Tuesday, 18 January 2022
TEA TIMES

ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. หญิงคนแรก หาก ‘ก้าวไกล’ กล้าดันวัดศรัทธาคนกรุง

ภายหลังจบศึกสมรภูมิการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), สมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพิ่งจบไปหมาด ๆ นั้น

สมรภูมิถัดไปที่น่าจะแวะเวียนมาในเวลาอันใกล้ คงต้องเป็นคิวของเวทีเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งคาดกันว่าน่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2565 เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะครบวาระในปี 2566

พูดถึงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ คนกรุง ก็ต้องบอกว่าถูกแช่แข็งมานาน ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 นั่นจึงทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ครั้งที่จะถึงนี้ น่าจะมีความคึกคัก และดุเดือดมากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะน่าจะเป็นการวัดพลังของบรรดาพรรคใหญ่ชื่อดังทั้งเก่าและใหม่ ว่าใครคือตัวจริงที่ยังยึดพื้นที่เมืองหลวงเป็นฐานที่มั่นไว้ได้ในรอบนี้ได้

>> สังเวียนวัดพลัง ‘พรรค’ ผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าเมืองบางกอก

อย่างไรซะ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร? แต่หลายพรรคการเมืองก็เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว ทั้งพรรคเพื่อไทย, พลังประชารัฐ, ก้าวไกล และประชาธิปัตย์ เพียงแต่ยังอุบชื่อแคนดิเดตกันไว้อยู่

ทว่าถึงพรรคเหล่านี้จะยังอุบชื่อตัวผู้สมัครไว้ แต่วงในการเมือง เขาก็พอจะรู้กันเนือง ๆ ว่าพรรคไหนจะส่งใคร หรือจะสนับสนุนใคร

ถ้าใครที่พอจะติดตามข่าวสารการเมืองอยู่บ้าง คงทราบว่าเต็งหนึ่งในสนามเลือกตั้งผู้ว่ากทม. รอบนี้ คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฉายารัฐมนตรีที่แกร่งที่สุดในปฐพี ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทำโพลล์สำรวจกี่ครั้ง คนกรุงเทพฯ ก็ยังเทคะแนนให้เป็นอันดับแรกทุกครั้ง 

ถึงกระนั้นก็คงต้องตามกระแสลมของ ‘พรรคเพื่อไทย’ ดูไว้หน่อยว่าจะส่งผู้สมัครผู้ใดเข้าแข่งด้วยหรือไม่ เพราะถึงแม้ ‘ชัชชาติ’ จะมีสัมพันธ์อันดีกับพรรคเพื่อไทย แต่ในการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ในครั้งนี้ เจ้าตัวลงสมัครในนามอิสระ และยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยอีกแล้ว

ข้ามฟากมา ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ซึ่งยืนยันมาตลอดเช่นกันว่า จะไม่ส่งผู้สมัครชิงตำแหน่ง แต่หากพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบัน ตัดสินใจลงแข่งเพื่อเป็นผู้ว่าอีกสมัย ก็ต้องวัดใจผู้ใหญ่ในพปชร. ว่าจะสนับสนุนต่อหรือไม่ หรือ จะมีทางเลือกอื่น ซึ่งตอนนี้เริ่มมีชื่อ ‘ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร’ หรือ ผู้ว่าหมูป่า ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตอีกคน

ขณะที่ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เก่ามายาวนานหลายปี ก่อนที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะถูกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตาม ม.44 ปลดพ้นตำแหน่ง เมื่อปี 2559 ก็ดูเหมือนจะหมายมั่นปั้นมือที่จะกลับมาทวงคืนศรัทธาจากคนกรุงอีกครั้ง หลังจากเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ถูกเท ไม่ได้แม้แต่เก้าอี้เดียวในกทม. เพราะเจอทั้งกระแส ‘ลุงตู่ฟีเวอร์’ กับ ‘ความแรงของพรรคอนาคตใหม่’ 

กล่าวโดยสรุปแล้ว รายชื่อของผู้สมัคร ก็คงไม่น่าจะหนีจากกระแสข่าวหลักมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นเหล่าคอการเมืองคงทราบกันดีว่า สมรภูมิการเลือกตั้งในกทม. นั้น จะต้องอาศัยทั้งชื่อชั้นของผู้สมัคร และ ความนิยมในพรรคการเมืองที่สังกัด จึงจะได้รับเสียงสนับสนุนจากคนกทม. ได้อย่างแท้จริง

>> โจทย์หินเจ้าเมืองบางกอก ต้องลอกคราบพรรคการเมือง

ฉะนั้นแม้จะมีภาพพรรคการเมืองอุ้มหลังแต่เก่าก่อน หากแต่วันนี้จะเว้าวอนให้คนกรุงเทใจให้ บรรดาผู้สมัครก็คงจะต้องสลัดพันธุกรรมการเมืองเมื่อคิดลงสู่สนามนี้ เหมือนที่ ชัชชาติ ประกาศชัดว่า จะลงผู้ว่ากทม. โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใด นั่นเพราะไม่ต้องการให้ติดภาพความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย เพราะยังมีคนกรุงจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านพรรคอยู่ เรียกว่าวัดกันที่แสงส่วนตัวไปเลยเพียว ๆ

นั่นก็เพราะภาพการเมืองที่ผ่านมาหลายปี มันทำลายหวังของคนกรุงไปพอควร ฉะนั้นหากต้องการให้กรุงเทพฯ มีความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา การให้โอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถ สอดแทรกขึ้นมาบริหารกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือเก่า แต่ไร้กลิ่นการเมืองเกาะกาย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

4 เหตุผล ที่ยังไม่ควรแก้ ‘มาตรา112’

ไม่นานมานี้ คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า ได้เปิดเผยในรายการ Click on Clear THE TOPIC EP.81 เกี่ยวกับเหตุผลที่ ทำไม…ไม่ควรแก้ ‘มาตรา 112’ ว่า...

จุดยืนของผมและพรรคกล้า ชัดเจนว่า ‘มาตรา 112’ ไม่ควรยกเลิก และไม่ควรแก้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ เพราะว่าถ้าเราไปแก้ไข มันจะทำให้การหมิ่นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมากขึ้น บ่อเกิดแห่งความขัดแย้งมันก็ยังอยู่เหมือนเดิม 

ประการแรก คือ หากเกิดการแก้ไขมาตรา 112 แล้วเกิดการหมิ่นมากขึ้น สิ่งที่ตามมาเป็นประการที่สอง คือ จะเกิดการชุมนุม และเกิดการปะทะกันทั้ง 2 ฝั่งมากขึ้น

ทำไมถึงจะการเกิดการปะทะกันทั้ง 2 ฝั่ง เนื่องจากผลการดำเนินคดีของมาตรา 112 ขณะนี้ที่เราเห็นอยู่มีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง หรือเป็นผู้กล่าวโทษ ร้องทุกข์อยู่ครึ่งหนึ่ง ถ้าเกิดมองว่าเพราะเป็นเรื่องที่รัฐเข้าแกล้ง หรือไปดำเนินการมาตรา 112 โดยตรง แต่ความเป็นจริงแล้วคนที่มาแจ้งความส่วนมากคือราษฎร นี่คือข้อเท็จจริง!!

ส่วนประการที่สามนั้น คือ โอกาสในการนำไปสู่รัฐประหารอีกครั้ง เนื่องจากว่า ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี จะอยู่ครบ 8 ปีไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ และวันที่ท่านต้องครบคือ เดือน สิงหาคม ในปีหน้า (2565) เพราะฉะนั้นวันนี้จนถึงสิงหาคมปีหน้า ผมมองว่าถ้าการเมืองไม่เกิดวิกฤตอีกระรอก เชื่อว่าท่านก็คงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว และรอติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต

ฉะนั้นถ้าเราเชื่อเรื่องกลไกของประชาธิปไตย ก็อย่าพึ่งไปทำให้เกิดแรงกระเพื่อม เพราะตอนนี้วิกฤตที่เกิดขึ้นคือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตโรคระบาด ไม่ใช่วิกฤตการเมือง แต่ถ้าเรามาทำให้เกิดเป็นวิกฤตการเมืองแล้วล่ะก็ ตอนเลือกตั้งทุกคนก็จะเลือกด้วยความเกลียด และความกลัว 

และนั่นก็แปลว่าเราทุกคนตกอยู่ในเครื่องมือของการแบ่งแยกคนเป็น 2 ฝั่ง ซึ่งโอกาสที่การแบ่งแยกคนอีกครั้งก่อนการเลือกตั้ง มันอาจจะกลายเป็นหัวข้อว่า ใครเห็นด้วยต่อกับปฏิรูปสถาบันไปฝั่งนี้ ใครให้ไม่เห็นด้วยไปฝั่งนี้ อย่าให้ใครมาแบ่งเราแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันจะให้เราตัดสินใจด้วยความเกลียด และความกลัว

อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ผมจะไม่ยอมให้เรื่องสถาบันกลายเป็นประเด็นการแบ่งแยกเด็ดขาด เพราะความเข้มแข็งของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จะเป็นองค์กรที่ยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้ด้วย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนอย่างยิ่งในการยุติและหลีกเลี่ยงการปะทะของบุคคลทั้ง 2 ฝ่ายเสมอ ดังนั้นถ้าเกิดว่าเราไปยุ่งเกี่ยวและดึงสถาบันเข้ามาข้องเกี่ยวทางการเมือง บ้านเมืองเราจะไปต่อไม่ได้ เพราะนี่คือความเข้มแข็งของรากฐานหรือรากเหง้าของคนไทย อย่าทำลายความเป็นไทยของเรา 

สำหรับกรณีกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนหรือนักศึกษา เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในมาตรา 112 อรรถวิชช์ ให้ความเห็นว่า...

ผมได้มีการดีเบตกับอาจารย์ ปิยะบุตร ว่าอาจารย์ปิยะบุตรไม่ได้โดนมาตรา 112 แต่ว่าเป็นน้อง ๆ ที่โดนมาตรา 112 จากการพูดบางอย่างลงไปสู่สังคมแล้วบาดใจคนที่เห็นต่าง ขณะที่อาจารย์รู้กรอบกฎหมายในการกล่าวถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน จึงไม่เกิดผลอันใด

นอกจากนี้ หลายคนอาจจะมองว่าตัวบทกฎหมายมาตรา 112 มีโทษที่หนัก เพราะจำคุก 3-15 ปี ทำให้มีการหยิบยกมาเปรียบเทียบกับการหมิ่นคนธรรมดา หรือหมิ่นเจ้าหน้าที่

แต่แท้จริงแล้วมาตรา 112 ครอบคลุมโทษอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.) ดูหมิ่น 2.) หมิ่นประมาท และ 3.) อาฆาตมาดร้าย 

กรองความคิดเหล่า​ 'เจ้าสัว'​ จากการเลือกซื้อรถ เน้นใช้​ประโยชน์​ ไม่อิงราคาหรือความเท่นำ

พงศ์พรหม​ ยามะรัต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก​ หยิบมุมมองความร่ำรวยของเหล่าเจ้าสัวที่เกิดขึ้นจากมุมมองที่หลายคนอาจจะมองข้ามว่า...

บางทีหลักคิดง่ายๆ​ ก็ส่งคนให้กลายเป็นยอดคนได้ไม่ยาก​

ผมไปนั่งรถ Volvo ราคา 2.5 ล้านบาท ของเจ้าสัวหมื่นล้านมา

ถามเจ้าสัวว่ามีเงินมากมาย ทำไมซื้อรถราคา 2.5 ล้านบาทมานั่ง

เจ้าสัวตอบว่าซื้อรถ เอาฟังก์ชั่นนำ ไม่ใช่เอารถราคาแพงๆ หรือความเท่นำ

ซื้อ Volvo คันนี้ เพราะแข็งแรง ปลอดภัย นั่งสบาย กว้างขวางเพียงพอ ขนของได้เยอะ แถมประหยัดน้ำมันเพราะเป็น hybrid

'ดร.สายันต์' โพสต์ข้อความเตือนสติ 'เยาวชน-คนรุ่นใหม่' อย่าถูกฝรั่งล้างสมอง จนมาด้อยค่าบ้านเกิด

ศาสตราจารย์ ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้โพสต์ชวนคิด การที่คนรุ่นใหม่ฝักใฝ่ในชาติล่าอาณานิคมยุคใหม่ จนลืมความเป็นไทยและด้อยค่าแผ่นดินเกิดในทุก ๆ เรื่อง ว่า... 

เขาพูดกันว่าการสอนประวัติศาสตร์ที่เน้น "Thai Centric" ทำให้คนไทยโง่ ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักคนอื่น พูดยังกับว่าฝรั่งไม่เคยสอนเรื่อง... 

"Eurocentric" 
"Anthropocentric" 
และ "American Dream" 

ผมว่า "Thai Centric" เป็นกระบวนการปกป้องท้องถิ่น ป้องกันตัวเองจากการรุกรานของพวกกระหายทรัพยากร พวกล่าอาณานิคม 

ศาสดาตะวันออกสอนให้เรารู้จักโลกและจักรวาลที่เป็นจริงในระดับ "โลกุตระ" มากกว่า "โลกวัตถุ" และ "โลกียะ" ที่ส่งเสริมเพิ่มตัณหาให้คนหลงใหลแต่วัตถุ นิยมการบริโภคที่เกินพอดี นิยมการอยู่แบบทำลายธรรมชาติ 

สอนให้รู้จักแต่โลกที่เป็นคู่ตรงข้าม กระหายสงคราม 

สอนให้รู้จักแต่เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม ฝืนธรรมชาติ ทำลายล้างธรรมชาติและหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง 

เพราะประวัติศาสตร์แบบ Thai Centric สอนให้เรารู้จักโลกของฝรั่งแบบนี้ยังไง เราจึงป้องกันตัวเองมาได้นานพอสมควร 

แต่เมื่อพวกนักเรียนไทยรับทุนไปเรียนเมืองฝรั่งกันมาก ๆ ก็ถูกล้างสมองไปหมด มองบ้านเกิดเมืองนอนไร้ค่า ไม่มีอะไรดี มองว่ามาตุภูมิปิตุภูมิด้อยค่าล้าหลัง กลับมาทำงานก็ทำให้ประเทศไทยเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและ วัฒนธรรมกันเสียเอง

จะโทษใครดีล่ะ...ใครเชื่อแบบนั้นก็ตามใจ...แต่ผมไม่เชื่อ


ที่มา : https://www.facebook.com/100001467066787/posts/4479400668785458/

กล้าพอไหม? ถามใจ​ 'ลุง​ -​ ลุง​ -​ ลุง​'​ ดู!!

หลังละครโรงใหญ่ของบรรดาผู้ทรงเกียรติริมน้ำเจ้าพระยา​ จบการแสดงลง...

ผลตอบรับใน 6 ตัวแสดงหลักฟากผู้คุ้มกฎหมายประเทศ​ ก็ได้รับความไว้วางใจไปตามบทที่ควรจะเป็น...

อาจจะมีแต้มรับรองหล่นหายไปมากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็ไม่ได้มาจากคมเขี้ยวฝ่ายค้าน​ช่วยเปิดแผลอะไรใด ๆ นอกจากมาแสดงลิเกแข่งกับตัวแสดงหลักทั้ง 6 คน

ถึงกระนั้น​ เสียงโหวตในครั้งนี้​ ก็มีคำถามให้หวนมองไปถึงท่าทีของตัวแสดงหลัก โดยเฉพาะเจ้าของคณะที่เกือบหงายหลัง​ เพราะมีทีมงานเล่นไม่ซื่อ แอบไปขายตั๋วผีหน้างานดักซะงั้น!!

เหตุการณ์ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยเฉพาะเรื่องของการโหวตไว้วางใจนั้น​ ไม่ใช่สิ่งผิดคาด!!

หากไม่มีใครคิดคดหยิบตั๋วหลักหน้าเวทีไปขายเพื่อต่อรองอะไรบางอย่าง ? หรือพูดง่าย ๆ​ ก็คือมีข่าวการล็อบบี้ผลโหวตเพื่อโค่นนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคนในพรรคพลังประชารัฐ

ตัวละครที่วันนี้เชื่อว่าคงไม่ลับอะไรมากนักแล้วอย่าง 'แก๊ง 4 ช.'​ หรือ​ 4 รัฐมนตรีช่วย​ จึงได้ฉายแสงเต็มสตรีม นำโดยร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นางนฤมล ภิญโญศีลวัฒน์ รมช.แรงงาน, นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม โดยสมาชิกกลุ่ม4ช. อีกคนคือ สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่ไม่ได้ร่วมกันก่อการในครั้งนี้

ว่ากันว่า​ เหตุของเหตุ​ มาจากผู้กองธรรมนัสอยากให้เกิดความสั่นสะเทือน​ จนสามารถเชื่อมคนแดนไกลเจ้าของพรรคฝ่ายค้านตัวจริงอย่าง Tony ลูกพี่เก่าให้มาร่วมสังฆกรรมด้วย

การสั่นคลอนนี้​ ต้องทำกันอย่างเต็มกำลัง และมั่นใจว่าอย่างไรเสีย​ ต้องต่อรองได้​ เพราะอย่างน้อยตนก็ถือว่าเป็นผู้ขับเคลื่อนพรรค​

ทีมงานของตนก็เป็นเหรัญญิกพรรค เป็นลูกรักของพี่ใหญ่หัวหน้าพรรคอย่าง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

การจะอ้างชื่อพี่ใหญ่แล้วเรียก ส.ส. มาเสี้ยม หรือจะมากะเกณฑ์ให้เห็นตามก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะตัวผู้กองธรรมนัสเอง​ ก็เชี่ยวชาญการดำเนินงานทางลับ ทางล็อบบี้ มีผลการทำงานลุล่วงมานับไม่ถ้วน เป็นที่วางใจถึงกับตั้งเป็นเลขา ฯ พรรค

ฉะนั้นเมื่อมีการจัดแสดงในโรงละครโรงใหญ่อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมาได้​ การจะล้มเวทีด้วยยอดขายบัตรไม่ถึงเป้า​ ก็น่าจะไม่ยาก และน่าจะทำให้ตัวละครหลักถูกเปลี่ยนตามบทที่ตัวเองอยากให้เป็น

แต่ผู้กองธรรมนัส​ คงลืมไปว่าถึงแม้ตัวจะเป็นหน่วยจารชน เป็นเลขา ฯ ผู้มีอำนาจเต็ม แต่เขาก็ไม่ใช่เจ้าของคณะ ไม่ใช่หัวหน้าพรรค แค่การอ้างชื่อพี่ใหญ่หัวหน้าพรรคข้ามหัว ส.ส. อีกหลายคนในพรรคไปเพื่อเล่นงาน รมต.ของพรรค ไปเล่นงานเป็นน้องรักของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ พี่ใหญ่แห่ง 3 ป. พี่ใหญ่ของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “ย่อมจบไม่สวย”

การโต้กลับของอดีตผู้นำทัพที่ชื่อ “บิ๊กตู่” จึงเกิดขึ้น!!

แม้จะมีพรรษาทางการเมืองเพียงไม่กี่ปี​ แต่ถ้าจะรบด้วยแบบไม่ระดมสมองระดับเสธ.มาออกแผน ไม่มีทางเอาอดีต ผบ.ทบ.ชื่อ “บิ๊กตู่” ลงได้แน่

นี่ยังไม่นับความอหังการที่แก๊ง 4 ช. ไปลูบคม “บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประมาณว่าข้ามีดี แบ็กข้าไม่ว่า ท้าชนได้ทุกคน

สรุปงานนี้ผู้กองเจอของแข็ง นายกฯ ประยุทธ์ โต้กลับแบบนิ่ง ๆ ไม่โวยวาย ไม่บุ่มบ่าม ปิดม่านไว้หลายชั้น แสดงหน้าม่านไปตามบทผู้ถูกอภิปราย จนหลายคนเดาไม่ออกว่านายกฯ จะมาไม้ไหน

ทางโต้กลับของนายกฯ คือ​ การไปเจรจากับรุ่นใหญ่จนจบ จับมือกับเหล่าตัวแสดงเอกผู้สร้างคณะ แถมประกบจบทุกเรื่องกับกลุ่ม ส.ส.ผู้ไม่แปรพรรคและล็อกบทป้องกันกลุ่ม ส.ส.ผู้คิดเป็นอื่นจบทุกอักขระ

ปิดท้ายด้วยตอนพิเศษจากเจ้าของคณะอย่าง “บิ๊กป้อม” ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ด้วยบทเด็ดขาดขึงขังก่อนการประชุมร่วมส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐว่า “ปัญหาในพรรคไม่มีอะไร นายกฯ ไปผมก็ไป” เอวังฯ ละครก็เริ่มแสดงต่อโดยที่บรรดาผู้ต่อรองตัวแสดงได้แต่มองตามตาปริบ ๆ เตรียมรับกรรมที่ได้ก่อขึ้น

จากแหล่งข่าวแว่วมาว่าทีมงาน 4 ช. นำโดยผู้กองธรรมนัสกำลังเตรียมการเพื่อไปขอขมากับ​ ”บิ๊กตู่”

แต่เอาเข้าจริง เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ 4 ช. ไปปรามาสความแนบแน่นของ 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์ คงคิดว่าแค่ความสัมพันธ์เก่าก่อนน่าจะไม่มีผลเท่าไร

เมื่อมาเล่นการเมืองแล้ว ผยองว่าทีมตัวเองและพวกก็เป็นเสาหลักของพรรค​ คุมทั้งส.ส. ประสานกลุ่ม หาเงินและคุมขุมกำลังพรรคเหนือกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในพรรค

นี่แหละอยากเป็นตัวละครหลักจน “ลืม”

ลืมไปว่าตัวละครหลักตัวอื่น ๆ ที่เขาไม่ได้เล่นละครในครั้งนี้​ ก็ยังอยู่กันครบ โดยเฉพาะ “กลุ่มสามมิตร” และคงลืมไปจริง ๆ ว่าถึงแม้ตัวผู้นำ 4 ช. จะร่วมสร้างพรรคกันมา แต่คนอื่น ๆ ในแก็งก็แค่ตัวประกอบที่ถูกดึงมาทีหลัง

บางคนก็เคยหักกับตัวแสดงหลักก่อนหน้าระดับรัฐมนตรีมาแล้ว ซึ่งส.ส. ในพรรคก็พร้อมแทงสวนหากพลาดเหมือนกัน

งานนี้แก๊ง 4 ช.​ เจ็บแน่!! ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะตัวแสดงระดับแกนนำผู้ก่อตั้งพรรคยังโดนลบบทบาทการแสดงไปแล้วหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น อ.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.อุตสาหกรรม นายสนธิ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พาณิชย์ เราก็เคยเห็นมาแล้ว

ครั้งนี้คือเรื่องใหญ่ของพรรครัฐบาลที่น่าติดตามกันอย่างยิ่งว่า “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะสวมหัวใจเสือ เถือหนังของบรรดาพวกลักลอบขายตั๋วผี ต่อรองบท เพื่อล้มการแสดงกลางโรงละครอย่างแก๊ง 4 ช.​ หรือไม่ ? และในแบบไหน ? เพราะเชื่อว่าพี่ใหญ่เจ้าของคณะคงเอือมเต็มทน

เรื่องนี้น่าจะไม่ต้องตามกันยาวคงได้คิวลงวิกในเร็ววันนี้แน่นอน

'พงศ์พรหม' โพตส์ข้อความฉะ สังคมไทยกำลังบิดเบี้ยว หลงกลวัฒนธรรม 'พวกเดียวกันเท่ากับไม่ผิด'

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า... 

นอกจากผู้บริหารองค์กรออกมาปกป้องผู้ที่ “กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน” แล้ว
สื่อบางสื่อก็เริ่มจั่วหัว “คล้าย ๆ” เห็นใจผู้ต้องหา

ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะอะไร? 

นี่เป็นการตอกย้ำวัฒนธรรมเลวที่เป็นมะเร็งลุกลามในประเทศนี้

ในต่างประเทศ ผู้บริหารต้องไม่ออกมาปกป้อง “ผู้ต้องสงสัย” จนกว่าผล “ที่พิสูจน์ได้” จะออกมายืนยันความบริสุทธิ์

สื่อ ก็ต้องเขียนด้วย fact ไม่ใช่ใช้ประโยคที่มีการ “โน้มน้าว” คนให้หันเหความสนใจออกจาก “fact”

เศรษฐี และองค์กรตำรวจก็ต้องไม่ออกมาปกป้อง “ลูกเศรษฐี” ที่ขับรถ 20-30 ล้าน ชนตำรวจตายเหมือนหมา

ประเทศเราจะเป็นยังไง ถ้าทั้งผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และสื่อไร้วินัย และจรรยาบรรณกันอยู่แบบนี้

อีกหน่อยคนทั่วบ้านทั่วเมืองเวลาไปยิงใครตาย
ก็จะใช้วัฒนธรรมความคิดที่ว่า “พวกกูไม่ผิด” เพราะ “กูมีเหตุผลที่ดีของกู”

อ้าว อย่างนี้ 3 นิ้วเขาก็มีสิทธิ์จะไปเผาสถานที่ราชการแล้วสิครับ เหตุผลเดียวกัน

อ้าว ญาติพี่น้องคนตายเค้าก็มีสิทธิ์จะไปเผา Amarin TV แล้วสิครับ เพราะดันไปเข้าข้างตำรวจที่ฆ่าญาติเค้าตาย

แล้วจะมีกฏหมายไว้ทำไม?

นักการเมืองแย่ ข้าราชการแย่ เราก็จะไปรุมจับตัวมาโยนลงมาจากชั้น 10 กันเหรอครับ? 

นึกอะไรไม่ออก อยากขายวัคซีน อยากหลุดคดี ก็แอบไปจ่ายเงินให้สื่อใหญ่กันดีมั้ยครับ?


ที่มา : https://www.facebook.com/100000004424101/posts/4594726793870756/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ [email protected] THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'ผศ.ดร.วรัชญ์' ขอความกรุณาสื่อ ระมัดระวังในการทำข่าว การใช้คำพาดหัว อย่าทำให้ 'ผู้ต้องหา' กลายเป็น 'พระเอก'

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษา ศบค. ได้โพสต์มุมมองเกี่ยวกับสื่อในกรณีการเผยแพร่ข่าวอดีตผกก.ก่อเหตุสะเทือนใจคนไทยว่า... 

(ก่อนจับ)
"บ้านใหญ่โต รถหรู"
"แฟนสวย ไฮโซ"

(หลังจับ)
"ซูบไปเยอะ"
"ผมผิดเอง"
"ผมอโหสิกรรมคนปล่อยคลิป"
"ผมคิดจะฆ่าตัวตาย" 
"ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ไม่ให้ลูกหลานติดยา"
"ไม่เคยทุจริต"

ขอความกรุณาสื่อ ระมัดระวังในการทำข่าว การใช้คำ ในการพาดหัว ในการเลือก Quote ของผู้ต้องหา การใช้ภาพ การสัมภาษณ์คนรอบข้าง ในการขุดประวัติ อย่าให้ "ผู้ต้องหา" กลายเป็นพระเอก เกิดแฟนคลับ หรือเห็นช่องทางที่ไม่เหมาะสม สร้างเน็ตไอดอล สร้างแฟนคลับขึ้นมาอีกเหมือนคดีอื่น ๆ ที่ผ่านมาเลยนะครับ (เปรี้ยว ลุงพล ฯลฯ) 

นี่แค่วันแรกยังขนาดนี้ คดีนี้ดูแล้วยังไม่จบง่าย ๆ จะไปอีกขนาดไหนครับ


ที่มา : https://www.facebook.com/100000169455098/posts/4902816123067321/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ [email protected] THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

ข้อคิดดี ๆ จากศิลปินแห่งชาติ 'วินทร์ เลียววาริณ' สุขได้แบบไม่ต้อง 'มี' แต่ถึง 'มี' ก็อย่าให้ชีวิตยึดมั่นถือมั่นในข้าวของ

จากเฟซบุ๊ก วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์เตือนสติคนไทยในยามนี้อย่างน่าคิดตามว่า... 

ในชีวิตนี้ ผมไม่เคยอิจฉาสักนิดเดียวเวลาเห็นคนขับรถหรูมาอวด

หรือคนเป็นเจ้าของรถยนต์หรูหลายสิบคัน

ถามว่าชอบดูรถสวย ๆ ไหม คำตอบคือชอบครับ

ชอบดูดีไซน์ เห็นรถออกแบบดี ๆ แล้วมีความสุข ชื่นชมคนออกแบบ เพียงแต่ไม่เคยคิดจะหามาเป็นของตัวเอง

นาฬิกาข้อมือก็เหมือนกัน ผมชอบดูดีไซน์สวย ๆ แต่ไม่สวมนาฬิกามาราวสามสิบปีแล้วมั้ง

เห็นบ้านสวย ๆ ก็ชอบเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของ

แต่ไม่ใช่พระนะครับ เป็นแค่ชาว Minimalist ไม่นิยมเก็บของ

กิเลสน่ะยังมี แต่ก็แค่กิเลสในการอยากดูของสวยของงาม

แต่ไม่เก็บสะสม...

ยิ่งเดินทางเข้าใกล้วันตาย ก็ยิ่งรีบต้องเคลียร์ข้าวของออกจากตัว

อย่างไรก็ตาม ผมไม่มีปัญหาอะไรกับคนที่อยากเก็บสะสม ถ้าใครมีความสุขกับการเก็บ ก็เก็บ 

ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดก็เอาไปไม่ได้ แต่ถ้ามีความสุข ก็ตามสบายเลยพี่ ชีวิตใครชีวิตมัน

ครั้งหนึ่งมีคนนำรถยนต์ไปถวายหลวงพ่อชา สุภทฺโท ที่ประชุมอยากให้รับไว้ แต่หลวงพ่อชาบอกว่าไม่ดีกว่า

ท่านกล่าวว่า “ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะคือผู้สงบระงับ เราต้องเป็นคนมักน้อยสันโดษ"

ในทางพุทธ ความสุขไม่ใช่การมี แต่คือการไม่มี

ตรงนี้อ่านให้ดีนะ 'ไม่มี' ไม่ได้แปลว่าไม่มีข้าวของ แต่ไม่มีคือไม่ยึดมั่นถือมั่นในข้าวของ

เมื่อไม่ยึดมั่นถึงจุดจุดหนึ่ง ก็จะมีข้าวของน้อยที่สุดเท่าที่อยู่ได้

ยิ่งเพิ่มยิ่งร้อน ยิ่งลดยิ่งเย็น... 

โอกาสของคนเราไม่เท่ากัน ฐานะไม่เท่ากัน แต่ถึงมีน้อยก็สุขได้ 

แต่ประเด็นสำคัญคือ มันไม่เกี่ยวกับฐานะมีมากหรือมีน้อย แต่อยู่ที่เราจะยึดมั่นหรือปล่อยวาง


ที่มา : https://www.facebook.com/100044361012918/posts/403057731182924/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ [email protected] THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ย้อนอดีต 'อีกมุมหนึ่ง' ของตอลิบาน จากคำบอกเล่าของ 'อีวอน ริดลีย์' นักข่าวชาวอังกฤษ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'ฟีโรส ข่าน' ได้โพสต์มุมมองอีกด้านของกลุ่มตอลิบานลงกลุ่ม 'ประชาชาติแห่งอิสลาม (Islamic Nations) ผ่านเรื่องราวในปี 2001 ที่นักข่าวท่านหนึ่งของอังกฤษถูกจับตัวโดยตอลิบาน ว่า... 

...เดือนกันยายน 2001 'อีวอน ริดลี่ย์' เป็นหัวหน้านักข่าวของซันเดย์เอ็กซ์เพรส หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ เธอแอบปลอมตัว สวมชุดคลุมทั้งตัวแบบผู้หญิงอัฟกันเข้าไปในอัฟกานิสถานผ่านทางชายแดนปากีสถาน

“ฉันเป็นคนเขียนข่าวด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับความหวัง และความกลัวของชาวอัฟกัน ฉันเข้ามาในอัฟกานิสถานได้สองวันแล้ว ก่อนที่จะโดนตอลิบานจับตัว เพราะเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและไม่มีวีซ่า”

>> อีวอน ริดลีย์ คิดในตอนโดนตอลิบานจับกุมตัวว่า หากเธอไม่โดนข่มขืนหมู่ละก็ คงโดนขว้างด้วยหินจนตายแน่ 
.
“ฉันเดาไม่ออกเลยว่าจะเจ็บปวดยังไง แต่ก็สวดมนต์ว่า หากจะตายละก็ ขอให้ตายเร็ว ๆ หน่อย”

>> เธอเล่า ตอนนั้นเธอถูกขังไว้ที่จาลาลาบัด ตอลิบานคิดว่าเธอเป็นสปาย ต่อมาถูกย้ายไปกรุงคาบูล

>> อีวอนโดนตอลิบานจับกุมไว้ 10 วันเต็ม ในไดอารีของเธอ อีวอนกลับบันทึกไว้ว่า... 

“พวกเขา (ตอลิบาน) บอกเสมอว่า ฉันคือแขกของพวกเขา และบอกว่าหากฉันเสียใจ พวกเขาก็เสียใจด้วย ฉันไม่อยากเชื่อเลย ฉันอยากให้ใคร ๆ ที่บ้านรู้จังเลยว่า ฉันได้รับการปฏิบัติจากตอลิบานอย่างไร พนันกันเลยว่าทุกคนต้องคิดว่าฉันถูกตาลิบานทรมาน ทุบตี และทำทารุณกรรมทางเพศ แต่เปล่าเลย ฉันได้รับการปฏิบัติด้วยความสุภาพและให้เกียรติ เหลือเชื่อเลยจริง ๆ”

>> วันที่ 6 ล่ามบอกเธอว่า “พยายามทำตัวเป็นคนดีหน่อย คุณมีแขกพิเศษมาเยี่ยม” วันนั้นอิหม่ามมาเยี่ยมเธอ ถามเธอเรื่องศาสนา และเธอคิดอย่างไรกับอิสลาม แม้เธอจะรู้เรื่องอิสลามน้อยมาก อีวอนตอบอย่างกระตือรือร้น เมื่ออิหม่ามถามว่าเธอจะเปลี่ยนมารับอิสลามไหม อีวอนตอบว่า เธอไม่สามารถตัดสินใจกับชีวิตทั้งชีวิตได้ตอนอยู่ในคุกนี้ แต่สัญญาว่า หากออกไปจากคุกแล้วเธอจะอ่านอัล-กุรอาน 

“มุลลอฮ โอมาร์ ผู้นำด้านจิตวิญญาณของตาลิบาน สั่งปล่อยตัวฉันในวันที่ 8 ตุลาคม 2001 ซึ่งการปล่อยตัวดังกล่าวสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับโลกตะวันตก เพราะสหรัฐฯ และอังกฤษเพิ่งเริ่มถล่มอัฟกานิสถานก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ตอนคาบูลโดนถล่ม ไม่มีใครคิดหรอกว่าฉันจะรอดชีวิตมาได้”

“พวกหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในโลกตะวันตกทั้งหลายเตรียมคำพาดหัวกันไว้เลยว่า ฉันจะพูดว่าโดน ‘ทรมาน’ / ‘ทำร้าย’ / ‘ถูกข่มขืน’ แต่ทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักการเมืองทั้งหมดต้องช็อกกับคำบอกเล่าของฉัน...

***ทุกคนต้องการเหยื่อ 
***พวกเขาต้องการได้ยินฉันบอกว่าโดนทรมาน ทุบตี อะไรทำนองนั้น แต่เปล่าเลย ตอลิบานดีสุด ๆ กับฉัน”  

>> เมื่อกลับถึงลอนดอน อีวอนเริ่มอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานตามที่ให้สัญญาไว้กับตอลิบัน

“ฉันตกใจมากกับสิ่งที่ฉันกำลังอ่าน ไม่มีแม้แต่ขีดเดียว ตัวอักษรเดียว ที่ถูกเปลี่ยนแปลงตลอด 1,400 ปีที่ผ่านมา ฉันคาดว่าในอัล-กุรอานจะเต็มไปด้วยบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับว่า จะทุบตีภรรยาคุณอย่างไร กดขี่ลูกสาวคุณอย่างไร แต่กลายเป็นว่ากลับเจอการส่งเสริมเสรีภาพของผู้หญิงแทน”

>> เธอบอกว่าสิ่งที่เธอเจอในอิสลามคือ “แนวทางการใช้ชีวิต หลักเกณฑ์แห่งชีวิตที่สะอาดและเรียบง่าย สิทธิเสรีภาพของสตรีหลายอย่างที่โลกตะวันตกยังปฏิเสธ”

“ฉันกล่าวชาฮาดาฮ์รับอิสลามในวันที่ 30 มิถุนายน 2003” อีวอนบอกว่า “ฉันได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก หากเรายังคงจับมือกันไว้มั่นคงแบบนี้ ไม่มีใครสามารถทำลายเราได้หรอก”

แล้วพ่อแม่ของเธอผู้นับถือเชิร์ชออฟอิงแลนด์ในเมืองเดอร์แฮมว่าไงล่ะ? “ตอนแรกทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูงของฉันรับไม่ได้เลย แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นแล้วว่าฉันมีความสุขมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น และพอใจในสิ่งที่ฉันเป็น” “แม่ฉันเนี่ยดีใจมาก ๆ เลยที่ฉันเลิกเหล้าได้ซะที!”

>> อีวอนคิดอย่างไรเกี่ยวกับสตรีในอิสลาม?
“มีผู้หญิงที่โดนกดขี่ในโลกมุสลิม แต่ฉันก็สามารถพาคุณไปดูผู้หญิงกำลังโดนกดขี่ที่ถนนไทน์ไซด์ของอังกฤษได้เช่นเดียวกัน”

“การจำกัดสิทธิสตรีเป็นเรื่องของวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่อิสลาม คัมภีร์อัล-กุรอานพูดไว้ชัดแจ๋วเลยว่าผู้หญิงมีสิทธิเสมอภาคกับผู้ชาย”

>> และชุดแบบสตรีมุสลิมของเธอก็แสดงให้เห็นพลังแห่งสตรี, เธอบอกว่า... 

“แล้วจะมีเสรีภาพได้อย่างไรล่ะ หากผู้หญิงยังถูกมองแค่ว่าสะโพกใหญ่เท่าไหร่ ขายาว ขาสวยรึเปล่า”

>> อีวอนคิดว่าสื่อมวลชนตะวันตกอคติต่ออิสลามหรือเปล่า?

“มีแน่นอน ส่วนใหญ่มาจากการที่นักข่าวตะวันตกขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลาม บางคนก็เขียนข่าวตามที่รัฐบาลป้อนให้หมด บางคนก็ถูกหลอกให้เขียนข่าวโฆษณาชวนเชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

จากประสบการณ์ของเธอในอัฟกานิสถาน มีตัวอย่างข่าวจากที่นั่นบ้างไหมที่เป็นการสร้างภาพให้ตรงข้ามกับความจริง?

“สิ่งที่ถูกเรียกว่าการปลดปล่อยกรุงคาบูลน่ะ กลายเป็นเรื่องโกหกโดยสื่อมวลชนที่บิดเบือนภาพที่แท้จริง เพื่อให้ถูกใจผู้ชมในโลกตะวันตก อย่างภาพที่ถ่ายออกมาให้เห็นว่า ผู้หญิงโยนชุดคลุมลงในกองไฟ ผู้ชายอัฟกันโกนเครานั้น สิ่งที่กล้องไม่ได้ถ่ายให้คุณดูด้วยในตอนนั้นก็คือ ภาพที่สื่อมวลชนตะวันตกแสนร่ำรวยเหล่านี้ จ่ายเงินให้กับนักแสดงเหล่านั้นคนละเท่าไหร่ สื่อตะวันตกต้องการส่งภาพ ‘ความสุข’ เหล่านี้ไปให้ผู้คนที่บ้านเท่านั้นเอง และก็มีเรื่องโกหกพกลมเรื่องความลับ เรื่องนิวเคลียร์ของบินลาเดน มีนักข่าวคนหนึ่งจ่ายเงิน 500 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อเอาเรื่องราวเกี่ยวกับแผนการนิวเคลียร์ของบินลาเดน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเนื้อหาในวิชาฟิสิกส์ของเด็กนักเรียน!”


ที่มา : https://www.facebook.com/groups/207754263078206/permalink/1178672692653020/
https://www.theguardian.com/media/2001/oct/09/terrorismandthemedia.afghanistan
http://edition.cnn.com/2001/WORLD/europe/10/08/gen.ridley.fate/index.html


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ [email protected] THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ดร.นิว’ โพสต์แขวะ ‘ธนาธร’ ปลุกปั่นม็อบแต่ดันหนีม็อบ ส่วน ‘ปิยบุตร’ ทวิตซัด ‘ไอโอหัวเกรียน’ ตามแอบถ่ายในสนามบิน

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้เดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อลงแข่งวิ่งเทรลรายการระดับโลกปลายเดือนสิงหาคมนี้ และปรากฏภาพขณะอยู่ที่สนามบินว่อนเน็ตนั้น หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ธนาธร ไปครั้งนี้จะกลับมาหรือไม่?

โดย ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ "ดร.นิว" นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า เพื่อนปิยบุตรส่งมาให้ดูครับ ขณะนี้มีใครบางคนกำลังพาลูกเมียเดินทางออกนอกประเทศครับ ออกจากประเทศไทย เวลา 18.30 น. ไปถึงประเทศสิงคโปร์ เวลา 20.55 น. 
#ม็อบ18สิงหา หรือจะสู้ #บินไปเมืองนอก18สิงหา
#ปลุกปั่นลูกชาวบ้านไปม็อบส่วนลูกฉันไปเที่ยว

เขามีสมัครวิ่งเทรลที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 23-29 สิงหาคม 2564 ภายใต้ชื่อ JUANG Than สามารถเข้าไปเช็กได้ที่ https://utmbmontblanc.com/en/page/108/the-2021-runners.html ส่วนจะกลับมาหรือไม่? จะเหมือนกรณีไปดูโอลิมปิกหรือไม่? โปรดติดตามตอนต่อไป

ขณะที่ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ได้โพสต์ภาพนายธนาธร พร้อมครอบครัว ในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า ลูกเมียหนียกแผง ความ_____________กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ จงไปคิดดูเถิด ลูกฉันนั้นต้องรอด Bye Bye นะเด็กสามกีบ

จากนั้น นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เขียนข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ สวนทันควันว่า เมื่อวานด็อกเตอร์ไอโอ 2 คน ปล่อยข่าวเที่ยวบินของธนาธร แล้วข้อความนี้ก็ว่อนในกรุ๊ปไลน์ต่าง ๆ วันนี้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ มี “ชายหัวเกรียน” จำนวนมากไปดักรอถ่ายรูปธนาธรเดินทาง บังเอิญว่าในยุคสมัยนี้ มีไม่กี่อาชีพที่ต้องถูกบังคับตัดหัวเกรียนเสียด้วย

ต่อมา ด็อกเตอร์ไอโอ 2 คน ก็โพสต์ภาพธนาธรที่สนามบิน แล้วทันใดนั้น ก็มีทวิตเตอร์แปลก ๆ อีกหลายบัญชี โพสต์ตาม ข้อความเดียวกัน รูปเดียวกัน อ้างว่า “เพื่อนปิยบุตร” ส่งมา แหม่ บังเอิญว่า ผมไม่มีเพื่อนทำงานอาชีพที่ถูกบังคับให้หัวเกรียนด้วย

คนพวกนี้เอาข้อมูลการเดินทางส่วนบุคคลออกมาเปิดเผยได้อย่างไร? ข้อมูลมาจากหน่วยงานของรัฐไหน? ละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนบุคคลหรือไม่? และ “ชายหัวเกรียน” จำนวนมาก ทำไมต้องไปรอดักถ่ายรูปธนาธรที่สนามบิน? เจ้าหน้าที่รัฐกินภาษีประชาชนมีหน้าที่แบบนี้หรือ? #ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่


ที่มา : https://web.facebook.com/story.php?story_fbid=4460096204052983&id=100001579425464&_rdc=2&_rdr
https://web.facebook.com/ArnondSak/photos/a.104846874985174/219883673481493/
https://twitter.com/Piyabutr_FWP/status/1427978643674906625


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ [email protected] THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top