Tuesday, 14 July 2026
NEWS FEED

“บิ๊กตู่” แสดงความเสียใจครอบครัวทหารที่เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจสหประชาชาติ

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้แสดงความเสียใจกับครอบครัวของ จ.ส.อ.เกียรติศักดิ์ ประพันธ์อนุรักษ์ สังกัดกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ไทย / เซาท์ซูดาน ที่เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในภารกิจของสหประชาชาติ ณ ค่าย UNMISS เมืองจูบา สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน 

โดย นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ให้กองทัพไทย ประสานกองกำลังสหประชาชาติ เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทย เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติ และขอให้กองทัพบก ดูแลสิทธิของกำลังพลที่เสียชีวิตและให้การช่วยเหลือครอบครัวต่อไป

“บิ๊กตู่” ชื่นชม นักออกแบบไทยสามารถนำวิจิตรศิลป์ของไทยในแขนงต่าง ๆ  สร้างสรรค์ อุตสาหกรรมบันเทิงสมัยใหม่ ยก  MV ลิซ่า โชว์งานหัตถศิลป์ไทยคนชมกว่า 100 ล้านวิว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความชื่นชมและภูมิใจนักออกแบบไทยสามารถนำวิจิตรศิลป์ของไทยในแขนงต่าง ๆ  มาสร้างสรรค์ร่วมกับอุตสาหกรรมบันเทิงสมัยใหม่  ตรงกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ของรัฐบาล ซึ่งส่วนหนึ่งคือการผลักดัน  "Soft Power" ไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์  รัฐบาลเร่งเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยใน 15 สาขา คือ 1.งานฝีมือและหัตถกรรม 2.ดนตรี 3.ศิลปะการแสดง 4.ทัศนศิลป์ 5.ภาพยนตร์ 6.การแพร่ภาพและกระจายเสียง 7.การพิมพ์ 8.ซอฟต์แวร์ 9.การโฆษณา 10.การออกแบบ 11.การให้บริการด้านสถาปัตยกรรม 12.แฟชั่น 13.อาหารไทย 14.การแพทย์แผนไทย 15.การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

นายธนกร กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็ผลักดันวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F  ได้แก่  1. อาหาร (Food) 2.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) 3.ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) 4.มวยไทย (Fighting) และ 5.การอนุรักษ์และขับเคลื่อน เทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก (Festival)  เชื่อว่ายังจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมส่งออกสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังยุคโควิด -19 ที่สำคัญของไทยด้วย

นายธนกร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้กำหนดโมเดล BCG ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย "ปัญญา สร้างสรรค์" และมีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากไทยมีจุดเด่นและความพร้อมด้านทุนวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งศิลปหัตถกรรม ประเพณี  สถานที่ท่องเที่ยว ชุมชนที่มี "อัตลักษณ์" ของตนเอง นำมาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือของคนไทย ก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี  แล้วล่าสุด จากกระแสความชื่นชมเอ็มวีของศิลปินลิซ่า ที่มีการสอดแทรกงานหัตถศิลป์ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย  มียอดผู้ชมกว่า 100 ล้านวิวแล้ว เชี่อว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงและออกแบบแฟชั่นไทย ในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ซึ่งขณะนี้  ไทยมีตลาดประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาครองรับอยู่แล้ว 

นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของศิลปินไทย ทุกสาขาศิลปะ ดนตรี ภาพยนต์ ออกแบบดีไซน์ รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง มุ่งมั่น ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก จนประสบความสำเร็จ เชื่อว่าจะช่วยจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยและผู้อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ในการนำศิลปวัฒนธรรมไทยมาสร้างสรรค์เป็น soft power เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและให้เป็นที่รู้จักและเผยแพร่ในระดับโลก  

บก.ตม.1 สนองนโยบาย ผบ.ตร.-ผบช.สตม. มอบถุงยังชีพส่งความห่วงใย ช่วยประชาชนสู้ภัยโควิด-19 ตามโครงการ 'ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน'​

(10 ก.ย.64)​ พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1, ว่าที่ พ.ต.อ.หญิง พริมรตา อินทร์ถมยา ผกก.1 บก.ตม.1 พร้อมด้วย รอง ผกก.1 บก.ตม.1 และ สว.กก.1 บก.ตม.1 เป็นตัวแทน บก.ตม.1 นำถุงยังชีพซึ่งบรรจุอาหารแห้งและสิ่งของจำเป็น ไปแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ในพื้นที่ชุมชนซอยแจ้งวัฒนะ 5 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ และเป็นการแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เป็นการกระจายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในชุมชนให้ได้รับแจกถุงยังชีพอย่างทั่วถึง และในการแจกถุงยังชีพได้มีการปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขสุขอย่างเคร่งครัด  

พ.ต.อ.ภัคพงศ์ฯ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตาม โครงการ "ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน" ซึ่งเป็นนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.,  พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง​ ผบช.สตม.,  พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.สตม. และ​ พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1 ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 ให้หน่วยงานในสังกัดช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อยู่เคียงข้างไม่ทอดทิ้งประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถให้ประชาชนรู้สึกว่าตำรวจสามารถพึ่งพาได้ 

และการแจกถุงยังชีพในครั้งนี้ เป็นการร่วมใจ ร่วมกันปันน้ำใจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เป็นขวัญและกำลังใจในการดำรงชีพต่อไป และจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวข้ามผ่านวิกฤตโควิดนี้โดยเร็ว

​​​​​​

"สัมฤทธิ์" จี้ถามมหาดไทย!! หลังกังหันลมได้ยกเว้นภาษี ชี้! ชาวบ้านได้รับมลพิษทางเสียงแต่ไม่ถูกเยียวยา "บิ๊กป๊อก" แจงทำตามกฎหมายที่ดิน ยันมติครม.มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลผู้ได้รับผลกระทบ

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตนได้ตั้งกระทู้ถาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในการประชุมสภาผู้แทนรษฎร ว่าเพราะอะไร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถึงระบุว่า กังหันลมเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นภาษี หลังมีการประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 เพราะที่ผ่านมาองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นไม่เคยมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการกังหันลมในจังหวัดชัยภูมิที่ไว้ใช้ผลิตไฟฟ้า แต่ปัจจุบันไม่สามารถเก็บภาษีได้ จนทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดรายได้นำไปพัฒนาพื้นที่และดูแลคุณภาพชีวิตคน

และกรณีก่อนการก่อสร้างติดตั้งกังหันลม จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือทำประชาคมเพื่อได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในพื้นที่ก่อน ซึ่งชาวบ้านก็ยินยอม แต่ทำไมปัจจุบันชาวบ้านกลับถูกหลอกได้รับความเดือดร้อนจากมลพิษทางเสียงของกังหันลมโดยไม่ได้รับการเยียวยาหรือชดเชยใด ๆ และจะมีแนวทางอย่างไรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปจัดเก็บภาษีได้เหมือนเดิมเพื่อใช้ช่วยเหลือประชาชน

นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ ระบุว่า เพราะเราเปลี่ยนมาใช้กฎหมายใหม่โดยจากเดิมเก็บภาษีจากรายได้ของสิ่งปลูกสร้าง แต่ตอนนี้ใช้เกณฑ์วัดตามมูลค่าของสิ่งปลูกสร้าง ยืนยันว่าทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้เหมือนก่อน ซึ่งทั่วโลกก็ยึดเกณฑ์เหล่านี้เป็นหลัก โดยขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน มีการไปตรวจสอบต้นทุนว่าเมื่อไม่ต้องเสียภาษีและมีการรับซื้อจะซื้อได้เท่าไร ผู้ประกอบการจะได้รับความพึงพอใจและเป็นธรรม คนที่ได้รับผลประโยชน์จากพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนจนที่ไม่ต้องแบกรับเรื่องภาษี เมื่อเทียบกับคนรวยที่ต้องแบกรับภาระมากกว่าเพราะเป็นเจ้าของที่ดิน และกฎหมายดังกล่าวกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ

สำหรับการเยียวยาประชาชน และประเด็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บรายได้ นั้น ตามมติครม. 7 มิ.ย. 2559 ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกระจายอำนาจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง โดยมีการจัดสรรงบอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกปี

ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ประกาศ จะบริจาควัคซีนโควิด-19 อีก 100 ล้านโดสให้ประเทศกำลังพัฒนาภายในปีนี้

เฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความล่าสุด เผย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศว่า จีนจะบริจาควัคซีนโควิด-19 จำนวนอีก 100 ล้านโดสให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาภายในปีนี้

ในช่วงเย็นของวันที่ 9 กันยายน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 13 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยกล่าวว่า ปัจจุบัน จีนได้จัดสรรวัคซีนสำเร็จรูปและวัคซีนรอบรรจุภัณฑ์มากกว่า 1 พันล้านโดส ให้นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศกว่า 100 แห่ง และจะจัดสรรวัคซีนจำนวน 2 พันล้านโดส ให้ทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้ จีนจะบริจาควัคซีนโควิด-19 เพิ่มอีก 100 ล้านโดส ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภายในปีนี้ หลังจากได้บริจาคเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้โครงการโคแวกซ์ (COVAX) แล้ว


https://www.facebook.com/ChineseEmbassyinBangkok/photos/a.846557328724407/4373888505991254/

รพ.ศิริราช แจ้งยกเลิก การลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี เหตุเข้าใจคลาดเคลื่อน ระบุ ต้องฉีดซิโนแวคเป็นเข็มแรก

ตามที่ โรงพยาบาลศิริราชเปิดให้ประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ลงทะเบียนจองวันและเวลาการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท AstraZeneca สำหรับเดือนกันยายน 2564 ตั้งแต่วันที่ 10-20 กันยายน 2564 สำหรับการฉีดเข็ม 1 เท่านั้น แต่เนื่องจากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งไม่ตรงกับนโยบายการบริหารจัดการวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขที่จะจัดให้มีการเข้ารับวัคซีนชนิด Sinovac เป็นเข็มที่ 1 และวัคซีนชนิด AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2

รพ.ศิริราช จึงขอยกเลิกการลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 10-20 กันยายน 2564 ดังกล่าว และขอแสดงความเสียใจ รวมทั้งขออภัยในความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นมา ณ ที่นี้ หากรพ.ศิริราชได้รับการจัดสรรวัคซีนสำหรับดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขแล้วจะรีบดำเนินการต่อไปโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ การประกาศยกเลิกดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากรพ.ศิริราช ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ว่า "โรงพยาบาลศิริราช" เปิดให้ประชาชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถจองวันและเวลาการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ "แอสตร้าเซเนก้า" สำหรับเดือนกันยายน 2564 โดยสามารถดาวน์โหลด และจองผ่านแอปพลิเคชัน Siriraj Connect ได้ตั้งแต่วันที่ 10-20 กันยายน 2564 เพื่อรับการฉีดวัคซีนระหว่างวันที่ 25 กันยายน 2564 ถึง 3 ตุลาคม 2564 เวลา 08.00 - 15.30 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช

Moderna เตรียมผสมสูตรวัคซีนป้องกัน Covid-19 กับไข้หวัด กรุยทางสู่แผนการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ทุกปี

แล้วก็เป็นอย่างที่หลายคนคาดไว้จริง ๆ ว่า วัคซีน Covid-19 จะออกแบบมาเพื่อให้เราต้องฉีดกระตุ้นภูมิกันเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 เข็ม 

ล่าสุดบริษัท Moderna กำลังพัฒนาวัคซีนรวมป้องกันทั้ง Covid-19 และ ไข้หวัด ฉีดครบ จบในเข็มเดียว และจะผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจเช่นนี้เป็นประจำทุกปี 

สเตฟาน บานเซน CEO ของบริษัท Moderna ได้กล่าวในงานนำเสนอแผนการตลาดกับนักลงทุนว่าทางบริษัทเชื่อมั่นว่าสูตรวัคซีนผสมนี้ จะสามารถตีตลาดกลุ่มที่ต้องการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ประจำปีได้อย่างแน่นอน เพราะครอบคลุมการป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจได้กว้างขึ้น

และมั่นใจด้วยว่า Moderna จะเป็นผู้ผลิตวัคซีนเจ้าแรกที่เข้ามาลุยตลาดวัคซีนบูสเตอร์ ด้วยกลยุทธ์ชิงตลาดก่อนเพื่อความได้เปรียบ

เวลานี้ บรรดาบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีวัคซีนของโลกทั้ง Moderna, Pfizer และ BioNTech ต่างขยับเข้าสู่ตลาดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ ที่นักลงทุนคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถทำกำไรได้อีกหลายพันล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวถ้าสามารถพัฒนาสูตรผสมควบรวมกับวัคซีนโรคอื่น ๆ อย่างไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ ได้อีก เพราะจะยิ่งจูงใจให้คนเข้ามารับวัคซีนประจำปีอีกเป็นจำนวนมาก 

และทันทีที่มีประกาศจากทางผู้บริหาร Moderna ในการพัฒนาวัคซีน Covid-19 บูสเตอร์สูตรผสม ก็ส่งผลให้หุ้นของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอีก 6% ทันที 

ด้วยแรงจูงใจในมูลค่าการตลาดนี้เอง ก็น่าจะมีวัคซีนอีกหลายเจ้าที่จะขยับเข้ามาแข่งขันในตลาดวัคซีนบูสเตอร์เพิ่มมากขึ้น เช่นล่าสุด Novavax ที่กำลังปล่อยวัคซีน Covid-19 ตัวใหม่ออกสู่ตลาด ก็ประกาศว่ากำลังพัฒนาวัคซีนสูตรผสมป้องกัน Covid-19 และ ไข้หวัดใหญ่เช่นเดียวกัน

ปรากฏการณ์ตลาดตื่นวัคซีนนี้ อาจมองได้ 2 แง่ว่า เป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคติดต่อทางลมหายใจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ที่จะสามารถก้าวข้ามปัญหาการระบาดของ Covid-19 ไปได้

แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง ก็มีหลายฝ่ายยังวิตกว่า จริง ๆ แล้ว ร่างกายคนเราต้องการวัคซีน ฉีดกันเป็นประจำทุกปีจริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่เห็นผลกระทบของการได้รับวัคซีนต่อเนื่องในระยะยาว และอาจผิดเป้าหมายของการใช้วัคซีนเพื่อขจัดโรคระบาดให้หมดไปจากโลก 

หรือนี่จะเป็นเพียงการเลี้ยงไข้ ให้สามารถขายวัคซีน เพื่อผลกำไรมหาศาลในแต่ละปีกันแน่? 


เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์

อ้างอิง: Straits Times

กนช.เคาะแผนบริหารจัดการน้ำดัน 2 โครงการรับอีอีซี 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  โดยจะเสนอขอตั้งงบประมาณปี 2566 ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะพง จังหวัดฉะเชิงเทรา และโครงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานแนวที่ 2 จังหวัดระยอง ระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี (2565-2568) ซึ่งกรมชลประทาน จะเสนอ ครม. เห็นชอบต่อไป

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะพง เป็น 1 ในโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  มีแผนการดำเนินงาน 6 ปี (2565-2570) โดยในปี 2565 จะเตรียมความพร้อมด้านการมีส่วนร่วมและจัดหาที่ดิน และเริ่มก่อสร้างในปี 2566-2568  จากนั้นจะดำเนินการวางระบบส่งน้ำในปี 2568-2570  หากโครงการแล้วเสร็จจะทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นประมาณ 35,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในเขตพื้นที่ EEC ได้ประมาณ 4 ล้าน ลบ.ม./ปี รวมทั้งยังใช้ผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศได้ประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ กรมชลประทาน ดำเนินการเร่งรัดจัดหาที่ดิน เพื่อให้สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด 

ส่วนโครงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานแนวที่ 2 ในปี 2565 จะดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านการมีส่วนร่วมและจัดหาที่ดิน ก่อนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2566-2568 หากโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากโครงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานแนวที่ 1 จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำประแสร์ ได้มากถึง 100 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบและจัดหาที่ดินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามแผน

'ตำรวจ' เตือน ซื้อ ‘รถออนไลน์- รถมือสอง’ ระวังได้แต่รูป ถูกแก๊งคนร้ายหลอกขายรถ

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม จับกุม นายพีรศิลป์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ 197/2564 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ซึ่งต้องหาว่า “ฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” และยังมีหมายจับในข้อหาเดียวกันอีกสองหมาย คือ หมายจับศาล จ.ขอนแก่น และหมายจับศาล จ.สุรินทร์ รวมทั้งหมด 3 หมายจับ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา

โดยคนร้ายได้เปิดเฟซบุ๊กชื่อ “เฮียบอล รถบ้าน” หลอกขายสินค้ามือสอง เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถไถนา รถเกี่ยวข้าว รวมไปถึงพ่อวัวพันธุ์บลามันห์ โดยเปิดขายสินค้ามาแล้วประมาณ 3 ปี แต่ไม่เคยมีผู้เสียหายรายใดได้รับสินค้าตามที่ตกลงซื้อขาย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหายจำนวนหลายล้านบาท

ก่อนหน้านี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก็ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาโพสต์ขายรถยนต์ดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊ก “รถหลุดจำนำหลักหมื่น” ซึ่งมีการโพสต์ประกาศซื้อขายรถยนต์หรูและรถต่าง ๆ วันละไม่ต่ำกว่า 30 - 40 คัน ในราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก โดยอ้างว่าเป็นรถหลุดจำนำ สามารถซื้อไปใช้งานได้ถูกต้องตามกฎหมายและต่อภาษีประจำปีได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่ารถยนต์ที่ประกาศขาย มีการใช้แผ่นป้ายทะเบียนและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอม

จะเห็นว่ามิจฉาชีพได้ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ประชาชนนิยมใช้งาน เป็นช่องทางในการหลอกลวง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เคยเตือนภัยแล้ว แต่ก็ยังมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อยมา จึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนที่มีความประสงค์ซื้อรถผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ว่า ควรเลือกซื้อรถที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ มีสมุดคู่มือการจดทะเบียน หมายเลขตัวถัง หมายเลขเครื่องยนต์ ไม่มีการขูดลบ แก้ไข และตรงตามคู่มือการจดทะเบียน มีเอกสารชุดโอนกรรมสิทธิ์ครบถ้วน และควรมีการทำสัญญาซื้อขายที่มีการลงลายมือชื่อทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ หากเกิดกรณีมีปัญหาภายหลัง สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทางกฎหมายได้ และเมื่อตกลงซื้อขายรถกัน ควรนัดไปแจ้งโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมการขนส่งทางบกให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อ "หากท่านไม่อยากตกเป็นเหยื่อถูกฉ้อโกงหลอกขายรถ ควรตั้งสติอย่าเห็นแก่รถที่นำมาโฆษณาในราคาถูก และอย่ารีบโอนเงิน ควรตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นของผู้โพสต์ขายว่าเป็นบัญชีสื่อสังคมออนไลน์จริงหรือบัญชีอวตาร (บัญชีที่สร้างขึ้นมาเพื่อก่ออาชญากรรมออนไลน์) และให้นำชื่อ, หมายเลขบัญชีธนาคาร, หมายเลขโทรศัพท์ และรายละเอียดของผู้ขายทั้งหมด ไปตรวจสอบในเว็บไซต์ Search engine เช่น Google ว่าเคยมีประวัติการโกงหรือไม่อย่างไร และไม่ควรซื้อรถมือสองจากเพจเฟซบุ๊กที่มีการโฆษณาขายรถในลักษณะ รถหลุดจำนำ รถหนีไฟแนนซ์ฯ เนื่องจากรถที่นำมาประกาศขายมักเป็นรถที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง เช่น ขาดการชำระค่างวดกับสถาบันการเงิน หรือเป็นรถที่ถูกโจรกรรม 

ซึ่งผู้ขายอาจมีการปลอมแปลงแผ่นป้ายทะเบียน ป้ายการแสดงการชำระภาษีประจำปี จากนั้นจึงนำมาประกาศขายให้กับประชาชนในราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก ซึ่งการซื้อรถลักษณะดังกล่าว หากผู้ซื้อรู้หรือควรรู้ได้ว่ารถคันดังกล่าวได้มาโดยผิดกฎหมาย ผู้ซื้อหรือผู้ครอบครองรถดังกล่าวอาจถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหา ลักทรัพย์หรือรับของโจร ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี นอกจากนี้ผู้ซื้อยังเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง หากผู้ขายขอให้โอนเงินมัดจำก่อน และเมื่อผู้ขายได้รับเงินมัดจำแล้วอาจบล็อกบัญชีของผู้ซื้อ ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้และสูญเสียเงินมัดจำได้"

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว กรุณาแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐมนตรีฯนิพนธ์ สั่งทำแผนแม่บทแก้ปัญหาน้ำท่วมสงขลา ทั้งระบบ ก่อนลงพื้นที่ดูปภ.เคลียร์เส้นทางระบายน้ำรับมือมรสุม 

ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์/รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา โดยมีนายวงศกร นุ่นชูคันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

นายนิพนธ์  กล่าวว่า จังหวัดสงขลาถือเป็นจังหวัดที่มีฝนตกค่อนข้างดีจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของภาคใต้ และได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย ทำให้จังหวัดนี้มีฝนตกมากและยาวนาน โดยเฉพาะเดือนตุลาคมถึงธันวาคม  การเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในห้วงระยะเวลาดังกล่าวโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา ตั้งแต่พื้นที่ราชภัฏสงขลา และบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนแนวกาญจนวนิชไปจนถึงห้าแยกน้ำกระจาย อำเภอเมืองสงขลา และพื้นที่เกี่ยวข้อง จึงมีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และจากการติดตามความคืบหน้าในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินแผนการขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะสามารถรองรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝนได้เป็นอย่าง

โดยจังหวัดสงขลาได้ดำเนินโครงการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอเมืองสงขลา อาทิ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ราชภัฏสงขลา และบริเวณใกล้เคียง ตลอดแนวถนนกาญจนวนิชไปจนถึงห้าแยกน้ำกระจาย และพื้นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้กลุ่มแผนงาน/โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น : ระดับพื้นที่ของจังหวัดสงขลา, โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำเดิมบนทางหลวงหมายเลข 407 (หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา) โดยเพิ่มขนาดท่อระบายน้ำและก่อสร้างอาคาร ระบายน้ำเชื่อมต่อกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในซอยกาญจนวนิช 13 เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองสำโรง, โครงการปรับปรุงคลองสิ่งแวดล้อมบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อระบายน้ำในช่วงฤดูฝน โครงการขุดลอกคลองตอเตี้ย คลองน้ำกระจาย คลองบางดาน และคลองหมู่ที่ 5 สายกลางบ้าน (พะวง) การสูบโคลนจากบ่อพักอย่างสม่ำเสมอควบคู่กับการล้างท่อ/คูระบายน้ำบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดแนวถนนกาญจนนิชไปจนถึงห้าแยกน้ำกระจาย และพื้นที่เกี่ยวข้อง, การสำรวจท่อลอดทางเข้าสำนักงาน/อาคารบ้านเรือนให้ได้มาตรฐานกรมทางหลวงเพื่อรองรับการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ รมช.มท.ยังได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้จัดทำแผนแม่บทเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดสงขลาทั้งระบบ อีกด้วย

จากนั้นนายนิพนธ์ รมช.มท และคณะลงพื้นที่สำรวจและเตรียมความพร้อมในการขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำในคูคลองในพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลพะวง พื้นที่บริเวณห้าแยกน้ำกระจาย และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี ผอ.ปภ


เขต12 หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยแขวงทางหลวงสงขลาที่ 1 ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้  สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อป้องกันอุทกภัยในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง และบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่งมขังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำระบายลงสู่คลองสายหลักได้ยาก จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จึงต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อให้น้ำระบายลงสู่คลองสายหลักได้ง่าย รวดเร็ว และพร้อมรับกับฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top