกับความท้าท้ายใหม่โดยเฉพาะเมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิตอลหมดอายุในปี 2572 จะได้ทำงานต่อไปหรือไม่หากสถานีโทรทัศน์ สถานีข่าว หรือสำนักข่าวต่างๆ เริ่มทยอยยุติการดำเนินกิจการ หรือแปรสภาพไปดำเนินธุรกิจในรูปแบบอื่น สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตคนทำสื่ออย่างแน่นอน 

ด้านสื่อมวลชนร่วมเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าปัจจุบันมีสื่อมวลชนที่ประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของสื่อได้หันมาทำสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่สื่อเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการ จึงอยากให้สมาคมวิชาชีพสื่อได้เข้ามาดูแลปัญหาเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะมีสื่อโทรทัศน์ที่ทำงานตั้งแต่ตีหนึ่งถึงเช้าเพื่อเตรียมรายการข่าวเช้าของแต่ละสถานีเชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 100 คน ที่มีปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและสมาคมวิชาชีพสื่อได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวพร้อมกับเสนอให้สื่อมวลชนที่ประสบความสำเร็จได้หันกลับมาดูแลนักข่าวและคนทำสื่อที่ประสบความเดือดร้อนที่มีปัญหาสุขภาพด้วย โดยอาจจะมีการตั้งกองทุนเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้

มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ

นราธิวาส - มทภ.4 ลงพื้นที่ศูนย์ชุมชนบำบัด ( CBTx) บ้านสะโลว์ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พร้อมส่งมอบบ้านแก่ประชาชนผู้ยากไร้ที่ประสบอุทกภัย

ที่ศูนย์ชุมชนบำบัด ( CBTx) บ้านสะโลว์ ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานของศูนย์บำบัดฟื้นฟูบุคคล เยาวชน ที่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

โดย นาย อับดุลรอฮิม  เจ๊ะโซ๊ะ นายกเทศมนตรีตำบลมะรือโบตก เปิดเผยศูนย์ฯ แห่งนี้มีผู้ติดยาเสพติด กว่า 90 ราย เข้ารับการบำบัด รักษา ปัจจุบันมีเยาวชนจำนวน 12 ราย ได้ผ่านการรักษา คืนเยาวชนผู้บริสุทธิ์สู่อ้อมกอดของครอบครัว ชุมชนในพื้นที่

โอกาสนี้ พลโท ศานติ ศกุนตนาค ระบุว่า มีความภูมิใจ มั่นใจ ในการบูรณาการทำงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะครอบครัว และประชานชนในพื้นที่ที่ให้ความสำคัญและขับเคลื่อนให้ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่สีขาวได้เป็นอย่างดี พร้อมขอบคุณในความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และเป็นทีมงานที่เข้มแข็ง มีจิตอาสา คอยดูแลเยาวชนผู้หลงผิดกลับคืนคนดีสู่สังคม ตลอดจนชื่นชมศูนย์ชุมชนบำบัด ( CBTx) ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาถ่ายทอดให้เยาวชน ประชาชนได้นำไปปฏิบัติ ต่อยอด สร้างอาชีพ เพิ่มแก่ตนเองและครอบครัว ยืนยันในฐานะหน่วยงานของรัฐภายใต้กองทัพบก และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วน พร้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลือศูนย์ฯ แห่งนี้ อย่างเต็มขีดความสามารถ

พร้อมกันนี้ พลโท ศานติ  ศกุนตนาค ยังได้มอบใบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนที่ผ่านการบำบัดรักษา และกล่าวให้กำลังใจแก่เด็กและเยาวชนได้ร่วมกันพัฒนาประเทศให้เป็นพื้นที่สีขาว ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

จากนั้น พลโท ศานติ  ศกุนตนาค และคณะฯ ลงพื้นที่ชุมชนฮาปา ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อส่งมอบบ้านให้แก่ นาย มะ มะเซ็ง อายุ 73 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่ง เป็นผู้ยากไร้และเป็นผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา

โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพร้อมยุทธกรอุปกรณ์ เข้าดำเนินการซ่อมแซมปรับระเบียง และบันไดหน้าบ้าน ที่ชำรุดเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น ด้าน นางสาว นาอีหมะ  มะเซ็ง บุตรีของ นาย มะฯ ได้ กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ที่หน่วยทหารไม่ทอดทิ้ง ให้ความสำคัญเร่งให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และช่วยซ่อมแซมบ้านหลังดังกล่าวให้แก่ครอบครัวมะเซ็ง ยืน จะปฎิบัติหน้าที่เป็นลูกที่ดีและตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้เป็นผู้มีความรู้ มีความสามารถ ได้ดูแลครอบครัวให้มีความอยู่ดี กินดี และนำความรู้มาส่งเสริม และพัฒนาชุมชนต่อไป
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

‘สายปะทะ’ ยอมสงบศึก!! หยุดทะเลาะวิวาทในงานวัด หลังเจอ ‘วัดคฤหบดีสงฆ์’ ยก ‘ที่พักคนเก่ง’ ตั้งหน้าเวที

เมื่อวานนี้ (5 ก.พ.67) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ ‘วัดคฤหบดีสงฆ์’ หมู่ 3 ต.ท่าพุทรา อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร หลังจากภายในวัดได้จัดงานประจำปีปิดทองไหว้พระสรีระสังขารของอดีตเจ้าอาวาส ‘หลวงปู่วิบูลวชิรธรรม’ หรือ ‘หลวงพ่อสว่าง อุตตะโร’ พระเกจิดังของ จ.กำแพงเพชร ที่สร้าง ‘เหรียญปลอดภัย’ มีพุทธคุณด้านแคล้วคลาด-ปลอดภัย โดยร่างกายสังขารของหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อยมายาวนานถึง 47 ปี มีศิษย์ยานุศิษย์ที่ศรัทธาทั่วประเทศจำนวนมาก ให้ความเคารพศรัทธากันอย่างแพร่หลาย

สำหรับปีนี้กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-5 ก.พ.67 ตลอดทุกค่ำคืนมีมหรสพลิเกและวงดนตรีเล่นสดจากคณะต่างๆ มาแสดงให้ผู้มาร่วมงานได้ชมฟรี และคืนวันที่ 5 ก.พ. เป็นคืนสุดท้ายของงาน มีการแสดงของวงดนตรีคณะ ‘น้องอั๋นมิวสิค’ ขณะที่ค่ำคืนที่ผ่านมามีการแสดงดนตรีเช่นกัน และมีการทะเลาะวิวาทภายในงานบริเวณหน้าเวที มีผู้ได้รับลูกหลงบาดเจ็บหลายราย

สำหรับในช่วงค่ำคืนวันที่ 5 ก.พ.67 รองเจ้าอาวาสวัดได้นำโลงศพ 2 ใบ มาตั้งไว้หน้าเวทีเพื่อป้องปรามไม่ให้กลุ่มนักเที่ยวทะเลาะวิวาทกัน สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่นโดยเขียนข้อความว่า “ที่พักคนเก่ง นายสมควร ตายวันนี้” พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้ามาสอดส่องและป้องปรามการเกิดเหตุอันตรายต่างๆ แก่ผู้มาร่วมงาน

พระบรรเจิด ปญฺญาปโชโต รองเจ้าอาวาสวัดคฤหบดีสงฆ์ ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละคืนของการจัดงานจะมีกลุ่มวัยรุ่นที่มาเที่ยวงานเกิดมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน จนทำให้งานเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บโดนลูกหลงหลายราย ซึ่งมีการใช้อาวุธปืนไล่ยิงกันนอกวัดอีกด้วย จึงได้นำโลงศพมาตั้งไว้เพื่อเตือนสติกับผู้ที่มาร่วมงาน ขออย่าให้ก่อเหตุ ทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบหรืองานเสียหาย ทุกครั้งที่มีการจัดงานประจำปีมีวงดนตรีคอนเสิร์ตย้อนยุคมาแสดง ส่วนมากก็มักจะมีเรื่องกันทุกปี

“ที่นำโลงศพมาตั้งไว้ที่หน้าเวที ต้องการจะสื่อสารให้เป็นกุศโลบายว่า นี่แหละคนเก่งเข้าไปนอนในโลงศพกันหมดแล้ว เพื่อป้องกัน และให้เกรงกลัวกันบ้าง มีงานให้สนุกสนานกัน ไม่ใช่มาทะเลาะวิวาทกัน เชื่อว่าคนที่เห็นโลงก็จะมีความเกรงกลัว ไม่กล้ามีเรื่อง เพราะโลงเอาไว้ใส่คนตาย ปีนี้ทำขึ้นเป็นปีแรก จะลองดูว่าได้ผลหรือไม่ หวังอยากให้ทุกคนสนุกสนาน จัดงานให้ชมฟรีตลอด อย่ามีเรื่องให้เดือดร้อนกันเลย” พระบรรเจิด กล่าว

ขณะที่หลังจากจบงานปรากฏว่าในค่ำคืนวันที่ 5 ก.พ.67 ไม่มีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งใดๆ ของกลุ่มวัยรุ่นบริเวณหน้าเวที

กระบี่-เรือ นทท.นับร้อยลำแห่เข้าชมความงามอ่าวปิเละพีพีเลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเกาะพีพี ด้าน อช.พีพี หวั่นเกิดความเสียหายและอุบัติเหตุ 'สั่งล้อมคอก' บูรณาการส่วนราชการและส่วนที่เกี่ยวข้อง ลุยจัดระเบียบเรือเชิญผู้ประกอบการผู้เกี่ยวข้องประชุมหารือเร่งด่วน

วันที่ 5 ก.พ.67 นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หน.อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ นายเพิ่มศักดิ์ คงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 สั่งการให้อุทยานแห่งชาติฯ จัดการดูแลสถานที่แหล่งท่องเที่ยว 

โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ให้ควบคุมดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว บริหารจัดการเพื่อจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่ ไม่ให้เกิดภาพความแออัด ให้ท่องเที่ยวอย่างสะดวกและปลอดภัย

โดยช่วงบ่ายวันที่ (5 ก.พ.) หน.อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี บูรณาการร่วมหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำเรือตรวจการณ์สำรวจบริเวณแหล่งท่องเที่ยวอ่าวปิเละ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังรองอันดับ 2 จากอ่าวมาหยา ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พบในอ่าวปิเละ มีการสัญจรของเรือหนาแน่น ทั้งมลพิษกลิ่นควันจากท่อไอเสียของเรือ มลพิษด้านเสียง กลิ่นน้ำมัน อีกทั้งนทท.ลงเล่นน้ำนอกแนวเขตทุ่นไข่ปลา หวั่นเกิดอุบัติเหตุอันตรายขึ้นแก่นักท่องเที่ยว จึงเร่งหาแนวทาง"ล้อมคอกก่อนวัวหาย" 

ได้เชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องประชุมหารือเร่งด่วนถึงแนวทางในการจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวของเกาะพีพี โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง ,สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากระบี่ ,สถานีตำรวจท่องเที่ยว 3 กก.2 ,สถานีตำรวจน้ำ 1 กก.9 ,ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 จังหวัดกระบี่ ,ศูนย์ควบคุมความมั่งคงท่าเรือกระบี่ ,สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ,สถานีตำรวจภูธรเกาะพีพี ,ชมรมผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวเกาะพีพี ,ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะพีพี ,กลุ่มพิทักษ์พีพี ,ชมรมเรือหางยาวเกาะพีพี ,ผู้ประกอบการเรือหางยาว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ณ ห้องประชุมโรงแรม พีพี อันดามัน บีช รีสอร์ท (เกาะพีพี) จังหวัดกระบี่

หน.อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เผยอีกว่า ในที่ประชุม อุทยานแห่งชาติฯ ได้รายงานสภาพปัญหาการท่องเที่ยวบริเวณอ่าวปิเละ และศักยภาพการท่องเที่ยวตามหลักวิชาการ โดยอ่าวปิเละ หรือปิเละ ลากูน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่น สวยงาม ตั้งอยู่ที่เกาะพีพีเล มีแอ่งน้ำลักษณะคล้ายกับลากูน โดยเป็นแอ่งถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง น้ำทะเลสดใสเขียวมรกต เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 

และอยู่ใกล้กับอ่าวมาหยาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอุทยานฯ ปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวอ่าวปิเละ มีเรือนำเที่ยวและนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ในแต่ละวันมีเรือเข้าไปท่องเที่ยว เฉลี่ยประมาณ 120 ลำ ประกอบด้วย เรือหางยาว เรือสปีดโบ๊ท ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่ เป็นการเข้าไปให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ และว่ายน้ำ ด้วยความหนาแน่นของเรือที่เกิดจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย มีภูมิทัศน์ไม่สวยงาม เกิดมลพิษ ทั้งทางด้านเสียงจากเครื่องยนต์เรือ และมลพิษทางอากาศ 

ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้าไปได้รับโดยตรง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะหาแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องบูรณาการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่และต่างพื้นที่ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ เพื่อที่จะหาแนวทางกำหนดกฎกติกาในการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ 

เพื่อสามารถจัดการแหล่งท่องเที่ยวและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน โดยอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราฯ ได้ดำเนินการของบประมาณในการติดตั้งท่าเทียบเรือลอยน้ำ และทุ่นไข่ปลา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้า-ออกของเรือ และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงเพิ่มทุ่นจอดเรือให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวทุกแหล่ง เพื่อป้องกันมิให้มีการทิ้งสมอเรือ หรือท่องเที่ยวที่อันจะเกิดผลกระทบต่อปะการังในแหล่งท่องเที่ยว โดยที่ประชุมดังกล่าวได้ร่วมกันหารือปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และได้มีมติที่ร่วมกันที่ในการจัดระเบียบการท่องเที่ยวในอ่าวปิเละลากูน ในเบื้องต้น ดังนี้

1. ลดจำนวนเรือหางยาวที่ไม่มีนักท่องเที่ยว โดยไม่ให้ เข้าไปจอดหรือดำเนินการเปลี่ยนถ่ายนักท่องเที่ยวจากเรือสปีดโบ๊ทไปยังเรือหางยาวภายในอ่าวปิเละ  ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงสามารถลดปัญหามลภาวะทางเสียงและอากาศในพื้นที่ได้ 

2. จัดโซนเล่นน้ำภายในอ่าวปิเละ ให้เล่นเฉพาะจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้เท่านั้น 

3. จัดทำเสาแสดงระดับน้ำขึ้นลงด้านหน้าอ่าวเพื่อจำกัดช่วงเวลาเข้าออกของเรือทั้งนี้อุทยานแห่งชาติมีแผนงานแก้ไขปัญหาจัดระเบียบเรือในพื้นที่ดังกล่าว  3 มาตรการ ดังนี้
มาตรการที่ 1 การจัดการด้านพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว
1.1 เพิ่มทุ่นจอดเรือบริเวณหน้าอ่าวปิเละ เพื่อรองรับการจอดเรือของเรือสปีดโบ๊ท/กรณีน้ำลดลงต่ำที่เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปได้
1.2 ของบสนับสนุนในการจัดตั้งทุ่นลอยน้ำสำหรับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำอ่าวปิเละ
ในการควบคุมตรวจสอบการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว
1.3 ของบประมาณจัดทำทุ่นจอดเรือภายในอ่าวปิเละ เพื่อรองรับการจอดเรือ สำหรับกำหนดรอบในการเข้าไปท่องเที่ยว

มาตรการที่ 2 จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย 
2.1 ร่วมหารือแนวทางการจัดระเบียบปริมาณเรือที่เข้า-ออก ไปใช้พื้นที่อ่าวปิเละ เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
2.2 นำความเห็นเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ  (PAC) เพื่อขอมติรับรอง�การดำเนินการตามมาตรการแนวทางการจัดระเบียบและข้อปฏิบัติในการเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวปิเละลากูน ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นี้
2.3 ออกมาตรการกำหนดแนวทางการจัดระเบียบและข้อปฏิบัติในการเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยว�ปิเละลากูน พร้อมประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องทราบ
2.4 ดำเนินการมาตรการแนวทางการจัดระเบียบและข้อปฏิบัติในการเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวปิเละลากูน พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานตรวจสอบควบคุม ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

มาตการที่ 3 ตรวจสอบร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุม ดูแล การท่องเที่ยวทางเรือ
3.1 เรือที่เข้าไปท่องเที่ยวและให้บริการนักท่องเที่ยว ต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการท่องเที่ยวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
3.2 เรือที่ให้บริการนักท่องเที่ยวต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3.3 ผู้ขับเรือ ต้องผ่านการฝึกอบรม เกี่ยวกับการให้บริการนักท่องเที่ยว การช่วยปฐมพยาบาลขั้นต้นหรือด้านอื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

จากการประชุมดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเรือหางยาว ผู้ประกอบธุรกิจบนเกาะพีพี รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่เข้ามาท่องเที่ยว ที่จะดำเนินการตามแนวทางและกฎระเบียบที่กำหนด เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวได้รับการจัดการที่เหมาะสม สามารถใช้อำนวยประโยชน์ทางด้านการท่องเที่ยว ได้อย่างยั่งยืนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top