Tuesday, 15 September 2026
NEWS FEED

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมสนับสนุนส่วนหน้า กำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง บูรณาการทุกภาคส่วนรักษาอธิปไตยไทย

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค3 , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใต้สถานการณ์ภัยคุกคามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับตามแผนปฏิบัติการ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน” ยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/๖๗) โดยมุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญด้านอำนาจหน้าที่ของตำรวจตามแผนดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน : ตำรวจมีหน้าที่หลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในเขตต้นทาง เส้นทาง และปลายทางของการอพยพประชาชน โดยจะดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจเฝ้าระวังตลอดแนวเส้นทาง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

2. ด้านการอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : ตำรวจรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ การควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมถึงการจัดกำลังเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิงและจุดรวมพล

3. ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว : ตำรวจมีหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และระบุพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งดำเนินการสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล หรือกิจกรรมที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับกองทัพบก , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , กระทรวงการต่างประเทศ และทุกฝ่าย

4. ด้านการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน : เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิต และระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงดำเนินการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบ Table Top Exercise (TTX) และ Field Simulation Exercise เพื่อทดสอบความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่าย 

5. ด้านการสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ : ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ และการลงพื้นที่พบประชาชนผ่านกิจกรรม “Stop Walk Talk” เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยขอความร่วมมือในการไม่เผยแพร่ภาพที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

6. ด้านการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน : ในการควบคุมสถานการณ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจรัฐ ห้ามเลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ การสอบสวนภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและบทสรุปของสถานการณ์

7. ด้านการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ : ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ และศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วในทุกสถานการณ์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังนี้ และการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตำรวจในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ต้องมีขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภายใต้แผนนี้เน้นความเป็นมืออาชีพ ความสอดคล้องกับภารกิจ อำนาจและความชัดเจนของหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย และการปฏิบัติที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญยิ่งในบริบทชายแดนที่มีความอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่ามีสถานการณ์อุทกภัย สาธารณภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา จึงได้กำชับเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดูแลในส่วนของข้าราชการตำรวจ และสถานที่ราชการของตำรวจที่ได้รับผลกระทบด้วย

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "พายุวิภา" ได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยกำลังแรง ส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยประชาชน และจัดระบบการจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลันน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด , ให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมประสานความร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ตำรวจพื้นที่เกิดอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย 

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่มีการใช้อาวุธจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ของวันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพบกกำลังเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะได้รายงานให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด

'บิ๊กเล็ก' ลั่นเลิกคุย หลังทหารเขมรเปิดฉากยิง พร้อมให้อำนาจ ผบ.ทสส. ลุยจัดการเต็มที่

'บิ๊กเล็ก' หมดความอดทน กร้าวเลิกคุยกัมพูชา รับทหารเขมรไม่ได้ ไร้ความจริงใจ ลั่นจากนี้ว่าตามกองทัพ ศบ.ทก. เป็นฝ่ายสนับสนุน บอกไม่ยอมแน่ถ้าล่วงล้ำอธิปไตย เผยบ่ายนี้ 'ภูมิธรรม' ประชุม สมช. ถกสถานการณ์

(24 ก.ค.68) - พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบ.ทก. ถึงเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ได้รับรายงานแล้วหรือยัง ว่า ถ้าถึงขั้นนี้ก็คงไม่คุยกันแล้ว ขอย้อนไปก่อนหน้านี้เราพยายามเชิญชวนให้มาคุยทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยในกระบวนการที่เรามีอยู่ สิ่งที่ตนยื่นให้เขาเสมอคือ ทั้งสองฝ่ายต้องเคลื่อนย้ายกำลังพลออกจากชายแดน เพราะถ้ายังอยู่อาจมีเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันได้ ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตน ทหารกัมพูชาค่อนข้างไม่มีวินัยและยั่วยุ แต่ทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาของเขาบอกว่า ยึดแนวทางสันติ เพราะฉะนั้น ตนมองสองอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่จริงใจ ไม่ดำเนินการสอบสวนความเป็นจริง หรืออีกอย่างคือ รัฐบาลไม่จริงใจ ดังนั้น จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ได้หารือกับกองทัพและตกลงใจว่า มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดำเนินการต่อไป เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 39 ทั้งนี้ จากที่หารือกันแล้ว ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ขออนุญาตวางลวดหนามในพื้นที่ที่ทหารกัมพูชามักล่วงล้ำเข้ามา เพราะจากเหตุการณ์วันที่ 23 ก.ค. แสดงว่า นอกจากเข้ามาแล้วยังประสงค์ร้ายกับฝ่ายไทยด้วย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า ขณะนี้เขากำลังปฏิบัติการกันอยู่ ไม่อยากไปซักถามมาก รอให้รายงานในรายละเอียด ซึ่งเมื่อเวลา 08.20 น.วันนี้ ทางฝ่ายไทยได้เข้าไปวางลวดหนาม และฝ่ายกัมพูชายิงกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องมีการประกาศภาวะพิเศษ หรือภาวะฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มี เพราะกองบัญชาการกองทัพไทยสามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมได้แล้ว ซึ่งเช้าวันนี้ ผบ.ทสส.กับ ผบ.เหล่าทัพจะหารือกัน ตอนนี้ตนจะไม่พูดแล้ว เพราะเข้าสู่เวอร์ชันใหม่แล้ว เมื่อถามว่า ไทยจะต้องใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง แผนจักรพงษ์ภูวนาถคือ สิ่งที่กองทัพบกแจ้งไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ถ้าลองดูในคำสั่งดีๆ แผนจะใช้เมื่อสั่ง และแผนนี้ต้องมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่วันนี้ ผบ.ทสส.จะเชิญเหล่าทัพมาหารือกัน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ อยากบอกอะไรกับประชาชน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งสองส่วนคือ ส่วนพี่น้องประชาชนไทยทั่วประเทศ ขอให้มั่นใจว่า กองทัพไทยยังปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเราได้เป็นอันขาด และกราบขออภัย รวมถึงให้กำลังใจพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติครั้งนี้ เพราะทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปเราจะไม่อดทนแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้ ฝากพี่น้องประชาชนทุกคนให้กำลังใจกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วย โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เมื่อถามอีกว่า จุดอื่นในพื้นที่ชายแดน ได้มีการรับรายงานว่ามีการปะทะกันมาบ้างหรือยัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง เพราะฉะนั้น ตนขอความร่วมมือสื่อมวลชน ขณะที่ทหารกำลังปฏิบัติการ พยายามอย่าไปซักถามเหมือนกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทางฝ่ายกัมพูชาจะทราบหมด เพราะสื่อได้ถ่ายทอดภาพสถานการณ์ฝ่ายเราออกไป โดยที่เราไม่ทราบฝ่ายกัมพูชา ตนเข้าใจสื่อมวลชนตลอดว่าต้องพยายามหาข่าวให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากให้กำลังใจทหาร แต่ขณะเดียวกัน อยากให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย ตนมั่นใจในดุลยพินิจของสื่อมวลชนว่าแค่ไหนคือจุดที่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริเวณชายแดน จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว ตรงนี้จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ที่หารือกันเบื้องต้น ณ วันนี้ปิดบริเวณด่านชายแดนทั้งหมดแล้ว และจะเข้าหารือในที่ประชุม ศบ.ทก. ซึ่งว่าตามกองทัพ เป็นการหารือเพื่อให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปฏิบัติ จริงๆ อำนาจให้กับกองทัพไปแล้ว เพียงแต่ ศบ.ทก.มารับทราบและเห็นชอบ นอกจากนี้ ในบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ จะประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอแจ้งประชาชนว่า ในการปฏิบัติเราได้มอบอำนาจให้กับกองทัพไทยไปแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในยุคปัจจุบัน จะปฏิบัติอะไรต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ จากการไปสัมภาษณ์พี่น้องตามแนวชายแดน ตนดีใจว่าในยามที่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนเข้าใจสถานการณ์และยินดีให้ความร่วมมือ สำหรับบทบาทของ ศบ.ทก.หลังจากนี้คือ ให้การสนับสนุนกับกองทัพไทยในการจัดการ ตนเองก็คงให้ความสำคัญกับไปทางกองทัพมากกว่า การประชุมจะมอบให้เลขาธิการ สมช.ดูต่อไป

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกัมพูชาไม่ยอมรับผิดเลย ไทยจะมีสิทธิไปยื่นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือประเทศอื่นๆ ให้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า “แล้วท่านคิดว่าที่ผ่านมาเขายอมรับผิดเรื่องไหนบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผมได้เห็นถึงความไม่จริงใจ แต่ขณะเดียวกัน เราจะไปทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นศีลเสมอกัน แล้วเวลามีปัญหาจะต้องมาพิจารณา สอบสวน ตรวจสอบ ไต่สวนกัน กลายเป็นว่าเราเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราต้องยึดมั่นคำพูด อะไรที่ใช่ อะไรที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เราจะไม่ทำศีลเสมอกันกับเขา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่า เหตุการณ์จะไม่บานปลายกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำอธิปไตยเราก็ยอมไม่ได้ ขอให้สื่อมวลชนทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เรายึดถืออธิปไตย ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก เราพยายามจะไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำหรือละเมิดก็คงไม่สามารถจะหยุดได้ คงต้องว่าไปตามกระบวนการ อันนี้เรามีกฎของเราอยู่แล้ว มีกฎหมาย กฎการใช้กำลัง ซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว โดยเหล่าทัพทราบดี

เมื่อถามถึงอำนาจของกองทัพตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส.มีอำนาจสูงสุดในการบัญชาการใช่หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า ใช่ ซึ่งจะมีคณะผบ.เหล่าทัพ โดยมี ผบ.ทสส.เป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทหาร

‘ฮุนเซน’ อ้างไทยรุกราน - โจมตีก่อน ลั่นกัมพูชาไร้ทางเลือกนอกจากตอบโต้

(24 ก.ค. 68) ‘ฮุนเซน’ อ้างไทยโจมตีก่อน หลังประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากตอบโต้ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่ากักตุนหรือขึ้นราคาสินค้า

ภายหลังจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชนี้ เมื่อวันนี้ (24 ก.ค.) ล่าสุด เมื่อเวลา 09.40 น. ในเฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia

ของนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มีการโพสต์ข้อความว่า “การรุกรานครั้งนี้ กองทัพไทยประกาศว่าจะปิดปราสาทตาเมือนธมในวันนี้ ซึ่งได้รับคำสั่งเมื่อวานนี้ ทหารไทยได้เริ่มโจมตีกองทัพกัมพูชา กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้ตอบโต้ ขอพี่น้องชาวกัมพูชา โปรดอย่าตื่นตระหนก ซื้อข้าวสารและกักตุนหรือขายสินค้าในราคาที่สูงกว่า ฯลฯ”

“โปรดดำเนินธุรกิจตามปกติในทุกภาคส่วนและทุกแห่ง ยกเว้นพื้นที่ชายแดนของจังหวัดอุดรมีชัยและจังหวัดพระวิหาร ซึ่งถูกกองทัพไทยที่รุกรานยิงถล่ม

“ขอพี่น้องประชาชน โปรดไว้วางใจในรัฐบาลและกองกำลังทหารของเรา”

เขมร ลดสัมพันธ์การทูตกับไทยสู่ระดับต่ำสุด เรียกตัว จนท.ประจำการที่กรุงเทพฯ กลับทั้งหมด

กัมพูชาลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุดตอบโต้ไทย เรียกเจ้าหน้าที่ประจำการในสถานทูตที่กรุงเทพฯ กลับประเทศทั้งหมด

(24 ก.ค. 68) สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุด เพื่อตอบโต้กรณีที่ไทยลดความสัมพันธ์กับกัมพูชา

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา หลังจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีกครั้งและได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณชายแดนพิพาท

มาตรการดังกล่าวรวมถึงการเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับจากพนมเปญ และการขับไล่เอกอัครราชทูตกัมพูชาออกจากกรุงเทพฯ

กัมพูชาได้ออกมาตอบโต้ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงสู่ระดับ 'อุปทูตรักษาการ'

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่การทูตกัมพูชาทุกคนที่ประจำการอยู่ที่สถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับประเทศ ฝ่ายไทยยังได้รับคำสั่งให้จัดการเรื่องการเดินทางกลับของเจ้าหน้าที่การทูตออกจากกัมพูชาด้วยเช่นกัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ-จักรยานให้น้องนักเรียนพื้นที่ชนบทศรีสะเกษ กว่า 1.48 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง โดยมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ จำนวน 35 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 692,500 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้ง มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ จำนวน 10 ราย และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลนพร้อมกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 โรงเรียน รวม 20 คัน 

เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวศรีสะเกษในครั้งนี้ทั้งสิ้น 743,052 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครออกหน่วยให้บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาววีรินท์ นิตย์สุวรรณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางสาวจุรีพร ภิบาลจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ

หลังจากนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบเตียงผู้ป่วยพร้อมโต๊ะคร่อมเตียงสเตนเลสและตู้ข้างเตียง จำนวน 16 ชุด และเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า จำนวน 4 เตียง สำหรับใช้ในการรักษาและบริการผู้ป่วย เนื่องด้วยทางโรงพยาบาลได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคาร ทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์และครุภัณฑ์ต่างๆ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 740,000 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) โดยมี แพทย์หญิงประภาภรณ์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ประวิทย์ธนา รองผู้อำนวยการ ภารกิจด้านบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ พร้อมกับหัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างานและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

รวมงบประมาณการช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิตให้กับชาวศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในครั้งนี้ทั้งสิ้น 1,483,052 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน)

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ. 2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 197 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

กฟผ. พร้อมรับมือพายุ ‘วิภา’ ดูแลระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ คุมการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ยืนยันยังรับได้อีกมาก

(23 ก.ค. 68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ติดตามสถานการณ์พายุ 'วิภา' อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ดูแลระบบผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างรอบคอบทั่วประเทศ เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงที่หลายพื้นที่เผชิญฝนตกหนัก

อย่างที่ทราบกันดีว่า พายุ 'วิภา' ขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ทำให้ไทยตอนบน รวมถึงภาคกลางตะวันตกและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่าง 22-24 ก.ค. ส่งผลให้ กฟผ. ต้องเฝ้าระวังทั้งระบบไฟฟ้าและสถานการณ์น้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ในเส้นทางพายุ ปัจจุบันมีน้ำในอ่างอยู่ 63% ของความจุ และยังสามารถรับน้ำได้อีก 37% กฟผ. จึงปรับลดการระบายน้ำลงจากวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

หลังจากฝนลดลงในวันที่ 25-27 ก.ค. กฟผ. จะกลับมาเพิ่มการระบายน้ำอีกครั้ง เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้สมดุล ทั้งนี้เขื่อนใหญ่ของ กฟผ. ทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 37% ของความจุ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่านเว็บไซต์ water.egat.co.th หรือแอปพลิเคชัน 'EGAT ONE' เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับระดับน้ำในเขื่อนและสถานการณ์พายุ

พิษณุโลก ม.นเรศวร จับมือ สสปท. สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย มุ่งลดอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างยั่งยืน

(23 ก.ค. 68) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรูญ สารินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในส่วนภูมิภาค จังหวัดพิษณุโลก ประจําปี 2568 และ วันความปลอดภัยมหาวิทยาลัยนเรศวร ครั้งที่ 3 (NU Safety day 2025) 

โดยมี ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์  ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. เป็นประธานกล่าวเปิด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้กับแรงงาน ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยังพบปัญหาอุบัติเหตุจากการทำงานในหลายสาขาอาชีพ 

โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ก่อสร้าง และการผลิต การสร้างพื้นที่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัย นเรศวรได้เริ่มจัดกิจกรรมวันความปลอดภัยมหาวิทยาลัยนเรศวร อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 จนถึงปัจจุบัน แต่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้บูรณาการและประสาน ความร่วมมือกับในการจัดงานร่วมกับสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยฯ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางาน และเพื่อเสริมสร้างการพัฒนา องค์ความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการให้กับผู้เข้าร่วมงาน อีกทั้งส่งเสริมวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย นเรศวรในการเป็น “มหาวิทยาลัย เพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” (University for Entrepreneurial Society)

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการด้านความปลอดภัย การเสวนาวิชาการ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การสาธิตอุปกรณ์ความปลอดภัย และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยใน รูปแบบที่เข้าถึงง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริงในสถานประกอบการทุกระดับ สามารถเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2568


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top