Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ “หน้างานจริง-นโยบาย” สานต่อภารกิจวิชาการ-บริการตติยภูมิทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “I+DMS” ยกระดับการแพทย์ไทยยุคดิจิทัล

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็น “กรมวิชาการ” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ ทำหน้าที่พัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบบริการทางการแพทย์ และให้บริการรักษาพยาบาลระดับตติยภูมิในโรงพยาบาลสังกัดกรมฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence : CoE) 19 สาขา ดูแลโรคซับซ้อนและโรคสำคัญของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานของประชาชนไทยทั่วประเทศ 

การที่นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมฯ ในการเดินหน้าตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “ยกระดับระบบสุขภาพไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” 

ในปี 2567 นายแพทย์ณัฐพงศ์ได้รับรางวัล “ศ.เกียรติคุณ นพ.นที รักษ์พลเมือง” (ด้านบริหาร) ในงาน Siriraj Orthopaedics Alumni 2024 ซึ่งมอบให้ศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราชที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการบริหาร ถือเป็นการยืนยันทั้งความรู้ลึกด้านวิชาชีพและความสามารถในการบริหารจัดการในเวลาเดียวกัน 

ในเส้นทางราชการ นายแพทย์ณัฐพงศ์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ในปี 2561 ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบบริการเฉพาะทางของกรมการแพทย์ ทั้งการยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และการนำเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลเครือข่าย เช่น การผ่าตัดกระดูกและข้อแบบแผลเล็กด้วยกล้องและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้นและเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานมากขึ้น 

บทบาทของเขาในช่วงนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกำกับนโยบาย แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการจริง

เมื่อประเทศไทยเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 นายแพทย์ณัฐพงศ์ ในฐานะรองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นหนึ่งในทีม “คีย์แมน” ที่ทำงานเบื้องหลังหลายมิติ ทั้งการสื่อสารข้อมูลการแพทย์กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดระบบรับ-ส่งต่อผู้ป่วย การสนับสนุนวิชาการให้โรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการประสานการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ให้เพียงพอในภาวะวิกฤต ประสบการณ์ในวิกฤตครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขาเข้าใจทั้งข้อจำกัดของระบบ และศักยภาพของบุคลากรด่านหน้าทั่วประเทศ ทำให้มุมมองด้านนโยบายของเขายึดโยงกับ “หน้างานจริง” อย่างชัดเจน

ต่อมาในปี 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งนายแพทย์ณัฐพงศ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กำกับเขตสุขภาพที่ 8 ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ทำหน้าที่เสมือน “CEO เขตสุขภาพ” ดูแลภาพรวมบริการสาธารณสุขทั้งเครือข่าย 

บทบาทนี้ทำให้เขาได้ลงพื้นที่ใกล้ชิดโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ เข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการรักษาที่ซับซ้อน รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรในภูมิภาค ก่อนที่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จะมีมติแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2568 

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ณัฐพงศ์ประกาศแนวคิดการทำงาน “I + DMS” เพื่อกำหนดทิศทางองค์กรในยุคใหม่ ประกอบด้วย 

I – Integrity เน้นคุณธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้
D – Digital ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Digital Transformation ยกระดับบริการ
M – Mindset พัฒนากรอบคิดเชิงระบบที่ปรับตัวได้ 
S – Social Impact มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

จากแนวคิดนี้ เขามอบนโยบายให้กรมการแพทย์ “ทำให้การแพทย์ไทยก้าวหน้า พัฒนาสู่ภูมิภาค ตอบสนอง health need และสร้าง impact สูงสุด” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 

1) เพื่อประชาชน – ขยายบริการแพทย์ขั้นสูง เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะและไขกระดูก การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยสายสวน การฉายรังสีรักษามะเร็ง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ไปยังภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

2) เพื่อบุคลากรสาธารณสุข – สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์เฉพาะทาง วิจัยและนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 

3) เพื่อองค์กรและเครือข่าย – กำหนดมาตรฐานระบบบริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้าง New S-Curve เช่น Precision & Genomic Medicine, การแพทย์ฟื้นฟูและผู้สูงอายุ และ Digital Health & AI ให้กรมการแพทย์เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ทันสมัยในระดับนานาชาติ 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ สู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาล รองอธิบดี ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ และอธิบดีกรมการแพทย์ในปัจจุบัน จะเห็นว่านายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้นำที่ผสมผสาน “ประสบการณ์หน้างาน” กับ “วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย” ได้อย่างกลมกลืน ผลงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 รางวัลด้านการบริหารจากชมรมศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช และแนวคิด I + DMS ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณธรรม ดิจิทัล มายด์เซ็ต และผลลัพธ์ต่อสังคม ล้วนสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรมการแพทย์เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง 

ในสายตาของบุคลากรสาธารณสุขและประชาชน นายแพทย์ณัฐพงศ์จึงไม่ได้เป็นเพียงอธิบดีกรมการแพทย์คนใหม่ แต่เป็นผู้นำทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม โปร่งใส พร้อมพา “กรมการแพทย์” ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมไทย

ไทยลุยซีเกมส์ 33!! เจ้าภาพตั้งเป้าทองสูงสุด 241 เหรียญจาก 50 สมาคมกีฬา 8 สมาคมกีฬาหลักประกาศชัด เป้าหมายต้อง ‘เหรียญทอง’ เท่านั้น

(23 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองสูงสุด 241 เหรียญทองจาก 50 สมาคมกีฬาในประเทศ

ผ่านเวทีแถลงข่าว "มีต เดอะ เพรส ซีเกมส์ 2025" ถึง 9 ครั้ง ก่อนรวมเป้าเหรียญทองทั้งสิ้น 241 เหรียญทอง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทัพนักกีฬาไทยที่จะครองเจ้าซีเกมส์บนแผ่นดินของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายงบประมาณล่าช้า แต่ยืนยันความพร้อมสนามแข่ง ระบบการจัดการ และการถ่ายทอดสดเต็มที่

8 สมาคมกีฬาหลักที่ประกาศเป้าอย่างชัดเจน ได้แก่ ฟุตบอลและฟุตซอลที่ตั้งเป้าคว้า 4 เหรียญทอง เรือพาย 18 เหรียญทอง คริกเกตทีมหญิง 2 เหรียญทอง ยิงธนู 3 เหรียญทอง และรักบี้ทีมหญิงที่มั่นใจว่าจะคว้าทองแน่นอน "เป้า 241 เหรียญทองนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทัพไทยให้ทำผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด" กล่าวในงานแถลงข่าว

ซีเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นเวทีทดสอบศักยภาพและความพร้อมของกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารและพัฒนานักกีฬา ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศผ่านกีฬา รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในฐานะเจ้าภาพที่ต้องตอบโจทย์ทุกด้านอย่างครบถ้วน

ทีมนักวิชาการ มธ.วิจัยพัฒนาผ้าไทยชุมชน “ตำบลก้อ แม่ปิง ลำพูน” สืบสานพระราชปณิธานฯ พระพันปีหลวง ต่อยอดลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ให้สินค้าชุมชน สร้างรายได้-ความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568-ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 

1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 
2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 
3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 
4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ 
5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่ 19 ผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก ขับเคลื่อนปฏิรูปภาษี-การคลังให้ยั่งยืน ใช้ดิจิทัล-Big Data แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังเป็น “มันสมองการคลังของประเทศ” ทำหน้าที่วางและขับเคลื่อนนโยบายการคลัง การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว 

หัวใจสำคัญของการทำงานเหล่านี้คือ “ปลัดกระทรวงการคลัง” ข้าราชการประจำสูงสุดที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซับซ้อน และท้าทายมากขึ้น การที่ประเทศไทยได้ “นายลวรณ แสงสนิท” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนที่ 19 จึงถือเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยพาระบบการคลังไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีวินัยมากขึ้น 

นายลวรณ แสงสนิท หรือ “บั๊ด” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2510 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของพลเอกวิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคุณหญิงลักขณา แสงสนิท เติบโตในครอบครัวข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำงานเพื่อส่วนรวม 

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจด้วยปริญญาโท M.S. in Economic Policy and Planning จาก Northeastern University สหรัฐอเมริกา ทำให้มีทั้งพื้นฐานเศรษฐศาสตร์มหภาคและมุมมองเชิงนโยบายในระดับสากลตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ 

เส้นทางราชการของนายลวรณ เริ่มและเติบโตจาก “สายเศรษฐกิจการคลัง” โดยตรง เขาไต่เต้าในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน จากนั้นเป็นรองผู้อำนวยการ สศค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในปี 2561 ช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในระหว่างวิกฤตโควิด-19 สศค. ภายใต้การนำของเขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนหลายโครงการ อาทิ “ชิมช้อปใช้” “คนละครึ่ง” และ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งช่วยประคับประคองกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทในช่วงนี้ทำให้นายลวรณได้ทำงานใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการออกแบบมาตรการทางการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนหลายระลอก

จาก “มันสมองด้านนโยบาย” นายลวรณก้าวสู่บทบาท “แม่ทัพภาคสนาม” ใน 2 กรมสำคัญของกระทรวงการคลัง คือ อธิบดีกรมสรรพสามิต (2563-2565) และอธิบดีกรมสรรพากร (2565-2566)

ที่กรมสรรพสามิต เขามีบทบาทผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของประเทศ 

ส่วนที่กรมสรรพากร นายลวรณให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบภาษีเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งการออกประกาศเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษีให้ทันกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน 

เมื่อก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นายลวรณได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่หลายด้าน ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีจากระดับราว 12–13% ให้ขยับขึ้นสู่ 18% อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง และลดการพึ่งพาการกู้เงินเกินจำเป็น 

เขาผลักดันให้กระทรวงการคลังใช้ศักยภาพของ “Data Lake” และข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำ Digital Transformation ทางการคลัง คิดค้น “อารีย์ สกอร์” ระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กและผู้มีรายได้นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เป็นอีกเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคาร ผ่านการผลักดันให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพถูกโอนออกไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อคืนสภาพคล่องให้ระบบการเงินและช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและจ้างงานต่อ 

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และบริษัท พีทีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ 

อีกด้านหนึ่ง เขายังเป็นผู้นำในการสื่อสารบทบาทของกระทรวงการคลังต่อสาธารณะ เช่น การเตรียมจัดงานครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลังในแนวคิด “MOF Journey: 150 Years of Thai Fiscal Development” สะท้อนบทบาททางการคลังตลอดประวัติศาสตร์ไทยไปจนถึงอนาคต 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางการศึกษาที่แน่นทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ประสบการณ์ทำงานในทุกมิติของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่คิดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ ตรวจราชการ ไปจนถึงบริหารกรมจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ และบทบาทล่าสุดในฐานะปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ จะเห็นภาพ “นายลวรณ แสงสนิท” ในฐานะข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งตัวเลขมหภาคและความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ 

เขาไม่เพียงมองโจทย์การคลังในกรอบวินัยและความยั่งยืน แต่ยังพยายามออกแบบมาตรการที่ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสในระบบการเงินมากขึ้น เดินหน้าปฏิรูปภาษีและงบประมาณบนฐานข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เพียง populism ระยะสั้น ผลงานและบทบาทเหล่านี้ทำให้นายลวรณเป็น “ผู้นำด้านการคลัง” ที่ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ ข้าราชการ และประชาชนในฐานะผู้ดูแลการเงินการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อุทยานฯ แก่งกระจาน ชวนสัมผัส 3 ปรากฏการณ์ “กระโถนพระราม” บานสะพรั่งกลางผืนป่า “เสือดำ” อวดโฉมบนเส้นทางพะเนินทุ่ง ลุ้นชม “แสงสีเขียวลึกลับ” เหนือทะเลหมอก

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่นักท่องเที่ยวและผู้รักธรรมชาติจะได้สัมผัสความงดงามของ “กระโถนพระราม” พืชดอกหายากในสกุลกระโถนฤๅษี ที่กำลังผลิบานตระการตาในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 14 บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านกร่าง-วานิลา ต่อเนื่องไปจนถึงกิโลเมตรที่ 22 บนเส้นทางสู่เขาพะเนินทุ่ง

นายมงคล ระบุว่า กระโถนพระราม เป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ที่พบเฉพาะทางภาคตะวันตกของประเทศไทย จัดเป็นพืชเบียนที่อาศัยบนเถาวัลย์น้ำในระดับความสูง 200 ถึง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่งดงามด้วยสีเลือดหมูหรือแดงอมชมพูสดใส มี 10 กลีบที่ตั้งตรงเกือบเป็นมุมฉาก ประดับด้วยลวดลายสีขาวหนาแน่นบริเวณโคนกลีบ และมีกระบังเป็นวงกลมอยู่ตรงกลาง ภายในท่อกลีบยังมีสันนูนสีเหลืองสวยงามถึง 20 สัน ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

“จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักนิยมไพรให้ ไม่พลาดโอกาสเดินทางมา ชื่นชมความงามของกระโถนพระรามในช่วงนี้ แต่ขอความร่วมมือระวังการเหยียบย่ำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยังมีดอกตูมขึ้นอยู่บริเวณพื้นดินเป็นจำนวนมาก การอนุรักษ์จะช่วยให้ธรรมชาติงดงามนี้คงอยู่ให้ทุกคนได้ชื่นชมต่อไป” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษไม่ได้มีเพียงดอกไม้หายากเท่านั้น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ได้ ขณะกำลังเดินทางขึ้นสู่เขาพะเนินทุ่ง การพบเห็นเสือดาวหรือเสือดำถือเป็นโอกาสอันดีของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสัตว์เหล่านี้โดยปกติจะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ และโดยปกติหากพบเห็นคนก็จะเดินเลี่ยงไปเอง จึงขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวที่โชคดีได้พบเห็น ห้ามลงจากรถเด็ดขาด ไม่บีบแตรหรือส่งเสียงดัง และรอให้สัตว์เดินเลี่ยงเข้าป่าไปเอง ซึ่งจะทำให้ทั้งคนและสัตว์ป่าปลอดภัย

“นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความน่าอัศจรรย์ คือปรากฏการณ์ “แสงสีเขียวลึกลับ” ที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าเขาพะเนินทุ่ง เมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ลำแสงสีเขียวนี้ส่องสว่างท่ามกลางทะเลหมอก สร้างทัศนียภาพอันน่าทึ่งและยากจะลืมเลือน” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวว่า การเดินทางขึ้นไปพะเนินทุ่งในเวลานี้จะได้สัมผัสอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ์ ชมสัตว์ป่านานาชนิดในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ท่ามกลางป่าไม้มรดกโลกที่มีคุณค่าทางชีววิทยาระดับสากล ซึ่งการได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของไทย สะท้อนถึงความสำคัญและความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่นอย่างแท้จริง

“นี่คือโอกาสทองแห่งการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ที่ซึ่งธรรมชาติแก่งกระจานมอบความงามในทุกมิติให้ได้ชม ตั้งแต่ดอกไม้หายาก สัตว์ป่าที่น่าทึ่ง ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอันพิศวง ทั้งหมดรอคอยให้ผู้รักธรรมชาติมาสัมผัสด้วยตัวเองบนเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มรดกโลกแห่งนี้” นายมงคล กล่าว

โต๊ะเล็กพร้อมลุยซีเกมส์ ฟุตซอลไทยเรียก 22 แข้ง เก็บตัว ตั้งเป้าต้องคว้า “เหรียญทอง” แม้เจอศึกหนักต้องวัดกับ… อินโดนีเซีย-เวียดนาม

(22 พ.ย. 68) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อ 22 นักฟุตซอลทีมชาติไทยชุดลุยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ณ ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือคว้าเหรียญทองในบ้านให้ได้

การแข่งขันฟุตซอลชายในซีเกมส์ครั้งนี้ มี 5 ชาติลงสนามแข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อชิงแชมป์และเหรียญทองที่สนามยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นฐานหลักของทีมชาติไทย โปรแกรมแข่งแรกทีมช้างศึกต้องเจอมาเลเซียและเมียนมา ก่อนเผชิญหน้าศึกหนักกับเวียดนามและอินโดนีเซียในสองนัดสุดท้าย "อย่างน้อยต้องแชมป์" คือเป้าหมายที่ทั้งทีมสตาฟโค้ชและแฟนบอลตั้งไว้

โดยกุนซือชาวสเปน 'มิเกล โรดริโก้' ย้ำถึงสไตล์เล่นที่เน้นเร็ว มีเพรสซิ่งดุดัน ต้องการนักเตะที่ "วิ่งไหว–คิดเร็ว–เล่นบอลฉลาด" รายชื่อ 22 คนผสมผสานแกนหลักชุดเดิม ดาวเด่นไทยลีก และดาวรุ่งจากสโมสรสายปั้น ทั้งหมดจะเก็บตัวก่อนคัดเลือกเหลือ 14 คน แห่งออกสตาร์ตสนามจริง

คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคืออินโดนีเซียและเวียดนาม อินโดนีเซียลงทุนพัฒนาฟุตซอลอย่างจริงจังในช่วงหลังและดึงผู้เล่นคุณภาพสูงเข้าทีม ส่วนเวียดนามสะสมประสบการณ์ในเวทีระดับเอเชียและโลก จึงทำให้ทั้งสองทีมเป็นเหมือน "นัดชิงเหรียญทอง" ที่แท้จริง

การเล่นในบ้านที่นนทบุรีนำมาซึ่งแรงเชียร์และความคาดหวังอย่างสูง "เกิดอะไรขึ้นกับโต๊ะเล็กช้างศึก" จะเป็นคำถามทันทีหากผลงานผิดหวัง ทีมงานต้องบริหารสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เล่นให้พร้อมที่สุด ซีเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีชิงเหรียญทองเท่านั้น แต่มันคือเวทีพิสูจน์ว่าฟุตซอลไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน พร้อมกับเป็นสนามสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมายระดับเอเชียและโลกในยุคมิเกล

‘ท็อป นพนันท์ สุวรรณจตุพร’ ผู้ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวตามล่าฝัน ก่อนหวนกลับมาสานต่อสิ่งที่ ‘พ่อสร้าง’ พร้อมพาธุรกิจทะยานอย่างก้าวกระโดด

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าการได้รับธุรกิจมรดกจากครอบครัวคือทางลัดที่ดีที่สุด แต่สำหรับนพนันท์ สุวรรณจตุพร หรือคุณท็อป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุวรรณจตุพร จำกัด เขากลับเลือกเดินทางที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวที่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

การเริ่มต้นด้วยความรัก ไม่ใช่ตัวเลข

"เราไม่ได้มองตัวเลขเป็นเรื่องแรก แต่เรามองว่าเราต้องทำเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น" คุณท็อปเล่าถึงปรัชญาในการทำธุรกิจของเขา เมื่ออายุยังน้อย แม้คุณพ่อจะสร้างธุรกิจจากมือเปล่าจนกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่เขากลับเลือกที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มาจากคำสอนของคุณพ่อที่ให้เขา "ไปหาอะไรที่รัก ที่ชอบ ไปหาตัวเองให้เจอ" พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มต้นจากน้อยไปมาก" และ "อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเราสู้ เราคิดจะทำอะไร มันเริ่มต้นได้ทั้งนั้น"

ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักที่มีต่อแม่และครอบครัว คุณท็อปเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองจนมีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรอบข้าง และพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

จุดเปลี่ยนชีวิต: เมื่อต้องกลับมารับธุรกิจครอบครัว

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคุณพ่อจากไป ตอนอายุ 30 ปี คุณท็อปต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ: จะทำธุรกิจของตัวเองต่อ หรือกลับมาดูแลธุรกิจที่บ้าน สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำ

ก่อนจากไป คุณพ่อได้ฝากความรับผิดชอบไว้กับเขา "ป๊าจะฝากแม่กับน้องกับมึงได้ไหม" คำพูดเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัว

"สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดในชีวิตคือ วันที่ผมมียอดธุรกิจที่โต 60-80% แต่คุณพ่อผมไม่อยู่ ไม่ได้เห็นความสำเร็จนั้น" 

ความท้าทาย: Generation Gap และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

การเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย คุณท็อปต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง Generation Gap ระหว่างพนักงานรุ่นเก่าที่ทำงานกับคุณพ่อมานานกับทีมงานรุ่นใหม่

"มันเหมือนการก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินที่มีโรงแรมเก่าอยู่" เขาเปรียบเทียบ "ถ้าต้องการโครงสร้างใหม่ที่สามารถเติบโตได้มากกว่า ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเก่า ใช้สิ่งที่ดีต่อ เพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป"

แน่นอนว่าการสร้างใหม่บนพื้นฐานเก่านั้นช้ากว่าการเริ่มต้นบนพื้นที่ว่าง แต่นั่นคือความท้าทายที่คุณท็อปยอมรับและเผชิญหน้า

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตและธุรกิจของคุณท็อปคือ "ทัศนคติ" เขาถามตัวเองเสมอว่า "เราทำธุรกิจเพื่ออะไร" และคำตอบคือ "เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เรารัก"

เมื่อคุณพ่อจากไป เขาได้กำหนดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ โดยให้คุณแม่เป็น first priority พร้อมสัญญาว่าจะทำงานและพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่อยากไป ขณะที่แม่ยังแข็งแรง

สำหรับพนักงาน คุณท็อปมองว่าพวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัว "เขาคือน้องสาว น้องชาย อาหรือน้องของเรา ถ้าเขาเกิดปัญหาครอบครัว เราพร้อมซัพพอร์ต 200-300% แต่ในมุมกลับมา เขาก็ดูแลเราได้อย่างดี"

กลยุทธ์การบริหาร: จากวิกฤตสู่โอกาส

การเข้ามาบริหารธุรกิจในช่วงที่ธุรกิจกำลังตกต่ำนั้นไม่ง่าย หลายคนมองว่าธุรกิจ "ซันดาวน์" แล้ว แต่คุณท็อปมองต่าง 

"ธุรกิจที่ยังคงอยู่บนโลกนี้ได้คือ basic need คือปัจจัยสี่" เขาสรุป "ธุรกิจของพ่อผมจริงๆ แล้วไม่ได้ซันดาวน์ มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนองค์ประกอบยังไง"

เขาใช้เปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือ "เราแค่เปลี่ยนกรอบ ทำความสะอาด เปลี่ยนฟิล์มหน้าจอ แม้สเปกยังเท่าเดิม แต่ดูเหมือนเครื่องใหม่ คนก็รู้สึกว่าใช้ต่อได้อีก"

คุณท็อปเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ที่ไม่กระทบต่อคน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์และคู่ค้า สร้างความมั่นใจทีละขั้น จนผลลัพธ์เริ่มปรากฏ และคนรุ่นหลังเริ่มเห็นว่า "ไอ้ตี๋คนนี้ทำได้"

การเรียนรู้ตลอดชีวิต: MBA ทุก 5 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณท็อปให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาเรียน MBA ทุก 5 ปี เพราะเชื่อว่า "การเรียน MBA ตอนอายุ 25 กับ 35 ปี มันคนละเรื่อง"

"Philip Kotler ออกใหม่ Business Model Canvas เปลี่ยนหมด Channel เปลี่ยนหมด" เขาอธิบาย "15 ปีที่แล้วยังไม่มี Shopee ตอนนี้มันเปลี่ยนทั้งตลาด เด็กนักศึกษาที่เรียน Case Study ก็เรียนเรื่องที่เป็นปัจจุบัน"

ไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยเสมอไป เขาแนะนำว่าอาจเรียนออนไลน์ เข้าคอร์สเฉพาะทฤษฎีก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤต: โควิดและการปรับตัว

ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอาหาร แต่คุณท็อปไม่ยอมแพ้ "ผมแทบไม่มีรายได้เลย แต่ผมเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็น food service มาทำออนไลน์ เน้นของคุณภาพดี ส่งให้หน่วยงานราชการ โดยแทบไม่ได้กำไรแต่ให้มี cash flow มีทุนหมุนเวียน"

ผลลัพธ์คือในขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวตกต่ำ แต่ธุรกิจของเขากลับเติบโต 60-80% จากการเพิ่ม SKU ใหม่ๆ เกือบ 1,000 รายการ "ยอดในสินค้าเดิมอาจจะตก แต่ยอดรวมไม่ตกเพราะเรามี SKU ใหม่เข้ามาเสริม"

หลักการสำคัญ: โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส

เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณท็อปเน้นย้ำ 3 คำสำคัญ: "โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส"

เขายกตัวอย่างว่า "ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณต้องทำสิ่งนั้นแบบหมกมุ่น" เขาอธิบาย "เหมือนเวลาเล่นเกม Counter Strike หรือ Warcraft อยากเก่ง ก็ต้องอยู่หน้าคอมทั้งวัน"

แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่เอาเป้าหมายของคนอื่นมาเป็นเป้าหมายเรา "บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ บ้านเล็กๆ อยู่สบาย นั่นก็คือเป้าหมายแล้ว"

มุมมองต่อพนักงานและการทำงาน

สำหรับคนที่ทำงานเป็นพนักงาน คุณท็อปมีคำแนะนำที่ชัดเจน: "คิดว่าธุรกิจนี้เป็นของเรา ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะดูแลยังไง ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะมีความรับผิดชอบ ความมั่นคงในอาชีพจะดีขึ้น ตำแหน่งจะเติบโต รายได้จะโตด้วย"

เขาเตือนว่า "ถ้าทุกคนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็จะไม่มีพนักงาน ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้" และชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ไม่ใช่ญาติเจ้าของก็ประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาคิดว่าธุรกิจนั้นเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก

ความกังวลของเขาคือ "สมัยนี้เด็กวัยรุ่นคิดเรื่องนี้น้อยลง ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความรับผิดชอบ สิ่งนี้เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า"

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

สำหรับลูกหลานเจ้าของธุรกิจที่กำลังคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง คุณท็อปให้คำแนะนำที่น่าคิด: "อย่าทะเลาะกับเงินตัวเอง"

เขาอธิบายว่า "ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา ถ้าตีเป็นเงิน ตีไม่ได้ เพราะมันมีฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่สร้างมานานหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงิน"

"เงินกับเวลา อะไรแพงกว่า" เขาถาม "หลายคนบอกเงิน แต่จริงๆ คือเวลา เพราะเวลาที่มีอยู่นี้แหละที่สร้างเงินได้"

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว การใช้ทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เป้าหมายในชีวิต: ครอบครัวที่ดีที่สุด

เมื่ออายุ 40 ปี คุณท็อปมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน "ผมอยากได้ครอบครัวที่ดีที่สุด ดีที่สุดสำหรับผม เท่าที่ผมสามารถทำได้ในชีวิต"

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปตามอายุ "ตอนอายุ 25 เป้าหมายคือบ้าน รถ รถสปอร์ต แต่ตอนอายุ 40 ของที่ซื้อมาตั้งแต่อายุ 25 ยังอยู่ในตู้ไม่ได้ใช้"

"แบรนด์เนมไม่ใช่เป้าหมายแล้ว" เขากล่าว "เป้าหมายคือครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก"

บทเรียนสำคัญ: กัดไม่ปล่อย

เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญของความสำเร็จ คุณท็อปตอบสั้นๆ แต่ทรงพลัง: "กัดไม่ปล่อย ไม่ล้มเลิก แล้วก็เทคทุกอย่างให้เป็นของเราให้ได้มากที่สุด"

เขาเตือนว่าในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี "เราไม่สามารถรอให้คนอื่นช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเองก่อน เราต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถทำได้ในขีดความสามารถของเรา"

"คนเรามักใจร้อน มักมองว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา แต่ถ้าเราสามารถทำสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติมอิฐไปเรื่อยๆ เมื่อผลลัพธ์ออกมา คนก็จะเห็นว่าเราทำได้"

จากคนหนุ่มที่ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ก่อนจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองด้วยการนำธุรกิจครอบครัวเติบโตท่ามกลางวิกฤต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาพิสูจน์แล้วว่าด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ และความรักที่มีต่อคนรอบข้าง ไม่มีอุปสรรคใดที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จได้

สนง.เกษตรฉะเชิงเทรา จัดอบรมพัฒนาการผลิต “มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า” พร้อมถ่ายทอดความรู้มาตรฐาน GAP การแปรรูปและจัดการเศษวัสดุ ยกระดับคุณภาพ-รายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กำกับน้ำมัน-ก๊าซ ตั้งแต่คลังถึงปั๊มอย่างมีมาตรฐาน เชื่อมประสบการณ์ ขับเคลื่อนสู่ยุค Energy Transition ดูแลพลังงานให้มั่นคง โปร่งใส ไม่ทิ้งประชาชน

กรมธุรกิจพลังงาน (Department of Energy Business: DOEB) เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแล “ธุรกิจพลังงานปลายน้ำ” ของประเทศ ตั้งแต่การอนุญาต ควบคุม ดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่ง การเก็บสำรอง และการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน-ก๊าซ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของสาธารณะ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า การได้ “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงนับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานของไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง ทันสมัย และยังคงยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สำหรับประวัติ นายสราวุธเป็น “วิศวกรเคมีเต็มตัว” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจาก California Polytechnic State University (Cal Poly) สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินหน้าต่อในสายเดียวกันจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก University of Southern California (USC) สหรัฐอเมริกา พื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแรง ผสมกับมุมมองเชิงวิจัยและการคิดอย่างเป็นระบบจากการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เขาไม่เพียงเข้าใจ “ตัวเลขและเทคนิค” ของพลังงาน แต่ยังมองเห็นภาพใหญ่ของระบบพลังงานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางทรัพยากรไปจนถึงปลายทางผู้ใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน 

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารและเวทีวิชาการด้านพลังงานและนโยบายสาธารณะหลายรูปแบบ ทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งช่วยขยายมุมมองจากวิศวกรภาคเทคนิค สู่บทบาท “นักนโยบายด้านพลังงาน” อย่างเต็มตัว 

เส้นทางราชการของนายสราวุธเติบโตมากับ “สายพลังงาน” อย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มต้นจากงานด้านนโยบายและวิเคราะห์แผนพลังงาน ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ทั้งในตำแหน่งรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และได้รับความไว้วางใจจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (Department of Mineral Fuels: DMF) ดูแลอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ซึ่งเป็น “ต้นน้ำพลังงาน” ที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและรายได้เข้ารัฐของประเทศ ในช่วงที่นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เขามีบทบาททั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม การเจรจาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสัมปทานและการรื้อถอนแท่นผลิต ตลอดจนการผลักดันแนวทางเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Capture and Storage (CCS) ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรฟอสซิลสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ควบคู่กับบทบาทในส่วนราชการ นายสราวุธยังเคยทำงานในมิติการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ โดยทำหน้าที่กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยงในบริษัทระดับชาติ อาทิ ปตท. (PTT), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ก่อนจะไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท Global Power Synergy (GPSC) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเห็นทั้ง “มุมของผู้กำกับดูแล” และ “มุมของผู้ประกอบการ” อย่างรอบด้าน เข้าใจกลไกตลาด ความเสี่ยง และแรงกดดันที่ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญในโลกที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว หลอมรวมให้บทบาทในภาคราชการของเขามีน้ำหนักทั้งด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภารกิจของนายสราวุธยิ่งใกล้ชิดกับ “ชีวิตประจำวันของคนไทย” มากขึ้น เพราะกรมธุรกิจพลังงานคือหน่วยงานที่ดูแลตัวเลขการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ภาษาง่าย ๆ คือดูตั้งแต่สถานีบริการน้ำมันที่เราเติมทุกวัน ไปจนถึงคลังน้ำมัน การขนส่ง และการเก็บสำรองน้ำมันของประเทศ ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน เขาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ทั้งภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินที่เริ่มชะลอลงจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันอากาศยานตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ตลอดจนตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลและ LPG ที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงของประเทศ เขายังย้ำถึงการบริหารสต๊อกน้ำมันสำรองในระดับที่เพียงพอประมาณ 60 วัน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “พลังงานของประเทศยังอยู่ในเส้นทางที่ควบคุมได้”

อีกหนึ่งภาพชัดของผลงานในยุคที่นายสราวุธนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คือการผลักดันให้กรมเดินหน้าเข้าสู่ “ยุคดิจิทัลและ Energy Transition” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “ติดปีกธุรกิจพลังงานไทย” ที่เขาเป็นประธานเปิดตัวเมื่อกลางปี 2568 โครงการนี้มีเป้าหมายเสริมความรู้และความเข้าใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเรื่องกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ การใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) แทนเอกสารกระดาษ และการเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัลอย่างยั่งยืน เขาเน้นย้ำเสมอว่าการกำกับดูแลที่ “โปร่งใส เข้าใจง่าย ใช้เทคโนโลยีช่วย” จะทำให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากงานในกระทรวงและโครงการขนาดใหญ่แล้ว นายสราวุธยังให้ความสำคัญกับ “การแบ่งปันองค์ความรู้” สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Energy Policy” ให้กับหลักสูตรผู้บริหารระดับกลาง i-Leader ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะทั้ง “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง และ “นักสื่อสาร” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านพลังงานให้คนรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นกลางได้เข้าใจ พร้อมเตรียมตัวรับมือโลกพลังงานยุคใหม่ไปด้วยกัน 

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” คือผู้นำด้านพลังงานที่ผสมผสานความรู้วิศวกรรมระดับนานาชาติ ประสบการณ์ลึกในสายงานพลังงานทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ และมุมมองเชิงนโยบาย-เศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนกรมธุรกิจพลังงานเพียงในฐานะ “ผู้รักษากฎหมาย” แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบสนามแข่งขัน” ให้ธุรกิจพลังงานดำเนินไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ปลอดภัย และสอดรับกับทิศทาง Energy Transition ของโลก 

ภายใต้การนำของเขา กรมธุรกิจพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคองความมั่นคงพลังงานของประเทศ เปิดทางสู่พลังงานอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “ระบบพลังงานไทยยังอยู่ในมือของผู้นำที่รู้จริง มองไกล และน่าไว้วางใจบนฐานของผลงานที่จับต้องได้”

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top