Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

กระบี่-ภัยเงียบ ที่ชาวสวนปาล์มต้องระวัง !! หลังชาวสวนปาล์มกระบี่ พบโรคลำต้นเน่าในต้นปาล์ม พบเชื้อราในดิน เกษตรกระบี่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทำลายเห็ด และแนะนำวิธีป้องกันและรักษา

(11 พ.ย. 68) เกษตรจังหวัดกระบี่ ลงพื้นตรวจสอบ พื้นที่แปลงสวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.คลองท่อมจ.กระบี่ พบโรคลำต้นเน่าในปาล์ม ในพื้นที่แปลงปลูกปาล์มของนายมโนธรรม ใจหาญ เป็นเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ไปแจ้ง นส.ชวนคนึง วัจฉวียกุล เกษตรอำเภอคลองท่อม ได้ประสานงานไปยัง สนง.เกษตรจังหวัดกระบี่ โดยมี นายวงศกร เอียดเอื้อ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช ได้เดินทางพร้อม จนท มาตรวจสอบในพื้นที่ ม.9 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ได้พบเชื้อรา โรคลำต้นเน่าในปาล์ม ซึ่งมีสภาพลำต้นโคนหักโค่นลงมา เป็นจำนวน 2 ต้น และ 1 ต้นพบดอกเห็ดมีสภาพลำต้นมีดอกเห็ดแล้ว ซึ่งเป็นเชื้อ  Ganoderma sp. พร้อมได้แนะนำทำลายเห็ด โดยวิธีการเผา และแนะนำวิธีป้องกันและรักษา 

โรคดังกล่าว มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาศัตรูพืช โดยเฉพาะโรคลำต้นเน่าสาเหตุจากเชื้อ Ganoderma sp. พบแพร่กระจายในสวนเป็นบางจุด ปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะในทางภาคใต้ โดยเชื้อราจะเข้าทำลายจากรากสู่ลำต้นผ่านทางท่อลำเลียงอาหารและน้ำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในลำต้นเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการผิดปกติภายนอกที่พบคือ ใบมีสีซีดจางกว่าปกติ ทางใบแก่ล่างจะหักพับทิ้งตัวห้อยลงรอบๆ ลำต้น ยอดที่ยังไม่คลี่มีสีเหลือง หรือมีจำนวนมากกว่าปกติ ในระยะรุนแรงเชื้อราจะพัฒนาและเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดบริเวณโคนต้น รากและเนื้อเยื่อภายในลำต้นจะเปื่อยแห้งเป็นผง จนเกิดเป็นโพรงในที่สุด ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันยืนต้นตายหรือหักล้มลง การระบาดเกิดจากการแพร่กระจายทางลมของสปอร์ดอกเห็ดที่เกิดบริเวณโคนต้น ตอหรือซากปาล์มเก่า หรือจากการสัมผัสกันของรากต้นที่เป็นโรคและรากของต้นปกติในดินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันจึงทำให้การควบคุมโรคยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

นายวงศกร เอียดเอื้อ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช เกษตรจ.กระบี่ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาจัดการโรคลำต้นเน่าของปาล์มน้ำมัน  และให้คำแนะนำโดยเปรียบเทียบการควบคุมด้วยสารเคมี การควบคุมด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา 2 สายพันธุ์ จากหน่วยงานรัฐ และเอกชน ว่าหากพบดอกเห็ดบนต้นปาล์ม ให้ถากเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นโรคออกเพราะเชื้อราก่อโรคจะอยู่ที่บริเวณเนื้อตายและใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในการจัดการเชื้อก่อโรค จะให้ผลดีที่สุด แต่เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถทำลายได้เฉพาะส่วนที่สัมผัส ถ้าไม่ถากเนื้อเยื่อที่เป็นโรคออกก็จะทำให้การทำลายเชื้อก่อโรคไม่ได้ผล

นอกจากนี้  กล่าวว่า เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่จะเกิดขึ้น จึงขอแนะนำดังนี้ ในการเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ ให้กำจัดซากต้นปาล์มเก่า และทำความสะอาดเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อเห็ดที่ติดอยู่กับซากพืช และพื้นที่ควรจัดการให้มีการระบายน้ำให้ดี ซึ่งวิธีการป้องกันกำจัด คืออย่าเคลื่อนย้ายต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคผ่านไปในแปลงปาล์มน้ำมัน ขุดร่อง หรือคูรอบบริเวณต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคเพื่อป้องกันการสัมผัสของราก

“นอกจากนี้ ยังแนะนำเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมโรคพืช โดย 1. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมกับรำละเอียด 4 กิโลกรัม และปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่มในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20-100 ลิตร กรองเอาเฉพาะน้ำนำไปฉีดพ่นอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคในส่วนบนของต้นปาล์มน้ำมัน”

“รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” แผลงฤทธิ์ทันที ตำรวจภูธรภาค 4 ยึด Sim box กลางเมืองมุกดาหาร

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากงาน “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมเพื่อยกระดับภาครัฐและเอกชนในการปราบสแกมเมอร์ โดยมีวอร์รูม (Warroom) สู้ภัยออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 4 (ศปอส.ภ.4) มีผลการปฏิบัติทันที จากการประสานข้อมูลจาก Warroom ให้ตรวจสอบจุดมีพฤติกรรมน่าจะติดตั้ง SIM Box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นสถานที่ดังกล่าว โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4)/ผอ.ศปอส.ภ.4 สั่งการให้ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4/รอง ผอ.ศปอส.ภ.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุด ศปอส.ภ.4, กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4, กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร, สส.สภ.เมืองมุกดาหาร และพิสูจน์หลักฐาน นำหมายค้นศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.200/2568 ลงวันที่ 10 พ.ย.68 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 33/127 ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

ผลการตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง ได้หลายรายการ ได้แก่ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box) จำนวน 4 เครื่อง (32 ช่อง/เครื่อง), เครื่องกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย (Router wifi) จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องสำรองไฟ (UPS) จำนวน 1 เครื่อง และกล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึด จัดทำบันทึกร่วมกับชุดพิสูจน์หลักฐาน เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติได้ยกระดับดำเนินการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และมิจฉาชีพทางออนไลน์ ซึ่ง ศปอส.ภ.4 สามารถตรวจพบ SIM Box สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดของคนร้ายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4,  กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ที่ได้ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และจะเร่งขยายผลจับกุมคนร้ายทั้งหมดที่นำ SIM Box มาติดตั้งทั้งขบวนการ โดยให้ประสานการทำงานกับ Warroom สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย หรือตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแส หรือขอความช่วยเหลือ ได้ที่สายด่วนศูนย์ 1441 หรือแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง

เปิด 6 ปัจจัย ที่ทำให้ข่าวพีค ในสัปดาห์น้ำหนุน ‘ชน’ ความใกล้ตัวของคนเมือง

ทำไมสื่อเพิ่งสนใจน้ำท่วม? 6 เงื่อนไขที่ทำให้ข่าวพีคในสัปดาห์น้ำหนุน
วิเคราะห์เชิงสื่อ: เมื่อข่าวจากต้นน้ำ ‘ชน’ความใกล้ตัวของคนเมืองและจังหวะเทศกาล

ช่วง 6–12 พฤศจิกายน 2025 กระแสน้ำเหนือไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาและเจอช่วงน้ำทะเลหนุน ทำให้พื้นที่ชั้นในของภาคกลางและปริมณฑล—โดยเฉพาะกรุงเทพฯ—เสี่ยงต่อระดับน้ำสูงทันที คำเตือนและปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม (เขื่อนเพิ่มการระบายน้ำ, แนวกระสอบทราย, ปั๊มเร่งระบาย, ผู้นำลงพื้นที่) 

ขณะเดียวกันก็ชนกับสัปดาห์ลอยกระทงพอดี จึงเกิดภาพ ข่าว และแคปชันที่เล่าเรื่องได้ง่าย ผลลัพธ์คือสื่อ “เพิ่งสนใจพร้อมกัน” ทั้งที่น้ำท่วมค่อย ๆ ลามจากภาคเหนือมาก่อนหน้านั้นหลายสัปดาห์

1) Proximity bias: ถึงกรุงเทพฯ คนเมืองอินทันที
เมื่อกรุงเทพฯ และลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงโดยตรง ห้องข่าวเร่งไลฟ์และลงพื้นที่ เพราะฐานผู้ชมจำนวนมากอาศัยและทำงานในโซนนี้ ผลคือความสนใจสาธารณะพุ่งแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงที่ท่วมภาคเหนือซึ่งมักถูกมองเป็น “เหตุประจำฤดู” และห่างไกลชีวิตประจำวันของคนเมือง

2) ภาพปฏิบัติการที่เล่าเรื่องได้ใน 3 วินาที
ประกาศเตือน แนวกระสอบทราย ปั๊มเร่งระบาย จุดอ่อนริมแม่น้ำ—ทั้งหมดคือ visual ที่ตีความได้ภายในไม่กี่วินาที หัวข่าวและหน้าปกคลิปทำได้ทันที เช่น “คาดระดับน้ำแตะคันกั้นน้ำ” หรือ “วางกระสอบทรายปิดช่องโหว่”

3) สูตรข่าวเข้าใจง่าย: “น้ำหลาก + น้ำหนุน”
การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อรับน้ำหลากจากต้นน้ำ ตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุน ทำให้กรอบการเล่าเรื่องชัดและไม่ซับซ้อน สื่อสามารถอธิบายด้วยสูตรจำง่าย “น้ำหลาก + น้ำหนุน = ระบายลงทะเลยากชั่วคราว”

4) News peg จากเทศกาล: ลอยกระทง 5–6 พ.ย.
สัปดาห์ลอยกระทงเป็นกิจกรรมริมน้ำทั่วประเทศ โดยเฉพาะริมเจ้าพระยา เมื่อมีคำเตือนระดับน้ำสูง ข่าวจึงแทรกเข้าสู่วาระสังคมได้รวดเร็ว ผู้จัดงาน–ผู้ประกอบการ–ประชาชนต้องการข้อมูลตัดสินใจ ทำให้บทความเชิงป้องกันและคู่มือรับมือถูกเสพมากขึ้น

5) ตัวเลขผลกระทบชัด—พาดหัวได้แรง
เมื่อมีตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ พื้นที่ และความเสียหายที่ชัดเจน ห้องข่าวมี “hard number” สำหรับพาดหัว กราฟิก และการเปรียบเทียบวันต่อวัน ความรู้สึกเร่งด่วน (urgency) จึงเกิดทันที มากกว่าข่าวกระจายย่อย ๆ ช่วงก่อนหน้า

6) Authority cue: ผู้นำ–หน่วยงาน ‘พูดพร้อมกัน’
สัญญาณจากหน่วยงานหลัก (เช่น กรมชลประทาน กทม. ปภ.) ออกมาถี่และสอดคล้อง—ตั้งเวร 24 ชม., เร่งสูบ-ผันน้ำ, แจ้งเตือนจุดเสี่ยง—ทำให้สำนักข่าวทุกสาย (สังคม การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์) หยิบไปต่อยอดเป็นข่าวบริการประชาชนได้ทันที

บทเรียนสำหรับห้องข่าว (และแพลตฟอร์มสื่อไทย)
• ตั้ง KPI: Attention Lead Time (ALT) — วัดว่าเราแจ้งเตือนเชิงความหมายได้ก่อนพื้นที่เสี่ยงจริงกี่วัน ลดอคติ “ดังเมื่อถึงเมืองหลวง”
• ตั้ง “โต๊ะเหนือ–โต๊ะน้ำ” ถาวร — ทำเครือข่ายผู้สื่อข่าวประจำลุ่มน้ำ (ปิง–วัง–ยม–น่าน–ป่าสัก) เล่า “ท่อส่งน้ำ” จากต้นน้ำถึงเจ้าพระยาเป็นซีรีส์
• กราฟิกกลางเดียวกัน — แผนที่แนวคันกันน้ำ/จุดอ่อน + อัตราระบายจากหน่วยงานรัฐ อัปเดตรายวัน เพื่อให้ทุกสำนักใช้ข้อมูลเดียว ลดความคลาดเคลื่อน
• เตรียม news peg ล่วงหน้า — ปฏิทิน “หน้าต่างน้ำหนุน–เทศกาล–กิจกรรมริมน้ำ” เพื่อทำสกู๊ปเชิงป้องกันก่อนวันจริง
• ภาษาคนดูมากกว่าภาษาเขื่อน — แปลง “ม³/วิ” และ “MSL” เป็นผลกระทบที่จับต้องได้: ชุมชนใด–เวลาไหน–สูงแค่ไหน–ควรทำอะไร

‘ดร.บลู’ นำทีมเยาวชนยุวกาชาด ร่วมอาสาปฐมพยาบาล ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้และเสียสละ น้อมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ดร.บลู’ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทีมอาสายุวกาชาด ร่วมกิจกรรมจิตอาสาปฐมพยาบาลช่วยเหลือประชาชน ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้ พร้อมร่วมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ‘ครูพี่บลู’ ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะกุลบุตรกาชาดดีเด่นและอาสายุวกาชาดดีเด่น สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะเยาวชนร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เป็นอาสาสมัครปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับประชาชนผู้ที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และอาสาสมัครแก่เยาวชน ตลอดจนเป็นโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจิตอาสา การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจที่เสียสละ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัย แผนประทุษกรรมใหม่แก๊งสแกมเมอร์ AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามจับกุมแกะรอยแผนประทุษกรรมของขบวนการสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกลวิธีใหม่ขบวนการสแกมเมอร์ล่อลวงเหยื่อ ใช้เทคโนโลยี AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อให้ตกเป็นผู้ร้าย โดยทำให้เหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าทางผ่านเงินที่ได้จากการหลอกลวง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล พบกลวิธี AI หลอก AI จากปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเข้าทลายรังวอร์รูมของหน่วยการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ ที่หนีจากประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่งย้ายมาเช่าห้องในกรุงเทพมหานครด้วยยุทธวิธีบุกจับอย่างฉับพลัน ทำให้สามารถจับกุมชาวจีน 4 ราย พร้อมคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรศัพท์ 60 เครื่อง ตรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบการใช้ AI หลอก AI ซึ่งทันทีที่ทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพนำกลวิธีใหม่มาหลอกลวงผู้อื่น แม้จะเป็นการหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศ แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ย้ำว่าตำรวจต้องออกมาเตือนภัย สร้างวัคซีนให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อจากกลวิธีนี้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนการหลอกลวง AI หลอก AI มีดังนี้
1. คนร้ายหาเหยื่อผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Telegram หรือในแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ 
2. คนร้ายชักชวน ออกอุบายให้เหยื่อส่งภาพถ่ายใบหน้าตรง และข้อมูลส่วนตัว แลกกับเงิน 100-150 หยวน หรือ 460 - 700 บาท
3. คนร้ายนำภาพของเหยื่อ ใช้ AI เจนเนอเรทให้เป็นภาพเคลื่อนไหว หันซ้าย หันขวา กระพริบตา และอ้าปาก
4. คนร้ายนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเจนเนอเรทโดย AI ไปสมัครบัญชีธนาคารทางออนไลน์ โดยนำไปหลอกกับระบบ AI การ KYC หรือการยืนยันตัวตนลูกค้าของธนาคารหรือแอปพลิเคชันเงินดิจิทัล 
5. เมื่อจะทำการรับโอนเงินหรือโอนเงินออก คนร้ายใช้วิธีตั้งกล้องโทรศัพท์ที่เปิดแอปพลิเคชันการ KYC ของธนาคาร แล้วหันกล้องไปที่คอมพิวเตอร์ซึ่งกำลังเปิดคลิปวิดีโอภาพเคลื่อนไหวใบหน้าผู้เสียหาย ทำให้สามารถผ่านระบบยืนยันตัวตนของธนาคารได้

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า กลวิธีนี้ทำให้แก๊งสแกมเมอร์สามารถโยกเงินได้โดยที่ไม่ต้องให้เหล่าบัญชีม้าไปรอสแกนใบหน้า และกลวิธีนี้จะทำให้เหยื่อตกเป็นผู้ต้องหาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หากมีโทรศัพท์ ไลน์ แชต ติดต่อมาอ้างว่าตัวท่านมีคดีเกี่ยวพันสิ่งผิดกฎหมาย ชักชวนหารายได้เสริม หรือชวนลงทุน แล้วพยายามขอข้อมูลส่วนตัว ขอภาพถ่ายหน้าตรง ต้องระวัง ขออย่าส่งให้เด็ดขาด เพราะอาจเป็นกลวิธีที่หลอกลวงโดยนำ AI มาสร้างภาพ แล้วนำไปใช้เปิดบัญชี เป็นทางผ่านเงินของแก๊งสแกมเมอร์ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือแจ้งความ โทร.1441 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th  เท่านั้น

นักเรียนนายเรืออากาศไทยสร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ ร่วมงาน “PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นาวาอากาศเอก อธิราช ศิริทรัพย์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้นำนักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ (เฟีย) และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ (มอส) นักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ 5 ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนนักเรียนนายเรืออากาศ เข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 2 - 8 พฤศจิกายน 2568 ที่จัดโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางทหาร และ ทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ให้แก่ผู้เข้าร่วมทั้งจากจีนและประเทศอื่น ๆ ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนทางวิชาการ และกิจกรรมวัฒนธรรม รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และกองทัพอากาศต่างประเทศ

ในครั้งนี้ นักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ ได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมทักษะและความรู้ ในกิจกรรมที่เรียกว่า Model United Nations คือ กิจกรรมที่จำลองให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นตัวแทนแต่ละประเทศที่กำหนดให้ และให้กล่าว speech ในการประกาศจุดยืนและแก้ปัญหาในหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ปูพื้นฐานในด้านความรู้ ภาษา และโดยเฉพาะการทูตได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสองคนทำออกมาได้ดีและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจีนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (cultural exchange) ด้วยการแต่งกายชุดไทย โดยนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์ฯ ได้บรรเลงเปียโนในบทเพลงจันทร์ และ ออเจ้าเอย ปิดท้ายด้วยการบรรเลงเพลง “jumping machine” ของ LBI ที่กำลังได้รับความนิยม สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและทำให้ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก 

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 นี้ คือได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษาของโรงเรียนทหารในแต่ละประเทศ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ สร้างการเรียนรู้มารยาทสังคมพื้นฐานในระดับสากล อีกทั้งยังสามารถนำประสบการณ์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการเรียน ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับให้แก่นักเรียนนายเรืออากาศในรุ่นต่อ ๆ ไป และใช้ในการปฏิบัติงานในอนาคตได้อีกด้วย

กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ 
กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ 

11 พฤศจิกายน 2568 

 

บิ๊กปู รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

(11 พ.ย.68 ) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จว.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถานการณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว 

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism  กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จว.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก 

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้  แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย

คณะผู้แทนรัฐสภาไทยรำลึกบิดา “ลูกเสือโลก” – ผู้ว่าฯ “เนียรี” ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์มิตรภาพไทย–เคนยา

เมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) คณะผู้แทนรัฐสภาไทยนำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส., นายนิคม มากรุ่งแจ้ง ส.ว., นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และ น.ส.สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ เมืองเนียรี สาธารณรัฐเคนยา

คณะผู้แทนฯ ได้เยี่ยมชม Paxtu ที่พำนักสุดท้ายของ Lord Baden Powell ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ก่อนร่วมขบวนวางดอกไม้หน้าอนุสรณ์สถานและหลุมศพ เพื่อแสดงความคารวะและรำลึกถึงคุณูปการสำคัญที่มีต่อขบวนการลูกเสือทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์ลูกเสือรัฐสภาประเทศต่าง ๆ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เดินทางไปยังศาลาว่าการจังหวัดเนียรี โดยมี Mr. Mutahi Kahiga ผู้ว่าราชการจังหวัดเนียรี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพกับผู้แทนจากหลายประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านกิจการลูกเสือในระดับนานาชาติ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในเวทีลูกเสือสากลอย่างเด่นชัด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด สะอาด-มีคุณค่าทางโภชนาการ รับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน

(10 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทยสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำ

 

ชวนรู้จัก “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้พิทักษ์ “พันธุ์พืช-สัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานไทย

ผืนป่าไทยคือทรัพยรสำคัญยิ่งของชาติ เป็นต้นน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน เมือง และเกษตรกรรม ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของภัยแล้ง น้ำท่วม และดินถล่ม ป่าใหญ่ยังเป็นคลังดูดซับคาร์บอนและปรับสมดุลภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เมื่อผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง สัตว์ป่าก็อยู่ได้ ระบบนิเวศของประเทศจึงเดินหน้าด้วยความเสถียรและยั่งยืน

ความสำคัญของผืนป่านี้ ยังคงดังก้องในหัวใจของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ที่มีภาพของนักบริหารเชิงอนุรักษ์ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี

เมื่อพูดถึง “อรรถพล เจริญชันษา” ก็จะต้องนึกถึงภาพของนักอนุรักษ์ที่เติบโตมาจากรากฐานวิชาวนศาสตร์อย่างมั่นคง ก่อนไต่ระดับงานอนุรักษ์ในภาคสนามสู่การบริหารเชิงนโยบาย เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) ก่อนเริ่มงานในสายป่าไม้ตั้งแต่นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ งานป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า จนเป็นผู้อำนวยการหลายสำนัก 

“อรรถพล” ก้าวสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ก่อนจะได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ในพ.ศ. 2561–2563 จากนั้นก็ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2564 ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปี พ.ศ. 2565 และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการในปี 2566 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ยืนยันทั้งประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเขาในงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

บนเส้นทางการทำงานในสายนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากบทบาท “ลุยจริง” ที่ต่อต้านขบวนการบุกรุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยกรมป่าไม้ที่เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ และกรณีตรวจสอบบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ในราชบุรี ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างมาก กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างจริงจัง 

ชื่อของ “อรรถพล” จึงถูกจดจำในฐานะข้าราชการที่เดินหน้าชน เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผืนป่าเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

หากพูดถึงผลงานภายในปี 2568 ของ “อรรถพล” ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) เป็นต้นมา กรมอุทยานฯ ภายใต้การนำของเขา ได้ขับเคลื่อนทั้ง “อนุรักษ์” และ “บริการประชาชน” ไปพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งได้เข้ามาจัดระเบียบและบริหารการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “รวดเร็ว-โปร่งใส-ประทับใจประชาชน” ด้วยการยกเครื่องประสบการณ์ท่องอุทยานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ E-National Park และ “E-Ticket” แทนการฉีกตั๋ว รับเงินสด เพื่ออุดช่องทุจริต เพิ่มความโปร่งใส ความเร็ว และตรวจสอบได้จริง

อีกด้านหนึ่งก็เดินหน้ายกระดับการจัดการอุทยานฯ ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลักดันแนวคิด Zero Food Waste ในอุทยานทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของป่าอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่และที่พักปี 2568 รวมกว่า 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือก “เยือนธรรมชาติ” มากขึ้น 

ในมิติ “พิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิต” ก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน กรมอุทยานฯ มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแบบ Real time แจ้งเตือนผ่านพัฒนาระบบ iForMS เพื่อประมวลผลภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้โดยอัตโนมัติ ลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กลุ่มป่า รวมระยะทางประมาณ 3 ล้านกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า และบุกรุกพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการเชื้อเพลิง ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ส่งผลให้ Hotspot ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 43.51

ในเรื่องของ “คน–ช้าง–ป่า” ซึ่งถือเป็นสมการหินของประเทศ กรมอุทยานฯ พยายามหาแนวทางที่สามารถทำให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยออกมาตรการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร ​แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) รวมถึงการบรรเทาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าด้วย

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องอาหารเพื่อสัตว์ป่า โดยได้รับการสนับสนุนมอบอาหารส่วนเกินจากการจำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้จากห้าง Makro และ Lotus’s แก่หน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่อยู่ในการดูแลของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 สถานี และ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 มีหน่วยงานเข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปให้สัตว์ป่า จำนวน 16 แห่ง เฉลี่ยเดือนละ 60 ตัน รวมอาหารที่รับมาแล้วมากกว่า 1,000 ตัน

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากความพยายามของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนปัจจุบัน ที่ทำงานพิทักษ์ป่าด้วยความรัก ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าของไทยให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อ “ส่งต่อ” ผืนป่าที่แข็งแรงไปสู่ลูกหลานไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top