Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี สืบสานพระพุทธศาสนาร่วมกับพุทธศาสนิกชน ณ วัดราษฎร์สโมสร อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส

เมื่อวันที่ (18 กุมภาพันธ์ 2567) เวลา 10.00 น. ที่ วัดราษฎร์สโมสร อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2567 และฉลองศาลาเฉลิมพระเกียรติ กาญจนาภิเษก โดยมี พระครูวรปัญญาประยุต เจ้าอาวาสวัดราษฎร์สโมสร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ , พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส /ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ,พันเอก สิทธิชัย บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 ,พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยปัจจัยที่รวบรวมได้จากผู้มีจิตศรัทธาในครั้งนี้ มียอดรวมทั้งสิ้น 856,193 บาท ในการนี้ วัดราษฎร์สโมสร อำเภอรือเสาะ จะนำเอาปัจจัยดังกล่าวไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และนำปัจจัยการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสร้างศาลาการเปรียญ (วัดที่ยังไม่มีศาลาการเปรียญ) เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่

โอกาสนี้ พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนและกล่าวว่า ดีใจที่ได้มาร่วมประเพณี ร่วมกิจกรรม กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในวันนี้ได้เห็นพี่น้องประชาชนร่วมกันสามัคคีกันในการจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคี ได้เห็นความร่วมมือกันอยู่ด้วยกันแบบสังคมพหุวัฒนธรรม หากมีสิ่งใดให้ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ช่วยเหลือ ยินดีที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเพื่อความสุขและให้ประชาชนอยู่อย่างปลอดภัย

สำหรับวัดราษฎร์สโมสร เป็นวัดประจำอำเภอที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2468 โดยได้รับการบริจาคที่ดินจากขุนอุปการประชากร เจ้าอาวาสรูปแรก คือ หลวงพ่อพลับ อินทโชโต ซึ่งต่อมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ในพระราชทินนามว่า พระครูไพโรจน์นราธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ภายหลังจากที่ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2514 พุทธศาสนิกชนชาวอำเภอรือเสาะได้ร่วมกันสร้างศาลามณฑปขึ้น ในปี พ.ศ.2519 เพื่อประดิษฐานรูปเหมือนของท่าน ซึ่งท่านได้หล่อขึ้นด้วยทองแดงไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2504 และพุทธศาสนิกชนทั่วไปให้ความเคารพสักการะมาจนตราบทุกวันนี้

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

เลย -ผู้บัญชาการทหารบกลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมคณะครูอาจารย์ และนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษา และมอบอุปกรณ์กีฬา ให้กับนักเรียนโรงเรียน ในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567  พลเอก เจริญชัย  หินเธาว์  ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจคณะครู และเด็กๆนักเรียนโรงเรียนบ้านคกงิ้ว และ โรงเรียนเพียงหลวง 18 ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย ได้มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษา , อุปกรณ์กีฬา , อุปกรณ์การเรียนการสอน , มอบขนม และไอศกรีม เพื่อนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนตามหลักสูตรของโรงเรียน ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ เพื่อต้องการให้เด็ก และเยาวชนรู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ และห่างไกลจากยาเสพติด แทนความห่วงใยจากกองทัพบก โดยในการจัดหาถุงยังชีพเพื่อการศึกษา อุปกรณ์กีฬา และสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆ ในครั้งนี้ เกิดจากที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้จัดกิจกรรม Surasakmontri Army Run 2024 “วิ่งนี้เพื่อน้องชายแดน” ครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา ได้มอบผ้าห่มให้กับ นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะอากาศหนาว เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกด้วย โดยมี  พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพน้อยที่ 2, พลตรี นรธิป  โพยนอก ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ส่วนแยก 1, พลตรี พุทธิวัฒน์  สิริพงศ์พล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 28  และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ หน่วยงานราชการในพื้นที่ร่วมกันจัดกิจกรรมในครั้งนี้

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259-777

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ หน่วยงานกระทรวงแรงงาน จ.ร้อยเอ็ด และกลุ่มไทยสมายล์ เยือนถิ่นอีสาน มอบเครื่องอุปโภคบริโภคแบ่งปันนักเรียนและรถวีลแชร์ให้กับผู้พิการในท้องที่ 

เมื่อ​วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.ร้อยเอ็ด และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่เพื่อมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับคณะครู และนักเรียน โรงเรียนนาคำเจริญวิทย์ ณ อาคารเอนกประสงค์ โรงเรียนนาคำเจริญวิทย์ ต.อุ่มเม้า 
อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด

​​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้ร่วมมือกับ กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า) นำเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แก่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ชุดเครื่องเขียน ผ้าห่ม ขนมขบเคี้ยว มามอบให้กับน้องๆ นักเรียน ที่โรงเรียนนาคำเจริญวิทย์แห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.ร้อยเอ็ด นำบุคลากรมาฝึกอาชีพช่างปูกระเบื้อง เพื่อทำห้องคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียน รวมไปถึงสำนักงานจัดหางาน จ.ร้อยเอ็ด บริการตัดผมฟรีแก่เด็กนักเรียน 

หลังจากนั้น คณะได้เดินทางมายัง อ.อาจสามารถ และ อ.เมือง เพื่อมอบรถวิลแชร์ ให้กับผู้พิการ 2 รายด้วยกัน ได้แก่ นายบุญเลียน เพ็ญจันทร์ และ นายสุรชัย อนุแก่นทราย ตามโครงการความร่วมมือระหว่าง มูลหัวใจบริสุทธิ์ กับรายการ ร้องทุกข์ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส

‘โรงแรมดังเชียงใหม่’ โพสต์เดือด!! หลังโดนคนโทรด่า ลั่น!! “โรงแรมนี้รับคนเท่านั้น ไม่ต้อนรับสลิ่ม”

เมื่อไม่นานนี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘River Art Hotel Chiang Mai’ ซึ่งเป็นเพจของโรงแรมชื่อดังริมแม่น้ำปิง ในย่านตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความประกาศ ‘ไม่ต้อนรับสลิ่ม’ โดยระบุว่า…

“เรียน สลิ่ม ที่ส้นตีน อันเป็นที่รักของพรมเช็ดเท้า

ไม่ต้องโทรมาด่านะคะ โรงแรมนี้ไม่ต้อนรับสลิ่ม อย่าสลอนว่ากูต้องง้อคนอย่างทาส มาพักโรงแรมนี้ค่ะ

โรงแรมนี้ รับคนเท่านั้นค่ะ
โรงแรมนี้ ไม่รับสลิ่มมานานแล้วนะคะ”

อย่างไรก็ตาม ได้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวกันเป็นจำนวนมาก

‘ณัฐพล ประชาไท’ รับรางวัลชมเชยสื่อมวลชน จาก ‘แอมเนสตี้ฯ’ หลังก่อนหน้านี้ถูกจับกุม กรณีทำข่าวพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) จัดพิธีมอบประกาศผลและมอบรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน (Media Awards 2023) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อยืนหยัดเคียงข้างเสรีภาพสื่อมวลชน

โดยได้มีนักข่าวและองค์กรสื่อที่ได้รับรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2566 (Media Awards 2023) หลายท่าน หลายองค์กร อาทิ ‘เป้-ณัฐพล เมฆโสภณ’ ผู้สื่อข่าวประชาไท และช่างภาพอิสระ ที่ได้รับรางวัลชมเชย รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าว ประเภทสื่อออนไลน์ เป็นรางวัลแรกในชีวิตของการผู้สื่อข่าว

ข่าวที่ทำให้เป้ได้รับรางวัลคือ ‘กว่าจะได้เรียน’ เด็กชายแดนไทย-เมียนมา ต้องผ่านอะไรบ้าง

ซึ่งเป็นผลงานที่ เป้ ณัฐพล ได้ทุ่มเท เพื่อเด็กที่ไร้สิทธิ์ ไร้เสียงตามแนวชายแดน โดยเจ้าตัวเองก็ได้พูดถึงความยากลำบากในการทำงาน และความรับผิดชอบต่อแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลมา อีกทั้งไม่เพียงมุ่งแต่ทำงานในหน้าที่ของตนเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา ต่อผู้อื่นที่เป็นแหล่งข่าวให้ตนอีกด้วย

โดย น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ นักเขียนดังและอดีตนักข่าวบีบีซี ผู้เป็นคุณป้าของ เป้ ณัฐพล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ร่วมแสดงความยินดีกับหลานชายของตน พร้อมขอให้รักษามาตรฐานการทำงานนี้ต่อไป

“#31ปีไม่สาย จากที่เป้เคยถือโล่รางวัลของป้า ที่ได้รับในเดือนมีนาคม 2536 ในฐานะสตรีดีเด่น สาขาสื่อสารมวลชน วันนี้เป้มีโล่รางวัลจากการทำหน้าที่สื่อของเป้เองแล้ว ดีใจด้วยค่ะ” น.ส.รุ่งมณี ระบุ

อย่างไรก็ตาม เป้ ณัฐพล ได้ถูกตำรวจเข้าจับกุมตัว เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา จากคดีทำข่าวประชาชนพ่นสีสเปรย์ข้อความ “ไม่เอา ม. 112” บนกำแพงวัดพระแก้ว เมื่อ 28 มี.ค. 66 ด้วยข้อหาให้การสนับสนุนการทำลายโบราณสถาน

กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ก.พ. พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง เป้ ณัฐพล ต่อศาลอาญา และทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง แต่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง จึงได้ยื่นขอประกันตัวทั้งสองคน ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ 35,000 บาท

สาวเล่าเหตุการณ์ เหลือเงินร้อยเดียวแต่ทนหิวไม่ไหว สั่งข้าวร้านประจำ พร้อมขอเพิ่มข้าวเพื่อแบ่งไว้กินอีกมื้อ สุดท้ายเจอโน้ตจากร้านทำน้ำตาไหล

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 โซเชียลกระหน่ำแชร์โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เล่าเหตุการณ์ที่ทำเอาต้องกินข้าวทั้งน้ำตา เมื่อเหลือเงิน 100 บาทสุดท้าย แต่ทนความหิวไม่ไหว ตัดสินใจสั่งข้าวร้านประจำ บอกทางร้านขอเพิ่มข้าวเพราะจะเอาไว้แบ่งกิน สุดท้ายเจอโน้ตจากทางร้าน ประกาศลั่น!! จะขอเป็นลูกค้าตลอดไป

โดยสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เล่าในกลุ่ม ‘กลุ่มที่ไม่ว่าพิมพ์อะไร เราก็ให้กำลังใจในทุกเรื่องแบบงงๆ อิหยังวะ’ ถึงน้ำใจของร้านตามสั่งร้านประจำของเธอ หลังทนหิวไม่ไหว ตัดสินใจสั่งข้าวกินด้วยเงิน 100 บาทสุดท้าย ก่อนเจอเรื่องประทับใจไม่ลืม

เธอเขียนโน้ตบอกทางร้านไปว่าเหลือเงินเพียง 100 บาท รบกวนทางร้านเพิ่มข้าวให้หน่อย เพราะจะเอาไว้แบ่งกิน 2 มื้อ ขอความกรุณา เพราะอีกวันจะได้กลับไปทำงานแล้ว

เมื่อข้าวมาส่งเธอเห็นสิ่งที่ร้านให้มาถึงกับตื้นตันใจ เพราะร้านแถมคางกุ้งทอดมาให้พร้อมเขียนโน้ตบอกว่า “แถมฟรีครับ สู้ๆ” แถมยังเพิ่มข้าวให้ตามที่ขอด้วย

เธอโพสต์ว่า “วันนี้มีเงินอยู่ 100 บาทสุดท้าย หิวจนไม่ไหว ไม่อยากทรมานตัวเอง เลยสั่งข้าวร้านประจำแถวห้องมาทาน มีหมายเหตุบอกทางร้านว่าอยากขอข้าวเพิ่มสักหน่อย แต่สิ่งที่ได้มาคือ ทางร้านแถมคางกุ้งทอดมาให้พร้อมข้อความให้กำลังใจ และให้ข้าวมาแบบเยอะมากๆ เยอะจนกินรอบเดียวไม่หมด

ทำให้เรารู้เลยว่า อย่างน้อยวันที่ชีวิตดูเหมือนจะแย่ๆ แต่ก็ยังมีเรื่องๆ ดีเกิดขึ้น เปิดกล่องข้าวนั่งกินไปน้ำตาไหลไป ทั้งอร่อย ทั้งตื้นตัน จะขอเป็นลูกค้าประจำร้านนี้ตลอดไป”

ด้านชาวเน็ตได้เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมทางร้านเป็นจำนวนมาก และบอกว่าจะไปอุดหนุนร้านดีๆ แบบนี้ด้วย

‘กรมอุทยานฯ’ สั่งลงโทษ ‘เรือนำเที่ยว’ หลังผูกโยงเรือกับปะการัง จ่อถกมาตรการกลุ่มผู้ประกอบการเรือ ป้องกันการทำลายธรรมชาติ

(18 ก.พ.67) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรณีเพจ ‘ขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND’ โพสต์ข้อความ และรูปภาพเรือนำเที่ยวผู้ประกอบการ ผูกเชือกท้ายเรือกับโขดหินติดปะการัง จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กรณีดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ตนได้รับรายงานจาก นายแสงสุรีย์ ซองทอง ห้วหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ว่าจากการตรวจสอบภาพและคลิปวิดีโอ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ จม.3 (เกาะกระดาน) ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และทราบชื่อเรือลำดังกล่าวชื่อเรือ ‘ลิบงทราเวิล’

ขณะนี้ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน พร้อมดำเนินการทางกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเรือลำดังกล่าว ทั้งนี้ อุทยานฯ หาดเจ้าไหม จะประชุมกับกลุ่มผู้ประกอบการเรือที่เข้ามาในเขตอุทยานฯ เพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่มีลักษณะเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ”

อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 การลงโทษสามารถปรับทางพินัย และสามารถออกประกาศห้ามเรือเข้าบริเวณดังกล่าว โดยมีเหตุผลที่เสี่ยงต่อการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย

ตลอดจนการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในระดับพื้นที่ หรือ ‘PAC’ และการประชุมผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ทราบโดยทั่วกัน เกี่ยวกับมาตรการในการคุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และบทกำหนดโทษเมื่อมีการฝ่าฝืน เกิดการกระทำผิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติ

‘วราวุธ’ ชี้!! ไทยเผชิญวิกฤตประชากร หลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว ชวนร่วมถกหาทางออก 7 มี.ค.นี้ ก่อนชง ครม.-เสนอรายงานต่อ UN

(18 ก.พ. 67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงการเตรียมการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย ผ่านพ้นภัยวิกฤตประชากร’ ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันประเทศไทย เข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัญหาโครงสร้างประชากรกำลังเป็นปัญหา ที่จะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตนี้ในอนาคตอันใกล้ เมื่อปี 2566 มีปริมาณผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี กว่า 13 ล้านคน ในขณะที่มีเด็กแรกเกิดไม่ถึง 5 แสนคน โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2565 – 2566) ประชากรของประเทศไทยลดลงไปถึง 35,000 คน ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คาดว่าประชากรของประเทศไทยที่มีอยู่ 66 ล้านคน นั้น อีกไม่เกิน 50 ปี จะลงไปเหลือประมาณ 30 ล้านคน

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวง พม. จึงได้จัดโครงการประชุมในรูปแบบเวิร์คช็อปสำหรับการสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาความมั่นคงของครอบครัวไทย เพื่อให้พ้นภัยวิกฤตประชากร ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2567 ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ และที่สำคัญ งานนี้ จะมีผู้แทนจากทุกๆ วงการ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน NGOs และหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้มาร่วมแลกเปลี่ยนและหาแนวทางวิธีการที่จะเพิ่มจำนวนประชากร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่ให้คน 2 คนมาอยู่ด้วยกัน แต่ต้องสร้างสังคมที่มีความสุข ต้องสร้างหนทาง สร้างความอบอุ่น สร้างความมั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ จนกระทั่งทำให้เขารู้สึกว่าอยากจะมีครอบครัว อยากจะมีคนสืบสกุล และมีเด็กเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวว่า จากรายงาน กระทรวง พม.ได้เริ่มต้นหารือตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2567 ได้เริ่มมีการพูดคุย และมีการเชิญสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และธนาคารโลก (World bank) มาพูดคุยหารือกันก่อนที่วันที่ 7 มีนาคมที่จะถึงนี้ เราจะร่วมกันเวิร์คช็อป จะมีการหารือกันในหลายๆ กลุ่ม และเมื่อได้ผลการพูดคุยกันแล้วจะมีนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

และในปลายเดือนเมษายนนี้ กระทรวง พม. จะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้ ไปนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติ เพื่อให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่าวันนี้ ประเทศไทยของเรานั้นกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างประชากรที่ทุกๆ ประเทศในโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้กันได้อย่างไร ดังนั้นวันที่ 7 มีนาคมนี้ ขอเชิญชวนทุกๆคน ทุกๆ หน่วยงานเกี่ยวข้องกับปัญหาโครงสร้างประชากร มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กันได้ที่ห้องเพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ผลโฉม ‘สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9’ สะพานข้ามแม่น้ำที่มีความกว้างมากที่สุดในไทย

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดมหกรรมแห่งความสุข บนสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองจากทางพิเศษ สายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก่อนเปิดใช้งานจริง

ภายใต้ชื่อกิจกรรม ‘Luck Lock Love : รักล้นสะพาน’ เป็นกิจกรรมที่ชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของไทย เป็นครั้งแรกที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นมาบนสะพานแห่งนี้ เพื่อเก็บบันทึกความทรงจำ ความสวยงามของกรุงเทพมหานคร ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน บนโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา

โดย กิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดให้คู่รัก 111 คู่ จดทะเบียนลอยฟ้าบนสะพาน หลังจากนั้นเปิดให้ประชาชนทั่วไป ขึ้นมาเทควิว 360 องศา บนสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 กับโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ของประเทศไทย

- กิจกรรมคล้องกุญแจ ล็อคใจคู่รัก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นกว่าเดิม (นำกุญแจมาเอง)

- กิจกรรม Street Show สนุกสนานไปกับเหล่าแก๊งค์ตัวตลกโบโซ่ ที่จะมาสร้างเสียงหัวเราะ เติมเต็มรอยยิ้มให้กับทุกคนในครอบครัว

- กิจกรรม รวมเมนูเด็ด จากร้านอาหารชื่อดังที่จะมาเสิร์ฟให้ทุกคนได้อิ่มท้อง กับเมนูอาหารหลักร้อยวิวหลักล้าน

- กิจกรรม ฟังดนตรีสดจากศิลปิน และวงดนตรี ที่พร้อมบรรเลง สร้างความสุข ให้กับทุกคน ถึง 18 กุมภาพันธ์และวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์ 2567

สำหรับสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 เป็นสะพานขึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ในเส้นทางของทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกตะวันตก เป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่มีความกว้างมากที่สุดในประเทศไทย ตั้งตระหง่านเคียงคู่สะพานพระราม 9

สามารถรองรับการสัญจร ถึง 8 ช่องจราจร มีความยาวช่วงกลางสะพาน 450 เมตร ความยาวของสะพาน 780 เมตร ท้องสะพานมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 41 เมตร (สูงเท่าสะพานพระราม 9)

มีจุดเริ่มต้นบริเวณเชิงลาดสะพานพระราม 9 ฝั่งธนบุรี ในพื้นที่แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปเชื่อมต่อกับทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร และบรรจบกับทางแยกต่างระดับบางโคล่ ในพื้นที่แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา เชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชและทางพิเศษเฉลิมมหานครโดยตรง รวมระยะทางทั้งโครงการประมาณ 2 กิโลเมตร โดยคาดการณ์สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ได้มากถึง 150,000 คัน/ วัน

ด้านนวัตกรรมการก่อสร้างของสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูง ทำให้สะพานมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับแรงลมได้มากถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเทียบเท่าความแรงของพายุทอร์นาโด สะพานแห่งนี้จึงมีความมั่นคงและแข็งแรงอย่างมาก ในการรองรับเหตุแผ่นดินไหวหรือพายุ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความสวยงามด้วยสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานความเป็นไทยอันทรงคุณค่า

โดยสถาปัตยกรรมถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานความเป็นไทย พร้อมด้วยงานประติมากรรมลวดลายอันละเอียดประณีต อลังการ สื่อถึงคติความเชื่อที่แสดงเอกลักษณ์ไทยอย่างเด่นชัด ประกอบไปด้วย

ยอดเสาสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 ฝาพระหัตถ์แห่งความเมตตา ส่วนยอดเสาสะพานเปรียบดั่งพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงถึงการโอบอุ้ม ปกป้อง ความรักความห่วงใย และความเมตตาต่อพสกนิกร

รูปปั้นพญานาคตัวแทน ความยิ่งใหญ่คู่ควรสถาบันอันสูงส่ง โดยพญานาคสีเหลืองทอง แทนปีมะโรงหรือปีงูใหญ่ (พญานาค) อันเป็นปีพระราชสมภพ ตั้งตระหง่านบริเวณโคนเสาสะพาน 4 ต้นตามความเชื่อที่ว่าพญานาค จะทำหน้าที่อารักขาสถาบันอันสูงส่งของไทย

รวงผึ้งทองอร่ามสัญลักษณ์แทนต้นไม้ประจำพระองค์ ซึ่งรั้วสะพานกันกระโดดเป็นลวดลายดอกรวงผึ้งสีทอง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ถูกออกแบบอย่างอ่อนช้อย มอบความรู้สึกสบายตาทั้งยังป้องกัน ไม่ให้ยานพาหนะตกสู่ด้านล่าง

สะพานขึงสีทองอร่าม เฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย มีการออกแบบภาพรวมสะพานด้วยโทนสีเหลืองทอง อันเป็นสีตัวแทนพระองค์ เพื่อเทิดทูนสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือเกล้า พสกนิกรไทย

สายเคเบิลสีเหลือง สื่อถึงความมงคลพระราชสมภพ ซึ่งสายเคเบิลสีเหลือง ตัวแทนสีวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพ โทนสีที่เปรียบไปด้วยพลังแห่งความหวัง ความสุข ความสงบความรุ่งเรือง มั่งคั่ง อีกทั้งยังเป็นสีที่มองแล้วผ่อนคลาย

เสาสะพานโค้งมน งดงามอ่อนช้อย ด้วยการออกแบบเสาสะพานให้โค้งมน เพื่อลดความแข็งกระด้างของโครงสร้างคอนกรีตภาพรวมของโครงสร้างจึงดูอ่อนช้อย ไม่ว่าจะมองจากระดับพื้นดินหรือระดับทางพิเศษ

ราวกันตกออกแบบให้โปร่ง รับวิวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยราวกันตกบริเวณด้านนอกสุดของสะพาน ออกแบบให้โปร่ง นอกจากเพื่อไม่ให้ต้านลมที่ปะทะ ตัวสะพานแล้วยังช่วยไม่ให้บดบังทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 เป็นสะพานขึง (Cable Stayed Bridge) แบบเสาคู่ที่สร้างคู่ขนานกับสะพานพระราม 9 ซึ่งถือว่าเป็นสะพานคู่ขนานแห่งแรกของประเทศไทยที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

กทพ. อยากให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความภาคภูมิใจ เพราะออกแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานความเป็นไทย ผนวกกับการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูง ทำให้สะพานมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับแรงลมได้มากถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือเทียบเท่าความแรงของพายุทอร์นาโด แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความสวยงาม และเชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศไทย

“สะพานจะช่วยลดความแออัดทางจราจรบริเวณทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) ช่วงบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ บนสะพานพระราม 9 ถึงด่านสุขสวัสดิ์ บริเวณถนนพระราม 2 จาก 100,470 คัน/ วัน ลดลงเหลือ 75,352 คัน/ วัน หรือลดลง 25% และยังสามารถเชื่อมต่อกับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้วอีกด้วย” นายสุรเชษฐ์กล่าว

ดีอี ขยายความสำเร็จ ขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เต็มสูบ หวังฟื้นภาคการเกษตรไทย รุกต่อยอดใช้โดรนในอุตสาหกรรมหนัก สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สาขาอาชีพอื่นๆ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภาคการเกษตรถือเป็นสาขาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย โดยเป็นแหล่งรองรับแรงงานขนาดใหญ่ มากกว่า 40 % แต่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเพียง 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เกษตรกรจึงประสบปัญหาหลักมาจากต้นทุนการเพาะปลูกต่อไร่สูง ขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงขาดทักษะและโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล รวมไปถึงที่ผ่านมาการส่งเสริมจากภาครัฐเป็นลักษณะการคิดแทน ทำแทน เมื่อโดรนเพื่อการเกษตรเข้ามาช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตร จากข้อมูลโดรนมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนแรงงานลงกว่า 50% และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น 10% โดยปัจจุบันมีโดรนเพื่อการเกษตร ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง จำนวน  9,063 ลำ และเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 11% ปี คาดการณ์ว่าอีก 5 ปี จะมีโดรนเพื่อการเกษตร ไม่น้อยกว่า 80,000 ลำ คิดมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท

ด้วยการขับเคลื่อนแนวนโยบาย “The Growth Engine of Thailand” ของกระทรวงดีอี มุ่งเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ ซึ่งต้องให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ (Thailand Competitiveness) ได้ถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านโครงการ "1 ตำบล 1 ดิจิทัล (ชุมชนโดรนใจ)" ด้วยการส่งเสริมให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทยให้มีโอกาสแสดงความสามารถในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ร่วมลงทุนกับภาคเอกชน โดยบริษัท พาวเวอร์ อโกรเทค (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการพัฒนาศูนย์พัฒนาทักษะการบินและควบคุมโดรนเพื่อการเกษตร สำหรับเป็นสถานที่ในการพัฒนาศักยภาพการบังคับโดรนเพื่อการเกษตร ระยะแรก มีการดำเนินงาน 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี และสงขลา พร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบ ครบทุกสาขาภายในปี 2567 รวมถึง เปิดศูนย์ซ่อมโดรนเพื่อการเกษตร บริการซ่อมบำรุงโดรนเพื่อการเกษตรให้ชุมชน เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับชุมชนให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาช่างในวิชาชีพแขนงต่างๆ เช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้าวิทยุ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยมีจำนวน 50 ศูนย์ซ่อม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ดำเนินการรูปแบบ Change Agent 1 ศูนย์ซ่อม ดูแลรับผิดชอบ 10 ชุมชน โดยมีเป้าหมาย 50 ศูนย์ซ่อม 500 ชุมชน

แนวความคิดกระทรวง ดีอี มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชุมชน ให้เป็นผู้มีทักษะในการบังคับการบินและควบคุมโดรนเพื่อการเกษตรที่ได้รับการใบอนุญาติ/ใบประกาศนียบัตร จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 คน และพัฒนาทักษะการซ่อมบำรุงดูแลรักษาโดรนเพื่อการเกษตร จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน รวมไปถึงการส่งเสริมมาตรฐานโดรนเพื่อการเกษตรดีชัวร์ (dSURE) สำหรับผู้ประกอบการโดรน เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัลประเภทโดรนเพื่อการเกษตร ผ่านมาตรฐานดีชัวร์ (dSure) ที่ได้รับการรับรองจากดีป้า โดยมีผู้ประกอบการโดรนเพื่อการเกษตรที่ผ่านมาตรฐานดีชัวร์แล้ว จำนวน 6 บริษัท 7 รุ่น ซึ่งผลดีจากการดำเนินงานนั้น โดรนเกษตรช่วยการประหยัดค่าแรงงานคนในการฉีดพ่นสารเคมีในพื้นที่ 1 ไร่ ลงประมาณ 50% ของการใช้แรงงานคน คิดเป็นมูลค่า 2,500 บาท/ไร่/ฤดูกาล และมีความแม่นยำในการฉีดพ่น ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 10% ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ตามปริมาณผลผลิต ผลผลิตเฉลี่ยของข้าวต่อไร่อยู่ที่ 500 กิโลกรัม ราคาข้าวต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 10 บาท การเพิ่มผลผลิต 10% จะส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 บาท/ไร่/ฤดูกาล สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาสในการเข้าถึงและพัฒนาทักษะดิจิทัล จำนวนทั้งสิ้น 1,100 คน รวมไปถึงส่งเสริมการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรกว่า 500 ชุมชน (10,000 ครัวเรือน) ครอบคลุมพื้นที่ 4 ล้านไร่ จะทำให้กลุ่มเกษตรกร ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ลบ.

ดร.ปรีสาร รักวาทิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยว่า ขณะนี้ มี ดีป้า ได้เปิดรับสมัคร เกษตรกร บินได้ ซ่อมเป็น รอบที่ 1: วันที่ 14 พ.ย. 66 - 15 ม.ค. 67 มีผู้สมัครมาทั้งสิ้น 518 ชุมชน, 78 ศูนย์ซ่อม และ รอบที่ 2: วันที่ 16 ม.ค. - 15 มี.ค. 67 อยู่ระหว่างการรับสมัคร จึงอยากเชิญชวน พี่น้องเกษตรกรที่สนใจให้มาสมัครในโครงการนี้ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเอง โดยในระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินโครงการจะเกิดศูนย์บริการฯ ทั่วประเทศจำนวน 50 ศูนย์ ผลักดันให้ชุมชนเกิดการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรจำนวน 500 ชุมชน คิดเป็นพื้นที่ทางการเกษตรรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านไร่ พร้อมคาดหวังว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนโดยกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยมีมาตรฐาน Safety, Functionality, Security รวมทั้งการต่อยอดในการใช้โดรนไปยังสาขาวิชาชีพอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง การขนส่ง การสำรวจ หรือแม้แต่การขนย้ายคนในกรณีฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้ ขนย้ายผู้บาดเจ็บภายในอาคาร รวมถึงการขยาย พัฒนาซอฟแวร์โดรนและสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้านการคมนาคมทางอากาศอีกด้วย 

ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า ย้ำอีกว่า ความร่วมมือภายใต้โครงการประกอบด้วย ความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตรผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากระยะไกล ความร่วมมือด้านการส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลกับกลุ่มชุมชนในห่วงโซ่การผลิต ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ ความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรน และความร่วมมือด้านการพัฒนาหลักสูตรการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงโดรนระหว่างดีป้าและเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย สถาบันการบินพลเรือน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมวิชาการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุรนารี และผู้ประกอบการโดรนในประเทศเกษตรกรและชุมชนที่สนใจ รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสาร และศึกษารายละเอียดโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (ชุมชนโดรนใจ) ได้ที่ Facebook Page : depaThailand หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 08-5125-1340 และ 08-2516-6224.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top