Tuesday, 15 September 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

(25 ก.ค.68) เวลา 07.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บังคับบัญชาหน่วยต่างๆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้น ผบ.ตร. และคณะ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ฯ ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีต่างๆ ในโอกาสอันเป็นมหามงคล ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th  ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2568

นักวิเคราะห์ออสซี่จากสถาบัน ASPI เปิดข้อมูลสำคัญจากภาพดาวเทียม ชี้ชัด!! “กัมพูชาเริ่มก่อน” มีการเสริมกำลังล่วงหน้า ก่อนเปิดฉากปะทะชายแดน

(25 ก.ค. 68) นาธาน รูเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายดาวเทียมจากสถาบัน ASPI ของออสเตรเลีย เปิดเผยหลักฐานใหม่ว่าความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชารอบล่าสุดมีแนวโน้มเริ่มจากฝั่งกัมพูชา โดยเขาตรวจสอบภาพดาวเทียมย้อนหลังพบว่า ทหารเขมรได้เสริมกำลังในหลายพื้นที่ก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และยังเร่งส่งทรัพยากรทางยุทธศาสตร์เพิ่มเติมทันทีหลังเกิดเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญรายดังกล่าวได้เผยแพร่แผนที่แสดงความหนาแน่นของกิจกรรมทางทหารในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม โดยย้ำว่าภาพถ่ายดาวเทียมเป็นหลักฐานที่ “ไม่สามารถบิดเบือนได้” พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้โลกได้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

ทั้งนี้ นาธาน รูเซอร์ (Nathan Ruser) เป็นนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงจากการติดตามความขัดแย้งในยูเครน เมียนมา และตะวันออกกลาง โดยข้อมูลของเขาถูกใช้โดยสื่อใหญ่ระดับโลกมาแล้วหลายครั้ง ทั้ง CNN, BBC และ Reuters ทำให้รายงานล่าสุดนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สมุทรปราการ-เทศบาลตําบลบางเมือง ต้อนรับคณะศึกษาดูงานเทศบาลตำบลบางกระทึก สามพราน นครปฐม

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากเทศบาลตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

โดยมี คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลบางเมือง ร่วมให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากเทศบาลตำบลบางกระทึก จังหวัดนครปฐม 

นําโดย ผศ.ดร.อุบล วุฒิพรโสภณ นายกเทศมนตรีตำบลบางกระทึก นำคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม ตลอดจนประชาชนผู้สนใจด้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวนกว่า 200 คน เดินทางมาศึกษาดูงานโครงการต่างๆ ของทางเทศบาลตำบลบางเมือง พร้อมทั้งรับฟังการบรรยาย เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านอาชีพให้แก่ประชาชนตำบลบางกระทึก

และสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน เสริมสร้างให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้และได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนนวัตกรรมผักเคล เทศบาลตำบลบางเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

‘บุญหลง’ นักมวยไทยเจ้าของฉายา ‘ซ้ายปรมาณู’ ร่วมปฏิบัติภารกิจใน ‘หน่วยรบพิเศษ’ ชายแดนไทย–กัมพูชา

(25 ก.ค. 68) 'บุญหลง คลองสวนพลูรีสอร์ต' นักมวยไทยเจ้าของฉายา 'ซ้ายปรมาณู' ที่เคยขึ้นสังเวียนกับยอดมวยดังอย่าง วันฉลอง พี.เค.แสนชัยฯ และ ฟ้าประทาน ล่าสุดเข้าปฏิบัติภารกิจในแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในฐานะทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษของกองทัพไทย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังปะทุ

โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพเจ้าตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยฝั่งกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนที่ปราสาทตาเมือนธม ทำให้ทหารไทยต้องใช้สิทธิ์ปกป้องอธิปไตย ส่งผลให้เหตุการณ์ลุกลามไปในหลายพื้นที่ ครอบคลุมถึง 4 จังหวัดชายแดน

สำหรับ บุญหลง หรือ 'ซ้ายปรมาณู' เป็นที่รู้จักในวงการมวยจากจังหวะเตะซ้ายอันหนักหน่วง เปรียบเสมือนอาวุธร้ายแรงในสังเวียน ขณะนี้เขากลายเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในสมรภูมิจริง นอกจากนี้แฟนมวยและประชาชนจำนวนมากยังร่วมส่งแรงใจให้เจ้าตัวและเหล่าทหารผู้กล้าที่ปกป้องแผ่นดินไทย

ปทุมธานี เร่งสนองนโยบาย 'ภูมิธรรม' กวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' รวมพลังทุกภาคส่วน ประกาศปฏิญญา 'รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด'

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมบัวหลวง  ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี  นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในการประกาศปฏิญญา 'รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด' ตามนโยบายปฏิบัติการ ( Quick Win ) กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ของ นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี  โดยมี นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ. ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 1 พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พ.อ.ธวัชชัย วรรณดิลก รอง.ผบ.มทบ.11  นายแพทย์อภิชน จีนเสวก รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมลงนามปฏิญญา 

ทั้งนี้ จากการมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลและ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายภูมิธรรม มอบนโยบายหลักในเรื่อง 1) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจับมือร่วมกันทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ด้วยการบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานเรื่องยาเสพติด ทั้งการสกัดกั้น เฝ้าระวัง ตรวจตรา และ X-Ray ทุกพื้นที่ นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา รวมถึงการหาข่าวในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ค้าและต่อยอดไปสู่การทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดทั้งระบบต่อไป 2) ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ให้ยึดหลัก "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่ต้องได้รับการรักษา ตามรูปแบบและกลุ่มของผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดได้มาฟื้นฟูสมรรถนะและศักยภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจะกลับเข้าไปใช้ชีวิตในสังคมโดยไม่กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอีก และ 3) ใช้ "พลังของพี่น้องประชาชน" ผู้นำของหมู่บ้าน/ชุมชน 

โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดกติการ่วมหรือ "ธรรมนูญหมู่บ้าน" เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ทุกคนรับทราบและปฏิบัติร่วมกัน พร้อมทั้งสนธิกำลังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) สร้างพลังมวลชนในการ X-Ray ทุกพื้นที่ และส่งเสริมให้มีขบวนการตาสับปะรด ช่วยสอดส่องดูแลและให้ข่าวกับภาครัฐ เพื่อทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากทุกพื้นที่ นำมาสู่ การ ประกาศปฏิญญารวมพลัง  จังหวัดปทุมธานี ยับยั้งปัญหายาเสพติด โดยทุกหน่วยงานให้คำมั่นว่า “จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด จะป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด มิให้มีผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านชุมชนมีระบบ กลไก การจัดการปัญหา ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

‘สม รังสี’ อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา จี้ ‘ฮุน เซน’ ลาออก ชี้เหตุปะทะชายแดน!! เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาแก๊งไซเบอร์มาเฟียในเขมร

(25 ก.ค. 68) อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา 'สม รังสี' ออกแถลงผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ 'ฮุน เซน' ประธานวุฒิสภากัมพูชา ลาออกเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลที่ชอบธรรม พร้อมกับเปิดเผยว่าเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจจากการถูกปราบปรามขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของระบอบปัจจุบัน

สม รังสี ระบุว่า ขบวนการไซเบอร์มาเฟียที่มีฐานตามแนวชายแดนกัมพูชา สร้างรายได้กว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวครึ่งหนึ่งของ GDP กัมพูชา โดยมีนักการเมืองและผู้มีอำนาจในประเทศเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง และกำลังถูกกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากไทย ทำให้ฮุนเซนใช้ความขัดแย้งกับไทยจุดชนวนกระแสชาตินิยมเพื่อปกป้องผลประโยชน์

เขายังเตือนว่าพฤติกรรมของฮุน เซน เสี่ยงลากภูมิภาคเข้าสู่ความไม่สงบ พร้อมชู “ข้อตกลงปารีส 2534” เป็นเกราะทางกฎหมายที่มีผลผูกพันนานาชาติในการปกป้องเอกราชและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา และเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติปารีสอีกครั้งทันที เพื่อยุติวิกฤติ

สม รังสี ย้ำว่าความโกรธแค้นของ ‘ฮุน เซน’ ต่อไทย ไม่ได้เกิดจากความรักชาติ แต่เป็นความกลัวการล่มสลายของระบอบที่เลี้ยงตัวด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ โดยระบุว่า ฮุน เซน มีพฤติกรรมซ้ำซาก ใช้ความขัดแย้งชายแดนเพื่อปกปิดปัญหาภายใน เหมือนในเหตุจลาจลปี 2546 และกรณีปราสาทพระวิหารปี 2554

ท้ายที่สุด สม รังสี เตือนว่าหากปล่อยให้ระบอบไร้ความรับผิดชอบนี้ดำเนินต่อไป โดยอาศัยกระแสชาตินิยมเป็นเกราะกำบัง จะทำให้ภูมิภาคเสี่ยงต่อความปั่นป่วน พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกช่วยรื้อถอนเครือข่ายมาเฟียเหล่านี้ แม้จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพนมเปญก็ตาม 

‘ลอรี่’ ย้ำต่างชาติ รับไม่ได้ทหารเขมรโจมตีพลเมือง-โรงพยาบาล ลั่น ไทยยืนบนหลักการสากล จะเอาชนะบนความถูกต้อง

‘ลอรี่’ ย้ำต่างชาติ รับไม่ได้กัมพูชาโจมตีพลเมือง-สถานพยาบาล ไทยยืนบนหลักการสากล จะเอาชนะบนความถูกต้อง ให้นานาชาติได้ประจักษ์

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า

“จากสถานการณ์การปะทะชายแดนบริเวณไทย-กัมพูชา 'ปราสาทตาเมือนธม' ไทยใช้ความอดทนอดกลั้นถึงขีดสุด เมื่อกองทัพกัมพูชา ตัดสินใจโจมตีใส่ไทยก่อนในช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ด้วยอาวุธ BM-21 มีการโจมตีปั๊มน้ำมัน โรงเรียน สถานพยาบาล ทำให้พลเรือนไทยที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งเด็กและบุคลากรทางการแพทย์ จนมีผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บครึ่งร้อย

เป็นการละเมิดสนธิสัญญาเจนีวา ปฏิบัติต่อพลเมืองผู้บริสุทธิ์ในสงครามอย่างไม่มีมนุษยธรรมจนถึงแก่ความตาย รวมถึงการผิดอนุสัญญาออตตาวา ใช้ทุ่นระเบิดสังหาร ทั้งที่ลงนามเลิกใช้ตั้งแต่ ค.ศ.1997 ทำให้ประเทศไทยต้องใช้สิทธิกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 ในการตอบโต้ปกป้องชีวิต ทรัพย์สินคนในประเทศ

ซึ่งผมมั่นใจว่ากองทัพบกไทยจะยืนยันในการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยเราด้วยความระมัดระวัง มีมนุษยธรรมกว่า โปร่งใส ไม่ทำร้ายพลเรือนกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ 

พร้อมเปิดให้เวทีโลกเข้าสังเกตการณ์ และขอยืนยันว่าไทยต้องการให้จบเรื่องนี้อย่างสันติ ไม่ให้มีชีวิตผู้คนทั้งทหารและพลเรือนทั้ง 2 ฝ่าย ต้องสูญเสียไปกว่านี้

เพราะคนที่โลกควรต้องประณามคือ นักการเมือง ผู้นำกองทัพกัมพูชาไม่กี่คน ที่ลงมือใช้อาวุธสงครามคร่าคนบริสุทธิ์ อย่างเหี้ยมโหด เพื่อหวังสถานการณ์สงครามบางอย่าง

ไทยหวังคืนความสงบสู่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศโดยไว และหวังให้ทั้งโลกยืนหยัดบนความถูกต้อง ในหลักการ 'มนุษยธรรม' ระหว่างประเทศ เพราะหากไร้สิ่งเหล่านี้ สันติภาพบนโลกก็ไร้ความหมาย” 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้การปฏิบัติในการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ บังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลการปฏิบัติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร่วมประชุมขับเคลื่อนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่

ทั้งนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ทุกหน่วยจัดเตรียมกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และดำรงการติดต่อสื่อสารให้พร้อมปฏิบัติเมื่อได้รับการสั่งการ พร้อมทั้งยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ออกตรวจตราเพิ่มความเข้มในการดูแลทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการอพยพประชาชนออกจากบ้านพักไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีกลุ่มคนร้ายฉวยโอกาสกระทำความผิดต่อทรัพย์สินของประชาชน 

รวมทั้งกำหนดจุดการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด เพื่อเพิ่มความเข้มในการตรวจตราผู้ลักลอบกระทำผิด ลักลอบขนอาวุธ หรืออาจจะมีการแทรกซึมทางการข่าว และเตรียมความพร้อมในด้านการสอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมให้ติดตามเฝ้าระวัง สืบสวนหาข่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง ประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน และเป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ได้ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอหรือสั่งการ

นอกจากนี้ สั่งการให้โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ จัดเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติทางการแพทย์ ตลอดจนเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนร่วมบริจาคโลหิต เพื่อเตรียมสำรองโลหิตไว้ในกรณีหากจำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พร้อมมอบหมายให้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองสารนิเทศ ประชาสัมพันธ์ชี้แจง ทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน สื่อมวลชน ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงการระมัดระวังข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงต่างๆ

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ 'จันทบุรี' ด่วน! สั่งยกระดับดูแลประชาชน 3 จว.ชายแดน ป้องกันอาชญากรรมขั้นสูงสุด 

'ผบช.ภ.2' ลงพื้นที่จันทบุรี กำชับ 3 จังหวัดชายแดนเตรียมกำลังพร้อมเสริมกองกำลังป้องกันชายแดน ยกระดับการดูแลประชาชนพื้นที่ส่วนหลัง สืบสวน หาข่าว ป้องกันอาชญากรรมขั้นสูงสุด ส่งตำรวจลงชุมชนลดความตระหนก สแกนกลุ่มเปราะบางรับมือแผนอพยพ ใช้ AI ช่วยเฝ้าระวัง 

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ลงพื้นที่ จว.จันทบุรี ติดตามสถานการณ์พื้นที่แนวชายแดนติดต่อประเทศกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ  พร้อมปฏิบัติการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน  และมีมาตรการปฏิบัติยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/67) 

“ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการให้ ภ.จว.จันทบุรี ตราด และ สระแก้ว เตรียมกำลัง ยุทโธปกรณ์ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติกองกำลังป้องกันชายแดน และกำชับให้ยกระดับความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยให้ระดมตำรวจชุมชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน มิให้ตื่นตระหนกกับข่าวลือ ข่าวลวง และเตรียมความพร้อมอพยพประชาชนไปสู่พื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น ให้สำรวจกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เพื่อเตรียมแผนการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันอาชญากรรมทุกรูปแบบที่อาจอาศัยสถานการณ์เช่นนี้ลอบก่อเหตุ โดยกำชับให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (บก.สส.ภ.2) สืบสวนหาข่าวเฝ้าระวังขั้นสูงสุด” ผบช.ภ.2 กล่าว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จว.จันทบุรีวันนี้ พบว่าสถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี โดยกำชับว่าตำรวจการ์ดอย่าตก เพิ่มความเข้มสูงสุด ไม่ประมาท ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ สร้างความอุ่นใจ และความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ร้านทอง ธนาคาร  ร้านสะดวกซื้อ โดยจากการใช้งานที่ผ่านมาช่วยในการแจ้งเหตุ ติดตามจับกุมคนร้ายได้ทันท่วงที และได้กำชับว่าในสถานการณ์เช่นนี้ให้นำเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาและนำมาใช้ในพื้นที่มาช่วยดูแลประชาชน เช่น การแจ้งเหตุ การเฝ้าระวังเหตุไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามขอให้กำลังใจตำรวจทุกนายในพื้นที่ โดยในฐานะผู้บังคับบัญชาพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติทุกภารกิจให้สำเร็จ ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.68) จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมให้ขวัญกำลังใจและกำชับการปฏิบัติตำรวจในพื้นที่ จว.ตราด ต่อไป 

“ตำรวจภูธรภาค 2 ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ส่วนหน้าผู้ปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยชายแดนไทย - กัมพูชาครั้งนี้ และส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกคน และขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อผู้สูญเสียจากสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมดูแลพิทักษ์ความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้หากต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจ โปรดโทร.191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

กองทัพไทย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ตอบโต้กัมพูชา ทั้งภาคพื้นดิน-อากาศ ลั่นพร้อมบดขยี้!! ผู้เหยียบย่ำรุกลํ้าแผ่นดินไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพไทยเปิดยุทธการ “ยุทธบดินทร์” (Yuttha Bodin) ตอบโต้กัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย ด้วยการใช้กำลังทั้งทางบกและอากาศ พร้อมประกาศชัด “บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย” โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ รับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์

ชื่อปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” มาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบ และ “บดินทร์” หมายถึงแผ่นดิน สื่อถึงการรบเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด พร้อมคำขวัญว่า “เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีไทย” ย้ำความชอบธรรม และเด็ดขาดในการตอบโต้

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ไทยตอบโต้การโจมตีของกัมพูชา 
• ช่องบก ทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
• ช่องอานม้า F16 ทิ้งไข่ที่ตั้งกำลังกัมพูชา
• พื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ ใช้รถถังเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่
• จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ใช้ F-16 ช่องตาเฒ่า
• จุดตรวจการณ์เขาสัตตาโสม ทำลายรถถังกัมพูชาได้จำนวน 2 คัน
• เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ ใช้รถถังระดมยิง ส่งทหารราบเข้ายึด
• ภูมะเขือ ปัจจุบันสามารถทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
• ช่องจอม โจมตีกันไปมา
• พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าตีระลอกที่ 2
• พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าตี

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล พร้อมเฝ้าระวังและตรึงกำลังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top