Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘บิ๊กโจ๊ก’ นำ ‘สมาคมชาวปักษ์ใต้’ แสดงพลัง ถวายกำลังใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 67) สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคม พร้อมด้วยอุปนายก และกรรมการบริหารสมาคม ที่ปรึกษา อนุกรรมการ สมาชิกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ สมาคมและชมรมเครือข่ายชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัดทั่วทุกพื้นที่ พี่น้องชาวไทยทุกหมู่เหล่า ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน และสื่อมวลชนทุกสำนัก ได้มาร่วมกิจกรรมถวายพระพร และถวายกำลังใจแด่ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ เพื่อปกป้อง และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ หลังกลุ่มทะลุวังแสดงพฤติกรรมก้าวล่วงขบวนเสด็จ ขับรถเข้าประชิด และเป่านกหวีดไล่ตามขบวนเสด็จ

สมาคมมีความซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นการรวมพลังที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่ได้ประจักษ์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พระองค์ทรงมีพระปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ พสกนิกรต่างยกย่องและชื่นชมในพระบารมี ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่าง ๆ มากมายมาโดยตลอด 

วันนี้จึงได้มีการรวมใจรวมพลังจากพี่น้องทั้งหลายทุกหมู่เหล่า ที่ได้มาร่วมกันถวายพระพรและถวายกำลังใจแด่พระองค์ท่าน โดยมีสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมขึ้นในครั้งนี้ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ โดยพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคม อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคม ก็ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันในครั้งนี้

สืบนครบาล ทลายแหล่งปล่อยเงินกู้รับจำรถดอกเบี้ยโหดย่านตรวจยึดรถยนต์และจักรยานยนต์จำนวนมาก

สืบเนื่องจากสืบนครบาลได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก ถึงผู้มีอิทธิพลทำการทวงหนี้นอกระบบ โดยมีสมาชิกในกลุ่มหลายคน มักใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ยึดรถและทรัพย์ของลูกหนี้มาเก็บไว้ที่บ้าน จึงได้รายงานให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ทราบ และวางแผนตรวจค้นที่บ้านหลังดังกล่าวตามนโยบายของรัฐ และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์   รอง ผบ.ตร.(สส) และ พล.ต.ท.สำราญ  นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. 

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ,พ.ต.อ.วิชิต  ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1, พ.ต.ท.พีรบูรณ์ แก้วดู รอง ผกก.สส.1ฯ ,พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์  รอง ผกก.สส.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.พัฒน์พงษ์ กื้อมะโน สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ ปฏิบัติราชการ  สว.กก.สส.1 , พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี สว.กก.สส.1 , ร.ต.อ. พลวัต  นาคถมยา  รอง สว.ฯ ,  ร.ต.ท.อัศวิน  มะลัยสิทธิ์ รอง สว.ฯเจ้าหน้าที่สืบนครบาล ได้หมายค้นศาลอาญาตลิ่งชันที่ 22/2567 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ให้ทำการตรวจค้นบ้านบุคคลดังกล่าว ซ.ฉิมพลี 20 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ พบนายชนะโชติ อายุ 40 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าบ้านนำตรวจค้น และจับกุม

นายชนะโชติ โรจน์เกตุ อายุ 40 ปี  บ้านเลขที่ 34 ซ.ฉิมพลี 20 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ตรวจยึดของกลางดังนี้

1.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อtoyota รุ่นcorolla สีเทา 
2.รถยนต์กระบะ ยี่ห้อisuzu รุ่น d-max สีเทา
3.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave s 100 สีเทาดำ 
4.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ yamaha สีน้ำเงิน 
5.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave i  สีดำแดง
6.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave s 100 สีเทาแดง
7.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ honda รุ่น wave i  สีน้ำเงิน 
8.ปืนสั้นลูกโม่ยี่ห้อ smith and wesson จำนวน 1 กระบอก
9.ปืนยาวลูกซองยี่ห้อ remington จำนวน 1 กระบอก
10.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ samsung สีเทาจำนวน 1 เครื่อง
11.เอกสารประกอบการกู้ยืมเงินจำนวน 1 ชุด

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มาตรา 4 อนุมาตรา 1”

จากนั้นได้นำผู้ต้องหาไปยังที่ทำการพนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พฤติการณ์คือ จากสืบสวนทราบว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเข้าตรวจค้นบ้านนายสายัณห์ เจ้าของบ้าน ส่วนกำลังอีกชุดเข้าค้นอีกบ้านพร้อมจับกุม นายชนะโชติ หรือ ตั๊ก อายุ 34 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นลูกชายของนายสายัณห์ ทั้งคู่ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพลทำการทวงหนี้นอกระบบ โดยมีสมาชิกในกลุ่มหลายคน มักใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ยึดรถและทรัพย์ของลูกหนี้มาเก็บไว้ โดยจากการตรวจค้นบ้านทั้ง 3 หลังยึดของกลางเป็น อาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก อาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังตรวจยึดรถกระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่นบีที 50 สีบรอนซ์เงิน ที่มีผู้เสียหายแจ้งความกับ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ว่าถูกยึดมาเพราะติดหนี้

พล.ต.ต.ธีรเดช ขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงวิธีหลีกเลี่ยงการถูกทวงหนี้นอกระบบด้วยรูปแบบต่างๆ และแนวทางการป้องกัน ดังนี้ 1.หากถูกแก๊งทวงหนี้ แอบอ้าง ข่มขู่ ควรตั้งสติให้ดี อย่าตื่นตระหนก รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ หรือให้ความช่วยเหลือ 2.ทำการบันทึกข้อมูลการสนทนา ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีภายหลัง และ 3.หากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน ควรกู้จากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งไปยังเพจ "สืยนครบาล IDMB" ได้ตลอดเวลา  

‘สรยุทธ’ งง!! โพสต์ข้อความสวัสดีวันพฤหัสฯ ไม่ได้ใช้พื้นหลัง ‘สีม่วง’ แต่เจอเพจอื่นอ้างโดน ‘ทัวร์ลง’ ลั่น!! ปกติใช้พื้นตามสีประจำวันอยู่แล้ว

(16 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "ทัวร์ลงที่ไหนเหรอครับ ปกติก็โพสต์ใช้พื้นตามสีประจำวันอยู่แล้ว"

โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กลับมีประเด็นเกิดขึ้น เมื่อมีเพจเฟซบุ๊ก ข่าวเด่นประเด็นร้อน ที่นิยามตนเองว่าเป็นเพจข่าวเด่น ข่าวดัง กับประเด็นที่ร้อนแรง มีผู้ติดตามกว่า 2.4 แสนคน ระบุว่า “เพจ #สรยุทธ โดนทัวร์ลง หลังโพสต์สวัสดีวันพฤหัสฯ เป็นพื้นสีส้ม ไม่ใช่สีม่วงตามที่เป็นกระแสในตอนนี้”

‘ดีอี’ ทลายอาชญากรไซเบอร์เพิ่มอีก ‘3 คดี’ รวด บุกจับแก๊งคอลเซนเตอร์ - ขบวนการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล-เครือข่ายพนันออนไลน์ ‘ประเสริฐ’ เผยเตรียมปรับกฎหมายเพิ่มโทษ หวังปราบอาชญากรรมไซเบอร์เด็ดขาด

วันที่15 กุมภาพันธ์ 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงข่าวการขยายผลการจับกุมผู้กระทำผิดในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ,กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ซึ่งในครั้งนี้นับเป็น EP.7 โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด 9 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 2 คน 

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye และตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งปัจจุบันได้มีการตรวจสอบและขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตั้งแต่ EP.1 จนถึง ครั้งนี้เป็น EP.7

นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในข้อมูลส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนที่อาจมีการรั่วไหลไปยังกลุ่มมิจฉาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหลอกลวง อันเป็นภัยร้ายที่ทางรัฐบาลเร่งปราบปรามอย่างจริงจังตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลและมีการซื้อ – ขายในรูปแบบต่างๆที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงดีอีเร่งให้มีการปรับกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อกลุ่มบุคคลใดที่มีพฤติกรรมในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีโทษที่เด็ดขาดและรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นหากประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลท่านใดที่ได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถร้องเรียนกับ PDPC ได้เพื่อนำเรื่องให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางปกครอง และยังสามารถฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีทางแพ่งได้อีกทางหนึ่งด้วย 

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอีได้ผลักดันให้การแก้ปัญหาภัยออนไลน์ ถือเป็น 1 ใน 7 Flagships ที่เป็นนโยบายหลักของกระทรวง และหนึ่งในมาตรการดังกล่าวคือการประสานงานความร่วมมือและบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การจับกุมในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ‘คดีแรก’ ขยายผลสืบสวนจับกุม ผู้ต้องหารายที่ 9 เครือข่ายขบวนการขายข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทำมานาน 1-2 ปี มีรายชื่อประชาชนกลุ่มลูกค้าเครดิตดี ถูกส่งต่อเป็นจำนวนมาก ส่วน ‘คดีที่สอง’ สืบสวนจับกุมเครือข่ายหลอกลวงคนไทยบังคับทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน และ ‘คดีที่สาม’ ทลายเครือข่ายการพนันออนไลน์ จำนวน 2 เครือข่าย ได้แก่ ramruay.net และ pok9.com ตรวจยึดของกลางและ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท พบยอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 300 ล้านบาท จับผู้ต้องหาได้เบื้องต้น 5 ราย ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างติดตามจับกุมเพิ่มเติม 

ขณะที่ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแลศูนย์ PDPC Eagle Eye และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย PDPA ได้ประสานข้อมูลการสืบสวนร่วมกับ บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. ในการตรวจสอบขยายผลเพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งในแหล่งข้อมูลที่มีการรั่วไหลและผู้ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลจนสืบทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อสถาบันการเงินภาคเอกชนแห่งหนึ่ง คือ นายสุวรรณฯ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี มีพฤติกรรมลักลอบนำข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินของตนเองมาดัดแปลง แก้ไข และนำไปจำหน่ายต่อให้กลุ่มที่สนใจ อาทิ ตัวแทนสินเชื่อ ตัวแทนประกัน ซึ่งบางกรณีตกไปอยู่ในมือของกลุ่มมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายสุวรรณฯ ในความผิดฐาน ‘ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้นำไปเปิดเผยแก่ผู้อื่น, ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ’  ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2560  ตามหมายจับศาลอาญาที่ 506/2567 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 และได้ดำเนินการจับกุมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567

“สถิตินับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ PDPC Eagle Eye ได้ตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนบนเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อย่างเกินความจำเป็นหรือไม่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมจำนวน 5,869 หน่วย ซึ่งได้มีการเตือนและแก้ไขแล้ว มีการตรวจพบการประกาศซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ค (Facebook) และได้มีการปิดกั้นแล้ว จำนวน 54 เรื่อง และได้มีการร่วมมือกับ บช.สอท. ในการตรวจสอบขยายผลจากการจับกุมผู้ลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลรายก่อนหน้า จนส่งผลให้เกิดการตรวจสอบและขยายผลนำไปสู่การจับกุมได้ในวันนี้อีก 1 รายและอยู่ระหว่างการจับกุมอีก 2 ราย” ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแล PDPC กล่าว

ด้าน ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าว PDPC ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาภัยออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง โดยจะเร่งรัดและเคร่งครัดในการตรวจ ปราบปราม ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และ การลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกันระหว่าง PDPC Eagle Eye และ บช.สอท. กับ สกมช. อย่างเข้มข้นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยในช่วงดังกล่าว มีกรณีที่ศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิด 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้สำนักงานยังคงเดินหน้าเพื่อสนองรับนโยบายในการมีมาตรการในการจัดการกับหน่วยงานที่ไม่มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เดินสายให้ความรู้แก่ประชาชน ตลอดจนถึงการเร่งปรับแก้การบังคับใช้กฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักยิ่งขึ้นสำหรับการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 

'เครือข่ายโรงพยาบาล-รร.แพทย์' ร้อง 'ชลน่าน' ช่วยสางปม 'สปสช.' ค้างจ่าย ทำขาดสภาพคล่อง

สภาพคล่องในเครือข่ายโรงพยาบาล-โรงเรียนแพทย์ เริ่มก่อตัวชัด และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.สธฯ เมื่อ 14 ก.พ. เพื่อช่วยสางปัญหา สปสช.ค้างจ่าย 'รพ.- คลินิกในกทม.' หลังเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งขณะนี้ทางด้านคลินิกใน กทม.ก็มีการใส่ชุดดำ-ขึ้นป้ายประท้วงเงียบกันแล้วด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 นพ.พินัย ล้วนเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ และสาธารณสุข กองทุนหลักประกันสุขภาพ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาการขาดสภาพคล่องจากการบริการของ สปสช. ในพื้นที่ กทม.เริ่มชัดเจน หลังมีการเปลี่ยนแปลงจากการจ่ายเงินแบบรายหัว เป็นรายการการให้บริการ ในปี 2564 ซึ่งในปีงบประมาณ 2566 มีการตั้งวงเงิน 2,685 ล้านบาท จากเงินประชากรบัตรทอง 2.52 ล้านคน จ่ายให้หน่วยปฐมภูมิ 365 แห่ง

แต่กลับพบว่ามียอดเรียกเก็บจากการบริการรับต่อ OP refer ถึง 1,900 ล้านบาท และยังต้องจ่ายให้หน่วยปฐมภูมิ 1,345 ล้านบาท ทำให้ขาดเงินและงบประมาณไม่เพียงพอถึง 560 ล้านบาท ที่ผ่านมา ทาง สปสช.มีจ่ายเงินให้กับคลินิก ในการให้บริการผู้ป่วยนอก 70% เท่านั้น

ด้าน นางศรินทร สนธิศิริกฤตย์ เจ้าของคลินิกเวชกรรมอารีรักษ์ คลองเตย กล่าวว่า เคยเข้าร่วมทำ รพ.สนามคลองเตยเมื่อช่วงสถานการณ์โควิด-19 ต่อมาจึงมีแนวคิดเปิดคลินิก เมื่อ 1 ก.พ.2566 เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นแออัดในพื้นที่คลองเตย เพื่อให้บริการผู้ที่ขาดโอกาสทางสุขภาพอย่างเท่าเทียม โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นคนในสิทธิหลักประกันสุขภาพ และสิทธิ์บริการอื่นเพียง 5%

โดยเม็ดเงินที่หมุนเวียนในคลินิกมาจาก สปสช.เป็นหลัก แต่เมื่อเริ่มเปิดคลินิกพบว่า มีปัญหาคือ ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจาก สปสช. ได้เต็มจำนวน มีการจ่ายเพียง 70% ของยอดเรียกเก็บ และ สปสช.แจ้งว่าจะพิจารณาจัดสรรเงินให้กับคลินิกแบบเต็มจำนวน หลังเดือน ก.ย.2566

นางศรินทร กล่าวว่า ที่ผ่านมา คลินิกต้องแบกภาระขาดทุนเดือนละ 200,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายจริงที่คลินิกอยู่ที่เดือนละ 500,000-700,000 บาท เป็นค่าตอบแทนแพทย์ - พยาบาล - นักวิชาการสาธารณสุข 450,000 บาท ที่เหลือเป็นค่ายา และเวชภัณฑ์ รวมทั้งปัญหาการส่งต่อคนไข้ไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ด้วย 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการให้ผู้ป่วยนอกไปรับยาที่จุดบริหารไหนก็ได้ หรือ OPD ANYWHERE ทำให้ตั้งแต่เปิดคลินิกมาขาดทุนไปแล้ว 10 ล้านบาท จึงอยากให้ สปสช.มาพูดคุยและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

"คลินิกใน กทม.หารือร่วมกันว่า จะตัดสินใจขึ้นป้ายดำ ใส่ชุดดำเพื่อแสดงการร้องทุกข์และสะท้อนให้เห็นปัญหาของคลินิก ที่ผ่านมา สปสช. นิ่งเฉยกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทำได้เพียงแค่โปรยยาหอมให้ใจเย็น และให้เป็นกรรมการแก้ไขปัญหา และเสนอไปยังบอร์ด แต่ทุกอย่างก็ถูกตัดทิ้ง ไม่ได้รับตอบสนอง"

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผอ.โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ รพ.ยังคงให้บริการประชาชนตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โรงพยาบาลกำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเบิกจ่ายของ สปสช. 90 ล้านบาท คาดว่า ยอดสะสมปัจจุบันน่าจะถึง 100 ล้านบาท และหากไม่รีบแก้ไขเกรงว่า โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างสะดวก

ที่ผ่านมาทางตัวแทน เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ ประเทศไทย (UHOSNET) ได้ทำหนังสือถึง รมว. สธ. ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. และในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ทางตัวแทนจะไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรี และแถลงข่าวที่กระทรวงสาธารณสุข

"หากไม่เร่งแก้ไข มีผลในระยะยาวแน่นอน และโรงพยาบาลคงไม่สามารถยืนต่อไปได้ ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล คนเป็นหมอ พูดเรื่องเงินทองก็ลำบากใจ ให้พูดกับคนไข้ก็ลำบาก ต้องให้รัฐมนตรีสาธารณสุข ช่วยแก้ไข"

สมุทรปราการ-ยิ่งใหญ่ !! ครบรอบ 12 ปี วันสถาปนา PWS นักธุรกิจร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษา กว่า 3 ล้านบาท

โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จัดงานครบรอบ 12 ปี วันสถาปนาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี พร้อมกับได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา จำนวน 233 ทุน ภายใต้โครงการ “ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน” ประจำปีการศึกษา 2567 

โดยมี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ “ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน” พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ตลอดจนคณะครูโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ร่วมให้การต้อนรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ข้าราชการ และผู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษานำเข้ากองทุน ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากท่านศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ ราชบัณฑิต อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ 

นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตัวแทนสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม บริษัท ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธาร่วมในงานครั้งนี้

โดยทางด้าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ในฐานะผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งเป็นวันสถาปนาโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ที่ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 นับถึงปัจจุบัน รวมเวลา 12 ปี ประกอบกับผู้บริหารเทศบาลตำบลแพรกษาและโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ได้ร่วมกันจัดตั้ง กองทุน ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ่งโรงเรียน เพื่อให้นักธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา ได้ทำกิจกรรมร่วมกับทางโรงเรียน 

โดยการร่วมมอบเงินสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ประพฤติตนเป็นเด็กดี มุ่งมั่น ตั้งใจเรียน สมควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้ได้รับทุนการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีโอกาสเทียบเท่าผู้อื่น อีกทั้งโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาได้ส่งเสริมการแข่งขันทางวิชาการ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ และการมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ จำนวน 233 ทุนด้วยกัน 

ประกอบกับ ในปีนี้โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาของเราได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจาก นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ห้างร้าน ข้าราชการ และหน่วยงานต่างๆ โดยได้รับเงินสนับสนุนเข้ากองทุนการศึกษา ร้อยโรงงาน ร้อยดวงใจ หนึ้งโรงเรียน จำนวนเงินกว่า 3 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม โอกาสต่อไปคาดว่าในปี 2570 โดยนางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา มีนโยบายในการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ในส่วนของค่าเทอมค่าใช้จ่ายของลูกๆ PWS โดยจะไม่เสียค่าเทอมแม้แต่บาทเดียวเพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

ไวรัลจุกอก!! ‘รปภ.’ เขียนข้อความกลั่นมาจากใจถึง ‘นศ.’ อวยพรเด็กๆ เรียนให้จบทุกคน เพราะตนไม่มีโอกาสนี้

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 67) เป็นไวรัลที่ทำให้หลายคนประทับใจไม่น้อย เมื่อผู้ใช้ TikTok ที่ชื่อว่า ‘oxf_26’ แชร์ภาพของ รปภ.มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กำลังนั่งคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อเขียนข้อความในแผ่นผ้าสีขาว อวยพรนักศึกษา

โดยเมื่อเข้าไปซูมอ่านข้อความที่เขียนไว้นั้น เหมือนเป็นคำแทนใจให้กับหลายคนที่อยากมีโอกาสได้เขียน แต่ไม่สามารถทำได้ และขออวยพรให้แทนว่า…

“ขอให้น้องๆ ตั้งใจเรียน เรียนให้จบทุกคนนะ เพราะพี่ไม่มีโอกาสได้เรียน 07 รปภ.ศรีปทุม”

ที่เจ้าของคลิปก็ได้โพสต์ไว้จนมีคนเข้าไปชมกว่า 1.7 ล้านครั้ง โดยว่า “ขอให้พี่มีความสุขในทุกๆ วันนะคะ”

โดยมีคนเข้าไปคอมเมนต์ข้อความต่างๆ อาทิ

- “อายุ 30 แล้วลงเรียน ป.ตรีได้ไหมครับ”
- “ขอบคุณพี่ รปภ.จากใจศิษย์เก่าศรีปทุมรุ่น 52”
- “ไม่มีโอกาสได้เรียนเหมือนกัน นี่จบแค่ ม.6 อายุ 23 แล้ว ยังมีโอกาสจะได้ใส่ชุดนักศึกษาอยู่ไหม”
- “ใจฟูขึ้นมาทันทีเลยค่ะ”
- “พี่รปภ.คนนี้น่ารักจริง ๆ ค่ะ หนูรอสอบข้างโรงเย็นนั่งคุยกับเพื่อนที่พื้นพี่เขาเห็นก็ไปยกม้านั่งเหล็กมาให้แล้วบอกอย่านั่งพื้นเลยนั่งอันนี้ดีกว่า”
- “ประโยคเดียวแต่ความรู้สึกเป็นล้านเลย”

“พวงเพ็ชร” ลุยกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า วันเดียว ยึดของกลางกว่า 5 ล้าน หลังพ่อแม่แห่ร้อง สคบ. เด็ก-เยาวชน เข้าถึงง่ายเหตุราคาถูก

15 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 22.00 น.  นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นายธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วยผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมโรค ลงพื้นที่ย่านคลองถม ถ.วรจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เพื่อติดตามและตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หลังประชาชนร้องเรียนผ่าน สคบ. ว่ามีการเปิดร้านลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าราคาถูก ทำให้มีเด็กและเยาวชนไปซื้อมาใช้เป็นจำนวนมาก

การลงพื้นที่วันนี้เป็นไปตามภารกิจหลักของชุดปฏิบัติการ สคบ. ที่บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ในการปราบปรามและกวาดล้างการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยในช่วงบ่ายชุดปฏิบัติการ สคบ. ได้ลงพื้นที่ย่านนวลจันทร์และเสนานิคม สามารถตรวจยึดและจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ 2 แห่ง มูลค่า 2 ล้านบาท และในช่วงค่ำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ย่านคลองถม พร้อมชุดปฏิบัติการ สคบ. กรุงเทพมหานครและกรมควบคุมโรค สามารถตรวจยึดของกลางจากร้านที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ 7 แห่ง มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท ขณะที่ผู้ค้าทำการหลบหนีระหว่างการลงพื้นที่ โดยรวมตลอดทั้งวันสามารถยึดของกลาง รวมมูลค่าทั้งสิ้น กว่า 5 ล้านบาท 

“นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ที่ นอกจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบและมอมเมาเด็กและเยาวชน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สคบ. ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบ ติดตาม และกวาดล้างอย่างจริงจัง ประกอบกับมีผู้ปกครองเป็นห่วงต่อสถานการณ์ดังกล่าว จากการลงพื้นที่วันนี้ พบว่าการหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าทำได้ง่าย และราคาไม่แพง เด็กและเยาวชนสามารถหาซื้อได้จากตลาดใจกลางเมือง ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เราจะเร่งติดตามและขยายผลการลงพื้นที่อีกหลายจุด เพื่อกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไป ขณะเดียวกันจะพูดคุยกับทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหาแนวทางสกัดกั้นการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ หากผู้ใดพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งได้หลายช่องทาง เช่น สายด่วน สคบ. 1166 เว็บไซต์ www.ocpb.go.th แอปพลิเคชัน OCPB Connect  ศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด รวมถึง Traffy Fondue ของ กทม.” นางพวงเพ็ชร กล่าว 

ปัจจุบันการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ศาลพิพากษาบทสรุปคดี 'อ้อย เข็มทิศชีวิต' แอบอ้างศาสนาหากิน สวนทาง 'พระตถาคต' ที่สอนคนเพื่อให้เกิดปัญญา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ ได้โพสต์ข้อความยกตัวอย่างกรณี ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง คดี ‘ฐิตินาถ ณ พัทลุง’ ไลฟ์โค้ชเข็มทิศชีวิต หรือ อ้อย เข็มทิศชีวิต ฟ้องสื่อรายหนึ่งฐานหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายกว่า 5 ล้าน โดยระบุว่า…

จากคำพิพากษาคือ สุดมาก ถ้าค่อย ๆ อ่านจะเห็นว่าศาลคือ ทรงภูมิทางพระพุทธศาสนา และอธิบายเข้าใจไม่ยากนะ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่พระโพธิสัตว์ยอมละทิ้งราชสมบัติ บุตร และภรรยาเสด็จหลีกออกผนวชแสวงหาทางพ้นทุกข์ จนได้ปัญญาตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นองค์พระอรหันตระสัมมาสัมพุทธเจ้าและตั้งพระศาสนาหรือพระธรรมวินัยขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์ ไว้ให้พระพุทธศาสนิกชนได้ยึดถือเป็นสรณะนั้น...

'เป็นการกระทำเพื่อโปรดเหล่าสรรพสัตว์ที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ตามจนเกิดปัญญารู้เห็นสัจธรรม ทำให้ทุกข์ในใจเบาบางลงไปจนหมดสิ้นอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์'

โดยพระตถาคตไม่ได้กระทำไปด้วยความปรารถนาในลาภ ยศ คำสรรเสริญ หรือทรัพย์สินเงินทองใดๆ 

ส่วนการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนไปสู่ผู้มีศรัทธา ก็ทรงให้เป็นหน้าที่ของเหล่าสงฆ์สาวก หรือ นักบวชในธรรมวินัย ที่ได้รับการศึกษาธรรมวินัยจนสำเร็จเป็นประโยชน์แก่ตน ซึ่งจะมีคุณสมบัติเป็นผู้มักน้อย สันโดษในลาภสักการะ...

...เลี้ยงขึ้นด้วยปัจจัยสี่ที่ผู้ครองเรือนมอบให้ด้วยใจศรัทธา เที่ยวจาริกไปเผยแผ่คำสอนและชี้ทางแห่งความสุขความเจริญในชีวิตให้แก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในพระรัตนตรัย...

...มีความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้ตาปัญญาเป็นแสงสว่างของชีวิต ก็ย่อมจะพบชีวิตใหม่ที่มีคุณค่ากว่าการได้ทรัพย์สินอันใดในโลก เพราะแม้จะยังทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้ในอัตภาพนี้ ก็ต้องได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติในอัตภาพต่อๆ ไปอย่างแน่นอน 

ส่วนการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของพระศาสนาเป็นที่พึ่งของเหล่าสรรพสัตว์ชั่วกาลนาน พระองค์ทรงมอบให้เหล่าพุทธบริษัท 4 อันประกอบด้วย ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก และอุบาสิกา ช่วยกันกระทำ 

โดย ภิกษุ และ ภิกษุณี ต้องอยู่ในพระธรรมวินัย ขณะที่ อุบาสก และ อุบาสิกา มีความเคารพในพระรัตนตรัย เป็นต้น 

ดังนั้น เมื่อน้อมใจเข้าไปพิจารณาหลักการสำคัญของพระศาสนาตามพระประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้นและความต้องการอยากพ้นทุกข์ของมนุษย์เข้าด้วยกัน ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมต้องยอมรับว่า...

'พระธรรมคำสั่งสอนที่ได้ประทานไว้ให้โดยมหากรุณานั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดมีคุณค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินใดๆ ในโลก และเป็นการประทานให้เปล่าๆ ไม่ต้องใช้เงินหรือทองเข้าแลก'

ดังนั้น จึงไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เหล่าพุทธบริษัท 4 ผู้หนึ่งผู้ใด ที่ได้เรียนรู้พระธรรมแล้วจะอาศัยเอาพระธรรมนั้นออกแสดงเพื่อการค้า หรือเพื่อแสวงหาผลกำไร 

เพราะเป็นการตีราคาพระธรรมคำสอนเทียบค่ากับเงินทอง เป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อพระรัตนตรัยประการหนึ่ง เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การเบียดเบียนในทางทรัพย์สิน เงินทองได้ประการหนึ่ง...

ทำให้บุคคลที่ยังไม่ได้มั่นคงในพระรัตนตรัยพากันเสื่อมถอยหนีห่างไปจากศาสนาประการหนึ่ง...

...และประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ในการสั่งสอนหรือถ่ายทอดธรรมะให้บุคคลอื่น ผู้ตั้งตนเป็นครูอาจารย์ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ เป็นผู้ได้เปรียญธรรมหรือศึกษาปฏิบัติธรรมจนเป็นผู้ข้ามโคตรจากปุถุชนเป็นอริยะบุคคลอย่างชอบขั้นโสดาบัน...

- มีคุณธรรมวิเศษในใจ 
- มีดวงตาเห็นธรรมรู้เห็นอยู่ในแนวทางแห่งพระนิพพาน 
- มีมรรคองค์ 8 เป็นปฏิปทาในตน 

แล้วจึงค่อยสามารถให้การอบรมสั่งสอนปุถุชนผู้ยังมีปัญญามืดบอดแต่มีศรัทธาได้ เพราะคนที่ยังเป็นปุถุชนและยังไม่ได้เปรียญธรรมหากเที่ยวไปสั่งสอนคนอื่น ก็เท่ากับคนตาบอดเดินจูงคนตาบอดไป ย่อมจะไม่สามารถถึงจุดหมายตามที่ปรารถนาได้ แต่กลับต้องประสบกับทุกข์และคลาดเคลื่อนออกนอกทางแห่งพรหมจรรย์ที่ทรงแสดงไว้ให้อย่างแน่แท้ 

และยิ่งหากเข้าลักษณะเป็นการใช้เงินจ้างในการจูง ก็เป็นการพ้นวิสัยที่จะเอาผิดเอาโทษกับบุคคลผู้จูงทั้งในทางแพ่งและทางอาญาได้ ด้วยเหตุผลที่เขาอ้างเอาว่าการชำระเงินเป็นความสมัครใจของผู้อยากเรียนรู้ธรรม และที่ใครไม่สามารถสร้างปัญญาได้ก็เป็นเรื่องของวาสนาแต่ละบุคคลเท่านั้น 

ทั้งนี้ หากมีบุคคลใดได้แสดงตนกระทำการดังกล่าวเช่นนั้น จึงไม่นับว่าเป็นบุคคลที่สมควรจะได้รับการยกย่องจากสาธุชนทั่วไปว่า เป็นผู้ประกอบคุณงามความดีหรือนำประโยชน์ทางศาสนามาให้สังคมแต่ประการใด ในขณะเดียวกัน ก็ย่อมเป็นผู้ไม่สมควรที่จะได้ไปซึ่งเงินของบุคคลที่แสวงหาที่พึ่งทางใจจากคำสอนในพระพุทธศาสนาอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์เป็นผู้ยังไม่ได้เปรียญธรรม มีแต่ปริญญาทางโลก ได้ยอมรับว่าได้นำเอาหลักศาสนาพุทธมาใช้เป็นปัจจัยในการประกอบธุรกิจ มีรายได้และผลกำไรจากการเปิดคอร์สอบรม 'เข็มทิศชีวิต' เป็นเงินไม่น้อยประมาณปีละ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยการเก็บเงินค่าสมัครเข้าอบรมคอร์สเข็มทิศชีวิต ซึ่งจะกำหนดค่าสมัครตามจำนวนผู้สมัคร 

หากมีผู้สมัครจำนวนน้อยจะคิดค่าสมัครแพงกว่ากรณีที่มีผู้สมัครจำนวนมาก ค่าคอร์สรายบุคคลในราคาหลักหมื่นไม่ก็หลักแสน โดยเพียงบุคคลเดียวหากเรียนหลายคอร์สจะต้องใช้เงินประมาณ 3 ล้านบาทนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการรับรองอยู่ในตัวต่อผู้มีศรัทธาในพระศาสนาว่า ตนเองมีภูมิจิตภูมิธรรมสูง เลยขั้นปุถุชนคนหนึ่งด้วยกิเลสไปแล้ว 

อย่างไรก็ดี คุณธรรมภายในใจ เช่นว่าที่รู้ได้แต่เฉพาะตนส่วนคนอื่น ไม่สามารถจะรู้เห็นได้ ทำได้แต่เพียงคาดเดาเอาจากบุคลิกภาพ อันประกอบด้วย วาจากิริยา ท่าทางและการแต่งกาย 

แต่หากพอจะมีเครื่องหมายที่จะบ่งชี้ว่า อริยสาวกผู้ใดเป็นผู้มีคุณธรรมภายในเช่นนั้นได้จริง กล่าวคือ อริยสาวกผู้นั้นจะต้องเป็นผู้มีจิตเมตตา กรุณา ไม่กระทำสิ่งที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น

‘อาจารย์ ม.ศิลปากร’ เจ้าของภาพลายเส้น ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ฉะ!! มือดีฉกผลงานไปทำเสื้อขาย วอน!! อย่าซื้อถือเป็นของโจร

(15 ก.พ.67) จากกรณีชาวโซเชียลฯ ได้ร่วมแสดงจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นำภาพวาดลายเส้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผลงานของ รองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปขึ้นเป็นภาพปกหรือแชร์บนหน้าวอลล์เฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงพลังถวายกำลังใจ แสดงความจงรักภักดี ต่อกรณีถูกกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีคุกคามขบวนเสด็จฯ จากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมาตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้เฟซบุ๊ก ‘Arwin Intrungsi’ หรือรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่ามีบุคคลนำภาพวาดลายเส้นของตนเองไปทำเสื้อออกมาขาย โดยไม่มีการขออนุญาต และได้ออกมาโพสต์ข้อความ ถึงกรณีดังกล่าวระบุว่า “ใครเป็นคนทำ หยุดการกระทำนี้นะครับ ผมไม่ได้อนุญาตให้นำไปทำขาย ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ หากจะเอาไปพิมพ์แจก ยินดีครับ ใครพบเห็นว่ามีการขาย โปรดอย่าซื้อนะครับ ผมถือเป็นของโจร”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top