Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

ผู้ว่าฯ กปน. ลงพื้นที่นนทบุรี มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ย้ำ!! คุณภาพน้ำในพื้นที่ยังใช้งานได้ปกติ พร้อมจัด จนท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

(11 พ.ย.68) นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) พร้อมด้วยนายสุเทพ เอื้อปกรณ์ รองผู้ว่าการ กปน. นำคณะผู้บริหาร และพนักงาน กปน. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ให้บริการของ กปน. โดยได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในชุมชนบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 7) ชุมชนซอยสงวนเงิน และชุมชนมัสยิดบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 11)

ทั้งนี้ กปน. ได้ตรวจสอบระบบประปาในพื้นที่ และยืนยันว่ายังคงใช้งานได้ตามปกติ ทั้งคุณภาพและแรงดันน้ำ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลระบบประปาภายในบ้าน และจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัย และทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกระทรวงมหาดไทย และความห่วงใยจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ศาลแขวงระยอง อัพสกิล เปิดอบรมผู้ประนีประนอม เสริมทักษะไกล่เกลี่ย – การสื่อสาร สานนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา” พร้อมเผยสถิติปีนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 90%

ศาลแขวงระยอง เชิญ “สุริยัณห์”โฆษกศาลบรรยายเพิ่มเทคนิคไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอม ชื่นชมทีมงานคุณภาพไกล่เกลี่ยสำเร็จเกิน 90% คู่พิพาทเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม

(18 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเเขวงระยอง เป็นประธานเปิดโครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง โดยมีผู้ร่วมอบรมเป็นผู้ประนีประนอม47คนและ เจ้าหน้าที่ศาล 12 คนรวมเป็น 69 คน ซึ่งเป็นไป ตามนโยบาย “คุณธรรมนําทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ ” ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ที่ส่งถึงศาลทั่วประเทศเมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนองนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ย ด้วยความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และพึงพอใจทุกฝ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรม ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์

โดยมีการเชิญ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไลหรือ ‘โฆษกกุ้ง’ โฆษกศาลยุติธรรม เเละทีมวิทยากรคุณภาพมาให้ความรู้หัวข้อ ”เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานร่วมกัน“ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ผู้ประนีประนอมคือคนทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม ท่านเหล่านี้ถือเป็นผู้เสียสละที่ผ่านกระบวนการอบรมคัดเลือกจนได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงทั้ง 2 ฝ่ายแล้วตกลงให้ได้ข้อยุติด้วยตัวเขาเอง การจัดอบรมหลักสูตร นี้ถือเป็นดําริที่ยอดเยี่ยมของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงระยอง

เพราะนอกเหนือในแง่ความรู้ ทักษะการสื่อสารคือหัวใจสําคัญการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย ถ้าท่านมีทักษะไกล่เกลี่ยที่ดี จะสามารถเข้าใจเรื่องการพูดคุยหาทางออกกับคู่พิพาท ทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปได้ดีขึ้น ประโยชน์จะตกกับประชาชนที่มีข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านประสิทธิภาพ

ดูได้จากสถิติของศาลเเขวงระยองที่ปีนี้มีคดี 1.8 -2 หมื่นเรื่อง เเบ่งเป็นเเพ่งเเละอาญา ในส่วนคดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคดี เราไกล่เกลี่ยสําเร็จถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพของผู้ประนีประนอมของศาลแขวงระยองที่ช่วยระงับข้อพิพาท ทําให้คดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลลดลงไป ซึ่งหัวใจสําคัญคือคู่พิพาทจะสามารถเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาก็คือการสร้างกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ขับเคลื่อนงานกำกับโรงงานไทย ยกระดับระบบมาตรฐาน-ความปลอดภัย วางรากฐานอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจสำคัญในการ “บริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม” ให้เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

ในบริบทที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านมลพิษ กากของเสียอันตราย และการแข่งขันระดับโลก การได้ “พรยศ กลั่นกรอง” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงถือเป็นจังหวะสำคัญของการยกระดับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

พื้นฐานด้านการศึกษาของพรยศ กลั่นกรอง สะท้อนภาพ “นักเทคนิคที่เข้าใจทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อด้วยวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับอนุปริญญา (Diploma) ด้าน Risk Assessment for Environmental Chemicals in Factory จาก University of Kobe ประเทศญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ เขายังผ่านหลักสูตรสำคัญระดับสูง เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 15 ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ และการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาลในตำแหน่งอธิบดี

ตลอดเส้นทางราชการในกรมโรงงานอุตสาหกรรม พรยศเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายด้าน ทั้งสายเทคนิคและสายกำกับดูแล เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง และผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหัวใจในการกำหนดมาตรฐานการกำกับโรงงานและงานทะเบียนเครื่องจักรของประเทศ 

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีบทบาทในคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด เช่น การกำกับโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะสำหรับสินค้าเหลว และการกำหนดแนวทางจัดตั้งองค์การมหาชนรองรับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สะท้อนความเชี่ยวชาญทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรม มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบโลจิสติกส์ของภาคการผลิต 

ล่าสุดเขายังได้รับเกียรติเป็น “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตอกย้ำภาพผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมต่อสังคมและประเทศ

เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการในปี 2567 ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้เลื่อนจากรองอธิบดีขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี พรยศต้องรับ “ภารกิจร้อน” ทันที คือการปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจัดการ “โรงงานเถื่อน” ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน เขาผลักดันแนวนโยบาย “ตรวจสุดซอย” เพื่อลงไปตรวจโรงงานเชิงลึกทั้งเรื่องเครื่องจักร สิ่งแวดล้อม การจัดการสารเคมีและกากอุตสาหกรรม โดยย้ำหลักว่า “ไม่ปลอดภัย ไม่อนุญาต” และประกาศชัดว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย ไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลใด ๆ

แนวทางนี้เชื่อมโยงกับนโยบาย “สู้ เซฟ สร้าง” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งสู้กับผู้ทำผิดกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการที่ดี และสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน 

ในด้านการบริหารเชิงระบบ พรยศเป็นอธิบดีที่ให้ความสำคัญกับ “ดิจิทัล–โปร่งใส–ทำงานเป็นทีม” เขามอบนโยบายให้กรมโรงงานฯ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องการอนุญาตและกำกับดูแลโรงงาน โดยผลักดันการใช้ระบบ E-License ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ให้งานอนุญาตโรงงานรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทเพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่เสี่ยง และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 

ในขณะเดียวกันเขายังเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบ Real Time ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผ่านระบบอนุมัติ–อนุญาต กอ.1 ที่เชื่อมโยงข้อมูลกันแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อลดช่องว่างการลักลอบทิ้งของเสียและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ในฝั่ง “เซฟผู้ประกอบการ” เขายังสนับสนุนโครงการเร่งรัดจดทะเบียนเครื่องจักรให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่กว่า 1,300 เครื่อง ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ

อีกด้านหนึ่ง พรยศยังผลักดันประเด็นเศรษฐกิจสีเขียวและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การยกระดับการใช้หม้อน้ำในโรงงานสู่ “หม้อน้ำสีเขียว (Green Boiler)” เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนสุทธิ รวมถึงการนำแนวคิด BCG Model มาใช้ในโรงงานต้นแบบ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบข้าง

ภาพของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในยุคอธิบดีพรยศจึงไม่ใช่แค่ “หน่วยงานอนุญาตโรงงาน” แต่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยไปสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

เมื่อมองภาพรวมทั้งประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และผลงานเชิงนโยบาย จะเห็นได้ว่า “พรยศ กลั่นกรอง” คือผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

เขาไม่เพียงทำหน้าที่ “ผู้กำกับดูแลโรงงาน” แต่ยังทำหน้าที่ “ผู้ออกแบบอนาคตอุตสาหกรรมไทย” ให้เติบโตภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลาง การเดินหน้าปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพงานกำกับ และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว คือผลงานที่ทำให้ชื่อของพรยศ กลั่นกรอง ถูกมองว่าเป็นอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความกล้า และความน่าเชื่อถือ เป็นผู้นำที่ประชาชนสามารถฝากความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ “เติบโตได้–ปลอดภัยได้–อยู่ร่วมกับสังคมได้” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
 

อย. x E-Marketplace ปิดช่องขายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิด กม. ในออนไลน์ ดึง “เทคโนโลยี-เอไอ” คุมเข้มโฆษณา-ร้านค้าฝ่าฝืน พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนไทยสู่สากล ยกระดับมาตรฐานควบคู่เศรษฐกิจสุขภาพเติบโตยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (17 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. และ คณะผู้บริหารจาก 4 แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ได้แก่ LAZADA, SHOPEE, LINE MAN และ GRAB เปิดงาน "อย. Connect Marketplace"

พร้อม MOU ร่วมขับเคลื่อนด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทย ผ่านช่องทางการจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม E-Marketplace สู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด "From Local to Global"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ใน 2 ด้านหลัก คือ ด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ

พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทยโดยนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาแก้ไขปัญหาสินค้าที่ละเมิดกฎหมายและสนับสนุนผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากชุมชนด้วยโดยความร่วมมือครั้งนี้ทำได้ทันทีเนื่องจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว

ด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า นอกจากการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนบนแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส แล้ว อย.ได้จัดทำเว็บไซต์รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนทั่วประเทศ พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลไปยังแพลตฟอร์ม อี-มาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้จัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหามากยิ่งขึ้น รวมถึงประสานแพลตฟอร์มจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายด้วย 

สำหรับการยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคนั้น อย.ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดทำระบบรับ-ส่ง ข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ เลข อย. สถานะของผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการจัดทำระบบป้องกันมิให้ร้านค้าลักลอบวางขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และจัดส่งบัญชีดำรายการสินค้าและข้อความโฆษณาผิดกฎหมายให้แก่แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบเอไอให้สามารถตรวจจับและปิดกั้นการขายผลิตภัณฑ์และการโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือระหว่างอย.และ 4 มาร์เก็ตเพลสนั้นส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภค อาทิ มาตรการด้านการป้องกันการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย โดยมีการห้ามร้านค้าออนไลน์ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องห้าม เช่น ยา ยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ ผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ยังมาตรการลงโทษร้านค้าเมื่อทำผิดกฎและชดเชยให้ผู้บริโภค มีการระงับสินค้าผิดกฎหมาย และมีมาตรการด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้ง 4 แพลตฟอร์มในการให้ความรู้กับผู้ขายเพื่อปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

‘อ.เจษฎา’ ตั้งคำถามกรณีดราม่า ‘แจ็กแปปโฮ’ ปีนหลังคารถ–ถอดเสื้อเต้นหน้าร้านลอว์สัน จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ 10 ล้านวิว คิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยคุ้มกันมั้ย?

จากกรณี “แจ็กแปปโฮ” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘สวัสดีครับผมแจ็กแปปโฮ’ โพสต์คลิปวิดีโอถอดเสื้อขึ้นไปเต้นบนหลังคารถ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ลอว์สัน สาขา จ.ยามานาชิ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่มีภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง จนเกิดดราม่ากระแสโซเชียวทัวร์ลงอย่างหนักนั้น..

ล่าสุด รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้ มีคนดูโพสต์เต้น 10 กว่าล้านวิวแล้ว คิดเป็นเงินก็หลายหมื่นบาทอยู่ แต่แลกกับชื่อเสียงคนไทยทั้งประเทศ คุ้มกันมั้ยครับ

เปิดรายละเอียด ฉลองพระองค์ราชินี เสด็จเยือนจีน สง่างามเหนือคำบรรยาย ด้วยความเป็นสากลของผ้าไทย ‘จากไหมเปลือก 6 เส้น’ ผสานงานทอวิจิตร

(17 พ.ย. 68) เพจ “สเตตุ๊ด” ของเจ๊กอล์ฟสเตตุ๊ด ครีเอเตอร์สายวัฒนธรรมไทย เล่ารายละเอียดหนึ่งในฉลองพระองค์ สมเด็จพระราชินีสุทิดา เสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นฉลองพระองค์จากผ้าไหมเปลือก 6 เส้น ที่หลายคนและสำนักข่าวจีนยกให้ “งดงามดุจจันทรา” โดยดีไซเนอร์ชื่อดัง ทิม-พิสิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์ 

ฉลองพระองค์ ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น เดรสยาวห่มเครปไหมเปลือก ชายครุยธรรมชาติ ดั่งทรงสะพัก ประดับพระเข็มกลัดจันทร์เสี้ยวดั่ง “ราชินีจันทรา”

​เข้าใจความพิเศษของฉลองพระองค์ชุดนี้ ต้องเข้าใจเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยไหมไทยก่อนค่ะ...​ไหมไทยไม่ได้มีแค่แบบเดียว! ใยไหมจากรังไหมหนึ่งรัง ถูกแบ่งออกเป็น 3 คุณภาพหลัก ซึ่งกำหนดทั้งความหนาและความเงางาม

​ไหมเปลือก / ไหมหลืบ (ไหมสาม): คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นนอกสุด ของรังไหม มีความหยาบ เส้นใหญ่ มีปมธร รมชาติ (ขี้ไหม) เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาที่สุด

​ไหมเครือ / ไหมสอง: คือเส้นใย ชั้นกลาง และเป็นไหมมาตรฐานที่ใช้กันมากที่สุด มีความยาวสม่ำเสมอและเงางามปานกลาง ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ หนาพอดี

​ไหมน้อย / ไหมจุล: คือเส้นใยที่อยู่ ชั้นในสุด ใกล้ตัวดักแด้ที่สุด มีคุณภาพดีที่สุด เล็ก บางเบา และเงางามที่สุด ทำให้ไหม 1 เส้นจากส่วนนี้ เล็กที่สุด
.
​ความหนาบางของเส้นไหมยังขึ้นอยู่กับ จำนวนรังไหมที่นำมาสาว โดยมีหน่วยวัดมาตรฐานคือ เดเนียร์ (Denier) ตามกำหนดของกรมหม่อนไหม

​ดังนั้น “ผ้าไหมเปลือก 6 เส้น” จึงหมายถึงการนำเส้นไหมที่สาวขึ้นมาจากชั้นนอกสุดของรังไหม (ซึ่งมีความหนา มีปม และมีมิติโดดเด่น) จำนวน 6 เส้น มาตีเกลียวควบรวมกันเป็นเส้นด้ายเพียง 1 เส้น ทำให้ได้เส้นไหมที่มี ความหนามากเป็นพิเศษ และ เส้นใหญ่ เพื่อนำมาทอด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นการดึงเอาเอกลักษณ์และเสน่ห์ของไหมหลืบมาไว้บนผืนผ้าได้อย่างงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1Vssvj2mxy/
 

รายงานข่าวเท็จ (Fake News) กล่าวหาเจ้าหน้าที่ไทย ทำร้ายและล่วงละเมิด ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง

(17 พ.ย. 68) กองทัพเรือชี้แจงว่า จากกรณีสื่อ “สนข.เกาะสันติภาพ” ของกัมพูชา รายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้การปฏิบัติในการจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายส่วนและปฏิบัติการร่วมกันเป็นชุด ทั้งนี้ยืนยันว่ากำลังพลทุกนายของฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หลบหนีเข้าเมืองทุกคน ตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลวงที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น

 

เวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 จัดโดย The Asset นิตยสารการเงินการลงทุน สะท้อนความสำเร็จด้านการจัดการ และความยั่งยืนขององค์กรในการดำเนินธุรกิจยั่งยืน

(17 พ.ย. 68) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 3 รางวัลเกียรติยศ จากเวที The Asset ESG Corporate Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดย The Asset นิตยสารด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 

1.รางวัล Gold Award ในกลุ่ม Benchmark Awards จากการประเมินผลด้าน ESG ที่โดดเด่นและยั่งยืน
2.รางวัล Best Investor Relations Team ในกลุ่ม Individual/Team Awards ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุน 
3.รางวัล Best Initiative in Environmental Responsibility ในกลุ่ม Corporate Initiative Awards จากโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้าให้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลสู่การส่งเสริมเกษตร พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน โดยมี CKPower เป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
รางวัล The Asset ESG Corporate Awards 2025 พิจารณาจากการบูรณาการกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นเจตนารมณ์ ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และผลลัพธ์เชิงรูปธรรม รางวัลทั้ง 3 ที่ CKPower ได้รับ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดศักยภาพบุคลากรสู่การพัฒนาสังคมและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังตอกย้ำความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย
 

สานฝันเด็ก ‘โรงเรียนหมอนทองวิทยา’ สำรวจจุดสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ วางโปรเจกต์พัฒนากีฬาแบบจัดเต็ม สนับสนุนเยาวชนบนเส้นทางลูกหนังอย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวรรณ หรือ “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เดินทางไปยังโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลเยาวชนของโรงเรียน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ และคนในชุมชน

เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน พิมรี่พายได้เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา ทีมงานครู และอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้พาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD โดยได้ร่วมกันหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และโอกาสในการสนับสนุนเยาวชนให้เดินหน้าบนเส้นทางฟุตบอลอย่างจริงจัง ซึ่งมีการพูดคุยทั้งเรื่องการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการสร้างโอกาสในอนาคต

จากนั้น พิมรี่พายได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณที่จะใช้ก่อสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาด้านกีฬาในระยะยาว เจ้าหน้าที่โรงเรียนได้อธิบายสภาพพื้นที่ ความต้องการของนักกีฬา และแผนการใช้ประโยชน์หลังสร้างเสร็จ เพื่อให้การออกแบบและก่อสร้างตอบโจทย์การใช้งานของเด็กๆ มากที่สุด โดยพิมรี่พายยังได้นำภาพแบบสนามในฝันมาให้ดู ย้ำว่าจัดเต็มทุกมิติทั้งมาตรฐานและความสวยงาม

ทั้งนี้ บรรยากาศรอบโรงเรียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น นักเรียนและชาวบ้านทยอยออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับโรงเรียนและชุมชน หากสนามฟุตบอลแห่งใหม่นี้สร้างสำเร็จ เด็กๆ จะมีพื้นที่ซ้อมและแข่งขันที่ดีขึ้น ขณะที่คนในพื้นที่ก็มีศูนย์กลางกิจกรรมกีฬาแห่งใหม่ เชื่อมความสามัคคีของชุมชนไปพร้อมกัน



 

สถาบันวิจัยฯ มหาวิทยาลัยนครพนม จับมือกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกบ แปรรูป “ลูกฮวก-กบ” สู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนมูลค่าสูง ยกระดับอาชีพ-สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรท้องถิ่น

ม.นครพนม (มนพ.) ส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก “ลูกอ๊อดและกบ” ยกระดับอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร ภายใต้โครงการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อด หรือคนอีสานเรียกว่าลูกฮวก และกบ ครอบคลุมการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทางด้านนางภัทราวดี วงษ์วาศ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มจากความต้องการของเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงกบในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ที่ประสบปัญหาผลผลิตลูกอ๊อดล้นตลาดในบางฤดูกาล ส่งผลให้ราคาตกต่ำ จึงเข้ามาปรึกษากับมหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อหาทางออกด้วยการ “แปรรูปเพิ่มมูลค่า” ให้กับผลผลิต

“นักวิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้บูรณาการความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มศักยภาพธุรกิจชุมชน (Building Community Enterprise: BCE) ภายใต้คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจฯ ต่อเนื่องตลอด 3 ปี โดยนอกจากการส่งเสริมด้านการแปรรูปแล้ว ยังครอบคลุมถึงการเลี้ยง การตลาด และการพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดและกบครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ” นางภัทราวดี กล่าว

โดยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกอ๊อดและกบ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากลูกอ๊อด เช่น “ห่อหมกฮวกอบแห้ง” และ “ผงโรยข้าวลูกอ๊อดผสมไข่ผำ” เป็นการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งมีโปรตีนสูงจากลูกอ๊อด เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

สำหรับผลิตภัณฑ์จากกบ เช่น ไส้กรอกอีสานกบ ไส้อั่วกบ และ น้ำพริกกบ ล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยล่าสุดยังมีการทดลองพัฒนา น้ำพริกลูกอ๊อด เพื่อขอรับการสนับสนุนในโครงการต่อไป

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยนครพนม ได้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ผลิตในท้องถิ่น เช่น การผลิตห่อหมก ฮวกอบแห้ง ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน แต่มีต้นทุนต่ำ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP และ อย. แล้ว สามารถเลือกซื้อสินค้าจาก Shoppe/Lazada/TikTok ภายใต้แบรนด์ Baan Hao (บ้านเฮา) และอยู่ระหว่างการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ มินิบิ๊กซี สปป.ลาว เพื่อรองรับการจำหน่ายสินค้าสู่ตลาดอาเซียน

ราคาผลิตภัณฑ์หลังการแปรรูป สามารถเพิ่มมูลค่าอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมลูกอ๊อดสดจำหน่ายกิโลกรัมละไม่เกิน 200 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปเพิ่มราคาเป็น 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ลูกอ๊อดสดยังสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 2–3 วัน หากแช่น้ำแข็งหรือใส่ในช่องฟรีสจะเก็บได้นานถึง 1 ปี

นายสันติ สุนีย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม เจ้าของสันติฟาร์มฮวก เปิดเผยว่าสืบทอดอาชีพเลี้ยงกบจากครอบครัวที่ทำมากว่า 30 ปี และได้พัฒนาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ปี 2563 โดยเน้นการเลี้ยง การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาการล้นตลาด และราคาตกต่ำของลูกอ๊อดในอดีต

“เมื่อก่อนชาวบ้านไม่มีตลาดรองรับ ราคาลูกอ๊อดตกต่ำ บางช่วงเหลือเพียง 3 กิโลกรัม 100 บาท เราจึงรวมกลุ่มกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อกำหนดมาตรฐานราคาและหาช่องทางเพิ่มมูลค่า ต่อมา ม.นครพนม เข้ามาช่วยต่อยอดด้านเทคโนโลยีการแปรรูป การตลาด และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้เราสามารถขายลูกอ๊อดแปรรูปได้ราคาสูงขึ้นถึง 1 เท่าตัว และยังสร้างงานให้กับผู้สูงอายุในชุมชน” นายสันติ กล่าว

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกบนานครพนม ยกระดับขึ้นเป็นกลุ่มแปลงใหญ่กบนานครพนม มีสมาชิกกว่า 30 ราย และยังมีเครือข่ายกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่บ้านดอนแดงหมู่ 8 ต.ธาตุพนมเหนือ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จำนวน 65 ราย ที่ร่วมจ้างงานบีบไส้ลูกอ๊อดและแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยนครพนมครบวงจร

ตั้งแต่การเลี้ยงกบที่ได้มาตรฐาน (ต้นน้ำ) การแปรรูป (กลางน้ำ) จนถึงการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน GMP และ อย. (ปลายน้ำ) ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP 5 ดาว และยังได้ยกระดับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของจังหวัดนครพนม รวมถึงการนำระบบ Smart Farm และ IoT เข้ามาใช้ในการเพาะเลี้ยง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากยิ่งขึ้น

การส่งเสริมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่มุ่งเน้น “การพัฒนางานวิจัยเพื่อชุมชน สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับสินค้าเกษตรของท้องถิ่นสู่ตลาดภูมิภาคและสากลได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลด้านโภชนาการ ระบุว่าลูกอ๊อดดิบ 100 กรัม จะมีโปรตีนประมาณ 11.42 กรัม นอกจากโปรตีนแล้วยังมีสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไขมัน วิตามินเอ และแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เป็นต้น



 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top