Tuesday, 15 September 2026
NEWS FEED

กาฬสินธุ์- รับเหมา 7 ชั่วโคตรทิ้งงานทำชาวบ้านผวาดินสไลด์  โยธาฯ ยืนยันทำดีที่สุดเพื่อประชาชน

(24 ก.ค. 68) ชาวบ้านอาศัยติดตลิ่งริมน้ำจุดก่อสร้าง 7 ชั่วโคตร ผวาหนักน้ำลำพานขึ้นหวั่นกัดเซาะทำตลิ่งพังกลืนบ้านเรือนประชาชน เรียกร้อง กรมโยธาฯ จัดงบก่อสร้าง-เรียกเงินคืนจากรับเหมา ขณะที่ โยธาฯคุมเข้มก่อสร้างท่อระบายน้ำเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมแจงดราม่า ปลูกหญ้า-ปูถนน เป็นการคืนผิวจราจรให้ประชาชนเพื่อความปลอดภัยย้ำทำดีที่สุด ด้านผู้ตรวจและคณะธรรมาภิบาลเดินหน้าสอดส่องเผยปัญหา 7 ชั่วโคตรทำดีที่สุดแล้วต่อไปขึ้นอยู่กับ กรมโยธาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้รับจ้างทิ้งงาน

จากกรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ จ. กาฬสินธุ์ จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์  5 โครงการ อ.ฆ้องชัย 2 โครงการ และ อ.กมลาไสย 1 โครงการ  งบประมาณกว่า 545 ล้านบาท จากข้อมูลของกรมโยธาธิการฯ เจ้าของโครงการได้ว่าจ้าง 2 หจก. เริ่มทำสัญญาก่อสร้างในแต่ละโครงการตั้งแต่ปี 2562-2565 แต่ถึงปัจจุบัน ทุกโครงการก่อสร้างไม่เสร็จแม้แต่โครงการเดียว เนื่องจากผู้รับจ้างทิ้งงาน จนชาวบ้านขนานนามให้ว่าโครงการ 7 ชั่วโคตร ขณะที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ยังเฝ้าติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก  ถึงแม้ต้นปี 2568 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ประกาศเวียนห้างให้ทั้ง 2 หจก. นี้ตกเป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน มีผลหมดสิทธิ์เข้ารับงานกับภาครัฐในทุกกระทรวง ทบวง กรม การเอาผิดยังอยู่ในมือ ปปช.- สตง. ที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการเรียกเงินคืนตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

รายงานล่าสุด วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ทีมข่าวแจ้งว่า มีกระแสดราม่าที่เกิดจากความอึดอัดต่อความล่าช้าในการก่อสร้าง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ในส่วนของผู้รับเหมารายใหม่ที่ได้ดำเนินการเกือบจะแล้วเสร็จภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ด้วยงบประมาณกว่า 68 ล้านบาท หลายจุดมีการคืนผิวการจราจร บางแห่งมีการปลูกหญ้า บางแห่งมีการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต แต่ประชาชนพบเห็นความเปลี่ยนแปลงสงสัย จึงมีกระแสดราม่าออกมาต่อว่าไปต่างๆนานา สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้ขอชี้แจงว่าการก่อสร้างที่มีการเปิดผิวถนนจราจร จะต้องการมีซ่อมแซมเพื่อคืนสภาพพื้นผิวถนนเพื่อความปลอดภัยและสวยงามให้กับประชาชน 

ที่บริเวณถนนผังเมือง 2 ชุมชนหนองเรือ-หัวคู เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมือง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและปรับปรุงผิวจราจร ที่เป็นกระแสดราม่า เปิดเผยว่า ทุกปัญหาเกิดจากการทิ้งงานก่อสร้าง และที่ผ่านมาได้มีการขุดเปิดถนนทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ผิวจราจรคอนกรีตเดิมที่อยู่ข้างเคียงมีการทรุดตัว เมื่อทำการก่อสร้างและคืนผิวจราจรคอนกรีตแล้วเสร็จ ระดับถนนก็ยังไม่สม่ำเสมอ ไม่เรียบร้อย บางจุดมีรอยร้าว เป็นหลุมเป็นบ่อ มีการร้องเรียนจากประชาชนบ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการ จ.กาฬสินธุ์ เร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผิวจราจรเรียบร้อยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งหากรื้อผิวคอนกรีตเดิมทำใหม่ จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน จึงได้ดำเนินการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างน้อยกว่ามาก และลดผลกระทบต่อประชาชนในการก่อสร้าง 

นายวิจิตร กล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีพี่น้องประชาชนสงสัย ว่าทำไมถึงมีการปูแอสฟัสติกส์คอนกรีตทับผิวจราจรเดิม ก็ขอทำความเข้าใจว่า เป็นส่วนหนึ่งของงานเก็บรายละเอียดเนื้องานโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักฯ นี้ เพื่อคืนสภาพถนน ตามมติของคณะกรรมการตรวจรับงานฯ ซึ่งจะดำเนินการในทุกๆจุดที่มีการก่อสร้าง เพื่อคืนสภาพผิวถนนให้มีความเรียบร้อย สวยงาม ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรสะดวกและปลอดภัย ในส่วน 7 โครงการที่เหลือ ซึ่งถูกทิ้งงานนั้น อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และคาดว่าน่าจะได้ผู้รับจ้างประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านตำบลลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ ในจุดก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เริ่มหวาดผวาเนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นและเกรงว่ามวลน้ำจะกัดเซาะตลิ่งบ้านเรือนประชาชนรวมถึง ตลาดที่อยู่ติดกับลำน้ำพาน นายดวง ฉายอำไพ อายุ 62 ปี ชาวบ้านวังยูง ต.ลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณหลังบ้านติดกับตลิ่งลำน้ำพานหนึ่ง ในจุดก่อสร้างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง ได้พยายามสะท้อนปัญหาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่ขณะนี้เข้าฤดูฝนระดับน้ำในลำพานเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เป็นภาวะเสี่ยงดินริมตลิ่งหลังบ้านจะเกิดการสไลด์ตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ตนรู้สึกวิตกกังวล ต้องการให้กรมโยธาฯ รีบจัดหาผู้รับจ้างมาทำงานอย่างเร่งด่วน หรือว่าหากไม่มีงบประมาณ ก็ขอให้เร่งรัดเรียกคืน กับผู้รับจ้างรายเดิมที่เบิกจ่ายไปแล้วกว่า 250 ล้านบาท ก่อนทิ้งงานไป ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ท่านรับผิดชอบกรมโยธาฯ ได้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ก่อนที่อาคารบ้านเรือนของตนและเพื่อนบ้าน รวมทั้งอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลลำพาน และอาคารตลาดสดที่อยู่ติดกับตลิ่งจะเกิดการทรุดพังลงไปในลำน้ำพานในฤดูน้ำหลากนี้

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 ก.ค.68 เวลา 15.00 น.) นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 12 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ พร้อมคณะ ลงพื้นติดตามสอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำปาว 2 ฝั่ง จากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ บริเวณต่อเนื่องจากซอยน้ำทิพย์ไปทางทิศเหนือ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์  ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์, นายชาญยุทธ โคตะนนท์  ที่ปรึกษาด้านวิชาการ กธจ.กาฬสินธุ์, นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ (กธจ.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมลงพื้นที่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามสอดส่อง 8 โครงการผู้รับจ้างทิ้งงาน ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ร่วมกับคณะธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ติดตามมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยืนยันว่า ทางคณะผู้ตรวจฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และถึงที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางกรมโยธาธิการและผังเมืองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการต่อไปอย่างไร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัด “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” เสริมเขี้ยวเล็บครูฝึกทั่วประเทศ เน้นฝึกจริง สอนจริง รับมือสถานการณ์จริง ลดความสูญเสียตำรวจด่านหน้า

(24 ก.ค. 68) สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการฝึดอบรม “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม ศปป.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การฝึกอบรม พร้อมให้คำแนะนำและมอบนโยบายแก่ครูฝึกและผู้เข้ารับการฝึกอบรม

สำหรับโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งสร้างกำลังครูฝึกคุณภาพจากทั้ง 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ครูฝึกตำรวจจากกองบัญชาการต่างๆ ที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่ตำรวจผู้ปฏิบัติตามสถานีตำรวจทั่วประเทศ และครูฝึกประจำศูนย์ฝึกตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนนายสิบและตำรวจใหม่ในศูนย์ฝึก

เนื้อหาการฝึกอบรมครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแนวหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้เรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิและข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังอย่างเหมาะสมโดยยึดหลักความจำเป็นและความสมเหตุสมผล ตลอดจนแนวทางปฏิบัติของ First Responder หรือผู้เผชิญเหตุคนแรก ซึ่งต้องสามารถประเมินสถานการณ์ รายงาน และตอบโต้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เข้ารับการฝึกยังได้เรียนรู้เทคนิคการแบ่งบทบาทระหว่างฝ่ายคุ้มกัน (Cover) และฝ่ายสื่อสารหรือควบคุมเหตุการณ์ (Contact) การควบคุมและจับกุมผู้ต้องหา การใส่กุญแจมืออย่างถูกวิธีและปลอดภัย ตลอดจนวิธีการแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกควบคุมตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาเนื้อหาการฝึกให้รัดกุม สมจริง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ปฏิบัติ

นราธิวาส-ผู้ว่าฯ นรา ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อมขยายผลเครือข่าย ตรวจยึดของกลางยาบ้ากว่า 7 แสนเม็ด ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท 

(24 ก.ค.68) ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ,พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ รอง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก แถลงข่าวความคืบหน้าจับกุมยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จับกุมและตรวจยึดยาบ้าจำนวน 670,000 เม็ด ยึดทรัพย์มูลค่า1,500,000 บาท

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการเปิดปฏิบัติการ “NO Drugs NO Dealers” เพื่อมุ่งมั่นแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ โดยบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และภาคีเครือข่าย และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมปฏิบัติการสอดส่องดูแลแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงได้รายงานให้รับทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม จนขยายผล ตรวจยึดยาบ้า ได้จำนวนทั้งสิ้น 678,000 เม็ด ทั้งนี้การขยายผบจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลจากระดมสรรพกำลังเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  จนนำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายกระบวนการผู้ค้ายาเสพติดได้ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่าย ว่าจะสามารถแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดในพื้นที่ให้หมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริง

ด้านพล.ท.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ได้แถลงในส่วนของคดีว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ดำเนินการสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายยาเสพติดได้สำเร็จ โดยพฤติการณ์และการขยายผลในการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 15.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลยาเสพติดและตรวจยึดทรัพย์สินตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งจากสายว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 

จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม พบมีรถยนต์เก๋งต้องสงสัยลักษณะมีพิรุจจอดอยู่บริเวณบนถนน บูเก๊ะสามี ม.7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ จึงได้เข้าตรวจสอบพบ นางสาว อซูรา เจ๊ะมิ ภายในบ้านพักพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เป็นคนขับรถยนต์คันดังกล่าว และมีถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับจึงแสดงตัวขอเข้าทำการตรวจสอบพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 8,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับ 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ ได้ทำการขยายผลได้ทำการขยายผลจนทราบว่ามีการเก็บซุกซ่อนยาเสพติด (ยาบ้า) อีกจำนวนมาก จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบ บ้านเช่าซึ่งมีลักษณะเป็นแหล่งซุกซ่อนยาเสพติด ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผลปรากฏพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 670,000 เม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ขยายผลฯ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่ามีความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพ ติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมยึดของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 678,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Nissan สีขาว ป้ายทะเบียน งน 6560 สงขลา 1 คัน โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Oppo Reno 8 จำนวน 1 เครื่อง และจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 1 ราย คือ น.ส.อซูรา (นามสมมุติ)และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วน เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายราย และรวมยึดทรัพย์สินตาม พรบ.ยาเสพติด มูลค่า1,500,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลการสอบสวน เพื่อสืบหาผู้ร่วมขบวนการและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยถือเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรืออาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัย และขจัดปัญหายาเสพติดออกจากชุมชนอย่างยั่งยืน

“มุกดาหารเดินหน้าสกัดยาเสพติด! ดึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย–ลาว ผนึกกำลังหยุดภัยร้ายผ่านพัสดุ 

(23 ก.ค. 68) ที่ห้องประชุมแสงสิงแก้ว สถานีตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติดให้กับผู้ประกอบการขนส่งโลจิสติกส์ไทย–ลาว โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และนางสาวนุชนีย์ จันทนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 4 เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมส่งเสริมการขนส่งพัสดุอย่างปลอดภัย โดยนางสาวนุชนีย์ได้ชี้แจงข้อมูลสำคัญและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการจากหลายพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เล็ดลอดผ่านระบบขนส่ง

โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้นโยบายของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” และนโยบาย “Seal Stop Safe” ของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเน้นการบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

ต่อมาในเวลา 15.00 น. คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพัสดุ ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดมุกดาหาร ถนนพิทักษ์พนมเขต อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีการสาธิตการตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยด้วยเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพัสดุของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของหน่วยงานในการรับมือกับปัญหายาเสพติดบริเวณพื้นที่ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ                    

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม "Train the Trainer" เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

ปรีชา นุตจรัส รายงาน ข่าวพิษณุโลก

เชียงใหม่-ขนส่งเชียงใหม่ เชิญร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” 

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่จัดประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย ประมูลทางวาจาและ ทางอินเทอร์เน็ต ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568  ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

นายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวย ของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7  คน (รถเก๋ง) ครั้งที่ 36  หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” จำนวน 301 หมายเลข โดยการประมูลทางวาจา (เคาะไม้) และทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com โดยสามารถลงทะเบียน เลือกเลขและเสนอราคา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันปิดการประมูล ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุม นานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา  09.00 น. เป็นต้นไป

แผ่นป้ายทะเบียนรถที่จะนำออกประมูลเป็นแผ่นป้ายภาพ
กราฟฟิค มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์และความหมายบ่งบอกความเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขวัญจังหวัดเชียงใหม่ “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” ซึ่งจะสื่อความหมายของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นจังหวัด ที่มีความเจริญรุ่งเรือง สงบ ร่มเย็น ประชาชนมีความสุขโดยถ้วนหน้า อันจะส่งผลให้ผู้ที่ครอบครองป้ายดังกล่าว จะมีแต่ความเจริญ เป็นสิริมงคล รถที่ใช้อยู่จะนำพาให้มีทรัพย์สินเพิ่มพูน เงินทองมั่งคั่ง ด้วยการประกอบ อาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน

นายมานพ กล่าวด้วยว่า การจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) หมวดอักษร งย ในครั้งนี้เป็นการประมูลทางวาจาและทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมการประมูลอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยรายได้ทั้งหมดนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อนำไปสนับสนุนและส่งเสริม ด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถ ใช้ถนน ถือเป็นการทำบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่งด้วย

ขอเชิญชวนชาวจังหวัดเชียงใหม่และผู้สนใจทั่วไปให้เข้าร่วมประมูล หมายเลขทะเบียนรถเลขสวยได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และปิดการประมูลในวันเสาร์ ที่ 2  สิงหาคม 2568 ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งผู้ชนะการประมูลนอกจากจะได้เลขทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์แล้วยังถือเป็นการได้ทำบุญสร้าง กุศลอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทะเบียนรถ 061 268 2266 , 061 270 5454 หรือ Call Center 1584

OR ขอแสดงความเสียใจ กรณีเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเสียหาย – มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ส่งผลให้สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชชา ปิโตรเลียม ต.บ้านผือ ได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

OR ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และชุมชนโดยรอบ และพร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

OR ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว 

กองทัพภาคที่ 2 แจงชัด!! ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ งัด ม.51 กฎบัตรสหประชาชาติ หลังกัมพูชาโจมตีแหล่งชุมชน

(24 ก.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ตอบโต้ หลังกัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือนไทยใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า ไทยมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 หากถูกโจมตีก่อน พร้อมยืนยันจะรายงานสถานการณ์ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ

ทางกองทัพย้ำว่า หากจำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ จะดำเนินการตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล โดยจะเล็งเป้าเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร หลีกเลี่ยงการกระทบต่อโบราณสถาน เช่น ปราสาท และไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางทหาร

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและคุณค่าของมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้การกระทำใด ๆ ละเมิดอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของชาติ โดยจะดำเนินการตอบโต้ตามความเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กองทัพภาคที่ 2 เคยรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชามีการโจมตีเป้าหมายในฝั่งไทย ซึ่งรวมถึงปราสาทโบราณ ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน สร้างความเสียหายและตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

‘สมศักดิ์’ เรียกกระทรวงสาธารณสุข ประชุม PHEOC ด่วน รับมือน้ำท่วมน่านและเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พร้อมส่งทีม MCATT ช่วยเหลือ

(24 ก.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านสังคม ประจำปี 2568 โดยเน้นความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ

ภายหลังพิธีเปิด นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุวิภา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จ.น่าน ซึ่งมีโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้รับผลกระทบหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่หากสถานการณ์แย่ลง ก็พร้อมอพยพผู้ป่วยทันที 

ขณะที่ประเด็นเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมศักดิ์เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.พนมดงรัก และ รพ.กาบเชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมกว่า 90 ราย เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ สสจ.สุรินทร์ ได้ประกาศยกระดับภาวะฉุกเฉินเป็นระดับ 2 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ได้มีการเรียกประชุมศูนย์ PHEOC ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดแผนรับมือทั้งน้ำท่วมและเหตุปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีม MCATT (ทีมดูแลสุขภาพจิตในภาวะวิกฤติ) เข้าให้บริการด้านจิตวิทยาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ Walk-in และออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเครียดและความตื่นตระหนกของประชาชน และได้สั่งให้สำรองยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “เท่าเทียม สุขภาพ เสมอภาค” มีการอภิปรายหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสาธารณสุขสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว, การพัฒนาระบบข้อมูล และมิติด้านกฎหมาย รวมถึงมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป

เพชรบูรณ์ แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา                

     

เมื่อวานนี้ (23 ก.ค.68) เวลา 18.00 น. ณ วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีเสี่ยงทาย “โขนหัวเรือ” สำหรับใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งในปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า “กุญชรวารี” ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือประจำปี 2568

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้เข้าร่วมรำถวายจำนวน 2,568 คน

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ และเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง โดยมีเวทีแสดงและพิธีเปิดงานหลักที่บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

วันที่ 22 กันยายน 2568 (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางน้ำ จากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร

วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ

วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสงเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า OTOP กิจกรรมทางวิชาการสำหรับเยาวชน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และมหรสพทุกค่ำคืน ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

การจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับ “วัดไตรภูมิ” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะและปิดทององค์พระอย่างใกล้ชิด

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในปีนี้ ประกอบด้วย

เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายคลัง : ว่าที่ร้อยตรีเสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์

ฝ่ายนา : ร้อยตำรวจตรีสุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์

ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำอธิษฐาน : นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

จังหวัดเพชรบูรณ์ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานศรัทธาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top