Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

แจ็กพอตแตก! บุกค้นยานรก กลับเจอรังจีนเทา เปิดเว็บพนัน–ปั่นสล็อตข้ามชาติกลางห้วยขวาง 

เมื่อวันที่ (13 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. แถลงผลการปฏิบัติงาน โดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง , พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดยนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. สนธิกำลังบุกนำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจห้องพักเลขที่ 79/77 คอนโดย่านห้วยขวาง หลังรับเบาะแสสายด่วน 1386 ว่ามีกลุ่มชาวจีนมั่วสุมเสพยา

เจ้าหน้าที่ใช้ยุทธวิธีเฝ้าซุ่มจนพบผู้ต้องสงสัยเปิดประตูเข้าห้อง จึงบุกคุมตัวทันที พบชายจีน 3 คน เมียนมา 1 คน ตรวจไม่พบยาเสพติด แต่กลับพบ “ของจริง” คือคอมพิวเตอร์–มือถือจำนวนมาก เปิดหน้าบราวเซอร์เว็บพนันรายใหญ่ มีทั้งสล็อต บอล บาส บาคาร่า และข้อมูลหลังบ้านเต็มระบบ พร้อมโทเคน OTP ใช้ควบคุมบัญชีพนัน

ของกลางที่อายัด โน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง มือถือ 10 เครื่อง (พบโป๊ะแตก: โพยสคริปต์ “รับมือตำรวจ–ตบตา ตม.” บุหรี่ต่างประเทศเถื่อน 7 กล่อง อุปกรณ์ Token 1 ชิ้น และผู้ต้องหาชาวต่างด้าว 4 ราย ได้แก่ Li Youngzhao อายุ 28 ปี (จีน) Luo Li อายุ 29 ปี (จีน) Liu Jianquan อายุ 27 ปี (จีน) Chit Maw Maw Htay อายุ 27 ปี (เมียนมา) พร้อมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ทั้งเปิดพนันออนไลน์–นำของต้องสรรพสามิตเข้าประเทศ–อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลุดของลับ “โพยแอบแฝง” เครือข่ายจีนเทา จากการตรวจมือถือพบเอกสารลับใช้ “สับขาหลอก ตม.” เช่น ให้ตอบว่า “กำลังเรียน–ไม่มีงานทำ” แจ้งรอบตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่ ห้ามออกนอกที่พัก ห้ามทำธุรกิจภายในรัศมี 3–5 กม. จาก 17 จุดที่พักของเครือข่าย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ อ้างมาเที่ยว–มาเรียนภาษา แต่พฤติกรรมเข้าข่ายเครือข่ายข้ามชาติฝึกงาน “แอดมินเว็บพนัน” เคยโยกย้ายจากกัมพูชามาไทย หลังจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งขยายผลหาต้นตอเครือข่ายจีนเทาเต็มรูปแบบ คาดโยงขบวนการใหญ่ทำเงินหมุนเวียนมหาศาล

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย

- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี  โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 

สุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ผู้พยายามยกระดับ “เมืองปากน้ำ” ในทุกมิติ สร้างเศรษฐกิจ–คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชน

“สมุทรปราการ” เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ติดกรุงเทพฯ มีทั้งย่านอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน และชุมชนหนาแน่น ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นต้องจับทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ในการเลือกตั้งนายก อบจ. สมุทรปราการได้ผลว่า “สุนทร ปานแสงทอง” ชนะการเลือกตั้ง และได้แถลงนโยบายต่อสภา อบจ. ในเวลาต่อมา

สำหรับประวัติและการศึกษา “สุนทร ปานแสงทอง” จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ. 2540) จากนั้นทำงานการเมืองท้องถิ่นต่อเนื่องยาวนานในจังหวัดสมุทรปราการ

ในส่วนของเส้นทางการทำงาน เคยเป็นรองนายก อบจ. สมุทรปราการ หลายสมัย (พ.ศ. 2546–2547, 2549–2550, 2564–2565) และรองประธานสภา อบจ. (พ.ศ. 2548–2549) ต่อมาปี 2565 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนจะกลับมาลงสมัครและชนะเลือกตั้งนายก อบจ. สมุทรปราการ ในปี 2568

ทิศทางนโยบายหลักที่ประกาศต่อสภา อบจ. มี 5 ด้าน ได้แก่ 

(1) เศรษฐกิจท้องถิ่น 
(2) สวัสดิการและคุณภาพชีวิต 
(3) โครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค-ผังเมือง 
(4) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
(5) ธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม 

โดยย้ำมาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น สนับสนุนการใช้รถเมล์ไฟฟ้า (EV) ดูแลผู้สูงอายุ แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ และการจัดการหมา-แมวจรจัด

ในปี 2568 ได้มีผลงานการขับเคลื่อนที่มีการรายงานต่อสาธารณะ ดังนี้

• ด้านความปลอดภัยและยั่งยืนชุมชน เปิดประชุมพิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่น (ครั้งที่ 2/2568) ครอบคลุมงาน เช่น แก้ปัญหายาเสพติด จัดการขยะอันตรายและมูลฝอย ซ่อมแซมอาคาร และก่อสร้างสะพานทางเดินเท้า (คสล.) เพื่อความปลอดภัยประชาชน

• ด้านป้องกันยาเสพติดในพื้นที่การศึกษาและชุมชน เปิดโครงการ “อบจ. บ้าน-วัด-โรงเรียน ร่วมต้านภัยยาเสพติด” เพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันในพื้นที่

• ด้านสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติก จังหวัดสมุทรปราการมีการขยายความร่วมมือกับภาคี เช่น Seven Clean Seas ภายใต้ Bangkok Impact Project เพื่อจัดการมลพิษพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ อบจ. ที่ประกาศไว้

• ด้านสัตว์เลี้ยงจรจัด มีโครงการทำหมัน-ฉีดวัคซีนควบคุมประชากรสุนัขและแมวจร ปี 2568 

เรียกได้ว่าปีแรกของวาระ นายก อบจ. “สุนทร ปานแสงทอง” เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนตามกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และเริ่มทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อพา “เมืองปากน้ำ” สมุทรปราการไปสู่เมืองน่าอยู่และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ผบ.ตร.สั่งตัดตอนเข้มทุกเส้นทางลำเลียงยาเสพติด สกัดก่อนกระจายเข้าชุมชน  14 วัน เด็ดขาด จับแล้ว 10,207 คน ยึดยาบ้า 69 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,382 กิโลกรัม ยึดทรัพย์กว่า 352 ล้านบาท

(14 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลงานการจับกุมขบวนการยาเสพติด ยึดอายัดยาเสพติดของกลางได้จำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 – 14 พฤศจิกายน 2568 ทำการปิดล้อม 1,491 เครือข่าย 6,834 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหา 10,207 คน 10,127 คดี ยึดยาบ้ากว่า 69 ล้านเม็ด, ไอซ์กว่า 1,382 กิโลกรัม, เคตามีนกว่า 416 กิโลกรัม, เฮโรอีนกว่า 8.3 กิโลกรัม, ยาอี 384 เม็ด และยึดทรัพย์ 352,655,723 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. 

ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจทุกหน่วยประสานข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินการเชิงรุก ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายที่ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาทางพื้นที่ตะเข็บชายแดน ซุกซ่อนอำพรางด้วยวิธีการต่าง ๆ พยายามตบตาเจ้าหน้าที่ โดยให้ตัดตอนสกัดจับกุมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ยาเสพติดกระจายเข้าพื้นที่ชั้นใน และกรุงเทพมหานคร ส่งจำหน่ายตามชุมชนในทุกพื้นที่ ซึ่ง ผบ.ตร.ย้ำให้ใช้มาตรการที่ขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ขยายผลเพื่อดำเนินคดีตัวการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้มีหลายคดีน่าสนใจ เช่น คดีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ทลายโกดังซุกซ่อนยาบ้าที่ลำเลียงมาทางตอนบนของประเทศ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยึดยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในรถบรรทุกกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา บุกทลายโรงงานน้ำกระท่อมผสมยานอนหลับ ยาแก้ไอ ในกรุงเทพมหานคร ยึดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท มีความเชื่อมโยงเครือข่ายลักลอบส่งออกวัตถุออกฤทธิ์ข้ามชาติ, ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.ฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมเครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือได้ 4 คดี ผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม 13,468,000 เม็ด ซุกซ่อนในลำโพง โซฟา พืชผลทางการเกษตร และอีกหลายคดีที่ทุกหน่วยร่วมกันสกัดตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง ปลายทาง เพื่อไม่ให้ยาเสพติดกระจายไปยังชุมชน 

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากยาเสพติด และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

วิกฤติโลกเดือด-COP30 “เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ” ในมุมมองของ“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์ ประธานWCF-FKII-AIT”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) ได้โพสต์บทความในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้

เรื่อง “เสียงจากป่าอเมซอน: COP30ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”
ในช่วงที่มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568มีสาระน่าสนใจและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาโลกร้อนโลกเดือดที่ส่งผลกระทบต่อโลกและประเทศไทยพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายลดโลกร้อนโดยเร็วที่สุดเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและซีโร่คาร์บอนของไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้

“เสียงจากป่าอเมซอน: 
COP30ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)
ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. (FKII)

“โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ’และยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน” อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ

สถานการณ์ปัญหาก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ภาวะวิกฤตเร็วเกินคาด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกือบครึ่งหนึ่งถูกปล่อยออกมาแบบอัตราเร่งตั้งแต่ปี 1990หรือเพียง35ปี

ล่าสุดองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกรายงานว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2567 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 423.9 ส่วนต่อล้านส่วน โดยอัตราการเพิ่มมากที่สุดในปี 2566 ถึง 2567

ในขณะที่โครงการคาร์บอนโลก(Global Carbon Project)รายงานว่า 90% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในปี 2567 เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนที่เหลืออีก 10% เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์  

จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 จึงเปิดฉากด้วยถ้อยแถลงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก การวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดและการเรียกร้องให้เปลี่ยนจากคำมั่นสัญญาไปสู่การ "ปฏิบัติจริง"

เสียงเตือนจากยูเอ็น: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงที่รุนแรงที่สุดในการประชุม COP30 "ความล้มเหลวในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5°C ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส เป็นความล้มเหลวทางศีลธรรมและความประมาทอย่างร้ายแรง เรากำลังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่สูงกว่า 2°C ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของหลายฝ่าย ดังนั้นเราไม่สามารถละทิ้งขีดจำกัด 1.5°C ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงหายนะทางสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุด COP ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนทิศทาง เราต้องดำเนินการเรื่องการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และรับรองการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาอันเลวร้ายจากการเพิกเฉยร่วมกันของเรา

“โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน” เลขาธิการ UN ได้วิจารณ์การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งกำลังทำกำไรเป็นประวัติการณ์แต่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อสภาพภูมิอากาศ กว่าหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เลขาฯยูเอ็นประกาศว่า“ยุคของโลกร้อน(Global warming)สิ้นสุดลงแล้วเรากำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด(Global boiling)”

วิกฤติและทางออกของวิกฤตโลกเดือด?

นายไซมอน สตีล เลขาธิการบริหาร UN Climate Change (UNFCCC) ได้เน้นย้ำถึง "เศรษฐศาสตร์แห่งความไม่ลงมือทำ" โดยชี้ว่าการเพิกเฉยต่อวิกฤตนี้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และเรียกร้องให้ COP30 บรรลุข้อตกลงในการ เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า และระดมเงินทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็น "เรื่องราวการเติบโตของศตวรรษที่ 21"

ในฐานะประธานและเจ้าภาพ COP30
นายลูอิส อินาซียู ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ประกาศให้ COP30 เป็น "COP แห่งความจริง" และ "COP แห่งการปฏิบัติ (COP of implementation)" โดยชี้ว่าการจัดประชุมที่เมืองเบเลง ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน มีขึ้นเพื่อตอกย้ำว่าป่าอเมซอนคือส่วนสำคัญของการแก้ปัญหาวิกฤต และเรียกร้องให้โลก "หยุดปฏิเสธข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์" คำเรียกร้องนี้คงตั้งใจส่งไปถึงทำเนียบขาวและประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ที่ไม่ยอมเข้าร่วมการประชุมCOP30และมีจุดยืนไม่ยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมาตรการลดโลกร้อน

เอกอัครราชทูต อังเดร กอร์เรีย โด ลาโก ประธาน COP30 ได้วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า "ประเทศร่ำรวยหมดแรง" ในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และการที่ประเทศเหล่านี้ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น “1.5 C เป็น "ดาวเหนือ" นำทางในการกำหนดแผนการลดก๊าซเรือนกระจก (NDCs) รอบใหม่”

ความมุ่งมั่นของไทยและ Climate Justice

ในส่วนของประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้น โดยยืนยันถึงการเร่งเป้าหมาย Carbon Neutrality เป็นปี 2050 และตั้งเป้าลดก๊าซในแผน NDC รอบใหม่ที่ 47% ภายในปี 2035

อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของ "ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ (Climate Justice)" โดยเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการให้ การสนับสนุนทางการเงินและเทคนิค อย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่คาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นธรรม โดยย้ำว่าการต่อสู้กับโลกร้อนนั้นไม่อาจแยกออกจากปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ได้

เรื่องด่วนที่รัฐบาลควรทำ:
เร่งออกกฎหมายลดโลกร้อน

ประเทศไทยกำลังจัดทำกฎหมายใหม่คือ”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) รวมทั้งกลไกอื่นๆ 

กฎหมายนี้คือหนึ่งในเครื่องสำคัญในการ“ลงมือทำตามคำมั่นสัญญา“ช่วยโลกลดก๊าซเรือนกระจกจึงจำเป็นต้องเร่งรัดตรากฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

สรุป: มืดมนแต่มุ่งมั่น

แม้COP30ที่เบเลงเปิดขึ้นด้วยการประเมินสถานการณ์ที่มืดมนแต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

อีกไม่กี่วันการเจรจาในห้องประชุมต้องสิ้นสุดลง และถึงเวลาที่จะต้องลงมือปฏิบัติอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายคือการปลดล็อกเงินทุนมหาศาลและกำหนดแผนการลดก๊าซที่ปฏิบัติจริงเพื่อรักษาเป้าหมาย 1.5 Cไว้ให้ได้ 
แม้จะเลย "เส้นแดง" ไปแล้วก็ตาม

(ติดตามตอน2
“COP30 : 2 องศาC หายนะไทยมหันตภัยโลก”)

อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เชียงใหม่ แจ้งข่าวดี พบ “นกกก หรือ นกกาฮัง” หากินในอุทยานฯ ในรอบหลายสิบปี สะท้อนระบบนิเวศป่าต้นน้ำยังคงอุดมสมบูรณ์

(14 พ.ย. 68) นายอัศนัย นิลพุดซา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก พบ “นกกก” หรือ “นกกาฮัง” อวดโฉมเป็นครั้งแรกในเขตอุทยาน บริเวณหน้าสำนักงานบ่อน้ำพุร้อนฝาง โดยพบต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว และจนถึงวันนี้นกตัวดังกล่าวยังคงเกาะหากินอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สร้างความตื่นเต้นให้เจ้าหน้าที่อย่างมาก เนื่องจากในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานการพบนกชนิดนี้ในพื้นที่มาก่อน นับเป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศป่าต้นน้ำของภาคเหนือกำลังฟื้นคืนความสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าผืนป่าดอยผ้าห่มปกยังคงเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด

สำหรับ “นกกก” จัดเป็นนกเงือกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลำตัวยาว 120 ถึง 140 เซนติเมตร และในตัวผู้บางตัวอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร 

จุดเด่นคือโหนกบนจะงอยปากสีเหลืองปลายส้ม ปีกดำสลับขาว และหางขาวมีแถบดำพาดปลาย ตัวผู้มีม่านตาสีแดง ส่วนตัวเมียมีม่านตาสีขาว นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นนกที่มีคู่เดียวตลอดชีวิต จนได้รับสมญา “สัญลักษณ์แห่งรักแท้ของผืนป่า” นกกกมักเกาะหากินตามเรือนยอดไม้สูง ชอบผลไม้ป่าอย่างลูกไทร ยางโอน และตาเสือใหญ่ รวมถึงสัตว์ขนาดเล็กอย่างงู หนู และแมลง โดยมักพบในป่าดงดิบชื้นหรือป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงประมาณ 1,000 ถึง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งตรงกับลักษณะพื้นที่ของดอยผ้าห่มปกอย่างพอดี

กมธ.วุฒิสภา ลุยชลบุรี! เปิดปมทิ้งกากพิษ– จี้รัฐฟันเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริต เร่งสร้างธรรมาภิบาลโปร่งใส

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่ห้องประชุมชลบุรี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี พลตำรวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา นำคณะลงพื้นที่ ศึกษาปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม พร้อมตรวจสอบแนวทางป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่

โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ และมอบหมายให้ นายอำนาจ เจริญศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมผู้บริหารจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และแนวทางแก้ไข

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการที่ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วย พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร ประธานคณะกรรมาธิการ นายสุทนต์ กล้าการขาย เลขานุการคณะกรรมาธิการ และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ นางวาสนา ยศสอน กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมปฏิบัติภารกิจ

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้น ถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่ประสบปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ตลอดจนวิเคราะห์ช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่บางราย เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและยับยั้งการทุจริตอย่างเป็นระบบ

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการ ให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใส โดยเฉพาะในหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นถึงธรรมาภิบาลในภาครัฐอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังเสนอแนวทางให้จังหวัดเพิ่มการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีติดตามการขนส่งของเสียอันตรายแบบเรียลไทม์ และเสริมระบบตรวจสอบภายใน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในทุกภาคส่วน

ภายหลังการประชุม คณะกรรมาธิการได้มอบของที่ระลึกแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตและยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ

ทบ. แจงสื่อมาเลเซียลงข่าวพลาด ปมระบุทุ่นระเบิดล่าสุดเป็นของเก่า แต่รายงาน AOT ทั้งในไทย – กัมพูชา ยืนยัน “ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นระเบิดใหม่”

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ระบุว่า ทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นทุ่นระเบิดเก่า ล่าสุดพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าว Bernama จนทำให้สื่อไทยและสื่อกัมพูชา นำมาเสนอข่าวจนเกิด ความผิดพลาด ซึ่งปัจจุบันได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว 

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบจากเอกสารรายงานของ AOT ก็พบว่า มีการระบุว่าเป็น ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์ผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องของการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

ฟื้นฟู "พื้นที่แม่เมาะ" แหล่งพลังงานสู่ "ผืนป่าแห่งชีวิต" กว่า 4,000 ไร่ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ตอบโจทย์ “พลังงาน-สิ่งแวดล้อม” ที่ยั่งยืน

ในโลกยุคปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และถือเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมที่ยากจะหลีกเลี่ยง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) จึงได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศบนโลกใบนี้ ไม่เพียงเป็นรากฐานของอาหาร ยา และทรัพยากรธรรมชาติที่เราใช้ในการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลของโลก เช่น การผลิตออกซิเจน การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการป้องกันภัยธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจึงหมายถึงการสูญเสียความมั่นคงของชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมด

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะองค์กรหลักที่ดูแลภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบนี้ที่ไม่ใช่ของใครคนหนึ่งแต่เป็นของเราทุกคน และได้ผสานภารกิจดังกล่าวเข้ากับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ดำเนินงานสำคัญอย่างเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง กฟผ. ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ระบบนิเวศ และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อตอบสนองเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับชาติและสากล รวมถึงเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ได้ ร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2030 หรือที่เรียกว่าเป้าหมาย 30x30 ของกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ที่ได้กำหนดไว้ ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 15 ทั้งนี้ การดำเนินงานของ กฟผ. ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เป้าหมายที่ 15 ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ กฟผ. ได้ยกระดับพื้นที่โครงการที่ประสบความสำเร็จด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยได้เสนอพื้นที่ฟื้นฟูทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขนาดกว่า 4,000 ไร่ เพื่อขอการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective area-based Conservation Measures: OECMs) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายในการธำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ที่มีขนาดรวมกว่า 40,000 ไร่ และเป็นแหล่งผลิตถ่านหินลิกไนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศมาอย่างยาวนาน ที่ผ่านมาได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องตามหลักวิชาการมาตั้งแต่ปี 2525 จนปัจจุบันสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และก่อเกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.  พื้นที่ฟื้นฟูป่าทดแทน: จากผืนดินที่เคยแห้งแล้ง สู่ป่าฟื้นฟูที่เขียวขจี ที่มีต้นไม้สูงใหญ่กว่า 20 เมตร 
แผ่กิ่งก้านสาขา เป็นสังคมพืชที่พัฒนาและฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ โดยมีป่าผสมผลัดใบเป็นสังคมพืชเด่น ซึ่งสอดคล้องกับระบบนิเวศดั้งเดิมของพื้นที่ การกลับมาของป่าไม้ยังนำมาซึ่งการกลับมาของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เข้ามาอาศัยและสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ นอกจากนี้ ผืนป่าเหล่านี้ยังเป็นเสมือนปอดของโลก ทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นแหล่งออกซิเจนสำคัญ

2.  พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ป่าไม้ แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่น่าสนใจ เป็นจุดชมดาวยามค่ำคืนที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด และยังเป็นจุดชมทะเลหมอกยามเช้าและพระอาทิตย์ขึ้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม และที่ผ่านมา กฟผ. ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมย่ำค่ำดูดาวเช้าดูนก และกิจกรรมวิ่ง ปั่นจักรยานในเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน แต่ยังช่วยสร้างจิตสำนึก ความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับผู้มาเยือน

3.  พื้นที่แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา: กฟผ. ยังได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เน้นแนวคิดความพอเพียง และการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (ปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยในครัวเรือน การอยู่ดีกินดี การมีรายได้ และการอนุรักษ์ดินและน้ำ) นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่การจัดตั้งป่าชุมชนรอบพื้นที่อำเภอแม่เมาะจำนวน 20 แห่ง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้อง อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของตนเอง และยังเป็นแหล่งสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

กฟผ. ตระหนักถึงความสำคัญและมุ่งมั่นในการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไม่หยุดยั้ง การฟื้นฟูพื้นที่เหมืองให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ เพื่อเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูพื้นที่อย่างมีความรับผิดชอบ และตอกย้ำถึงพันธกิจของ กฟผ. ในการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยและของโลกใบนี้

สืบ 1 ไล่ล่ายึดไอซ์ 300 กก.-ยาบ้ากว่า 2 ล้านเม็ด รวบผัวเมียเมียนมา ขนจากภาคเหนือส่งลูกค้าภาคกลาง 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ (13 พ.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาข้ามชาติรายใหญ่ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 โดยมี พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 นำทีมปฏิบัติการร่วมกับ พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง และ พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1

หลังสืบทราบว่ามีเครือข่ายค้ายาจากภาคเหนือ ลักลอบขนยาไอซ์และยาบ้าเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้รถกระบะขนผักอำพราง เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง กระทั่งคืนวันที่ 13 พ.ย. เวลาประมาณ 01.00 น. พบรถเป้าหมาย อีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ทะเบียนลำพูน ขับผ่านพื้นที่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

สืบ 1 เข้าสกัดตรวจค้น พบกระสอบกระหล่ำปลีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดตรวจอย่างละเอียดกลับเจอ “ไอซ์” บรรจุห่อแน่นถึง 300 กิโลกรัม และ “ยาบ้า” อีก 2,400,000 เม็ด ซุกซ่อนใต้กองผักแน่นกระบะหลัง พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 2 รายคือ นายจาย อายุ 20 ปี และ น.ส.หอม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 20 ปี ทั้งคู่สัญชาติเมียนมา

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาจากภาคเหนือเข้าส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแลกค่าจ้างหลักแสนบาท โดยไม่ทราบชื่อผู้ว่าจ้างตัวจริง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบขยายผลถึงต้นทางและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. กล่าวย้ำว่า “นี่คือผลของการทำงานเชิงรุกของตำรวจนครบาลที่ไม่ยอมให้ยานรกกลืนสังคม เราจะลากตัวทุกคนในขบวนการนี้มาลงโทษให้หมดสิ้น”

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เสริมว่า “สืบ 1 ทำงานอย่างเข้มแข็ง เกาะติดเครือข่ายขนยาเข้ากรุงแบบไม่ลดละ การจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ตำรวจนครบาลจะเดินหน้ากวาดล้างต่อ ไม่เว้นแม้เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง”

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้ขยายผลเชิงลึกถึงต้นทางการผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายฟอกเงิน พร้อมยึดทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ที่เชื่อมโยงกับขบวนการ เพื่อทำลายระบบทุนของพ่อค้ายาอย่างเด็ดขาด

“ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ไม่มีใครรอดจากมือปราบ!” ถ้อยคำสะท้อนเจตนารมณ์จากตำรวจนครบาล ที่ประกาศชัดจะล้างบาง “ยานรก” ให้หมดสิ้นจากสังคมไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top