Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 เพื่อตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงเทพยดาฟ้าดิน และหลวงปู่ไต้ฮง ให้ตนเอง และครอบครัว  รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมังกรทอง (มะโรง)

วานนี้ (วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 23.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย คณะกรรมการ  คณะผู้ช่วยกรรมการ คณะผู้บริหาร อาสาสมัคร รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชนจำนวนมาก ร่วมในพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) และหลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า ให้ตนเอง และครอบครัว รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมังกรทอง (มะโรง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป” เนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น เป็นพิธีที่สำคัญพิธีหนึ่ง จัดขึ้นในวันประสูติของเทพยดาฟ้าดิน (ทีกงแซ) เจ้าแห่งสวรรค์อันเป็นที่เคารพกันทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับชาวจีนแล้ว   ท่านเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความเคารพอย่างสูงเหมือนกันหมด และเพื่อเป็นสัญญาณว่าได้สิ้นสุดงานเทศกาลตรุษจีนแล้ว โดยทำพิธีเวียนธูปรอบศาลเจ้า 3 รอบ ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึกพระคุณเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว  และเริ่มต้นวันปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างมีความสุข และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มีทั้งการสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ร่วมลงชื่อทำบุญ “พะเก่ง”  คือการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา โดยพระสงฆ์อนัมนิกาย  เพื่อ สะเดาะเคราะห์  เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา  รับประทาน “สาคูสิริมงคล” รวมทั้งรับ “ฮู้แดง” ประทับยันต์หลวงปู่ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพื่อความเป็นสิริมงคล เฮง ๆ ตลอดปีใหม่จีน

ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดไช้ ...  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบคุณ ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ร่วมทำบุญในเทศกาลตรุษจีน ขอให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ตลอดปี ตลอดไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก 
แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ชี้!! คนสันหลังหวะออกมาดิ้นพล่าน หลังปวงชนชาวไทย พร้อมใจใส่เสื้อสีม่วงทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า…

“สะดุ้งเป็นแถวๆ

ปวงชนชาวไทยที่รักพระเทพฯ สวมเสื้อสีม่วงทั้งแผ่นดิน ทำเอาคนสันหลังหวะดิ้น ออกมากระแนะกระแหน

ยืนยันว่า การกดแตรไล่รถขบวนเสด็จฯ เป็นการคุกคามหาเรื่อง ไม่ใช่เสรีภาพหรือสิทธิเท่าเทียม
ขบวนเสด็จฯ ถือเป็น VVIP ไม่ใช่แค่รถนำขบวนทั่วไป ตำรวจต้องถวายอารักขาให้ปลอดภัย จากการก่อการร้าย การประทุษร้าย

พวกเดียวกันหาทางช่วย ร้องเรียกหาหลักฐานความผิด เรื่องเล็กอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ นี่คือเกมเดินสามขา เกมในสภาฯ ประสานนอกสภาฯ ด้วยความช่วยเหลือจากเอ็นจีโอ และทูตต่างชาติ ประเทศไหนไม่บอก

ยอมให้ฝรั่งปั่นหัว เพื่อประโยชน์ฝรั่ง ตกเป็นขี้ข้าต่างชาติ รับเงินต่างชาติ ความขัดแย้งในชาติที่มีฝรั่งชักใย สุดท้าย ไทยจะเป็นยูเครน ใครจะได้ประโยชน์?

คนไทยเป็นคนใจอ่อน ไม่ชอบความรุนแรง ไม่อยากให้คนในชาติเผชิญหน้ากัน ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเต้นก๋าๆ ท้าต่อย ท้าตี คนไทยทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องกลัวการเผชิญหน้า”

‘วราวุธ’ ส่งทีม ‘ศรส.-พมจ.นนทบุรี’ เร่งช่วยชายสูงวัยตาบอด เตรียมพาตรวจสุขภาพ หลังอาศัยในบ้านกองขยะ-ไร้น้ำไร้ไฟ

(17 ก.พ. 67) ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงกรณีกระทรวง พม.ให้การช่วยเหลือชายสูงวัย อายุ 65 ปี พิการตาบอดข้างหนึ่ง ส่วนตาอีกข้างมองเห็นลางๆ อาศัยเพียงลำพังในบ้านเก่าสภาพผุพังทรุดโทรม ภายในบ้าน และรอบบ้านเต็มไปด้วยขยะ และไม่มีน้ำประปา-ไฟฟ้า ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ว่า ขณะนี้ หน่วยงานของกระทรวงพม. ทั้งทีมพม.หนึ่งเดียว และ พม.จังหวัดนนทบุรี ได้ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลคุณตาคนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซ่อมแซม ปรับปรุงสภาพของบ้านที่พักอาศัย สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ การติดตั้งน้ำประปา-ไฟฟ้า การติดต่อญาติพี่น้องว่ามีบุตรหลาน หรือว่าคนรู้จักเป็นญาติอยู่ที่ไหน ในการที่จะช่วยดูแล และเรื่องกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินที่คุณตาอาศัยอยู่ และการมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ คุณตาได้รับเบี้ยความพิการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อีกทั้งจะหาเจ้าหน้าที่เข้าดูแลรายเคส เข้าไปดูแลอย่างสม่ำเสมอ ในเบื้องต้นนี้ก่อน ส่วนเรื่องการที่จะย้ายคุณตาไปอยู่ที่ไหน คงจะต้องดูในระยะต่อไป

ทั้งนี้ วันที่ 19 ก.พ. 67 ทางเทศบาลนครนนทบุรี จะเข้าไปช่วยทำความสะอาดภายในบ้านและบริเวณโดยรอบ และวันที่ 20 ก.พ. 67 ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ‘ศรส.จ.นนทบุรี’ ของกระทรวงพม. จะพาคุณตาไปตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ ศรส.จ.นนทบุรี และเทศบาลนครนนทบุรี จะช่วยกันติดตามช่วยเหลือดูแลคุณตาเป็นระยะๆ อีกด้วย

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้แจ้งข่าว จนทำให้ทางกระทรวง พม. หรือแม้แต่ทีมงานเจ้าหน้าที่ของกระทรวง พม. สามารถเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องกลุ่มเปราะบางได้ ซึ่งต้องเรียนว่าในประเทศไทยยังมีพี่น้องกลุ่มเปราะบางอีกจำนวนมากในทุกๆ จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีความเป็นอยู่ที่หนาแน่น มีปริมาณประชากรที่เยอะ ทำให้บางครั้งจะทำให้การเข้าไปถึงในแต่ละครอบครัวนั้น อาจจะไม่ละเอียดเท่าที่ควร

ดังนั้น การบูรณาการการทำงาน การพูดคุยกัน ข้ามหน่วยงานของทุกๆฝ่ายนั้น เป็นหัวใจสำคัญ คงจะไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรืออาสาสมัครของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกัน การแชร์ข้อมูลกัน การบอกต่อซึ่งกันและกัน เพราะว่าบางครั้ง เมื่อเราไปทำงาน จะไปพบปะกับเหตุการณ์ต่างๆ แล้วนำมาบอกเล่ากันว่า เกิดปัญหาตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งการแชร์ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหนทางในการที่ทำให้ทุกหน่วยงานเรียกว่ารัฐบาล สามารถเข้า ไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ซึ่งแน่นอน อาจจะมีตกหล่นบ้าง ต้องกราบขออภัยจริงๆ แต่ในบริบทของกระทรวง พม. นั้น เรามีแนวทางในการที่จะเข้าไปเยียวยา สนับสนุน ดูแล แก้ไขปัญหาในทุกๆ บริบท เพียงแต่ว่าบางครั้ง ถ้าหากมีคนแจ้งเหตุเข้ามาแล้ว กระทรวง พม. จะรีบส่งทีมปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. เข้าไปแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น และหลังจากนั้น เราจะดูว่าการช่วยเหลือในระยะกลางและระยะยาว จะสามารถแก้ไขให้คุณภาพชีวิตของบุคคลนั้นดีขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบเห็นผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน สามารถโทรแจ้งมาที่ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. ผ่านฮอตไลน์ 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกระทรวง พม. มีทีมปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือทันที

‘ลุงซาเล้ง’ เล่าความประทับใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ทรงรถซาเล้งพ่วงข้าง เผย สุดแสนปิติ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยได้ถวายงานเป็นพลขับให้พระองค์ท่าน

(17 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘มูลนิธิชัยพัฒนา’ ได้โพสต์ภาพเก่าเล่าเรื่อง เป็นภาพที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรถซาเล้งพ่วงข้าง คงเป็นภาพที่อยู่ในความประทับใจของใครต่อใครหลายคน

… แต่ใครจะรู้ว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและทรงติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิของมูลนิธิชัยพัฒนา ณ โรงเรียนบ้านเกาะสาหร่ายชัยพัฒนา ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

ด้วยภูมิศาสตร์ของโรงเรียนตั้งอยู่บนเกาะ การเดินทางซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนบนเกาะสาหร่ายจึงใช้รถมอเตอร์ไซค์และรถซาเล้งพ่วงข้างในการเดินทาง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ได้ประทับรถซาเล้งพ่วงข้างเฉกเช่นสามัญชนทั่วไป โดยมีคนท้องถิ่นนำรถของตนน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นรถพระที่นั่งขณะทรงงานบนเกาะ พร้อมทั้งถวายงานเป็นพลขับเพราะคุ้นชินและชำนาญพื้นที่

นายนาซาด หมัดตุกัง หรือ ‘คุณลุงขับซาเล้ง’ ที่เห็นในภาพ เคยถ่ายทอดความประทับใจที่ได้ถวายงานในวันนั้น ว่า…

“ขณะร่วมทาง พระองค์ได้ทรงสอบถามทุกข์สุขของชาวบ้าน พูดคุยอย่างเป็นกันเอง… ส่วนรถซาเล้ง ชาวบ้านละแวกนั้นจะเรียก ‘รถพระเทพฯ’ ...และหากถามถึงความรู้สึก ก็ตื่นเต้นมาก บอกไม่ถูก ผมเป็นมุสลิม เคยไปอยู่มาเลย์ แต่ก็กลับมาอยู่เมืองไทย เมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีปัญหา คนเกาะอยู่กันสุขสบาย… ที่นี่เจริญขึ้นมาก เจ้าเหยียบเมืองตรงไหนก็เจริญ”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก : มูลนิธิชัยพัฒนา
https://www.facebook.com/chaipattanafoundation/posts/801975968639531?ref=embed_post

‘ดร.หิมาลัย’ รับลูก!! ‘พีระพันธุ์’ ขึ้น ‘ลำปาง’ รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หลัง รพ.แห่งหนึ่ง วินิจฉัยโรคผิด สุดท้ายผู้ป่วยอาการทรุดจนเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 67 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร้องเรียนร้องทุกข์ ได้เดินทางมาให้กำลังและรับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจาก นายวัชระ บุรณะเครือ ประชาชนชาวตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง บุตรชาย ของนายณรงค์ บูรณะเครือ เป็นผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง ซึ่งวินิจฉัยโรคผิดจนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ทางด้าน ดร.หิมาลัย เปิดเผยว่า “ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทราบเรื่องดังกล่าวจากการเผยแพร่ในโซเชียลต่างๆ จึงได้มอบให้ตนเอง ในฐานะคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร้องเรียนร้องทุกข์ เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมสอบถามข้อเท็จจริงในเบื้องต้น และรับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่บ้านพักของนายบอล ลูกชายของผู้เสียชีวิต พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว หลังจากนี้ ทาง ผอ.รพ.ลำปางก็ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องของการรักษาผู้ป่วยจนเสียชีวิต ว่าเกิดปัญหามาจากอะไร และจะมีการแสดงความรับผิดชอบกรณีนี้อย่างไร” ดร.หิมาลัย กล่าว

ด้านนายวัชระ ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้ประสานขอความเป็นธรรมผ่าน ดร.นงค์เยาว์ อาทิตยานนท์ สถานียุติธรรมพรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดลำปาง ให้ติดต่อขอยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี/คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร้องเรียนร้องทุกข์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง ว่าวินิจฉัยโรคผิด ทำให้บิดาของตนเองคือ นายณรงค์ ผู้ป่วยและเสียชีวิต 

โดยนายวัชระ ได้ให้รายละเอียดว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.ของวันที่ 8 ก.พ. 67 นายณรงค์  บิดาของตนซึ่งมีอายุ 60 ปี เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงทุรนทุราย หายใจติดขัด ตนจึงได้เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินของหน่วยกู้ภัยมารับตัว และได้ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว เมื่อไปถึงโรงพยาบาลฯ ได้มีเจ้าหน้าที่เวรเปลมารับตัวผู้ป่วย และได้ส่งตัวไปรอคิวตรวจที่ห้องกระดูกและข้อ จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตนเองได้ไปสอบถามมารดาที่รอเฝ้าอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน และถามว่าคนไข้ยังอยู่ที่จุดใด และได้ทราบว่าทางโรงพยาบาลส่งคนไข้ไปยังห้องตรวจตึกผู้ป่วยนอก ซึ่งเป็นห้องตรวจกระดูกและข้อ 

ตนเห็นว่ามันไม่ตรงกับอาการของผู้ป่วย และตนได้สังเกตเห็นว่าผู้ป่วยในขณะนั้นหายใจติดขัด ดิ้นทุรนทุรายหนักขึ้น ตนจึงได้รีบแจ้งกับเจ้าหน้าที่พยาบาลฯ ให้รีบนำบิดาของตนส่งไปยังห้องฉุกเฉินเป็นการด่วน พยาบาลให้ความเห็นว่าถ้ารอเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะล่าช้า จึงให้ตนนำบิดาซึ่งเป็นผู้ป่วยไปส่งด้วยตนเอง ตนจึงได้นำบิดาไปส่งยังห้องฉุกเฉิน ในขณะนั้น คนไข้มีอาการชีพจรหยุดเต้นทีมแพทย์จึงรีบให้การรักษา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยแพทย์ให้ความเห็นว่า ผู้ป่วยมีอาการเส้นเลือดโป่งพองในช่องท้องและแตก เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต

ตนและครอบครัวจึงได้รับศพนายณรงค์ฯ บิดาของตน ไปบำเพ็ญกุศล และได้ฌาปนกิจที่สุสานร่องสามดวงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ตนและครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุของการเสียชีวิตของบิดาของตน น่าจะเกิดจากความล่าช้าในรักษามีการวินิจฉัยโรคผิดตั้งแต่ต้น ทำให้เสียเวลารักษาเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากการรักษาครั้งนี้ ตนและครอบครัวได้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงินร่วม 600,000 บาท 

ดังนั้น ตนและญาติจึงได้มาร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้โรงพยาบาลดังกล่าวออกมาแสดงความรับผิดชอบ และเป็นอุทาหรณ์เป็นกรณีตัวอย่าง ในการดูแลรักษาผู้ป่วย จะได้ไม่เกิดการสูญเสียเหมือนบิดาของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดเหตุทางโรงพยาบาลดังกล่าว ยังไม่ได้ติดต่อเพื่อชี้แจงแต่อย่างใด

‘กยศ.’ ปรับโครงสร้างหนี้ หวังช่วยผู้ค้ำประกันหลุดพ้นภาระ ยัน!! ไม่ถูกบังคับ-ดำเนินคดี ผู้กู้ยืมแห่ทำสัญญานับพันราย

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 67 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดให้ผู้กู้ยืมเข้ามาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นวันแรก มีผู้กู้ยืมเข้ามาทำสัญญากว่า 1,000 ราย ปลดภาระผู้ค้ำประกันหลังจากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทันที ผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนนัดหมายวันเข้าทำสัญญาล่วงหน้าทางเว็บไซต์ กยศ. และกองทุนฯ จะทยอยทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้กู้ยืมจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 กองทุนฯ ได้เปิดให้ผู้กู้ยืมที่ลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นวันแรก โดยมีผู้กู้ยืมเข้ามาทำสัญญากว่า 1,000 ราย สำหรับผู้กู้ยืมที่มีสิทธิ์เข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้แก่ ลูกหนี้ทุกกลุ่ม โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กู้ยืมผ่อนชำระเงินคืนกองทุนฯเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ให้ส่วนลดเบี้ยปรับ 100% เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้น และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหลังจากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยจะเปิดให้เข้ามาทำสัญญาทุกวันไม่เว้นวันหยุด เวลา 09.00 – 20.00 น. และกองทุนฯจะเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ต่อไป ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้กู้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ปลดภาระผู้ค้ำประกัน รวมถึงลดกระบวนการดำเนินคดี/บังคับคดี ซึ่งคาดว่าจะมีเงินกลับเข้ามาที่กองทุนฯ อย่างต่อเนื่อง และทำให้มีเงินหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา รุ่นน้องต่อไป

โซเชียลวิจารณ์ยับ!! หลังภาพแฟนบอลรุ่นจิ๋วชูนิ้วกลางใส่คู่แข่งว่อน ล่าสุด เพจ ‘การท่าเรือ เอฟซี’ ทนกระแสไม่ไหว ยอมลบภาพทิ้งแล้ว

(17 ก.พ. 67) กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สำหรับภาพของแฟนบอล ‘สิงห์เจ้าท่า’ การท่าเรือ เอฟซี รุ่นจิ๋ว โชว์แพสชันการเชียร์สุดพลัง ชูนิ้วกลางใส่นักเตะของผู้มาเยือน ในเกมไทยลีกเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ศึกฟุตบอลรีโว่ ไทยลีก ฤดูกาล 2023/24 นัดกลางสัปดาห์ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การท่าเรือ เอฟซี พลิกนรกกลับมาเอาชนะ เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้อย่างยอดเยี่ยม 4-3 คว้า 3 แต้ม

หลังจบเกมเพจอย่างเป็นทางการของ ‘สิงห์เจ้าท่า’ มีการลงรูปภาพแฟนบอล หนึ่งในนั้นเป็นภาพของกองเชียร์รุ่นจิ๋วกำลังโชว์นิ้วกลาง ใส่นักฟุตบอลของฝั่งตรงข้ามอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน แถมบางคลิปวิดีโอยังมีเสียงเด็กๆ ด่ากองหลังของ ‘กิเลนผยอง’ ด้วยคำว่าอวัยวะเพศชาย และสัตว์เลื้อยคลานอีกมากมาย

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นดรามาทันที เมื่อ ‘คิง ก่อนบ่าย’ ที่ไม่รอช้าเข้ามาจับกระแสเรื่องนี้ โดยเจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทางเพจก็ไม่ควรเอามาเผยแพร่

“ขอให้แอดมินเพจสโมสรท่าเรือ ไปขอโทษครอบครัวเด็กที่คุณเอารูปมาลงด้วยนะครับ ผมได้คุยกับครอบครัวเด็กแล้ว หากคุณไม่มีจรรยาบรรณในการทำอาชีพสื่อ หวังเพียงแค่ยอดไลก์ ก็อย่ามาทำเลย” คิง ก่อนบ่าย กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดประเด็นดรามา แอดมินเพจ ‘การท่าเรือ เอฟซี’ จัดการลบรูปภาพดังกล่าวออกเป็นที่เรียบร้อย พร้อมขอให้ยุติการดรามาทุกอย่าง

“ไม่ต้องดรามากันแล้วครับ ในฐานะแอดมินเพจท่าเรือ และดูแลภาพลักษณ์ของสโมสร ต้องขอโทษทั้งตัวเด็ก, ผู้ปกครอง และแฟนบอลบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการลงภาพที่ไม่เหมาะสมเอง”

“ทั้งนี้ ทางเพจลบรูปออกไปเรียบร้อยครับ เพราะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และเกิดการที่ไม่รอบคอบในการคัดกรองรูปภาพก่อนลงเองครับ” แอดมินเพจการท่าเรือ เอฟซี กล่าว

‘ไมค์ ไทสัน’ อดีตกำปั้นโลก เตรียมเปิดตัวแบรนด์กัญชาในไทย เดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มสายเขียวเป็นประเทศแรกในเอเชีย

(17 ก.พ.67) ‘ไมค์ ไทสัน’ (Mike Tyson) นักมวยชื่อดังระดับตำนานชาวอเมริกัน เตรียมเปิดตัวแบรนด์กัญชา ‘Tyson 2.0’ ในประเทศไทย หลังเคยเกือบจะถูกจับจากการเสพกัญชา เพื่อสันทนาการในไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง

Tyson 2.0 ระบุในจดหมายข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นหุ้นส่วนกับ Medican หรือ ‘Frost’ ผู้ปลูกและจำหน่ายกัญชาระดับโลก เพื่อที่จะเข้ามาดำเนินการปลูก ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา เพื่อการแพทย์และสันทนาการในประเทศไทย

ไทยยังถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ Tyson 2.0 ตัดสินใจเข้ามาบุกเบิกทำการตลาด และถือเป็นทวีปที่ 3 ต่อจากอเมริกาเหนือและยุโรป โดยก่อนหน้านี้ Tyson 2.0 เพิ่งจะเปิดตัวร้านกาแฟที่จำหน่ายเมนูกัญชา ในกรุงอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์

ไทสัน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Forbes เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเล่าประสบการณ์เฉียดคุกในเมืองไทยระหว่างที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ เขาเล่าว่าตอนนั้นพกกัญชา “ถุงใหญ่” น้ำหนักราว 5-10 ปอนด์ จนถูกตำรวจเรียก แต่พอเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนเป็นใคร ก็เดินกลับไปที่รถทันที

“ผมได้ยินมาว่า ถ้าคุณยอมรับ (ว่ามีกัญชา) จะต้องโทษจำคุก 99 ปี และหากคุณไม่ยอมรับพวกเขาจะฆ่าคุณ” ไทสัน วัย 57 ปี บอกกับ Forbes “มันเป็นกฎหมายที่แปลกมากเลย และตอนนั้นผมคิดว่า พระเจ้าช่วย! ดีนะที่พวกเขาไม่สั่งให้เราลงจากรถ ความมีชื่อเสียงช่วยผมไว้แท้ๆ ตอนนั้นผมต้องการความดังมาก ขอบคุณพระเจ้า”

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอร่างกฎหมายแบนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เพียง 2 ปี หลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด

ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอขึ้นท่ามกลางเสียงร้องเรียนเรื่องมาตรการควบคุมที่หละหลวม จนทำให้ความรุนแรงจากการใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น และเยาวชนเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้น

‘แอดัม วิลก์ส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Carma HoldCo ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Tyson 2.0 ยืนยันว่า ทางแบรนด์จะเดินหน้าขยายธุรกิจเข้ามาในไทยแน่นอน ไม่ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาเพื่อสันทนาการก็ตาม

“ทุกตลาดล้วนเริ่มต้นจากการใช้เพื่อการแพทย์ทั้งสิ้น ฉะนั้นเราคุ้นเคยอยู่แล้ว เรามีประสบการณ์ทำธุรกิจภายใต้บริบทที่มีกฎหมายควบคุม” วิลก์ส บอกกับ Forbes

‘อุ๊ หฤทัย’ โพสต์ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ก๊วนสามกีบ โบ้ย!! ‘ตะวัน’ รับเงินเผด็จการมาทำลาย ‘ก้าวไกล’

(17 ก.พ.67) ‘อุ๊-หฤทัย ม่วงบุญศรี’ นักร้องชื่อดัง แนวร่วมกลุ่มปกป้องสถาบัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“สามกีบ ตั้งข้อสังเกตว่า ‘ตะวัน’ เป็นคนของหน่วยงานความมั่นคงนะ” พร้อมทั้งโพสต์ภาพที่ระบุข้อความอ้างอิง ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้…

“บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า การกระทำของตะวัน ถ้าฝ่ายเผด็จการยืมมือ ตะวัน เพื่อทำลาย ก้าวไกล มันได้ผลมากเลยทีเดียว คนที่คิดเล่นเกมนี้ถือว่าสุดยอด เพราะมวลชนด้อมส้มผิดหวังกับเรื่องนี้มาก แต่ถ้าเกิดจากความเลินเล่อ หรือเจตนารมณ์ของตะวันกับพวกเอง ถือว่าก้าวพลาดอย่างแรง ผมเลยภาวนาว่าขอให้เป็นจริงอย่างข้อแรกที่ผมตั้งข้อสังเกต… ตะวันเป็นคนของใคร? รับเงินมาเท่าไหร่? อันนี้อย่าได้มองข้ามช็อตไป เพราะพวกเขาเล่นวิธีสกปรกได้ทุกรูปแบบอย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว”

นอกจากนี้ อุ๊ หฤทัย ยังได้โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า “ยุให้เด็กทำชั่วแล้วไม่ได้ผล ก็ถีบหัวส่ง”

‘สรรพากร’ แจง ปมยื่นภาษีออนไลน์แล้วมีรายได้ปริศนาโผล่ ยัน!! เกิดจากปรับปรุงระบบ ตอนนี้ใช้งานได้ตามปกติแล้ว

(17 ก.พ. 67) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงถึงกรณีมีกระแสการยื่นภาษีทางออนไลน์ แล้วมีช่องแสดงรายได้แปลก ๆ โผล่ขึ้นมา ซึ่งมีการตั้งคำถามกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์

โดยโฆษกกรมสรรพากร ระบุว่า เนื่องจากกรมสรรพากรมีการปรับปรุงระบบใหม่ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 ตั้งแต่ 18.00 น. ทำให้มีข้อมูลบางรายการคลาดเคลื่อนบนระบบ myTax Account ขณะนี้กรมสรรพากรแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบได้ตามปกติ กรมสรรพากรจึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top