Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

50 ปีความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการทูต เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีการเท่านั้น แต่คือกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาว

เดือนพฤศจิกายน 2568 จะเป็นเดือนพิเศษของความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน (พ.ศ. 2518-2568)

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บทบาทของราชวงศ์ไทยในความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้เป็นเพียง "สัญลักษณ์ทางการทูต" แต่คือ กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือจริงจัง ในมิติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และประชาชนต่อประชาชน (people-to-people) ที่สื่อมวลชนยังเล่าไม่มากนัก

1. เมืองรองบนเส้นทางสายไหม: ซีอาน-ลั่วหยาง-หลงเหมิน
การเสด็จเยือนจีนของราชวงศ์ไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองท่าการทูต แต่มุ่งลงลึกสู่ "หัวใจอารยธรรม" ที่แท้จริง

ตัวอย่างสำคัญคือการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ที่ไม่ได้หยุดแค่ปักกิ่ง แต่ทรงเสด็จฯ ถึงซีอาน (เมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ถัง) และลั่วหยาง (ถ้ำหลงเหมิน ศูนย์กลางพุทธศิลป์ยุคเว่ย-ถัง)

การเสด็จฯ ครั้งนี้วาง "หมุดหมายทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมสายใยพุทธศาสนาและอารยธรรมโบราณของทั้งสองประเทศ ซึ่งลึกซึ้งกว่าการประชุมทางการทูตเป็นร้อยเท่า

2. บันทึกการเดินทาง = ทุนทางวัฒนธรรมระยะยาว
งานเขียนของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น หนังสือ *Treading the Dragon Land* (เหยียบแผ่นดินมังกร) และชุดแปล *Verses of Clear Jade* (บทกวีหยกใส) ทำหน้าที่เป็น "สื่อสารมวลชนเชิงวัฒนธรรม" ระยะยาว

งานเขียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทาง แต่คือการสร้าง soft power ที่ทำให้คนไทยเข้าใจจีนในมิติที่ลึกกว่าข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจ และทำให้คนจีนเห็นไทยในฐานะประเทศที่เข้าใจและให้คุณค่ากับอารยธรรมของพวกเขา

3. เครือข่ายวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะใน ด้านยา ชีวการแพทย์ และห้องแล็บร่วม

ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง Chinese Academy of Sciences (CAS) กับ Chulabhorn Royal Academy ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แลกเปลี่ยนนักวิจัย ข้อมูลวิจัย และพัฒนายาสมุนไพรร่วมกัน

นี่คือความร่วมมือที่ "เห็นผลจริง" ไม่ใช่แค่การลงนามบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีการติดตาม

4. แผนที่-ข้อมูล-อวกาศ: ยุคใหม่ของความร่วมมือ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์สิรินธร (SCGI - Sirindhorn Center for Geo-Informatics) เป็นโมเดลความร่วมมือไทย-จีนด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ การเตือนภัย ภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากร

ระบบนี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมจีน (เช่น Gaofen series) ร่วมกับดาวเทียมไทยและต่างประเทศ เพื่อติดตามน้ำท่วม ไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพป่า และวางแผนพัฒนาเมือง

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง ความร่วมมือแบบนี้คือ "ความมั่นคงแบบใหม่" ที่ไม่ได้พูดถึงกันบ่อยนัก

5. "กู่เจิงการทูต": เมื่อดนตรีเป็นภาษาสากล
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระวิสูตรในการบรรเลงกู่เจิง (เครื่องดนตรีจีนโบราณ) สร้าง soft power เชิงสุนทรียะ ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมจีน-ไทยในระดับที่ลึกซึ้ง

การบรรเลงกู่เจิงของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพิธีการ แต่เป็นการสร้างวงจรแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนนักดนตรี การแสดงศิลปะร่วม และการอนุรักษ์ดนตรีโบราณของทั้งสองประเทศ

6. พยานประวัติศาสตร์ฮ่องกง 1997
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมเหตุการณ์สำคัญในการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษคืนสู่จีนในปี 1997 และทรงเรียบเรียงเป็นหนังสือ *A Return to Motherland of China* (พ.ศ. 2541)

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ มันคือ "การยืนยันความเข้าใจ" ของไทยต่อความรู้สึกของชาติจีนในเหตุการณ์สำคัญยุคหนึ่ง และเป็นการสร้างทุนความไว้วางใจระยะยาว

7. สะพานศรัทธา: พระทันตธาตุจากปักกิ่งสู่กรุงเทพฯ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ การอัญเชิญพระทันตธาตุจากวัดหลิงกวง ปักกิ่ง มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เหตุการณ์นี้เชื่อมใจประชาชนสองประเทศในระดับศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งลึกกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง นี่คือ "การทูตเชิงจิตวิญญาณ" ที่สร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

8. สิบสองปันนา (XTBG): ห้องทดลองธรรมชาติลุ่มโขง
สวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนสิบสองปันนา (Xishuangbanna Tropical Botanical Garden - XTBG) ในมณฑลยูนนาน เป็นฐานความร่วมมือวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และชาติพันธุ์ (ไทลื้อ/ได่) ระหว่างไทยกับจีน

พื้นที่นี้เป็นมากกว่าห้องแล็บ มันคือ "จุดเชื่อมเครือข่ายลุ่มโขง" ที่ไทยและจีนร่วมมือกับลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ในการจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การเสด็จฯ ของราชวงศ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การถ่ายรูปร่วมกับผู้นำจีน แต่สร้างเป็น สถาบันความร่วมมือที่ยั่งยืน เช่น SCGI, Joint Labs ระหว่าง CAS กับ Chulabhorn Royal Academy, โครงการแปลวรรณกรรมร่วม นี่คือความร่วมมือที่ "มองเห็นได้ สัมผัสได้" ในชีวิตจริง

การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงการฉลองครบรอบ 50 ปี แต่คือ "การเปิดตัวระยะใหม่" ที่จะทำให้ข้อริเริ่มด้านวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเยาวชน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว "ติดเครื่อง" เร็วขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนสอนเราว่า บทบาทของราชวงศ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งทางการทูต แต่คือ "เครื่องมือเชิงกลยุทธ์" ที่สร้างความร่วมมือในมิติที่รัฐบาลทำได้ยากหรือทำไม่ได้ และนับแต่อดีตได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม แต่วัดจาก "คุณภาพของความเข้าใจและความไว้วางใจ" ที่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และนั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ไทยทำให้ประเทศไทยอย่างที่ไม่มีใครทำแทนได้

191 บุกทลายคลังยานรกกลางกรุง! ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด มูลค่าครึ่งพันล้าน – ขยายผลเชื่อมขบวนการใหญ่ข้ามชาติ”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารศึกษาฝึกอบรม กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ “191” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ และ พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ จากหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดยาบ้าได้มหาศาลกว่า 10 ล้านเม็ด

ตำรวจ 191 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ น.ส.เมรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี น.ส.ศิริรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่ยังหลบหนี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ยาบ้า 50 กระสอบ รวมกว่า 10 ล้านเม็ด รถยนต์ Toyota Vios สีขาว 1 คัน รถยนต์ Chevrolet Colorado สีขาว 1 คัน รถยนต์ Toyota Fortuner สีดำ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รวมมูลค่าของกลางกว่า 500 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จของยุทธการปราบยาเสพติดเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย บก.สปพ. ได้ใช้เทคโนโลยีข่าวกรองติดตามพฤติกรรมผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าจู่โจมตรวจค้นและยึดของกลางได้ทั้งหมด เตรียมขยายผลต่อเนื่องไปยังต้นตอเครือข่าย ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาระดับประเทศเพื่อนบ้าน

“ยานรก 10 ล้านเม็ดนี้ ถ้าเล็ดรอดออกไปสู่ท้องถนน คือหายนะของสังคมไทย เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ตรวจสอบร้านอาหารสัตว์ จ.อำนาจเจริญ จำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านทางออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ

(12 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป

ลำปาง-มทบ.32 และหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ในกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 07.00 น. มณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยหน่วยทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 ประจำเดือนพฤศจิกายน ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดการประชุมหารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการ โอกาสนี้คณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ท่ามกลางความงดงามของพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก แหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าของหน่วยทหาร และบรรยากาศที่เย็นสบาย สายหมอกบางๆหลังฝนโปรยปรายติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก     

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก สุกิจ ภิญโญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะนายทหาร ร่วมให้การต้อนรับ ตลอดจนได้จัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบถึงภารกิจและผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและจังหวัดลำปางต่อไป

กระบี่ ศรชล.จว.กระบี่/ ศคท.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการตรวจเรือประมงทะเล

(12 พ.ย. 68) พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผบ.ทรภ.3/ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ น.อ.พิเชษฐ์ ซองตัน รรก.ผอ.ศรชล.จว.กระบี่ ,น.อ.อรรฆพงศ์ บรรพบุตร หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดกระบี่นำกำลังพล ศรชล.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามเรือประมงทะเล จว.กระบี่ ได้นำเรือตรวจประมงทะเล 606 ร่วมกับชุดสหวิชาชีพจังหวัดกระบี่ ออกปฏิบัติงานบูรณาการตรวจร่วมเรือประมง แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมง กิจกรรมจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง ผลการปฏิบัติงานเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ จํานวน 3 ลํา (รปม.สาวทะเล 111, รปม.ยุทธนาวีนำทรัพย์11, และ รปม.ศรีมงคลชัย 2) ตรงจแรงงานภาคประมงรวมทั้งหมด 92 คน ประกอบด้วยแรงงานไทย 37 คน แรงงานเมียนมา 54 คน แรงงานกัมพูชา 1 คน

ผลการตรวจ เครื่องมือประมงถูกต้อง ไม่มีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) เรือมีสัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้างและเอกสารเวลาพัก พนักงานตรวจแรงงานสุ่มสัมภาษณ์ลูกจ้างไทย 2 คน และสัมภาษณ์ลูกจ้างเมียนมา 3 คน ไม่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ไม่พบความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน สถานการณ์แรงงานประมงปกติ ไม่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง พร้อมทั้งได้แนะนำและ ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2568 มาตรการการป้องกันยาเสพติด และการดูแลรักษาความสะอาดในท้องทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติให้มีความยั่งยืนต่อไป

ศรชล.ภาค 3 มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่ง ชีวิต และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ไว้ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามัน ให้มีทรัพยากรทางทะเลอยู่อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน สืบไป

📢เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล โทร 1465 แจ้ง ศรชล.ภาค 3 ตลอด 24 ชั่วโมง

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว

สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่าย จัดแถลงข่าว"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569"

(12 พ.ย. 68) สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยร่วมกับภาคีเครือข่าย แถลงข่าวการจัดกิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ณ จังหวัดชัยภูมิ มอบผ้าห่ม บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาว เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานเพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารที่ประสบภาวะอากาศหนาวเย็นให้ดียิ่งขึ้นโดยยึดหลักมนุษยธรรมตามหลักการกาชาด

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ประธานจัดกิจกรรมกล่าวว่า “สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง มีสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569

จัดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ สภากาชาดไทย และจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ กองทัพอากาศ สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รายการวิทยุกรีนเวฟ FM 106.5 MHz การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิอิออน ประเทศไทย บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่ม เซ็นทรัล จำกัด กลุ่มอาสากาชาดไทยเชื้อสายอินเดีย บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มาเรีย พิซเซอเรีย แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด(มหาชน) MDRT Thailand มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย บริษัท ดาว ประเทศไทย กองประกวด Mrs. Thailand World  บริษัท ไอซ์เอจ จำกัด โดย คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ มหาวิทยาลัยสยาม สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มูลนิธิสมาพันธ์  ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย และมูลนิธิภูมิพลัง บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ช่อง ONE31 บริษัท เจริญทรัพย์ โดย คุณสมบัติ สิบแปดเส้นทอง บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณวิเชียร เอมประเสริฐสุข มูลนิธิกรุงศรี สมาคมนิยมไทย 

สำนักงานจัดหารายได้ สำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร และสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาด โดยชมรมกุลบุตร-กุลธิดากาชาด จัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569 ในพื้นที่อำเภอเทพสถิต อำเภอภูเขียว และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย  

1.กิจกรรมมอบ เครื่องกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยหนาว จำนวน 3,500 ชุด เครื่องกันหนาวสำหรับเด็ก 1,500 ชุด 
2.มอบอุปกรณ์กีฬา เครื่องทำน้ำเย็น ยา เวชภัณฑ์สำหรับห้องพยาบาลโรงเรียนในชนบท 
3.ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และโรคทางทันตกรรม 
4.พร้อมให้ความรู้ด้านสุขศึกษาโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น 

นอกจากนี้ยังเยี่ยมบ้านผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการเพื่อมอบ เครื่องกันหนาวและตรวจสุขภาพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ จำนวน 30 ครอบครัว นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงรายละเอียดของกิจกรรมว่า “กิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ได้จัดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีแห่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2498 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบ พระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดชัยภูมิ ในครั้งนั้น ทั้งสองพระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักเขียว ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และเสด็จพระราชดำเนินไปประทับหน้ามุขศาลากลางจังหวัด โดยมีพสกนิกรชาวชัยภูมิร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น แสดงความจงรักภักดีและชื่นชมในพระบารมีอย่างล้นหลาม ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด ไม่ถือพระองค์ สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรมในปีนี้ จึงนับเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้งสองพระองค์ และสืบสานแนวพระราชปณิธานในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นแบบอย่างของการทำความดีเพื่อพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

พลอากาศโท ประสิทธิ์ ดำรงค์ปรีชา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศกล่าวถึง การสนับสนุนของกองทัพอากาศว่า “ทางกองทัพอากาศยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่ออย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในครั้งนี้ทางกองทัพอากาศสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 300 ผืน และสนับสนุนรถตู้เพื่ออำนวยความสะดวกในการ รับ-ส่งเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่ายร่วมลงพื้นที่มอบเครื่องกันหนาว  แก่ประชาชน ณ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ที่ได้รับ ผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็น”

คุณศิริ สาระผล นายกสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า “เป็นปีที่ 24 แล้ว ที่ทางสมาคมได้ร่วมจัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ยินดีสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรม เพื่อระดมเครื่องกันหนาวไปช่วยเหลือพี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิอย่างเต็มที่ โดยได้รับเกียรติจากคุณเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ซิโก้) ประธานมูลนิธิซิโก้ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกีฬาของสมาคมฯ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย การมีส่วนร่วมของสมาคมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเผยแพร่ และขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสา หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ เพื่อส่งต่อความอบอุ่น และรอยยิ้มให้กับผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั้งกายและใจ”

ดีเจโบ ธนากร ชิกูล จากรายการวิทยุ กรีนเวฟ FM 106.5 MHz กล่าวถึงการสนับสนุนของกรีนเวฟว่า“ทางรายการ กรีนเวฟ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจ และได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 500 ผืน สำหรับผู้ประสบภัยหนาว และให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมในทุกด้าน นอกจากนี้ทางกรีนเวฟยังยินดีจัดส่งศิลปินดาราร่วมกิจกรรม เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมแบ่งปันความอบอุ่นแก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น เพื่อมอบความสุขและความบันเทิงแก่ผู้ประสบภัยหนาว ถือเป็นการสร้างความอบอุ่นทางใจ อีกทางหนึ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรอยยิ้ม และกำลังใจ ให้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้”

กิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ซึ่งเดิมชื่อกิจกรรมบรรเทาภัยหนาวเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวามหาราชเริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ.2545 จนถึง พ.ศ.2568 โดยปฏิบัติงานมาแล้ว 17 จังหวัด รวม 23 ครั้ง (ปัจจุบันเป็น ครั้งที่ 24) ได้แก่ ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ นครพนม สกลนคร เชียงราย อุดรธานี เชียงใหม่ อุทัยธานี หนองคาย นครราชสีมา กาญจนบุรี ตาก น่าน ลำพูน เลย แม่ฮ่องสอน และลำปาง มีผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

มอบผ้าห่ม 89,041 ผืน
มอบเครื่องกันหนาว 58,197 ตัว
ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป 10,796 ราย
ให้บริการด้านทันตกรรม(ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) 4,078 ราย
ให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยผ่านกิจกรรมสันทนาการ 18,608 ราย

ท่านที่สนใจร่วมส่งต่อความอบอุ่นและความสุขแก่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสด้วยการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการ"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569" สามารถ ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา สุรวงศ์ ชื่อบัญชี "สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย" ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่บัญชี 023-6-06799-0

LINK เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ “LINK Solar Cable PV Series” พัฒนาเพื่อทุกระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กับงานสัมมนา NEW Pro Tech : LINK Solar Cabling “ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution งานติดตั้งไม่มีพลาด”

รุ่นใหม่ที่โดดเด่นกว่า LINK Solar Cable “PV Series” วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา NEW Pro Tech : Product Highlight LINK Solar Cabling เพื่อไขความลับ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี และแนวโน้มของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เกี่ยวกับการเลือกใช้สายโซลาร์ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ในงานครั้งนี้ ได้เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ LINK Solar Cable “PV Series” เปลี่ยนผ่านจาก CB Series สู่ PV Series เพิ่มความทนทาน และเสถียรภาพของวัสดุ โดดเด่นด้วยฉนวน XLPO สองชั้น ปลอดภัย ไม่ลามไฟ ทน UV กันน้ำระดับ AD8 ใช้งานได้ทั้งบนหลังคา และโซลาร์ลอยน้ำ พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี นับว่าสายโซลาร์รุ่นใหม่ จึงไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คืออีกก้าวของนวัตกรรมที่สะท้อนการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่ออนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

“กรมการท่องเที่ยว” อัปเดต โครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

(12.พ.ย.68) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 15/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ 
มีเรื่องพิจารณา 2 เรื่อง ดังนี้ 

1. พิจารณาปรึกษาหารือประเด็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงและการพิจารณาหน้าที่และอำนาจของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โดยได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงมหาดไทย  มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกสาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งรวบรวมข้อมูลต่างและจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาในลำดับถัดไป 

2. พิจารณากรอบการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้จัดทำแผนงานและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานด้านความมั่นคง โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top