Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

สมุทรปราการ-นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569

นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหาร 

ประธานสภาเทศบาล คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู เดินทางไปร่วมพิธีปิดการแข่งขัน “ตากสินระยองเกมส์” หรือการแข่งขันกีฬา อปท. ครั้งที่ 40 รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

โดยทางด้าน นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ (สมัยที่ 25)
และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้สนับสนุนและให้ความสำคัญด้านการศึกษามาโดยตลอด


รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแพรกษาให้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ตากสินระยองเกมส์ จ.ระยอง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย
รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ครั้งที่ 40 ตากสินระยองเกมส์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2568


โดยในปี 2569 เทศบาลตำบลแพรกษา เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 กระสาเกมส์ 2026 


อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งชั้นอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา ก็ได้ประกาศชัยชนะในการแข่งขันระดับภาคตะวันออก นับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีด้วยการคว้ารางวัลกับมา ประกอบด้วย 7 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง และเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ต่อไป “กระสาเกมส์”

 

“พีระพันธุ์” เปิดสำนักงานพรรคสาขาใหม่ หนุน “ชาติชาย” ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 ชูภาพ “พรรคของ DNA คนทำงาน” แก้ค่าครองชีพ พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เพื่อทำพิธีเปิดสำนักงานตัวแทนพรรคสาขาจังหวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ หรือ “ตั้ม” ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 2 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมงานหลายร้อยคน

พีระพันธุ์ย้ำว่า รทสช.เป็น “พรรคของคนทำงาน” การเมืองต้องทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมฝาก “ตั้ม ชาติชาย” ลูกหลานคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์การเมือง และตั้งใจลงมาทำงานจริงจัง ขอให้ชาวกาญจนบุรีพิจารณาให้โอกาสเป็นตัวแทนในสภาฯ โดยยืนยันว่าตนเองทำงานการเมืองมากว่า 30 ปี ไม่เคยยึดติดตำแหน่ง แต่มุ่งดูแลปากท้องประชาชนเป็นหลัก

หัวหน้าพรรคยังชูผลงานด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการลดค่าไฟฟ้าและตรึงราคาแก๊สหุงต้ม พร้อมต่อยอดนโยบายเพื่อเกษตรกรในกาญจนบุรี ผ่าน “เกษตรแปลงใหญ่” ให้รัฐร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และตลาด รวมถึงแนวคิดทำปุ๋ยจากแร่โพแทชในประเทศ ลดต้นทุนเกษตร และเดินหน้า “โซลาร์เสรี” พลังงานทดแทน น้ำมันชุมชน และโครงการผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเกษตร มาช่วยผลักดันให้สำเร็จ

ด้านชาติชาย กล่าวขอบคุณพีระพันธุ์ที่ให้เกียรติมาเปิดสำนักงานพรรคในกาญจนบุรี พร้อมระบุว่าการตัดสินใจเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติ มาจากอุดมการณ์ที่ตรงกัน คืออยากทำงานให้ประชาชน ไม่เน้นเล่นเกมการเมือง โดยตนได้ลงพื้นที่กว่า 200 หมู่บ้านในเขต 2 รับรู้ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนเกษตรที่สูง และหวังจะได้รับโอกาสจากประชาชนเข้าไปแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง



 

ผบ.ตร. ยกย่องชื่นชม “จ.ส.ต.จิรายุ วงษ์บุบผา” คว้าตัวเด็กหญิง รอดจากถูกรถชนบนทางม้าลาย เตรียมมอบรางวัลส่งเสริมตำรวจทำดี

วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหนังสือยกย่องชื่นชม จ.ส.ต.จิรายุ วงษ์บุบผา อายุ 33 ปี ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เมืองสมุทรสงคราม ที่ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ช่วยนักเรียนหญิงให้ปลอดภัยจากการถูกรถชน ขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจร จนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนและสื่อมวลชนยกให้เป็น “ตำรวจฮีโร่” 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร. ชื่นชม จ.ส.ต.จิรายุ ฯ ว่าเป็นตำรวจจราจรมืออาชีพ มีไหวพริบปฏิภาณ และมีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจ เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงได้อย่างทันท่วงที “ตำรวจแบบนี้นี่แหละที่สังคมต้องการ” โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ จ.ส.ต.จิรายุ ฯ กำลังอำนวยความสะดวกการจราจรดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณทางม้าลายหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ขณะได้ทำสัญญาณมือส่งสัญญาณให้รถจอดบริเวณทางม้าลาย เพื่อให้เด็กนักเรียนข้ามถนน มีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งเคลื่อนตัวกะทันหันฝ่าสัญญาณมือ เกือบจะชนเด็กที่วิ่งข้ามทางม้าลาย ตำรวจนายดังกล่าวหันไปคว้าตัวเด็กไว้อย่างรวดเร็วทำให้ไม่ถูกรถชน ก่อนเรียกรถคันดังกล่าวสอบถาม ซึ่งคนขับแจ้งว่าไม่เห็นสัญญาณมือ จึงเคลื่อนรถออกอย่างรวดเร็วเกือบจะชนเด็กนักเรียน โดยได้ตักเตือนคนขับ ที่ได้แสดงความขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้ดำเนินคดีคนขับ หลังทำการตักเตือนก็ได้ปล่อยให้ขับรถออกไป เพื่อกลับไปทำหน้าที่อำนวยการจราจรที่หน้าโรงเรียนต่อ

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ยกย่องว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของตำรวจ และสั่งการให้ สำนักงานกำลังพลรวบรวมรายชื่อตำรวจทำดี ช่วยเหลือดูแลประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงกรณีนี้ด้วย มารับมอบเกียรติบัตร ยกย่องชมเชยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นกำลังใจ ส่งเสริมให้ตำรวจทำดี มีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจพิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อความสงบสุขของสังคมต่อไป

ใส่ใจสุขภาพพนักงาน “บางกอกแอร์เวย์ส” และ “เจแปนแอร์ไลน์” สองสายการบินระดับโลก สั่งปลดล็อก ให้ลูกเรือใส่รองเท้าผ้าใบบนไฟลต์ได้ เพื่อช่วยลดอาการล้าและบาดเจ็บจากคัทชู

(17 พ.ย. 68) สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศอนุญาตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน สามารถใส่รองเท้าผ้าใบระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ เหตุผลสำคัญคือช่วยลดอาการล้าและอาการบาดเจ็บจากการต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในสนามบินและบนเครื่องบิน มาตรการนี้ครอบคลุมพนักงานในเครือราว 14,000 คน โดยกำหนดให้เป็นรองเท้าผ้าใบสีดำล้วน ไม่มีลาย และต้องเข้ากับชุดยูนิฟอร์ม ส่วนยี่ห้อหรือรุ่นเปิดให้เลือกได้ตามสะดวก จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะรองเท้าหนัง รองเท้าส้นสูง หรือคัทชูเท่านั้น

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการขยับตัวของสายการบินในไทยอย่างบางกอกแอร์เวย์ส ที่จับมือสปอร์ตแบรนด์ระดับโลก PUMA เปิดตัวรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” สำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า ทั้งนักบิน แอร์โฮสเตส พนักงานภาคพื้นดิน ไปจนถึงพนักงานสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสาร เพื่อให้ยูนิฟอร์มไม่ได้มีดีแค่ดูสวยหรู แต่ใส่สบาย ทันสมัย และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ “Asia’s Boutique Airline” ได้ชัดขึ้น

PUMA มองว่าความร่วมมือนี้เป็นตัวอย่างของเทรนด์ “Collaboration” ที่มากกว่าแค่เอาโลโก้มาวางคู่กัน แต่เป็นการหลอมรวมจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง ทั้งเรื่องแฟชั่น กีฬา นวัตกรรม และภาพลักษณ์การบริการระดับบูทีค เพื่อสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขยายฐานคนรู้จักแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ทั้งในวงการการบินและสายแฟชั่นสตรีทแวร์

ในภาพรวม นโยบายให้พนักงานบริการส่วนหน้าสวมรองเท้าผ้าใบได้ ทั้งของ JAL และบางกอกแอร์เวย์ส สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรมการบิน ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงานมากขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายตัวและมั่นใจในยูนิฟอร์ม ก็มีแนวโน้มจะส่งต่อพลังบวกและการบริการที่ดีขึ้นให้ผู้โดยสาร นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าหนึ่งคู่ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ในรันเวย์การบินไทยและต่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
 

“ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี คนใหม่ พ่อเมืองสายลงพื้นที่-คิดเป็นระบบ ผู้นำที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในหัวใจเศรษฐกิจภาคกลางของไทย เมืองเก่าแก่ที่ผสมทั้งประวัติศาสตร์ สมรภูมิดอนเจดีย์ ตำนาน “ขุนช้าง–ขุนแผน” วัดสำคัญหลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ให้คนมาเที่ยวแบบไป–กลับได้สบาย ๆ

 

ขณะเดียวกันสุพรรณบุรีก็ยังเป็น “เมืองเกษตร” เต็มตัว ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% มีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน อยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่กระจายตัวทั่วจังหวัด เมืองที่ต้องประคองทั้งเกษตร–อุตสาหกรรม–ท่องเที่ยวแบบนี้ จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจภาพใหญ่ของประเทศ และลงลึกถึงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง

 

การที่ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ได้รับการแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี จึงถูกจับตาอย่างมากว่าเขาจะเป็น “พ่อเมืองที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้” คนต่อไป

.

เส้นทางชีวิตของ ณัฐพงษ์ วางอยู่บนพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองและการบริหารรัฐกิจที่แข็งแรง เขาสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อด้วย พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นสายวิชาที่เน้นการวางนโยบายและบริหารภาครัฐโดยตรง ก่อนจะเติบโตในสายงานกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งในระดับจังหวัด

 

ในแง่ประสบการณ์ทำงาน “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผ่านสมรภูมิการบริหารพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งเคยเป็น **รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จังหวัดชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปริมณฑลที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองรองของกรุงเทพฯ ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดน จังหวัดเกษตร และจังหวัดอุตสาหกรรม ทำให้เขาเข้าใจโจทย์ของพื้นที่ที่ต่างกันมาก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก ครม. เมื่อปลายปี 2566 ให้ขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49

 

ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคือช่วงที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐพงษ์” ถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ “คิดเป็นระบบ และฟังคนหน้างาน” เขาเป็นประธานเปิดเวทีจัดทำและทบทวน แผนพัฒนาจังหวัดตราด พ.ศ. 2566–2570 และร่วมขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585) โดยย้ำการใช้ “ข้อมูลและสถิติ” มาเป็นฐานในการวางทิศทางเมืองเกาะท่องเที่ยวชายแดนให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม สไตล์การทำงานแบบนี้คือจุดแข็งสำคัญที่จะต่อยอดมาสู่การออกแบบอนาคตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตร–อุตสาหกรรมที่ต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่แพ้กัน

 

อีกภาพหนึ่งที่ชัดเจนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ ตราด คือการเลือก “ลงพื้นที่จริง มากกว่าดูแค่รายงาน” เขาเคยลงพื้นที่เกาะกูด หลังมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลงจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อคุยตรงกับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ฟังข้อเท็จจริง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข ควบคู่กับการประชุมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจังหวัดกับการทำงานของเทศบาลและ อบต. ให้ลดช่องว่างระหว่าง “เกาะกับฝั่ง” ให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดที่มองทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดนพร้อมกันแบบนี้ เป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับสุพรรณบุรี ซึ่งต้องบาลานซ์ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน

 

ในด้าน “คนและสังคม” ณัฐพงษ์ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องประชุม เขาเคยลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านโป่ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อให้กำลังใจครู–นักเรียน และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และอุดมการณ์รักชาติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน นอกจากนี้ยังรับบทเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดตราด ขับเคลื่อนงานจิตอาสา 904 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในหลายวาระสำคัญของชาติ ด้วยการประชุมกำหนดทิศทางงานอาสา และลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนด้วยตัวเอง

 

บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” และ “จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่แพ้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือเศรษฐกิจ

 

และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 45 ราย หนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการ

 

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่คือการนำ “ประสบการณ์จากเมืองชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว” มาต่อยอดใน “เมืองเกษตร–เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจภาคกลางของประเทศ

 

เมื่อมองย้อนจากผลงานที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” คือผู้นำที่วางแผนเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจริง ลงหน้างานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เขาเคยทำงานกับจังหวัดเกษตร จังหวัดชายแดน จังหวัดอุตสาหกรรม รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจดีว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ และการดูแลทรัพยากรให้สมดุลกัน

 

สำหรับชาวสุพรรณบุรีแล้ว การได้พ่อเมืองที่ผ่านสมรภูมิการบริหารหลากหลาย และมีผลงานชัดบนเวทีจังหวัดตราดเช่นนี้ นับเป็นทั้งโอกาสและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสุพรรณบุรีให้เป็น เมืองเกษตรเข้มแข็ง เมืองท่องเที่ยวมีเสน่ห์ และเมืองที่คนอยู่แล้ว “ภูมิใจและไว้ใจ” ผู้นำของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

“กองเรือยุทธการ” แจ้งงดการเข้าเยี่ยมชม “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” เป็นการชั่วคราว  เพื่อความปลอดภัย จากความไม่สงบชายแดน และรักษาความลับทางราชการ

(17 พ.ย. 68) เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน  มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาความลับของทางราชการ 

จึงขอปิดการเยี่ยมชมเรือ เป็นการชั่วคราว และ ขออภัยพี่น้องประชาชนที่เตรียมการมาเยี่ยมชมเรือ เมื่อสถานการณ์ชายแดนดีขึ้น จะกลับมาเปิดให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมอีกครั้ง 

 

เริ่มแล้ว!! เทศกาลดอกบัวตองบาน ณ ดอยแม่อูคอ แม่ฮ่องสอน ประจำปี 2568 ดอกไม้เหลืองอร่ามท่ามกลางอากาศหนาวเย็นบริสุทธิ์ จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาวที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาที่สูงชันสลับซับซ้อน สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์หนึ่งที่มีชื่อเสียง และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ

ดอยแม่อูคอ มีเนื้อที่ประมาณ 515 ไร่ ตั้งอยู่บนดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ซึ่งอยู่ในพื้นพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ ที่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวนิยมชื่นชมความสวยงามของดอกบัวตองและธรรมชาติ อากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์

เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ร่วมกับ เทศบาลตำบลขุนยวม และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ วนอุทยานทุ่งบัวตอง บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม ดอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน บนดอยแม่อูคอ ประจำปี 2568 โดยปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม กล่าวต้อนรับ และนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักท่องเที่ยว ได้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นและเทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน รวมถึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/TATHGN/?locale=th_TH 

 

ไทย-เขมร รอบใหม่ หลัง ‘อนุทิน’ ฉีกสัญญาสงบศึก โดยไม่แคร์ ‘สหรัฐอเมริกา’ จากกลศึกของอดีตเสนาธิการไทย

(17 พ.ย. 68) หลังจากท่านอนุทินฉีกสัญญาสงบศึกกับฝั่งเขมรโดยไม่ได้แคร์ถึงอเมริกา ต้องยอมรับว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญโดยทีเดียว ดังนั้นวันนี้ ณ วันที่เราจะเปิดศึกกับกัมพูชาอยู่เต็มที่ เรามาวิเคราะห์กันถึงจุดยุทธศาสตร์ กลศึกจากอดีตเสนาธิการไทยที่เอย่าได้พบเจอกัน

 

คิดว่าเขมรจะเริ่มยิงก่อนไหม...?

แน่นอน..เพราะกัมพูชาทุกวันก็ทำแบบนี้ตลอด เพื่อต้องการให้ไทยตอบโต้แล้วคนเองก็แสดงว่าเป็นเหยื่อสูตรเดิมที่ทางกัมพูชาใช้มา

 

อ้าวแล้วรอบนี้กัมพูชาจะเปิดศึกจุดไหน...?

มีความเป็นไปได้ว่าเป็นสระแก้วหรือแถวจันทบุรี​ เพราะจากการขยับเสริมทัพของฝ่ายกัมพูชาที่มีการนำทหารเข้ามาตรงบริเวณสระแก้วหลายพันคน เป็นไปได้ว่าจุดต่อไปอาจจะเป็นบริเวณนี้

 

ทำไมถึงเป็นบริเวณนี้ละคะ...?

บริเวณนี้เป็นจุดที่ใกล้กรุงเทพมากที่สุดและอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่ง ณ ตอนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ในการตั้งรับหากทางกองทัพกัมพูชาบุกเลยต่างกับฝั่งกองทัพภาคที่ 2 ที่เตรียมพร้อมประจำการในพื้นที่แล้ว

แล้วแบบนี้ทางไทยเราควรทำอย่างไรคะ..?

ฝั่งกองทัพไทยก็คงยึดแนวทางสากลคือตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม แต่ถามว่าพอไหมนั่นคงไม่เพียงพอแล้ว หากจำเป็นต้องเปิดศึกรอบสอง

 

ในความคิดอดีตเสนาธิการอย่างท่าน...ท่านมีไอเดียในการจัดการกัมพูชาอย่างไรคะ?

อันนี้ในความคิดผมนะ ผมจะแยกเป็น 2 องค์ประกอบ อันแรกคือฮุนเซน อันที่ 2 คือประชาชนชาวกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับนะว่าฮุนเซนเก่ง สามารถล้างสมองคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้คิดตามเขาได้ ซึ่งเอาตรงๆนะแบบนี้น่ากลัวมากเพราะไม่ได้เกิดแค่ในเขมรแต่ในไทยก็กำลังเกิด อย่างที่ผ่านมาในยุคของ นายกตู่นั่นไง เราจะเห็นว่ามันมีกลุ่มนักวิชาการ ผนวกกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งหากหาข้อมูลดี ๆ ทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงมาจากกลุ่มทุนเดียวกัน ถามว่ากองทัพรู้ไหม กองทัพไทยรู้มานานแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในเขมรนี่ผลมันออกมาแล้ว ถามว่า ณ วันนี้ วัดกันตัวต่อตัวประชาชนเขมรพร้อมให้เกิดสงครามนะ ในขณะที่ฝั่งไทยไม่อยากให้เกิด อยากประนีประนอม​กันอยู่เลย

 

ถามผมนะถ้าเอาเรื่องสงคราม ผมจัดการแหล่งทุนของฮุนเซนก่อน เคลื่อนพลยึดปอยเปต จากนั้นหากประชาชนเขายังขัดขืน เราต้องมาจัดการกับคนที่เป็นอินฟลูปลุกใจฝั่งเขา เช่นเดียวกัน พวกคนไทยที่พยายามจะเป็นกระบอกเสียงให้ฝั่งกัมพูชาเราก็ต้องจัดการเช่นเดียวกัน พวกนี้แหละตัวดีเลย ลองสืบเส้นทางการเงินคนพวกนี้สิ เผลอเส้นทางการเงินอาจจะมาจากแหล่งเดียวกับผู้สนับสนุนกัมพูชาก็ได้

 

สุดท้ายคะ..หากต้องเกิดสงครามจริง จะได้คุ้มเสียไหมคะ

ก่อนอื่น....ต้องเข้าใจก่อนว่าสงครามรอบนี้มันมีสงครามซ้อนสงครามนะ อันแรกคือสงครามไทย-กัมพูชา อีกเรื่องคือสงครามระหว่างมหาอำนาจ ถามว่าอเมริกาไม่เคยสนใจใยดีกัมพูชาเลย แถมรู้ทั้งรู้ว่ากัมพูชาเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างจากเมียนมาแต่ทำไมอเมริกาเข้าข้างกัมพูชาละ คำตอบคือผู้นำเมียนมาไม่รับผลประโยชน์ที่อเมริกาเสนอไง ไม่เหมือนกับฮุนเซนที่ยอมรับข้อเสนอเพราะเขายอมขายประเทศเพื่อความมั่งคั่งตัวเอง ก็ไม่แปลกที่อเมริกาไม่พูดอะไรถึงปอยเปต หรือสีหนุวิลล์ อีกเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างกัน ถามว่าได้คุ้มเสียไหมก็ต้องถามว่าจะต้องถามฝั่งกองทัพไทยนี่แหละว่าจะจัดการเอาแบบทีเดียวจบเหมือนสงครามรัสเซียยูเครน หรือจะปล่อยให้เขมรมาตอดไทยเรื่อย ๆ แบบนี้ อันนี้กองทัพไทยควรเป็นผู้ตอบมากกว่า

 

สุดท้ายไทยเราจะต้องทำไ​งคะ..?

ในความคิดผม ผมมองว่าไทยเราก็คงทำแค่ยึดปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเท่านั้น คงไม่ได้แก้ปัญหามากกว่านี้เพราะกลัวจะกระทบกับความสัมพันธ์มหาอำนาจ ซึ่งถามว่าการที่มหาอำนาจทำกับไทยแบบนี้ผมก็ไม่รู้ต้องไปให้เกียรติอะไรพวกมันนักหนา อย่างว่าแหละเราย้อนเวลาไปเป็นเหมือนในสมัยอยุธยาไม่ได้ ไม่งั้นคงได้มีเด็ดหัวผู้นำเขมรเอาเลือดมาล้างเท้าเหมือนที่เคยระบุในพงศาวดารของไทยในอดีตแล้ว

 

 

 

“นายนริศ นิรามัยวงศ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้นำที่ “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา ลงมือทำจริง” ขับเคลื่อนเมืองชลสู่เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย

ชลบุรีเป็นจังหวัดชายทะเลที่ “ครบเครื่อง” แห่งหนึ่งของประเทศไทย อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมในเขต EEC เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพัทยา ศรีราชา เกาะสีชัง รวมถึงชุมชนชายฝั่งและชุมชนดั้งเดิมที่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว รายได้จังหวัดมาจากทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง การค้า-บริการ ทำให้ชลบุรีเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องการจราจร ความปลอดภัย ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนเมือง-คนชายฝั่งไปพร้อมกัน

ในบริบทที่ “ชลบุรีโตเร็วและท้าทายมากขึ้นทุกปี” การได้ผู้นำที่ทั้งรู้พื้นที่ รู้ปัญหา และมีประสบการณ์ทำงานภาคสนามจริงจังจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การที่จังหวัดชลบุรีได้ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ซึ่งเป็นทั้งลูกหลานชลบุรี และข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของจังหวัด เขาไม่เพียงเข้าใจชลบุรีจากแผนบนกระดาษ แต่เคยลงพื้นที่ทำงานในหลายอำเภอของจังหวัดมาก่อน และเมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ท่ามกลางการต้อนรับจากทุกภาคส่วน บทบาทของเขาจึงไม่ใช่แค่ดูแลงานราชการประจำวัน แต่คือการวางทิศทางให้ชลบุรีเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองปลอดภัย และเมืองแห่งโอกาสของคนทุกกลุ่ม

ด้านประวัติการศึกษา นายนริศเป็น “ลูกหลานชลบุรีแท้ ๆ” เติบโตและเรียนหนังสือในจังหวัดชลบุรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดอุทยานนที มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง และมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนชลกัลยานุกูล ก่อนจะต่อยอดความรู้ด้านการบริหารบ้านเมืองอย่างจริงจัง ด้วยปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2533) และนิติศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2547) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบูรพา (พ.ศ. 2548) พื้นฐานทั้งด้านรัฐศาสตร์ กฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์ ทำให้เขามองภาพการบริหารราชการได้รอบด้าน

เส้นทางรับราชการของนายนริศเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 จากตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว จากนั้นหมุนเวียนไปปฏิบัติงานทั้งที่จังหวัดชลบุรีและสระแก้วอย่างต่อเนื่อง อาทิ เจ้าพนักงานปกครองที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปลัดอำเภอพนัสนิคม และในปี 2543 ได้ช่วยราชการที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปฏิบัติงานประจำศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เมื่อสั่งสมประสบการณ์ภาคสนามเต็มเปี่ยม เขาจึงก้าวสู่ตำแหน่งระดับบริหาร ได้แก่ ป้องกันจังหวัดชลบุรี นายอำเภอคลองหาด–วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว และนายอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ก่อนเลื่อนเป็นผู้ตรวจราชการกรมการปกครองในปี 2561 และกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด–รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีในปี 2563

ต่อมาในปี 2566 เขาได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในปี 2567 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งให้กลับคืนถิ่นบ้านเกิดในปี 2568 ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างสมศักดิ์ศรีเส้นทางข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ นับเป็นการกลับบ้านของ “พ่อเมือง” ที่รู้จักทั้งโจทย์ชายแดน เมืองท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรมมาแล้วครบถ้วน
.
สำหรับ “ผลงานเด่นในปี 2568” นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายนริศเดินหน้าขับเคลื่อนงานอย่างรวดเร็ว โดยจัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดชลบุรีให้เป็น “เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” ต่อหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 วางกรอบการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ 

(1) ชลบุรีปลอดภัย ไร้ยาเสพติดและอบายมุข เน้นปราบปรามบ่อน การพนัน สถานบริการผิดกฎหมาย และกลุ่มต่างชาติที่ก่อปัญหา 

(2) สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการหนุนเศรษฐกิจฐานราก ตลาดสินค้าราคาประหยัด “ธงฟ้า” และโครงการน้ำประปาดื่มได้ 

(3) ชลบุรีเมืองแห่งความปลอดภัย (Smart Safety) ปรับปรุงสัญญาณไฟ ป้ายจราจร และเส้นทางคมนาคมให้ปลอดภัย 

(4) เมืองสะอาดและเป็นระเบียบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ 

(5) งานบริการประชาชนที่รวดเร็ว โปร่งใส โดยใช้ศูนย์ดำรงธรรมและสายด่วน 1567 เป็นกลไกรับเรื่องร้องทุกข์ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการก่อสร้างศาลหลักเมืองชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งจังหวัด 

นอกจากนี้ ปลายเดือนตุลาคม 2568 เขายังมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ภายใต้นโยบายรัฐบาล “Quick Big Win : ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” กำหนดแนวทางทั้งการค้นหา-คัดกรองผู้เสพและผู้ค้า การปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่ การบำบัด-ฟื้นฟู และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง

จากประวัติการศึกษาอันแข็งแรง เส้นทางรับราชการที่ผ่านทั้งพื้นที่ชายแดน พื้นที่ท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรม ตลอดจนผลงานการวางยุทธศาสตร์ “ชลบุรีเมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” และการเร่งแก้ปัญหายาเสพติดในปี 2568 นายนริศ นิรามัยวงศ์ จึงเป็นภาพแทนของผู้นำจังหวัดที่ทั้ง “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา และกล้าตัดสินใจลงมือทำ” เขาไม่ใช่เพียงข้าราชการผู้บริหารจากส่วนกลาง แต่เป็น “ลูกหลานชลบุรี” ที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้และไว้วางใจได้ว่า จะนำพาจังหวัดชลบุรีก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ปลอดภัย และน่าอยู่ยิ่งขึ้นในทุกมิติของการพัฒนา

กระชับความร่วมมือ ด้านภาษาจีน–อาชีวศึกษา ดันทุนครูไทย เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าพบหารือกับ Mr. Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการประชุมภาษาจีนโลก ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยได้นำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน และความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาษาจีนให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่มีทักษะภาษาจีนรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ครูไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ตลอดจนส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ครูไทยเพื่อยกระดับทักษะการสอนภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในห้องเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสอนภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย หลากหลาย และทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือ เช่น การยกระดับหลักสูตรภาษาจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระบบการสอบ HSK การแลกเปลี่ยนครูและผู้เชี่ยวชาญชาวจีน รวมถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อตอบโจทย์การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก พร้อมเสนอให้เพิ่มครูอาสาสมัครจีนในศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง “ห้องเรียนขงจื่อ” เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 3+1 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และทักษะภาษาดิจิทัล (AI)

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของไทยและจีนในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คุณภาพสูงให้คนไทยทุกช่วงวัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top