Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘อ.เฉลิมชัย’ ประกาศยุติบทบาท เลิกรับงานทุกอย่าง ลั่น!! ตนแก่แล้ว ขอออกไปทำในสิ่งที่ชอบก่อนตาย

(15 ก.พ. 67) ลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ‘นรินทร ทามาส’ เผยแพร่คลิปอาจารย์เฉลิมชัยที่ออกมาประกาศว่าเช้าวันที่ 15 ก.พ.นี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของตน จึงขอฝากประกาศอย่างเป็นทางการว่า..ตนตั้งใจว่าเมื่ออายุถึง 69 ปี ผ่านการกระทำต่างๆ มามากมาย วันนี้ต้องขอฝากไปถึงทุกคนที่เคยใช้ตนหรืออยากจะขอความช่วยเหลือจากตนในทุกเรื่อง หรือแม้แต่จะเชิญตนไปไหน ขอฝากว่าอย่ารบกวนตนอีกเลย ขอให้ปล่อยตนไป ปล่อยชีวิตของตนไปให้มีความสุข อย่าให้ตนวุ่นวายกับทุกเรื่องเพราะตนพอแล้วและเลิกแล้ว

"วันนี้เป็นต้นไป นั่นคืออย่ามาเชิญอะไรผม การตัดสินงาน กรรมการ ที่ไหนก็ตาม ประกวดอะไรก็ตามอย่ามาเชิญผม และที่ผมเคยเป็นอยู่ก็ขอให้ยกเลิกทุกที่ที่ผมเคยเป็นกรรมการ ทุกที่ที่ผมเคยทำอะไรร่วมกับไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม ก็ยกเลิกหมด แม้กระทั่งพุทธศิลป์ของ มจร.ของแม่ฟ้าหลวง (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) ก็งดหมด ผมแก่แล้ว ผมอยากมีชีวิตที่เหลืออย่างแข็งแรง แล้วก็ท่องเที่ยวไปในโลกของผม นั่นก็คือเที่ยวไปทุกที่ทุกแห่งด้วยมอเตอร์ไซค์"

อาจารย์เฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ตนขอฝากทุกท่านว่าอย่ามาใช้งานตนไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์องคเจ้า หน่วยงานราชการ ไม่ว่าหน่วยงานเอกชนใดๆ ก็ตาม ถ้าเป็นไปได้ก็ขอร้องอย่ารบกวนตน ปล่อยตนไป โดยตนขอไปที่ชอบๆ ก่อนที่จะตาย และนั่นคือสิ่งที่ตนเองต้องการ หากว่ารักตน อย่าได้มาสนใจตนเลย และให้ปล่อยตนไป

รายงานข่าวแจ้งว่า อาจารย์เฉลิมชัยเคยประกาศวางมือครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ภายในศาลาธรรม วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย ระหว่างแถลงข่าวก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย ที่ได้ทุ่มเงินส่วนตัวขั้นต่ำ 35-40 ล้านบาท ก่อสร้างเพื่อจะใช้จัดงานมหกรรมศิลปะนานาชาติที่ จ.เชียงราย หรือ Thailand Biennale Chiangrai 2023 ซึ่ง จ.เชียงราย เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2566-30 เม.ย. 2567 สร้างความตื่นตะลึงและตกใจแก่ทุกฝ่ายมาแล้ว

ต่อมาวันที่ 4 ต.ค. 2566 นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าพบกับอาจารย์เฉลิมชัย และอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ เพื่อขอให้กลับมาร่วมเตรียมความพร้อมในการจัดงานอีกครั้ง ซึ่งอาจารย์เฉลิมชัยยินดีกลับไปร่วมงานจนทำให้งาน Thailand Biennale Chiangrai 2023 มีความยิ่งใหญ่ และอาจารย์เฉลิมชัยได้ประกาศวางมืออย่างเป็นทางการในครั้งนี้ดังกล่าว

'ฝรั่ง' อวด!! ได้เป็นคนไทยแล้ว ยอมรับ!! สัญชาติไทยขอยากมาก พร้อมเผยความในใจ!! 'อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ-เมืองไทยเหมือนบ้าน'

(15 ก.พ.67) ช่องยูทูบชื่อ ‘มุมมองเพื่อนบ้าน’ ได้โพสต์วิดีโอถึงกรณีชาวต่างชาติรายหนึ่งออกมาแสดงความดีใจที่ได้สัญชาติและถือพาสปอร์ตไทยอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า…

ชาวต่างชาติรายนี้ชื่อ Mark Abbott ได้โพสต์คลิปแสดงความดีใจในอินสตาแกรมส่วนตัว ‘markabbott_official’ ว่า “I got my Thai citizenship. Video about the whole process coming soon! ผมได้รับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการแล้วครับ มันขอยากกว่าสัญชาติอังกฤษ/อเมริกันมาก ๆ ครับ เดี๋ยวจะทำวิดีโอเรื่องการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยครับ”

นอกจากนี้ยังได้เล่าประวัติคร่าว ๆ ของ Mark Abbott ว่า เขาเป็นชาวอังกฤษ และได้มาประเทศไทยครั้งแรกตอนที่อายุประมาณ 20 ปี ซึ่งในปัจจุบันเขาอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 20 ปีแล้ว จนรู้สึกว่าประเทศไทยคือบ้านของเขา และประเทศไทยก็ได้ตอบแทนความภักดีของเขาด้วยการมอบสัญชาติไทยให้

Mark Abbott ยังเคยบอกอีกว่า เขาหลงเสน่ห์ประเทศไทย ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เช่น อากาศดี (ไม่หนาวเกินไป) อาหารอร่อย คนไทยน่ารัก จึงตัดสินใจเรียนต่อจนจบปริญญาตรี ได้เดินทางไปหลายประเทศ รู้สึกว่าที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน แต่ประเทศไทยมีคนไทย ชอบคนไทยมาก ชอบวัฒนธรรมไทย ชอบความเอื้ออารี ใจกว้าง ยิ้มง่าย และใส่ใจผู้อื่นของคนไทย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยปลอดภัยมาก นี่คือเสน่ห์ที่ชื่นชอบประเทศไทย

แม้ชาวตะวันตกจะมีความคิดแง่ลบกับนิสัยของคนไทย แต่สำหรับ Mark abbott มองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และเขาพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมไทย เขาเข้าใจดีว่าสังคมไทยเป็นอย่างไร 

ภายหลังที่เขาได้แชร์เรื่องการขอสัญชาติไทยไปแล้ว ก็มีหลาย ๆ คนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่เข้ามาแสดงความยินดี และมีชาวต่างชาติหลาย ๆ คนที่ไม่เชื่อว่าเขาขอสัญชาติไทยได้จริง ซึ่ง Mark Abbott ก็ออกมายอมรับและบอกว่า การขอสัญชาติไทยยากมาก และยากกว่าขอของอังกฤษหรือสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ ซึ่งหากใครไม่เชื่อก็ไปดูประกาศราชกิจจานุเบกษาได้เลย

‘หนิง นิรุตติ์’ ออกโรงเตือน!! แก๊งทะลุงวัง หลังป่วนขบวนเสด็จ

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) ช่องติ๊กต็อก Thinkingradio FM96.5 คลื่นความคิด ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงและพิธีกรอาวุโส ที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีกลุ่มทะลุวังป่วนขบวนเสด็จฯ สรุปได้ดังนี้

“สำหรับคนรุ่นผม ทุกครั้งที่มีขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พวกเราที่ใช้รถใช้ถนน จะหยุดและยืนดู ไม่มีการวิ่งเข้าไปหา หรือแทรกแซงใด ๆ พวกเราจะแค่เฝ้าชมพระสิริโฉม ยิ่งในต่างจังหวัด จะมีการปิดถนน ประชาชนจะเอาเสื่อมาปูข้างถนน ได้เห็นแค่เสี้ยววินาที แล้วทุกคนจะเปล่งเสียงว่า ‘ทรงพระเจริญ’ ทุกคนจะรู้สึกปิติ รู้สึกดีใจที่ได้เห็นพระองค์…

“ในปัจจุบันนี้เราได้ยินได้เห็นสิ่งที่มิบังควรที่จะเกิดขึ้นกับราชวงศ์บ่อยครั้ง มีการจับกุม และการปล่อยตัวออกมาหลายครั้ง แต่ประเด็นคือมีผู้ใหญ่บางกลุ่มที่คิดว่าสนับสนุนเด็ก และพูดว่า “จะทำอะไรก็ทำ แต่อย่าใช้ความรุนแรง” นั่นคือการส่งเสริมให้เด็กทำอะไรก็ได้ และห้ามคนที่ไม่เห็นด้วย อย่าใช้ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกเด็กว่า ห้ามใช้ความรุนแรง…

“การที่ขับรถเร็ว บีบแตร พยายามตามเข้าไปในขบวนเสด็จ แล้วบอกว่านี้คือการใช้ความละมุนละม่อม และเมื่อเจ้าหน้าที่มาสกัดไม่ให้ทำ กลับเถียงเจ้าหน้าที่ ใช้คำพูดไม่เหมาะสม ซึ่งในความเป็นจริงขบวนเสด็จใช้เวลาไม่นาน หรือหากใช้เวลามากสักนิดหนึ่ง แต่ก็เพราะท่านกำลังไปทำภารกิจเพื่อประชาชน…

นายนิรุตติ์ กล่าวต่อว่า “หากให้เหตุผลว่า คุณไปงานหนึ่ง และกำลังไปต่ออีกงาน นั่นคือคุณกำลังทำเพื่อตัวคุณเอง แต่สำหรับพระองค์ท่าน ท่านทำเพื่อประชาชน และใช้เวลาแค่ 31 วินาที คุณรอไม่ได้เลยเหรอ? จำเป็นต้องพุ่งเข้าไปในขบวนเสด็จเลยเหรอ? และการบีบแตรที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นการใช้ความรุนแรงแล้ว…

“สมเด็จพระเทพฯ หรือว่าพระราชวงศ์ต่าง ๆ ที่เสด็จ ไม่ได้ทําให้ตัวพระองค์ท่านเอง เพราะท่านคิดว่าทุก ๆ คนในประเทศไทย คือตัวของท่านเอง เป็นเหมือนเพื่อนฝูงของท่าน เป็นเหมือนคนของท่าน”

“คุณต้องแยกให้ออกว่า คนเหมือนกันทําอะไรก็ได้เหมือนกันเหรอ? ผมว่าไม่ใช่นะ…คนเหมือนกัน แต่คนที่ไม่ใช่คนนั้น มันไม่ใช่คนเหมือนกัน ถ้าคุณมีความคิดที่กระทําแบบนี้ คุณคือคนที่ไม่ใช่คน คงจะรู้ว่าคนที่ไม่ใช่คนมันเป็นอะไร ถ้าคนที่เป็นคนเขาจะไม่คิดทําตนแบบนี้” นายนิรุตติ์ ทิ้งท้าย

'โฆษก กห.' เผย ‘ในหลวง’ ทรงมีรับสั่งปรับขบวนเสด็จให้สัญจรได้ร่วมกับ ปชช. แม้ปัจจุบันจะไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ มานานแล้วก็ตาม

(15 ก.พ. 67) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายสุทิน​ คลังแสง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม​สัญจร​ ครั้งที่​ 2/2567 ถึงกรณีการปกป้องสถาบัน ภายหลังนักกิจกรรมบีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ในการประชุมสภากลาโหมวันนี้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว และก่อนหน้านี้ก็เฝ้าติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาโดยตลอด พร้อมกับได้สั่งการทุกเหล่าทัพที่มีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ได้เกาะติดสถานการณ์ และสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุการณ์อีก

ขณะที่​ พลเรือตรี​ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ นานแล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากขบวนเสด็จฯ ทั้งขบวนเสด็จฯของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ จึงทรงมีพระราโชบาย มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้มีความเหมาะสม มีการจัดช่องทางให้เสด็จฯ ในส่วนของพระองค์ และช่องทางของประชาชน

ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงก็จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2557 และ 2560 และดำเนินการถวายพระเกียรติต่างๆ ในการปฏิบัติภารกิจ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

‘ติ๊กต็อกดัง’ ชำแหละ!! กลยุทธ์ ‘กระบวนการล้มเจ้า’ มักคอย ‘ด้อยค่า-ลดบทบาท-ลดความสำคัญ’

(15 ก.พ.67) ผู้ใช้งานบัญชีติ๊กต็อก ‘Spark Update’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ โดยระบุว่า…

ถ้าใครอายุ 35 เกินไปแล้วสัก 36-37 ปี ก็จะเห็นภาพชินตาซึ่งก็คือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงงานหนักมาก บินไปนู้นไปนี่ ไปทํานู่นทํานี่ แต่เราไม่บอกหรอกว่าท่านทําอะไรบ้าง…

ทั้งนี้ แล้วกระบวนการล้มเจ้ามีจริงเหมือนที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ พูดไหม? มีตลอดเวลา…แต่เราอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งปกติสมมติว่าเราต้องไปชกหรือสู้อะไรกับใครสักอย่าง มันต้องมีหลายกลยุทธ์ และกลยุทธ์ที่ทําได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือการไปด้อยค่า ไปลดบทบาท ลดความสําคัญ ทำให้สิ่งที่เราจะไปโจมตีหรือทําลายเกิดไร้ค่า ไม่มีค่า ด้อยค่า และขั้นตอนแรก พวกเธอจงรักภักดีและคอยปกป้องใช่ไหม? พวกเธอคือ ‘สลิ่ม’ คือคนไม่เก๋ ไม่อินเทรนด์ ไม่เลิศ หรือพวกเธอจงรักภักดีใช่ไหม? พูดเรื่องพระราชกรณียกิจ เทิดทูนบูชาองค์สถาบันใช่ไหม? พวกเธอคือ ‘โขนเจ้า’

ฉะนั้นแล้ว สังคมต้องตื่นรู้แล้วว่าพวกนี้มันคือวาทกรรมกระบวนการลดทอนคุณค่า และเป็นกระบวนการแยกคนออกจากสังคม รัฐบาลที่มาจากประชาชนสิ่งแรกที่ควรทำเลยคือการหลอมร่วมใจคนไทยให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยก่อน ซึ่งเราไม่ต้องไปนั่งพูดถึงหรอกว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ท่านทําอะไรมาบ้าง เพราะไม่ว่าจะเป็น เรื่องผู้ยากไร้ทางการศึกษา ทําให้คนมีงานทําเท่าไหร่ คนบนดอยไม่ต้องไปปลูกฝิ่นเป็นโครงการหลวง ซึ่งไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว มันเป็นเรื่องที่หาได้ในอินเทอร์เน็ต แต่จะหารึเปล่า? กล้าที่จะพูดถึงเรื่องของคนทําความดีหรือเปล่า? มันกลายเป็นไม่อินเทรนด์ไปซะตั้งแต่เมื่อไหร่…

ดังนั้น ต้องมีสติในการครองตนก่อนอันดับหนึ่ง การด้อยค่าง่ายที่สุดก็คือไม่เข้าพวก ไม่เก๋ นี่ก็คือการลดบทบาท ลดทอนคุณค่าของสถาบันที่ง่ายที่สุด คือใช้ปากคนที่ไม่ทําอะไรเลยแลกไปทําร้ายทําลายองค์สถาบันที่มีคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเรา ชีวิตเธอ เธอเล่าได้ร้อยคนพันคน เธอเคยไปช่วยคนจมน้ำไม่ให้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียวก็เล่าไปสามบ้านแปดบ้าน ครอบครัวก็ภาคภูมิใจสุด ๆ เชื้อพระวงศ์เขารับคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์เท่าไหร่ ปี ๆ หนึ่งคนรอดตายเท่าไหร่? เหตุการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ นา ๆ ท่านลงไปในพื้นที่ช่วยคนเท่าไหร่? เอาแค่นี้ บ้านเมืองเรามันแข็งแรงมากพอที่จะไม่มีองค์สถาบันไม่ได้หรอก สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นกี่ครั้ง ทําไมต่างชาติไม่ถอนการลงทุน เพราะเขารู้ว่าคนไทยยังมีสถาบันที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจอยู่ เวลาที่มีความวุ่นวายตีกันในประเทศ ถ้าลองเป็นประเทศอื่นวุ่นวายกันขนาดนี้ รบกัน สงครามกลางเมือง เขาถอนการลงทุนไปหมดแล้ว แต่นี่ยังอยู่…แต่ถ้าใครคิดเป็นก็จะรู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ถ้าใครคิดไม่ได้ก็คือไม่ได้อยู่อย่างนั้น และการด้อยค่าว่าทําแบบนั้นเท่แบบนี้เท่เราจะต้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งทุกคนมีหมด แต่มันควรอยู่ในกรอบที่เหมาะสมและเหมาะกับบริบทไหม?

เช่นนั้นแล้ว ประเทศเราไม่มีความสิทธิเสรีภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูอย่างพม่า พระออกมายิงจนจีวรปลิว ถามว่าเราอยู่ในบริบทแบบนี้ ทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นนักศึกษาตั้งใจเรียน ถ้ารู้สึกอยากพัฒนาชาติ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ มีเป้าหมายแบบนี้ ก็ไปลงสมัครพรรคการเมือง ไปเป็นสมาชิกพรรค ไปขับเคลื่อน เป็นเอ็นจีโอ ไปดูซิแก้รัฐธรรมนูญไปถึงไหน ไปดูซิว่าเราจะทลายทุนผูกขาดด้วยกฎหมายอะไรได้บ้าง ปรับโครงสร้างระบบค่าน้ำค่าไฟ ทําตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไปเลย หากมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ 1 2 3 4 ตั้งใจจะตั้งมูลนิธิมาเพื่อจะทําให้คนไม่ตกงาน 1 ล้านคน ตั้งเป้าไปเลยทําให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีนวัตกรรมสามารถทําคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) ได้ ก็ควรไปทําประโยชน์อย่างนี้ดีกว่า… ไปทําให้มันสร้างสรรค์ เพราะการเคลื่อนไหวเราสามารถทําในอย่างอื่นได้ ซึ่งเราไม่พูดถึงเรื่องที่มันไกลตัวเรามาก ๆ เอาเรื่องทั่วไป เพราะบนโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีมิตรแท้ไม่มีศัตรูถาวร อะไรก็เกิดขึ้นได้หมด

สุดท้ายอีกอย่างหนึ่งที่บอกเกี่ยวเสมอว่าเราต้องยึดแกนหลักก่อน ว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ พระมหากษัตริย์ใช้อํานาจนั้นผ่านรัฐสภา ผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านศาล ผ่านอะไรต่าง ๆ ซึ่งต้องยึดหลักตรงนี้ให้มั่นและตั้งสติ…

คำพูดให้กำลังใจของแม่ ‘ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก’

‘ภาณุพงศ์ จาดนอก’ หรือ ‘ไมค์ ระยอง’ ได้ออกมาแชร์คำพูดให้กำลังจากแม่ ที่บอกกล่าวกันผ่านโทรศัพท์ เป็นหนึ่งประโยคทำให้รู้สึกใจฟูมาก โดยแม่ของไมค์ กล่าวว่า…

“ลูกแม่ไม่ได้แพ้นะ ลูกแค่พัก หายเหนื่อยแล้วไปสู้ต่อนะลูก”

ผุดสังเวียนการแข่งขันชกมวยสากล 'อาชีวะไฟท์' ทางออกสังคมไทย แก้ปัญหา 'นักเรียนตีกัน'

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) เรื่องนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน และบางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธปืนไล่ยิงกัน กลางกรุงเทพมหานคร จนหลายครั้ง ไม่ใช่แค่เด็กอาชีวะที่ร่วมก่อเหตุที่ได้รับบาดเจ็บ-เสียชีวิต แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง พลอยโดนลูกหลง บาดเจ็บ-เสียชีวิต ก็มีให้เห็นมาแล้วหลายเหตุการณ์  

ปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซาก มาหลายสิบปี มีให้เห็นตลอดเวลา บางช่วงก็รุนแรงจนสังคมตั้งคำถามกันว่า เหตุใดปัญหาดังกล่าว ถึงแก้ไขไม่ได้เสียที ถึงขนาด อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย อย่าง ชวน หลีกภัย ยังนำปัญหาเรื่องนักเรียนอาชีวะสองสถาบันที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ และเป็นคู่อริกันมาหลายสิบปี และช่วงหลังสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย นำปัญหาดังกล่าว ไปตั้งกระทู้สดกลางสภาฯ ถามนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อันแสดงให้เห็นได้ว่า ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกัน ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ แน่นอน

ท่ามกลางความพยายามหาทางออก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเพราะพบว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ 17 ก.พ. จะมีการจัดกิจกรรม ‘การแข่งขันชกมวยสากล - อาชีวะไฟท์’ (Archeva Fight) ขึ้นโดยนำนักเรียนอาชีวะทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจากหลายสถาบันฯ  ที่สมัครเข้าแข่งขันมาชกมวยกัน อันเป็นกิจกรรมที่ผู้จัดกิจกรรมบอกว่า “เพื่อเปิดพื้นที่แสดงออกในทางสร้างสรรค์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง  ลดการแบ่งแยก รวมใจเป็นหนึ่ง เพราะแม้ต่างสถาบันแต่ไม่ต่างความคิด ร่วมสร้างสรรค์สายสัมพันธ์”

ส่วนรายละเอียดกิจกรรมอาชีวะไฟท์ดังกล่าวเป็นอย่างไรเรื่องนี้ ‘ธนเดช ตุลยลักษณะ’ หรือ ‘เนศ อาชีวะ-ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม’ แกนนำหลักในการจัดกิจกรรมดังกล่าว เล่าให้ฟังว่า กลุ่มพ่อกูวิษณุกรรมจัดกิจกรรม อาชีวะไฟท์ เพื่อหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นำไปสู่การช่วยลดปัญหาการตีกันของนักศึกษาอาชีวะของสถาบันต่างๆ โดยเป็นการจัดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างสัมพันธ์ไมตรี ของน้องๆนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะของทุกๆสถาบัน ที่เข้าร่วมกิจกรรมอาชีวะไฟท์ เพื่อทำให้นักศึกษาอาชีวะได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะเมื่อได้มาเจอกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคีกัน เชื่อว่าจะเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้สามารถลดความรุนแรงเรื่องปัญหาการตีกันของอาชีวะได้

ส่วนที่มาที่ไปของการแข่งขันชกมวย ‘อาชีวะไฟท์’ ครั้งนี้ ทาง ‘ธนเดช-เนศ อาชีวะ-ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม’ เล่าวไว้ว่า กลุ่มอาชีวะ พ่อกูวิษณุกรรม ได้มีการพูดคุยกันว่า ปัญหาสังคมเรื่องนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ เกิดการเผชิญหน้า มีการตีกัน โดยบางเหตุการณ์ก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธยิงกัน จนทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับลูกหลงอย่างกรณีครูเจี๊ยบ (ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ระดับชั้น ม.ต้น โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ) ที่โดนลูกหลง นักเรียนอาชีวะคู่อริไล่ยิงกัน จนเสียชีวิตบริเวณป้ายรถเมล์ย่านคลองเตยเมื่อปี 2566 และยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับลูกหลงตามไปด้วยตอนที่มีการตีกัน

...ทางกลุ่มเรา คุยกันว่าจะมีทางใดที่แก้ไขปัญหาได้ จนทางกลุ่มเกิดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะมีการจัดกิจกรรมต่อยมวยน่าจะดี เพราะที่ผ่านมา อาจจะเคยมีการจัดกิจกรรมเช่น เตะฟุตบอล แต่ก็พบว่ายังไม่ตรงจุดเพราะมีเสียงสะท้อนว่า จัดเตะฟุตบอลของนักศึกษาอาชีวะ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ก็พบว่า คนที่เกเร ที่ชอบก่อเรื่อง ตีกัน-ยิงกัน เขาก็ไม่เล่นฟุตบอลอีก เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว แต่น้องๆนักเรียนอาชีวะ ที่ชอบตีกัน เขาไม่ได้มีความสามารถเรื่องการเตะฟุตบอล  ก็อาจแค่ไปเชียร์ แต่ไม่ได้ร่วมลงเตะด้วย ก็ทำให้ไม่รู้สึกว่าเขามีตัวตน แล้วก็ยังพบว่า มีการจัดเตะฟุตบอล แต่กลายเป็นว่า มีการตีกันอีก แทนที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์ โดยบางคนก็ทำเพราะต้องการสร้างตัวตน จะได้ดัง ดูเท่ห์ เพราะเขามีความเชื่อมั่น เลยทำให้กิจกรรมเตะฟุตบอลของอาชีวะ เลยไม่ค่อยตอบโจทย์

“ธนเดช-เนศ’ กล่าวต่อไปว่า แต่สำหรับการจัดแข่งขันชกมวย อาชีวะไฟท์ เราคิดกันว่า กิจกรรมต่อยมวยอาชีวะไฟท์ ทำให้เด็กอาชีวะที่อาจดูแสบ ๆ แต่เล่นฟุตบอลไม่ได้ แต่ต่อยมวยกันได้ ก็เลยทำให้คิดว่าน่าจะจัดกิจกรรมให้เด็กอาชีวะมาชกมวยกันดีกว่า เพราะใช้ความสามารถแค่คนที่จะต่อยคนเดียวและยังเป็นการสร้างตัวตนได้ด้วย ที่น่าจะช่วยแก้ปัญหา ได้ตรงจุดมากกว่า

..สำหรับการเตรียมงานในครั้งนี้ หลังได้ข้อสรุปการจัดกิจกรรมอาชีวะไฟท์แล้ว ทางผู้จัดได้ทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านช่องทางต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมต่อยมวยอาชีวะไฟท์ โดยจะเป็นศิษย์เก่าหรือศิษย์ปัจจุบันก็สามารถร่วมกิจกรรมได้หมด พบว่า มีกระแสตอบรับที่ดี คนให้ความสนใจ มีน้อง ๆ นักเรียนอาชีวะ สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจนครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ คือ 10 คู่ชก

‘ธนเดช เนศ’ กล่าวถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นวันเสาร์ที่ 17 ก.พ.นี้ว่า จะเริ่มกิจกรรมการชกกันเวลา 18.00 น. จนถึง 20.00 น. และพอกิจกรรมเสร็จในช่วงค่ำจะมีการเปิดเพลง ร่วมกันร้องเพลง สร้างบรรยากาศแบบเป็นพี่เป็นน้องกัน เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี

..โดยอาชีวะไฟท์จะจัดกันที่ บริเวณด้านหน้าของอาคารชื่นฤทัยในธรรม ถนน ประชาราษฎร์ อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง เวทีจะมีขนาด 5x5 เมตร และจะมีการวางเบาะที่เป็นเบาะหนาไว้ที่พื้น การชกจะเป็นมวยสากล ชกกันคู่ละหนึ่งยก เป็นเวลา 3 นาที โดยจะมีการใส่นวม-ใส่ฟันยาง และมีกรรมการฯ ที่เป็นกรรมการมืออาชีพมาทำหน้าที่กรรมการบนเวที อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมรถพยาบาล Ambulance มาเตรียมพร้อมไว้ด้วย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย-ความปลอดภัยตลอดกิจกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้จัดให้ความสำคัญมาก ส่วนกองเชียร์เราก็จะให้มีการยืนคล้องแขนกันรอบเวทีเพื่อร่วมกันเชียร์ขณะที่มีการต่อยกัน

‘ธนเดช เนศ’ ย้ำว่า ทางผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่า จะจัดอาชีวะไฟท์แบบนี้อีกหลายครั้ง ไม่ได้จัดแค่รอบนี้รอบเดียว เพราะเมื่อมีการจัดไปเรื่อย ๆ จนคนรับรู้กิจกรรมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เชื่อว่าจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาเด็กอาชีวะตีกันได้ คือ หากใครอยากจะเจ๋ง อยากจะเก๋าส์ ก็มาร่วมกิจกรรมได้ในการจัดครั้งต่อ ๆ ไปชองอาชีวะไฟท์ได้

“เพราะนี้คือเวทีที่ตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างตัวตนได้ นี้คือสิ่งที่ผู้จัดกิจกรรมอาชีวะไฟท์คาดหวัง ที่เราเชื่อว่าหากกิจกรรมนี้เข้าถึงเด็กอาชีวะได้ในวงกว้าง มันจะทำให้ช่วยแก้ปัญหาช่วยลดการตีกันของเด็กอาชีวะได้”

สุดท้าย กิจกรรมแข่งขันชกมวย อาชีวะไฟท์ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่จะช่วยลดปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันได้หรือไม่ คงต้องรอดูกันไป เพราะปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่ต้องแก้แบบระยะยาว ที่คงต้องหาวิธีการแก้ปัญหาหลายอย่างควบคู่กันไปด้วย

แนวคิดเรื่องการให้จาก ‘บุญเกียรติ โชควัฒนา’

ยิ่งให้มาก ยิ่งได้รับมาก ❤

บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการและกรรมการ บริษัทในเครือสหพัฒน์ เผยแนวคิดดี ๆ เรื่องการให้ ระบุว่า… “ที่สําคัญก็คือ ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา แต่หากวักน้ำเข้ามา น้ำจะไหลออกไป การผลักน้ำออกไปคือการให้ และเราจะได้รับกลับมา หากคนหวังแต่จะกอบโกย มักจะสูญเสีย ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับกลับมา แต่ที่ได้รับกลับมาอาจจะไม่ใช่เงินทอง แต่ชื่อเสียง ความยอมรับ คนชื่นชม ดังนั้นสหพันธ์จะเน้นการให้ ไม่ได้รีบร้อนจะเป็นเจ้าตลาด ครองตลาด” 

'ศุภลักษณ์ อัมพุช' ขอโทษผู้ชมคอนเสิร์ต 'เอ็ด ชีแรน' หลัง #UOBไร้มารยาท สนั่นโซเชียล ปมโซน VIP รบกวนผู้เข้าชม

(15 ก.พ. 67) จากกรณีที่ในแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิม ได้มีเทรนด์ทวิตเตอร์ชื่อว่า #UOBไร้มารยาท วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่คอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน ศิลปินต่างชาติชื่อดัง ซึ่งจัดขึ้นที่ UOB LIVE ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กทม. เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลที่นั่งโซน VIP พูดคุยและหัวเราะกันอย่างออกอรรถรส รบกวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ตตลอดเวลา แม้จะบอกเจ้าหน้าที่ให้ไปตักเตือน แต่กลับได้คำตอบว่า "เตือนไม่ได้เพราะเป็น CEO" และเมื่อชาวเน็ตไปสืบค้นว่า CEO เป็นใคร ปรากฎว่าเป็นนางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานคณะกรรมการบริหาร UOB LIVE ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักรเดอะมอลล์ กรุ๊ป และยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงถูกโยงมายังเรื่องนี้ ได้แก่ แอนโทเนีย โพซิ้ว นางแบบและนางงามลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก เจ้าของรองชนะเลิศอันดับหนึ่งนางงามจักรวาล 2023 ที่มีภาพยืนคุยกับนางศุภลักษณ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ต่อมา น.ส.แพทองธาร ชี้แจงดรามาคอนเสิร์ตดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่เสียงของตนเอง และเห็นว่าการไปคอนเสิร์ตเป็นสถานที่ที่มีความสุข คิดว่าหลายคน ไม่ใช่เฉพาะโซนวีไอพีที่ส่งเสียงหรือร้องเพลงตาม เป็นปกติของคอนเสิร์ต ไม่ได้คาดหวังว่าไปคอนเสิร์ตแล้วทุกคนนั่งเงียบ มารยาทการไปสถานที่ต่างๆ ไปวัดก็เรื่องหนึ่ง ไปคอนเสิร์ตก็เรื่องหนึ่งก็จะไม่เหมือนกัน คิดว่าไม่ได้มีอะไร ตั้งแต่ก่อนหน้าคอนเสิร์ต มีโอกาสได้เดินดูโซนวีไอพีเป็นห้องต่างๆ ก็ฟังแนวทางธุรกิจแนวทางบริหารของทางที่จัดงานว่า มียังไงบ้าง ยังรู้สึกประทับใจในสถานที่ มีห้องรับรองพิเศษ มีเครื่องเสียงที่ดีมาก พอได้มีโอกาสได้ไป เครื่องเสียงก็ดีมาก เข้าไปถึงได้ยินเสียงนักร้องชัดเจน รู้สึกว่าบรรยากาศดี

ล่าสุด นางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานคณะกรรมการบริหาร UOB LIVE ออกเอกสารข่าว เรื่อง ขออภัยผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ต ระบุว่า "ในนามของคณะผู้บริหาร UOB LIVE ดิฉันใคร่ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้า และผู้ร่วมชมคอนเสิร์ต ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ณ UOB LIVE เนื่องจากมีเสียงรบกวนที่ไม่เหมาะสม เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ห้องรับรองของแขกที่มาร่วมงานทําให้เป็นการรบกวนต่อผู้ร่วมชมคอนเสิร์ต

ดิฉันและคณะผู้บริหาร UOB LIVE ขอน้อมรับความผิดพลาด ข้อบกพร่อง และคําแนะนําที่มีประโยชน์ โดยจะนํามาปรับปรุง แก้ไข เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก คณะผู้บริหาร UOB LIVE มีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะพัฒนา UOB LIVE ให้เป็น Concert Hall และ Multipurposed Hall ที่มีคุณภาพและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

ดิฉัน ในนามของคณะผู้บริหาร UOB LIVE ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงต่อการสนับสนุนและ ข้อแนะนํา รวมถึงการติชมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพอย่างสูง”

ฉะเชิงเทรา-สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา มอบรถวีแชร์ ให้กับคนพิการและกลุ่มเปราะบางในจังหวัดฉะเชิงเทรา

วันนี้ 15 ก.พ. 67 ที่ โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายกำพล สิริรัตตนนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานพิธีมอบรถวีแชร์พื่อมอบให้ให้กับคนพิการและกลุ่มเปราะบางในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนายจีรทัศน์ แจ่มไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฯ

โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่าเนื่องด้วยปีมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา  (ผู้ร่วมบริจาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 72 คัน มูลค่า 192,600 บาท) และจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา วาระปี 2567 – 2569  ณ ห้องชลธี 1  โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เวลา 14.00 – 15.00 น. จัดการรับฟังบรรยายพิเศษ เรื่อง  “ทิศทางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมภาคตะวันออกและการขับเคลื่อน EEC” โดย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ เวลา 15.00-17.00 น. ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารฯ วาระปี 2567 – 2569 ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top