Monday, 8 August 2022
TEA TIMES

'ยิ่งลักษณ์' อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนไทยในภาวะสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ระบุว่า ดิฉันได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยด้วยความเป็นห่วงมาโดยตลอดค่ะ จึงขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนรวมถึงบุคลากรด่านหน้าไปจนถึงทีมงานสนับสนุนทุกท่าน ทุกคนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ดิฉันขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะอะไรที่นำพาประเทศเรามาถึงภาวะการณ์เช่นนี้ ได้แต่ขอภาวนาให้ระดับนโยบายทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อให้คนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ทางสาธารณสุขที่ปลอดภัยที่สุด

ดิฉันกังวลค่ะว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาตรการของภาครัฐทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดอาชีพ ขาดรายได้ และมีความเสี่ยงตกงานเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด ผู้ประกอบการทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง แม้แต่รายใหญ่ในหลายธุรกิจ กำลังเผชิญกับภาวะขาดรายได้ ขาดสภาพคล่อง

ขณะที่หลายโรงงานในภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรเดียวของเศรษฐกิจมีผู้ติดเชื้อเป็นหลักพัน ส่งผลกระทบไปทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต เสี่ยงลามไปถึงระบบธนาคารที่เป็นหัวใจ และเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่อรายได้หดหายลง การชำระเงินต้นและดอกเบี้ยก็จะยากมากขึ้น

ในอดีตภาคการเกษตรเคยเป็นที่หลบภัยของผู้ตกงาน แต่ในวันนี้กำลังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราคาสินค้าเกษตรหลัก ๆ ตกต่ำแทบทุกผลผลิต การผลักคนกลับสู่ต่างจังหวัดไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเพราะคนไม่มีหนทางทำกิน ทุกคนจนลง สวนทางกับค่าครองชีพทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภค รวมไปถึงราคาเชื้อเพลิงกลับทะยานสูงขึ้น

ขณะที่การลงทุนทางตรงทั้งจากธุรกิจไทยและต่างชาติที่เคยหวังว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่แก่ผู้จบการศึกษา ยังมองไม่เห็นอนาคตเพราะต้องรอจนกว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา นอกจากนี้ปัญหาความอ่อนแอทางการคลังทั้งของรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงทำให้ประชาชน ภาคเอกชน ต้องหันมาพึ่งพิงตัวเอง และพึ่งพากันและกันเป็นหลัก

ดิฉันขอส่งความห่วงใยไปยังครอบครัวของผู้สูญเสียและร่วมเป็นแรงใจให้คนไทยผ่านพ้นความยากลำบากทั้งความปลอดภัยจากโรคร้ายและภัยทางเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าไปให้ได้นะคะ ดิฉันมั่นใจค่ะว่าในทุกวิกฤติยังมีความหวังและโอกาส หากประเทศเรามีผู้นำและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันประเทศต้องการมืออาชีพเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมกับจัดหาวัคซีนที่สามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน และต้องไม่ลืมที่จะดูแลเยียวยาประชาชนที่กำลังหายใจรวยรินเพราะพิษเศรษฐกิจจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาล

ดิฉันหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็ว ๆ ค่ะ


ที่มา : https://www.facebook.com/Y.Shinawatra/photos/a.201001219944341/4579207935456959


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

Call Out!! ฉัน​ต้องการเสียงดัง ๆ​ ของ​ 'เธอ'​

แทบจะเป็นธรรมเนียมไปแล้ว​ ในทุกๆ​ ครั้งที่อุณหภูมิทางการเมืองระอุ​ และมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง​

และเหล่า​ 'คนดัง'​ หรือ​ 'มีชื่อเสียง​'​ ก็มักจะต้องถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออก โดยมีผู้คนในโลกโซเชียลคอยกดดันผ่านแฮชแท็กมากมายในหลาย ๆ​ แพลตฟอร์ม​ เช่น​ ทวิตเตอร์

#วันนี้ดาราcalloutหรือยัง

กระแสเหล่านี้รุนแรงและเป็นแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นถี่มากในตอนนี้แก่เหล่าคนดัง!!

ว่าแต่ทำไมต้องเป็นศิลปินและดารา?

การดันแฮชแท็กเหล่านี้​ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งดารา/ศิลปินใน ‘ไทย’ และ ‘ไอดอลคนไทยในต่างประเทศ’ ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือจุดยืนในเรื่องการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นนั้น

เนื่องจากความสนใจหรือการตั้งคำถามผ่าน เสียงหรือข้อความของเหล่าดารา/ศิลปินน​ั้น​ มีความ​ Impact​ ต่อสังคมอย่างมาก​ ยิ่งดาราคนนั้นดังมากเท่าไร​ เสียงก็จะยิ่งดังชัดขึ้นต่อการเมืองในช่วงนั้น

เพราะพวกเขา​ คือ Influencer หรือผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเป็นผู้มีอิทธิพลต่อกระแสภายในสังคม

และด้วยความเป็น ‘ผู้มีอิทธิพลทางสื่อ’ เป็น ‘ผู้มีชื่อเสียง’ จึงพ่วงมาด้วยการมีผู้ติดตามจำนวนมาก

นั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียในแต่ละครั้งไม่ว่าจะในด้านใด (จะเป็นการรีวิวสินค้า/ขายของ หรือการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง) ผู้คนที่ติดตามโซเชียลของบุคคลเหล่านี้ก็จะรับรู้เรื่องราวและส่งต่อสารที่สื่อออกมาได้กว้างขวางมากขึ้น

ฉะนั้น​ ถ้าคุณทำอะไรก็ดัง​ ขายของ​ รีวิวสินค้า โน้มน้าวชักจูงใจคน​ และแฟนคลับได้ ก็ต้องออกมาเป็นกระบอกเสียงในเรื่องการเมือง​ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมวงกว้างได้ด้วยเช่นกัน​ (แกมบังคับเนาะ)​

แน่นอนว่า​ การออกมาแสดงความคิดเห็น หรือจุดยืนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อตัวดารา/ศิลปิน ทั้งในเรื่องของชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัวหรือคนรอบข้างได้

แต่กลุ่มที่ต้องการให้ Call​ Out​ ก็จะมีการพูดว่าคนดังที่ออกมาเชียร์จะไม่ถูกคุกคาม​ และถ้าคุณกล้าออกมา​ Call​ Out​ พวกเราก็จะสนับสนุนคุณ​ตลอดไป (แม้สุดท้ายจะเกิดผู้ไม่สนับสนุนอีกฟากเกิดตามมาก็ตาม)​

ถึงกระนั้น​ ทุกวันนี้​ ศิลปิน/ดาราไทยหลายคน​ ก็เริ่มจะออกมาเป็นกระบอกเสียง และ​ Call​ Out​ ในทางการเมืองมากขึ้น​ ซึ่งจะด้วย 'จุดยืนส่วนตัว'​ หรือ 'แรงกดดัน'​ จากสังคมก็บอกได้ยาก...

แต่อย่างไรเสีย​ สิ่งที่อยากฝากคนไทยไว้​ คือ​ การออกมาหรือไม่ออกมาแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนตามหลักของประชาธิปไตยที่บอกว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น

เช่นเดียวกันกับตัวประชาชนเอง​ ก็มีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือเลือกที่จะติดตามหรือไม่ติดตามต่อก็ได้เหมือนกัน...

เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ออกด้วย!!


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม’ หรือ ‘หมอวรงค์’ รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Click on Clear THE TOPIC เปิดใจถึงการเป็น ‘ทัพหน้าต้านล้มเจ้าเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยน’ และเป้าหมายต่อไปของพรรคไทยภักดี

ไม่นานมานี้ ‘นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม’ หรือ ‘หมอวรงค์’ รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Click on Clear THE TOPIC เปิดใจถึงการเป็น ‘ทัพหน้าต้านล้มเจ้าเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยน’ และเป้าหมายต่อไปของพรรคไทยภักดีว่า...

‘พรรคไทยภักดี’ เป็นอีกพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการก่อตั้งขึ้น เพื่อต่อต้านคนสามกลุ่ม ได้แก่ พรรคก้าวไกล กลุ่มก้าวหน้า และม็อบสามนิ้ว โดยปัจจุบัน พรรคไทยภักดี ใช้ระยะเวลาเดินทางมากว่า 7 เดือนในการดำเนินการเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองของไทยอย่างสมบูรณ์

ทว่าก่อนจะไปถึงจุดนั้น หมอวรงค์ เผยถึงเหตุผลที่พรรคไทยภักดี มีการดำเนินการที่ช้ากว่าพรรคอื่น ๆ นั่นก็เพราะต้องการก่อตั้งพรรคจากรากฐานอย่างแท้จริง โดยไม่อาศัยหัวพรรคคนอื่น สิ่งนี้เองทำให้ไทยภักดีเป็นศูนย์รวมของผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เข้ามามีส่วนร่วมและนำมาสู่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการตอบสนองความต้องการของประชาชน

อีกทั้งภายใต้กติกาทางการเมืองและยุธศาสตร์ที่เปลี่ยนไป จากกติกาในอดีตที่ใช้ ‘ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ’ ที่แม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้เลือก ส.ส. แต่แท้จริงแล้ว นายทุนคือผู้ที่ครอบงำพรรคการเมืองใหญ่เหล่านี้ และคือผู้ที่เลือก นายกฯ ให้ ส.ส. เข้าไปโหวตในสภาเสียมากกว่า

และด้วยระบบแบบบัตรสองใบนี้เอง ทำให้เกิดการแข่งขันในเชิงบุคคลเพราะประชาชนจะเลือกที่ตัว ส.ส. ไม่ใช่จากพรรคการเมือง อันนำมาสู่การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งหมอวรงค์มองว่าระบบดังกล่าว ‘ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน’

ในขณะที่ปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนกติกาไปใช้ ‘ระบบบัตรใบเดียว’ โดยระบบนี้เองประชาชนจะมองที่พรรคและตัวของนายกฯ มากกว่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปของกติกาทางการเมืองนี้ จะก่อให้เกิดการต่อสู้ โดยการก่อตั้งพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์ ที่จะนำประโยชน์มาสู่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

หมอวรงค์ เล่าย้อนกลับไปถึงจุดยืนของพรรคที่ก่อตั้งขึ้นด้วยว่า พรรคไทยภักดีชัดเจนในการต่อต้านคนสามกลุ่มที่เรียกว่า ‘ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์’ ใฝ่ฝันอยากให้ประเทศไทยกลายเป็น ‘สาธารณรัฐ’ ซึ่งระบบดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยอยู่รอดได้

>> แต่ระบบการปกครองของไทยในปัจจุบันต่างหาก ถึงจะเป็นทางรอดของประเทศไทยที่แท้จริง เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเสมือนจุดหลอมรวมความรู้สึกของความเป็นคนไทย และถ้าหากขาดสถาบันที่สำคัญนี้ไป ประเทศไทยจะถึงคราวแตกแยกอย่างแน่นอน!!

จากตัวแปรที่กล่าวมา จึงส่งผลให้เกิดเป็น ‘อุดมการณ์ 5 ข้อ’ และ ‘5 DNA’ ที่สะท้อนตัวตนของพรรคไทยภักดี ดังนี้

>> ‘อุดมการณ์ 5 ข้อ’

1.) ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือ การยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.) สืบสานความเป็นไทย เชื่อมั่นในวัฒนธรรม จารีต ประเพณี

3.) ต่อต้านทุนผูกขาด เพราะสิ่งนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคม

4.) สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร

5.) เชื่อมั่นว่าประเทศต้องพึ่งพาตนเองถึงจะอยู่รอด

>> ‘ความเป็นตัวตน หรือ DNA 5 ข้อ’

1.) ต้องการทำเพื่อการเปลี่ยนแปลง

2.) โปร่งใส

3.) สร้างคนใหม่

4.) นักการเมืองที่ไว้วางใจได้

5.) ภักดีประชา ศรัทธาสถาบัน

อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ และ DNA ของพรรคไทยภักดี ดูเหมือนจะขัดกับกลุ่มคนที่หมอวรงค์เรียกว่า ‘ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ แนวคิด มุมมอง หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์

สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่มีคนจำนวนไม่น้อยถูกแจ้งความด้วยข้อหามาตรา 112 กันมากมายในปัจจุบัน ซึ่ง ‘หมอวรงค์’ ได้ให้เหตุผลว่า การวิพากษ์ วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย วิพากษ์ วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และมีเจตนาที่บริสุทธิ์

ในส่วนของแนวคิดของกลุ่มพรรคก้าวไกล กลุ่มก้าวหน้า และม็อบสามนิ้ว หมอวรงค์ให้เหตุผลว่า การกระทำหรือแนวคิดต่าง ๆ จาก คน 3 กลุ่ม ‘ไม่ใช่ของจริง’ เพราะไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลักที่จะทำเพื่อประชาชน และของจริงต้องมีเจตนาที่สร้างสรรค์ต้องการปฏิรูปประเทศไปในทางที่ดีขึ้น มิใช่การทำลาย

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงบทบาทของพรรคไทยภักดี หากก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองในเมืองไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว เรื่องแรกที่จะปฏิรูปคืออะไร? หมอวรงค์ได้ให้คำตอบว่า...

1.) เรื่องแรกที่จะปฏิรูป คือ ‘การแก้ปัญหาเรื่องโกง’ ทั้งนักการเมืองและในระบบราชการ โดยการแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อการนำไปสู่การทุจริต และการแก้ไขปัญหาจากตัวผู้นำ โดยการใช้ระบบแบบ Digital Government ซึ่งระบบนี้จะเป็นการยื่นแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องเจอหน้ากัน ทำให้สามารถกำหนดระยะเวลาได้อย่างชัดเจนว่าจะต้องอนุมัติภายในกี่วัน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการทุจริตที่เอื้อต่อการรับสินบน

2.) หมอวรงค์ยังกล่าวอีกว่า พรรคไทยภักดี จะเป็นพรรคแรกที่กล้า ‘ปฏิรูปตำรวจ’ เพื่อตอบสนองประชาชน เพราะที่ผ่านมาตำรวจใช้โครงสร้างแบบทหาร รอคำสั่งจากทหาร ทั้งที่ตำรวจควรมีหน้าที่อยู่ดูแลประชาชนทั่วไปได้อย่างเต็มที่

3.) นอกจากนี้ คือเรื่องการ ‘ปฏิรูปผูกขาดของระบบต่าง ๆ’ แนวคิดของไทยภักดีมองว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน และเรื่องปากท้อง ราคาต้องไม่แพงจนเกินไป หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ยังเป็นระบบผูดขาด ทำให้เป็นปัญหาของน้ำมันราคาแพงในปัจจุบัน

4.) อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือเรื่อง ‘ระบบการศึกษา’ ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง หากมองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบการศึกษายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นระบบแบบเดิม ในขณะที่สังคมเดินหน้าไปมากแล้ว และเมื่อพูดถึงการปฏิรูประบบการศึกษา คงหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของผู้บริหาร ครู หรือผู้บริหารกระทรวงศึกษา เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักเรียน เราจะต้องเพิ่มเงินเดือนให้ครู เพื่อได้ครูที่เก่ง และมีความสามารถที่จะนำพาการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปทันยุคดิจิทัลได้

5.) และสุดท้ายคือการ ‘ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตกร’ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นกลุ่มที่ถูกเอาเปรียบเยอะมาก รัฐบาลควรเป็นตัวตั้งของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้กลุ่มเกษตรเข้าสู่ระบบในการซื้อขายผ่านออนไลน์ ตรงนี้เกษตรจะได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้ากลาง

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนพรรคการเมืองต้องใช้ทุนทรัพย์มาก และหมอวรงค์ ก็มองว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะต้องรอดูว่าอุดมการณ์พรรคจะสื่อไปถึงประชาชนที่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคแค่ไหน โดยผู้ที่จะร่วมอยู่ในร่มไม้เดียวกันกับพรรคไทยภักดีนั้น ไม่ได้จำกัดกลุ่มคน ขอแค่มีอุดมการณ์ และ DNA เดียวกัน คือ “นำการเปลี่ยงแปลง โปร่งใส สร้างคนใหม่ ไว้ใจได้ ไทยภักดี” ที่สำคัญคือธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นเสมือนจุดหลอมรวมความรู้สึกของความเป็นคนไทยมาอย่างยาวนาน

สุดท้าย ‘หมอวรงค์’ ยังกล่าวอีกว่า “พร้อมที่จะรับไม้ต่อจากพลเอกประยุทธ์ ในการจัดการปัญหาของแผ่นดินนี้!! ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี”

รับชมคลิปเต็ม >> ทัพหน้าต้านล้มเจ้าเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยน กับ 'หมอวรงค์ แห่งไทยภักดี’ ได้ในรายการ Click on Clear THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้ : ตามลิงก์นี้ >> https://fb.watch/6QS6Va-5Rm/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ธนาธร’ แจง นำเสนอข้อมูลกรมหม่อนไหม เนื้อหาหลัก มุ่งปฏิรูปราชการ ลดภาระงบประมาณ ชี้ไม่มีกรมฯ ก็สนับสนุนผ้าไหมได้ ยัน ไร้ข้อความดูหมิ่นเกียรติยศของอาชีพหรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับผ้าไหม ย้ำอาชีพทุกอาชีพล้วนมีเกียรติ

วันที่ 16 ก.ค. 64 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

จากกรมหม่อนไหมถึงการปฏิรูปรัฐราชการ : งบประมาณมาจากภาษีประชาชน ต้องนำไปรับใช้ประชาชน

เป็นโอกาสดีที่การพูดถึงกรมหม่อนไหมของผมได้รับความสนใจทั้งจากผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก

ก่อนอื่นผมจำเป็นต้องยืนยันว่า อาชีพทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้เลี้ยงไหม, ครู, เกษตรกรมังคุด, ข้าราชการกรมหม่อนไหม หรือพนักงานทำความสะอาด ล้วนแต่เป็นอาชีพที่มีเกียรติ

สิ่งที่ผมนำเสนอ ไม่มีข้อความใดดูหมิ่นเกียรติยศของอาชีพหรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับผ้าไหมเลย

กลับกัน ผมยังชื่นชมผ้าไหม เห็นศักยภาพและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ไหม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปอีสาน ยังซื้อผ้าไหมนาคำไฮหลายชิ้นกลับมาฝากคนที่บ้านดังที่เห็นจากรูป

เมื่อตัดเรื่องใส่ความ บิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างให้ประชาชนเกลียดชังผมออกไป เนื้อหาหลักคือ ระบบราชการไทย รวมศูนย์อำนาจ ใหญ่โต เทอะทะ ขาดประสิทธิภาพ ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และรับใช้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนเสมอ

ในภาวะที่ประเทศไทยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมหาศาล และกำลังจะเกินวินัยการคลังที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ ลดหน่วยงานที่ไม่จำเป็น ลดโครงการที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดอำนาจและงบประมาณราชการส่วนกลาง คืนอำนาจสู่ท้องถิ่น นี่คือข้อเสนอที่สำคัญทางการเมืองเพื่อสถานภาพทางการคลังของรัฐ, เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน และเพื่อให้ท้องถิ่นมีโอกาสเจริญเติบโต ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

ไม่ใช่สร้างรัฐราชการส่วนกลางให้เติบโตไปเรื่อย ๆ

การปฏิรูประบบราชการคือความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การสร้างดราม่าด้วยเกียรติยศของอาชีพ, การเสียสละของข้าราชการ และประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่สามารถบิดเบือนหรือซ่อนเร้นความจำเป็นนี้ได้

เราสามารถสนับสนุนผ้าไหมได้โดยไม่ต้องมีกรม เหมือนเช่นที่ กรมปศุสัตว์ หรือ กรมประมง สนับสนุนหลายสาขาอาชีพได้

ไม่อย่างนั้นต่อไปเราอาจมี “กรมไก่ชน” “กรมสุราพื้นบ้าน” “กรมกัญชา” หรือ “กรมทุเรียน”

ถ้าปัญหาทุกด้านต้องมีหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาดูแล เราก็จะมีกรมเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ภาระงบประมาณก็จะมากมายมหาศาล

ตลาดวัวในประเทศไทย ใหญ่ถึง 4.1 หมื่นล้านบาท ตลาดนมวัว 1.8 หมื่นล้านบาท ตลาดเนยจากวัวอีก 3.7 พันล้านบาท รวมมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์วัวเท่ากับ 6 หมื่นล้านบาท

สินค้าจากวัวยังสร้างมูลค่าการส่งออกอีกปีละ 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 2020

ขณะที่ผ้าไหมมีตลาดในประเทศปีละ 3 พันล้านบาท และสร้างมูลค่าการส่งออก 6 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 ไม่รวมเสื้อผ้าไหมสำเร็จรูป

แต่เรากลับไม่มี “กรมวัว”

ที่กล่าวมา ผมไม่ได้หมายถึงว่าประเทศไทยต้องมี “กรมวัว” เพราะเรามีกรมปศุสัตว์ที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับปศุสัตว์ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมีกรมวัวแยกต่างหาก

อ้างอิงจากสไลด์ของคุณ Sirikanya Tansakun - ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ใช้ในการอภิปรายในสภา 16 ปีจาก 2547 ถึง 2563 ราชการไทยใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ รายจ่ายประจำจาก 66% (0.8/1.2) ของงบประมาณ กลายเป็นถึง 75% (2.4/3.2) ของงบประมาณ ทำให้ศักยภาพการลงทุนเพื่ออนาคตของเราน้อยลง

ประเด็นสุดท้าย ผมยืนยันว่าตามหลักประชาธิปไตย เมื่องบประมาณมาจากภาษีของประชาชน ผู้ที่ประชาชนเลือกมาเท่านั้นที่ทรงอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ และงบประมาณนั้น ต้องถูกนำไปใช้เพื่อทำนุบำรุงความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่นำไปส่งเสริมอำนาจบารมีให้กับผู้หนึ่งผู้ใด"


ที่มา : https://www.facebook.com/ThanathornOfficial


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คำตอบจากคนในของกรมหม่อนไหม หลัง 'ธนาธร' ตั้งคำถาม ทำไมต้องมีงบฯ ให้กรมหม่อนไหมมากขนาดนี้?

กลายเป็นอีกประเด็นที่มีการพูดถึงไม่น้อยจากกรณีที่เว็บ The Momentum ได้มีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของ 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ที่เล่าถึงความ ‘สิ้นหวัง’ แบบขีดสุดจากสถานการณ์โรคระบาดที่รุมเร้า และมองไม่เห็นอนาคต พร้อมเผยถ้าหาก 2 ปีที่แล้ว เขาได้รับเลือกเป็น 'นายกรัฐมนตรี' แทนนายกฯ คนปัจจุบัน อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะทำอะไรในเวลานี้ในฐานะ ‘ผู้นำ’

ทั้งนี้ในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เองได้มุ่งวิจารณ์ถึงการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน โดยข้อความส่วนหนึ่งได้มีการพาดพิงไปยัง ‘กรมหม่อนไหม’ ซึ่งข้อความส่วนนี้เจ้าตัวระบุว่า...

"หากจะแก้ปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ผมมองเป็นเรื่องยาก เพราะหลายปัญหา มันคงอยู่ด้วยอำนาจที่ค้ำยันมาอย่างแข็งแรงมาก ผมยกตัวอย่างสนุก ๆ คุณรู้ไหมประเทศไทยมีส่วนราชการที่ชื่อว่า ‘กรมหม่อนไหม’ กรมนี้มีงบประมาณ 560 ล้าน คุณลองคิดแล้วหาคำตอบให้ผมทีว่าทำไมประเทศไทยต้องมีงบฯ ให้กรมหม่อนไหมมากขนาดนี้"

"ถ้าเทียบกับกรมปศุสัตว์ที่ดูแลทั้งหมู ม้า แกะ แพะ วัว นมวัว เนื้อวัว ไก่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน แต่มีงบประมาณเพียง 5,840 ล้าน แต่กรมหม่อนไหม ได้รับงบประมาณมากกว่า 560 ล้านบาท แล้วหากคุณลองไปดูต่อก็จะพบว่ากรมหม่อนไหมนั้นไปส่งเสริมเชิงวัฒนธรรมให้กับคนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์ อาจจะไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจ แต่ในเชิงของการสร้างอำนาจ กรมนี้จึงคงอยู่และได้งบประมาณสูงขนาดนี้"

แน่นอนว่าเรื่องนี้ ก็ทำให้หลายคนมองว่าอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้นแสดงความเห็นเพื่อต้องการที่จะตีวัวกระทบคราดไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากกรมหม่อนไหมนั้นตั้งขึ้นโดยพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงนั่นเอง

ขณะที่ในเวลาต่อมาที่แฟนเพจ 'ผึ้ง ณ. ขวัญข้าว' ซึ่งระบุว่าตนเองทำงานอยู่ในสังกัด ‘กรมหม่อนไหม' ก็ได้มีการโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้และได้รับการส่งต่อไปในวงกว้าง โดยระบุว่า...

"เมื่อวานได้ข่าวสะเทือนใจคนทำงาน ตอนแรกก็แชร์เพราะรู้สึกอยากระบายอยากให้เข้าใจ แต่พอมาคิดสักพักสิ่งที่เราทำมันเป็นการเพิ่มยอดแชร์ให้คน ๆ นั้น ตัดสินใจลบ... อย่าให้ค่าและราคาเขาอีกเลย (ขีดเส้นใต้ว่าตลอดกาล)

"หน่วยงานเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลกลุ่มคนที่ไม่มีใครให้ความสนใจโดยเฉพาะจากนักการเมือง ถูกหยิบออกมาสร้างวาทะกรรม เสียดสีหวังให้สะเทือนถึงดวงดาว จนลืมไปว่า...สิ่งที่พูดนั้นมันทำให้เห็นถึงจิตใจที่แท้จริงของผู้พูด”

"หน่วยงานเล็ก ๆ ที่งบประมาณถูกตัดลงทุกปี ๆ มีคำอธิบายว่าต้องการให้เป็นหน่วยงานตัวอย่างที่ใช้งบน้อยแต่สามารถทำงานได้ คนทำงานกัดฟันตั้งใจทำงาน ใช้สรรพกำลังกาย ใจ สมอง ทำงานให้เต็มความสามารถ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้งเกษตรกรแม้แต่คนเดียวให้อยู่เพียงลำพัง”

"ไม่ใช่แต่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เป็นการรักษาสมบัติภูมิปัญญาของชาติ ที่เกี่ยวพันไปถึงหลากหลายมิติ ให้มีอยู่มีกินมีรายได้ แม่ ๆ ป้า ๆ บอกเราเสมอว่า ที่มีอยู่มีกินมีเงินส่งลูกเรียนสูง ๆ ล้วนมาจากผ้าไหมผืนงามที่ทอขึ้นมา"

"อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไม่ใช่ได้แค่ผ้าไหม แต่ยังมีทั้งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอางประทินผิว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่นำมาซึ่งรายได้ของคนที่เป็นเกษตรกร ไปจนถึงการสร้างรายได้และสร้างอาชีพให้กับคนในเรือนจำ"

"และเส้นไหมเล็ก ๆ นี่แหล่ะที่ช่วยชีวิตคนในห้องผ่าตัดยื้อชีวิตจากความตาย!"

"หน่วยงานนี้มีมาตั้ง 100 ปี ถูกยุบบ้างพองบ้างตามการเมือง แต่งานก็ยังคงทำอยู่ไม่เคยเกี่ยงงอนใดใด"

"การทำงานท่ามกลางความขาดแคลน ต้องใช้หัวใจและกำลังใจในการทำ หลายครั้งควักไส้ควักพุงควักหัวใจตัวเองด้วยความเต็มใจ ออกไปทำงานออกไปสอนชาวบ้าน แค่อยากให้เขามีความรู้มีชีวิตที่เป็นอยู่ดีขึ้น"

"นักการเมืองนักธุรกิจ คงไม่เคยรู้...เบื้องหลังผ้าไหมผืนงามที่สวมใส่ประดับบารมี มีความหวังมีความตั้งใจของหลาย ๆ ชีวิตอยู่ในนั้น ชีวิตเล็ก ๆ ที่มักจะถูกหยิบยกมาสร้างวาทกรรมต่าง ๆ นานา และสัญญาว่าจะทำให้คนรากหญ้ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"

"เราเชื่อว่าเขามีความเก่งมีความสามารถ ถ้าเขาเอามาช่วยพัฒนาให้มันดีขึ้นมันต้องดีอย่างมากมายมหาศาล ดีกว่าการพูดเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์บนความแตกแยก"

"แม้ว่าในใจมีคำพูดเป็นล้าน ๆ คำ แต่ก็ช่างแมร่งมันเถอะ ทำงานของตัวเองไปให้ดีที่สุด และเราเชื่อว่าพี่น้องในกรมของเราก็คิดแบบเดียวกัน"

"กรมที่ฉันอยู่ชื่อ 'กรมหม่อนไหม' เป็นหน่วยงานที่แทบจะไม่มีการเปิดสอนวิชาใดใดที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง วิจัยและพัฒนาให้มันดีขึ้น นักวิชาการเกษตรที่ต้องปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปรับปรุงพันธุ์ สาวไหม ย้อมสี ทอผ้าและแปรรูปเป็น! ทั้ง ๆ ที่จบเกษตรแต่ต้องมีความรู้ทั้งทางสิ่งทอ อาหาร วิศวกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงการแพทย์!"

"ผ้าไหมผืนหนึ่งหาใช่แค่ถักทอเส้นใย หากแต่ถักทอชีวิตและความเป็นอยู่ของคนที่เป็นประชาชนเข้าไปด้วย"

สำหรับกรมหม่อนไหมนั้น เดิมเรียกว่า 'กรมช่างไหม' ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2446 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในอดีตให้ความสำคัญเรื่องไหมเป็นอย่างมาก แต่ในระยะต่อมาได้มีการยุบกรมดังกล่าวเข้ารวมเป็นกอง ในสังกัดกรมกสิกรรม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ จึงได้มีการยกฐานะสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ในขณะนั้นสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งเป็น 'กรมหม่อนไหม' ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในเรื่องของหม่อนไหมและเส้นใยต่าง ๆ

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหม แบ่งการบริหารออกเป็นหน่วยงานในส่วนกลาง 4 สำนัก 2 กลุ่ม หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคประกอบด้วย สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ 5 สำนัก และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ


ที่มา: https://mgronline.com/entertainment/detail/9640000068902

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10159558402209166&id=522434165

https://themomentum.co/closeup-thanathorn-juangroongruangkit/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“จรัล ดิษฐาอภิชัย” แกนนำแดงลี้ภัยฝรั่งเศส โพสต์ภาพคู่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้าที่ประเทศฝรั่งเศส เจ้าตัวโต้หนีม็อบ แจงไปหาภรรยา ไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เดือน ยืนยันกลับไทยแน่ ก.ย.นี้

เฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ของนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน โพสต์ภาพคู่กับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า “มิตรภาพสู้รบ วัยอาวุโส-วัยกลางคน”

ภาพดังกล่าวเป็นที่วิจารณ์ในโลกโซเชียลฯ ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่า นายปิยบุตรหนีม็อบราษฎรมาปักหลักที่ประเทศฝรั่งเศสหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุใจความได้ว่า นายปิยบุตรเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 4 ก.ค. โดยสายการบินแอร์ฟรานซ์ ถึงสนามบินชาร์ล เดอ โกล เมื่อวันที่ 5 ก.ค. เพื่อไปหาภรรยา ที่ทำงานอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส พร้อมกับเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา และรอการเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 3 ส.ค. โดยจะอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 เดือน และยืนยันว่าเดือน ก.ย.จะกลับประเทศไทยแน่นอน


ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=3895997803842460&set=a.287476558027954

https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายศาสตรา โตอ่อน เจ้าของช่องยูทูป​ 'อ.โต​ วิเคราะห์'​ โพสต์ข้อคิด Move On & Self Love

นายศาสตรา โตอ่อน เจ้าของช่องยูทูป​ 'อ.โต​ วิเคราะห์'​ และอดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นิติศาสตรมหาบัณฑิต​ (กฎหมายมหาชน)​ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อคิดผ่านเฟซบุ๊ก 'Sattra Toaon'​ ว่า...

Move On & Self Love

ชีวิตคนเราจะดีที่สุดถ้ากลับมารักตัวเอง ดูแลตัวเอง บ้านเมืองจะดีที่สุดถ้าประชาชนกลับมาเห็นคุณค่าในบ้านเมืองตนเอง

การกลับมารักบ้านเมืองตัวเอง ไม่ได้หมายความว่ากลับมาคลั่งชาติแบบสุด ๆ แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเอง

ในทางกลับกันเราไม่ต้องเอา คนอื่น ชาติอื่น มาอยู่เหนือตัวเรา ที่ผ่านมาคนไทยเรายกย่องชาติอื่นโดยหารู้ไม่ว่ามันคือกระบวนการถูกทำให้เชื่อ

กรณีวัคซีนเป็นตัวอย่าง นานาชาติแข่งขันการสร้างความเชื่อว่าของข้าดีกว่าของเอ็ง ด่ากันไปมาอย่างน่าสยดสยอง

แต่สิ่งที่น่าศึกษา​ คือ​ ชาติเหล่านี้​ ก็ยังมีดีตรงที่เขาว่าชาติของเขาดีกว่าอีกชาติ เพราะถ้าสร้างความรู้สึกว่าข้าดีกว่าแกได้ มันได้เงินไงครับ มันได้ผลประโยชน์

ส่วนคนไทยเรานั่งดูเทนนิส หันซ้ายหันขวา นั่งเชียร์นาดาลบ้าง, เฟเดอเร่อบ้าง, โยโควิชบ้าง

จะเห็นได้เลย​ คนไทยมีเมนทอลผิดพลาดมาก คือ​ ยกชาติอื่นเหนือตนเอง

ต่างชาติมีขบวนการดิสเครดิทไทยเรามาช้านาน

ใครไปอัมเสตอดัมจะเห็นเรดสตรีทที่มีการขายตัวกันเอิกเกริก!!

กรุงปารีสโสเภณียืนอยู่ตามปั้มน้ำมัน!!

เยอรมนีก็มีซ่องโสเภณีไม่น้อย!!

แต่ทำไมสารคดีเรื่องพัทยา​ จึงมีการถ่ายทำมากมาย

ความจริง​ คือ​ เรากำลังถูกปกครองด้วยภาพพจน์ ทั้งที่จริง ๆ​ แล้วฝรั่งมันไม่มีอะไรดีเท่าเรา!!

กระบวนการป้ายสีประเทศว่า เราไม่ดีตรงนี้ตรงนั้น และสร้างภาพว่าฝรั่ง​ คือ​ ซูเปอร์ฮีโร่​ มันคือศิลปะในการปกครองโลก แบ่งชั้นวรรณะ นั่นทำให้เราหลงไปบูชาฝรั่ง

ที่สำคัญและร้ายกว่านั้น คือ หลงลืมตนเอง คนที่หลงลืมตนเอง​ คือ​ เหยื่อของคนที่ต้องการบงการ เขาจะสั่งซ้ายขวาอย่างไรก็ได้ เขาจะให้เรายกอะไรให้ก็ต้องยก

เพราะการถูกอำนาจสื่อ อำนาจทางความคิดครอบงำ เสียบ้านเสียเมืองมาตั้งเยอะแยะ เกิดการฆ่าฟันกัน ให้เขามาปล้นไปกินก็เยอะไป

ดังนั้น การกลับมาเห็นคุณค่าของประเทศไทยจึงสำคัญมาก ด้านหนึ่งคือการละทิ้ง เข้าใจขบวนการครอบงำให้เชื่อฝรั่ง ด้านหนึ่งคือการกลับมาหาขุมสมบัติที่บรรพชนหามาให้ไว้

การเข้าใจเช่นนี้​ จึงไม่ใช่ทั้ง​ 'การชังชาติ'​ และ 'คลั่งชาติ'​ แต่มันคือความรักในแผ่นดินเกิดอย่างที่สุด

เป็นความรักที่มีสติปัญญากำกับไม่ใช่การหลงงมงาย

จงรักตัวเอง จงรักประเทศ นั่นคือความแข็งแกร่งที่พวกศัตรูกลัว

และมีแต่ควายเท่านั้นที่หลงไปไถนาให้คนอื่น โดยไม่กลับไปล้างโคลนให้สะอาด และรอวันถูกเชือด

อะไร? ใคร? ประเทศใดที่หลงไปยกย่องแล้วไม่ใช่!! ก็ Move On & Self Love...

อย่าเหวอ อย่าเอ๋อ อย่ายืนงงในดงตีน จบแบบ ร็อค ๆ​ ตามสไตล์

 

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122359160057351&id=100068498020638


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับบทความ 'การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน' ของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...

บทความของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ที่เขียนไว้สองปีแล้ว แต่ก็ดูน่าจะเป็นจริงขึ้นมาเรื่อย ๆ

การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน

30 มิถุนายน พ.ศ. 2562

(1) ช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้...ใครก็ไม่รู้? ได้ไปเอาคำพูดของนักเขียน นักปรัชญาชาวอิตาลีรายหนึ่ง ชื่อว่า อุมแบร์โต เอโค (Umberto Eco) ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อซัก 3 ปีที่แล้ว มาเผยแพร่เอาไว้ในช่องทางการสื่อสารที่เรียก ๆ กันว่า ไลน์ อะไรประมาณนั้น และแม้ว่า อันตัวข้าพเจ้าเอง จะไม่รู้เรื่อง รู้ราว ไม่เคยได้สัมผัสกับช่องทางการสื่อสารประเภทนี้ แต่เมื่อน้อง ๆ เขางัดมาโชว์ให้เห็น ก็ต้องยอมรับว่า...ออกจะเป็นคำพูดที่น่าคิด สะกิดใจ มิใช่น้อย...

(2) คือว่ากันตามสำนวนภาษาปะกิต...ที่ว่าเอาไว้ว่า Social media gives legions of idiots the right to speak when they once only spoke at a bar after a glass of wine, without harming the community. Then they were quickly silenced, but now they have the same right to speak as a Nobel Prize winner. It’s the invasion of the idiots. ก็คงประมาณว่า...แต่ก่อนนั้นพวกคนประเภทปัญญาอ่อน ได้แต่พูดอะไรโง่ ๆ ในบาร์หลังจากที่เมาไวน์กันไปพอสมควร แล้วเป็นอันต้องหุบปาก โดยไม่ได้ก่อให้เกิดพิษภัยร้ายแรงอะไรมากมายต่อผู้คน แต่หลัง ๆ นี้...ก็ด้วยสิ่งที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย นั่นเอง ที่ทำให้บรรดาคนเหล่านี้มีสิทธิ์จะพูดอะไรต่อมิอะไรได้เท่ากับผู้ที่มีชื่อ มีเสียง ระดับนักคิด นักปราชญ์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ไพรซ์ เอาเลยก็ว่าได้ และนี่ก็คงแทบไม่ต่างไปจาก การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อนทั้งหลาย...

(3) โดยคำพูดที่ว่านี้...ถูก-ไม่ถูก เข้าท่า-ไม่เข้าท่า อันนั้นคงต้องไปพิจารณากันเอาเอง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ออกจะเป็นเรื่อง จริง ไม่ใช่อิงนิยายโดยเด็ดขาด สำหรับยุคนี้ สมัยนี้ เพราะอะไรที่มันเคยถูกพูด ๆ อยู่ในแวดวงผู้คนแค่ไม่กี่คน หรือในหมู่ผู้คนที่ระดับวาสนาใกล้เคียงกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น มธุรสวาจา หรือ มทุเรศวาจา ประเภทขึ้นมึง-ขึ้นกู แจกกล้วย และแจกผลไม้รวม ทั้งหลาย ที่ถ้าหากฟังกันในหมู่เพื่อนฝูง หรือในหมู่คนปัญญาอ่อนด้วยกัน ก็ไม่ถึงกับเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง มากมาย ถ้าเข้าหูซ้ายแล้วไม่ทะลุออกไปทางหูขวา ก็แกะออกได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์...

(4) แต่ก็ด้วยสิ่งที่เรียกว่า โซเชียล มีเดีย นั่นเอง...ที่มันมีส่วนช่วยให้ กล้วย ธรรมดา ๆ กระจอก ๆ ของบรรดาพวกปัญญาอ่อนในแต่ละราย กลายสภาพเป็น อภิมหากล้วย ใหญ่โต มโหฬาร ขมึงทึง ยิ่งกว่าศิวลึงค์พระอิศวรเอาเลยก็ไม่แน่ คือสามารถด่าทอ กล่าวหา โจมตี ตอบโต้เล่นงานใครต่อใคร ในระดับไม่ใช่แค่คำพูดหลังบาร์ หลังแก้วเหล้า หลังจากไม่เหลือสติสัมปชัญญะอยู่ภายในสมอง ในร่างกาย แต่เพียงเท่านั้น แต่สามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ระดับผู้คนนับเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ หรืออาจเป็นล้าน ๆ ต้องคอยแงะ คอยแกะ คอยเตรียมน้ำเอาไว้ล้างหู ชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร เอาเลยก็ว่าได้...

(5) การที่เทคโนโลยีอันสุดแสนจะก้าวหน้า ทันสมัย อย่าง โซเชียลมีเดีย มันได้เปิดพื้นที่ สร้างพื้นที่ ให้กับคนโง่ คนปัญญาอ่อน คนหยาบ ๆ คาย ๆ อย่างชนิดกว้างขวางใหญ่โตไม่น้อยไปกว่านักคิด นักปราชญ์ ผู้ที่มีสติปัญญา มีความสามารถระดับรางวัลโนเบล ไพรซ์ อย่างที่นาย อุมแบร์โต เอโค แกได้อุปมา-อุปมัยเอาไว้ทำนองนี้ มันก็เลยน่าจะส่งผลให้เกิดฉากสถานการณ์ในแบบที่แกเรียก ๆ เอาไว้ว่า การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน อุบัติขึ้นมาในสังคมต่าง ๆ อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ และถือเป็นฉากสถานการณ์ที่ออกจะท้าทาย ต่อบรรดาผู้ที่คิดดี ใฝ่ดี หรือผู้ที่ต้องการให้สังคมเป็นไปในทางที่ดีทั้งหลาย ว่าจะหาทางรับมือกับ กองทัพคนปัญญาอ่อน เหล่านี้อย่างไรดี มันถึงจะเหมาะสม สอดคล้อง กับ ข้อเท็จจริงทางสังคม...

(6) คือจะไปปิดกั้น ปิดช่อง ปิดทาง ปิดประตู ปิดหน้าต่างในแต่ละบาน ๆ นั้น...คงแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าในทาง เทคโนโลยี หรือแม้แต่ในทาง กฎหมาย ก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากปล่อยเลยตามเลย ปล่อยให้วันแมน-วันโหวต ถือว่าเสียงทุกเสียงย่อมต้องมีความเสมอภาค มีสิทธิ์แสดงออกอย่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น ไม่ว่าระหว่างเปล่งเสียงมันจะออกอาการอ้วกแตก เมาแล้ว เมาเล่า แทบไม่เหลือสติสัมปชัญญะ ไม่เหลือสาระประโยชน์ใด ๆ อยู่ในคำพูด ในเสียงแต่ละเสียงเอาเลยแม้แต่น้อย ตามหลักเสรีภาพหรือหลักประชาธิปไตยใด ๆ ก็แล้วแต่ อันนี้...มันก็ออกจะยุ่งฉิบหาย ยุ่งตายห่า อยู่พอสมควร เพราะการคุยกับคนบ้า การว่ากับคนเมานั้น ไม่เพียงแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใด ๆ เผลอ ๆ อาจก่อให้เกิดโทษหนักบ้าง เบาบ้าง ไปตามสภาพ...

(7) มันก็เลยดูเหมือนจะมีอยู่แค่วิธีเดียวเท่านั้น...อย่างที่บรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ท่านเคยออกมาชี้แนะ ชี้นำเอาไว้ ว่าจะต้องหาทางทำให้ผู้คนในสังคม มีความเจริญทางสติปัญญา ทางศีลธรรม คุณธรรม ให้มาก ๆ เข้าไว้ อันอาจพอช่วยให้ เสรีภาพ ที่เปิดกว้างอย่างแทบปราศจากขอบเขต ถูกนำใช้ไปในทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมนั้น ๆ ได้จริง ๆ และอาจจะด้วยเหตุนี้หรือไม่ อย่างไร คงต้องเก็บไปคิดกันเอาเองก็แล้วกัน ที่ทำให้สิ่งที่เรียก ๆ กันว่า ประชาธิปไตยนั้น ยังไง ๆ ...คงต้องหาทางทำให้มันมีความผนึกแนบแน่นไปกับศีลธรรม คุณธรรม ให้มาก ๆ เข้าไว้ แม้แต่จะต้อง ควบคุม หรือกำกับ ก็อาจถือเป็นความจำเป็นอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้...

ทรรศนะ ชัชรินทร์-ไชยวัฒน์

การบุกรุกของกองทัพคนปัญญาอ่อน

 

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10218733401917425&id=1570777112

https://www.thaipost.net/main/detail/39767


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วิเคราะห์ ‘พลังประชารัฐ’ แก้รัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ ‘เพื่อไทย’ อาจชนะถล่มทลาย

ผลลัพธ์จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 13 ฉบับ ที่เกิดขึ้นตลอด 2 วัน (วันที่ 23-24 มิ.ย. 2564) ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ร่วงเกือบหมด’ โดยเหลือรอดเพียงวาระแรกฉบับเดียว ซึ่งเป็นบทแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83, 91 (แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ) ที่ถูกเสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับคณะ ที่เรียกว่า ‘ร่างที่ 13’ และได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 552 ไม่เห็นชอบ 24 งดออกเสียง 130 และไม่ลงคะแนนเสียง 27

แม้จะผ่านแค่เพียงร่างเดียว แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นประเด็นให้ต้องขยายกันต่อ เพราะบ้างก็อาจจะมองว่าเกมของพลังประชารัฐกับการแก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบนั้น จะเป็นการชิงความได้เปรียบให้พรรคกลับมาได้อย่างท่วมท้น หากมีการการเลือกตั้งหนหน้า จากข้อได้เปรียบที่ยังเป็นรัฐบาล สามารถกำหนดทิศทาง หาจังหวะในการยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ในช่วงที่มีความพร้อม และคะแนนนิยมดี ภายใต้ฐานเสียงที่ต้องยอมรับว่า พลังประชารัฐ ยิ่งทวีฐานได้แน่นขึ้น ในจังหวะที่พรรคต่างๆ เสียงเบาลง ยิ่งมีนโยบายต่างๆ ที่นำเสนอออกมา แม้จะมีถูกใจบ้างหรือไม่ถูกใจบ้างผสมโรงด้วยแล้ว คงต้องยอมรับว่าชื่อ พลังประชารัฐ น่าจะเป็นแค่ทางเลือกเดียว เหมือน ‘ไทยรักไทย’ ในยุคหนึ่งกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หลังจากร่างฉบับดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบ ด้าน ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence, สาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ก็ได้ออกมาให้ทรรศนะที่น่าคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจจะไม่เป็นไปตามหวังของพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ว่า…

ผมขอทำนายว่าทั้ง พลังประชารัฐ และ ประชาธิปัตย์ จะพ่ายแพ้ พรรคเพื่อไทย เพราะกติกานี้ที่แก้กลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเพื่อไทยเก่งกว่า เจนเวทีกว่า ทำไมจึงได้หลงเชื่อว่ากติกาที่ตนพ่ายแพ้ยับเยินมาแล้วจะทำให้ตนชนะได้ เพราะ Albert Einstein ได้กล่าวไว้ว่า “Insanity is doing the same thing over and over and expecting different results. ความโง่เง่าบัดซบคือการทำเช่นเดิมและคาดหวังผลที่แตกต่างไป

ผศ.ดร.อานนท์ เปรียบเทียบเหตุการณ์ดังกล่าวกับหนังจีนกำลังภายในเรื่องดาบมังกรหยก ซึ่งช่วงหนึ่ง ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ บิดาของ ‘เตียบ่อกี้’ มีเหตุต้องประลองฝีมือกับราชสีห์ขนทอง ‘เจี่ยซุ่น’ 1 ใน 4 ผู้คุมกฎของนิกายเม้งก่าอันเป็นผู้อาวุโสระดับต้นๆ ในยุทธภพและมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน

ราชสีห์ขนทองมีฝีมือสูงส่ง แต่ก็มีความทะนงตนสูงอย่างมาก ‘เจี่ยซุ่น’ จึงถึงขนาดกำหนดแต้มต่อยอมให้ ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ กำหนดกติกาในการแข่งขันประลองได้ตามที่ต้องการ

‘เตี่ยชุ่ยซัว’ จึงได้กำหนดกติกาที่ทำให้ผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในยุทธภพระดับต้นๆ อย่างเจี่ยซุ่น ต้องยอมพ่ายแพ้โดยที่ยังไม่ได้ประลองแต่อย่างใด โดย ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ ขอประลองแข่งขันในการใช้กำลังภายในจารึกอักษรด้วยกระบี่ลงบนแผ่นหินบนหน้าผา ซึ่ง ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ นั้นทำได้ดีมาก เนื่องจากเป็นผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ทั้งด้านบู๊และด้านบุ๋นแบบผสมผสาน

พูดง่ายๆ ก็คือ ‘เตี่ยชุ่ยซัว’ ทราบดีว่าหากจะต้องประลองในวิชาที่ใช้แต่ฝ่ายบู๊อย่างเดียวโดยปราศจากสายบุ๋นนั้น ตนเองย่อมไม่มีทางต่อสู้กับราชสีห์ขนทองได้เลย

>> การกำหนดกติกาในการแข่งขันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก!!

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ราชสีห์ขนทองจะมีฝีมือสูงส่งปานใดก็ตาม แต่ก็ย่อมมีจุดอ่อนที่ตนเองไม่ถนัด ผนวกกับความทะนงในความเก่งกล้าสามารถของตนเอง ถึงขนาดที่ยอมเปิดโอกาสให้คู่ประลองแข่งขันกำหนดกติกาได้ตามที่ใจปรารถนา เพราะเชื่อมั่นมากเกินไปว่าตนเองไม่มีทางพ่ายแพ้

ฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาในการทำศึกนั้น หาได้ใช้กำลังแต่ฝ่ายเดียวในการชนะศึกไม่ หากแต่จะเลือกใช้ปัญญาในการวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่ง แล้วนำจุดอ่อนเหล่านั้นมาแปรผันเป็นกติกาในการประลองเพื่อให้ตนเองนั้นชนะได้อย่างง่ายดาย โดยเลือกประลองในสิ่งที่คู่แข่งนั้นมีจุดอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อ

ย้อนกลับมาที่เรื่องของความพยายามในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง 2 ประการคือ...

>> ประเด็นแรก ต้องการมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จากเดิมที่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียวหมายความว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อแยกออกจากกัน ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการนี้ จะมีคะแนนจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกทิ้งน้ำและไม่ได้เป็นการเลือกตั้งในระบบที่เรียกว่าปันส่วนผสมอีกต่อไป

>> ประเด็นที่สอง คือ การลดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 คนลงเป็น 100 คนและเพิ่มจำนวน ส.ส.เขตจาก 350 คนเป็น 400 คน

กติกาทั้งสองนี้สำคัญมาก เพราะหากลองตั้งข้อสังเกตดูแล้ว ต่อให้ใช้กติกาการเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐจะชนะเลือกตั้งได้แบบขาดลอย หากแต่การที่พลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มาจากการปัดเศษในการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจจะเป็นที่กังขาว่า กกต. ใช้วิจารณญาณอย่างไรในการตีความวิธีการปัดเศษดังกล่าว จนสามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จและอ้างว่าได้ Popular Vote สูงที่สุด

ขณะที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้นส่งลงสมัครน้อยมาก เพราะหลีกทางให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ แต่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติมีอันเป็นไปจากการถูกยุบพรรคการเมืองไปเสียก่อนไม่เช่นนั้นหากรวมจำนวน ส.ส.ที่พรรคไทยรักษาชาติไม่ถูกยุบ ก็อาจจะทำให้พรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติรวมตัวกันได้คะแนนเป็นที่ 1 ก็ได้

ยิ่งไปกว่านั้นภายหลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบและเกิดการย้ายข้างจำนวนมากมายเรียกว่ามี ‘งูเห่าสีส้ม’ และงูเห่าอีกหลายสีย้ายเข้าไปอยู่ในพรรคการเมือง อื่นๆ เช่น พรรคการเมืองแถวอีสานใต้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงสามารถกล่าวได้ว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ชนะเลือกตั้งในกติกาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 แต่อย่างใด

ฉะนั้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 จะกำหนดกติกาการเลือกตั้งที่น่าจะเอื้อต่อชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐอยู่พอสมควร โดยกติกาดังกล่าว ได้แก่ การมีบัตรเลือกตั้งใบเดียวและมีจำนวน ส.ส.เขตเพียง 350 คนและมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ตลอดจนการที่สมาชิกวุฒิสภาสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีได้อีกจำนวน 250 เสียง ซึ่งเป็นกติกาที่เอื้อต่อชัยชนะในการเลือกตั้งและการเข้าสู่อำนาจรัฐของพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มที่ แต่ก็หาใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐจะชนะขาดลอยด้วยกติกาที่ตนเองเป็นผู้กำหนดไว้แต่อย่างใด

กลับกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ กลับนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่มีกติกาการเข้าสู่อำนาจรัฐหรือกติกาในการเลือกตั้งเฉกเช่นรัฐธรรมนูญในปี 2540 หรือมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบและมีจำนวน ส.ส.เขตถึง 400 คนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 100 คน โดยเป็นกติกาที่เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่และเกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองหรือที่เราเรียกกันในทางวิชาการว่า Political Polarization ซึ่งจะทำให้ ‘พรรคเล็กพรรคน้อย’ หรือ ‘พรรคปัดเศษ’ ไม่มีโอกาสได้เกิด และก็ไม่ใช่การเลือกตั้งในระบบปันส่วนผสมอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ เป็นการเอาคะแนนเล็กคะแนนน้อยนั้นเททิ้งน้ำไปให้หมด

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากว่าเหตุใดพรรคพลังประชารัฐ ถึงเสนอร่างรัฐธรรมนูญกลับไปเป็นกติกาการเลือกตั้งและการเข้าสู่อำนาจรัฐเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีข้อพิสูจน์แล้วว่าระบอบทักษิณจะชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย และเข้ามาคุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนอาจจะเกิดเผด็จการรัฐสภาอีกรอบก็เป็นได้

พูดกันตามตรงรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะเอื้ออำนวยให้พรรคพลังประชารัฐเข้าสู่อำนาจรัฐอย่างได้เปรียบพรรคการเมืองฝ่ายค้านมากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาแต่อย่างใดการลงคะแนนมติต่างๆ ต้องใช้กำลังและการล็อบบี้อย่างหนัก

น่าสงสัยว่าพรรคพลังประชารัฐเอาความมั่นใจและความทะนงองอาจหรือความประมาทเลินเล่อใดมาตัดสินและคิดว่าการกำหนดกติกาการเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ทักษิณชินวัตรหรือระบอบทักษิณเคยเอาชนะมาได้อย่างถล่มทลายนั้น จะทำให้ตนเองชนะหรือเข้าสู่อำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกันกับที่ระบอบทักษิณได้เคยกระทำมา

การที่พรรคพลังประชารัฐเป็นผู้กุมอำนาจรัฐและอาจจะมีทุนเพียงพอ เรียกว่าอาจจะมีทั้งกระสุนเงินและกระสุนปืนในการเลือกตั้ง เลือกวิธีการนี้ อาจจะเป็นเหตุให้พรรคพลังประชารัฐประมาทเลินเล่อหรือทะนงองอาจในตนมากเกินไปหรือไม่ เปรียบเหมือนกับ ‘ราชสีห์ขนทอง’ ที่หันไปเลือกกติกาศัตรูอย่าง ‘เตียชุ่ยซัว’ และปราชัย ทั้งๆ ที่ตนเองได้เปรียบกว่าแทบทุกประการ

พรรคพลังประชารัฐไม่แปลกใจบ้างเลยหรือว่า เหตุใดศัตรูในทางการเมืองของตนหรืออาจจะไม่ใช่ศัตรูแล้ว จึงหันมาร่วมมือและต้องการกำหนดกติกาแบบเดียวกัน โดยที่เห็นดีเห็นงามด้วย แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยคิดว่าตนเองจะได้เปรียบในการเลือกตั้งและเข้าสู่อำนาจรัฐได้ง่ายหากเรื่องตั้งด้วยกติกาการเลือกตั้งเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญในปี 2540 ที่พรรคพลังประชารัฐกำลังจะแก้ไขให้เป็นไปตามนี้

>> การลงไปเล่นในเกมที่เป็นกติกาหรือพื้นที่ที่เขาชำนาญกว่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีโอกาสพ่ายแพ้สูงมาก!!

หากมีการเลือกตั้งจริงแล้วด้วยกติกาซึ่งเป็นการเลือกตั้งมากถึง 400 เขตเลือกตั้ง ที่เขตเลือกตั้งมีขนาดเล็กลงไปมากและเป็นเขตเลือกตั้ง 1 คน 1 เขตที่เลือกส.ส.ได้เพียง 1 คนก็จะทำให้อิทธิพลทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบหัวคะแนนหรือการจัดตั้ง ตลอดจนการใช้กระสุนเงินหรือการซื้อเสียงเลือกตั้งสามารถทำได้โดยง่ายขึ้น

ผมไม่คิดว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีฝีมือและความสามารถในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง 400 เขตได้เก่งเท่ากับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยนั้นมีระบบหัวคะแนนที่แน่นหนามากและดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอดมีฐานเสียงที่มั่นคงและมีลูกค้าขาประจำที่มีความรักต่อพรรคเพื่อไทยและทักษิณไม่เสื่อมคลาย

ด้วยการกำหนดกติกาที่เอื้อกับศัตรูเช่นนี้ อาจจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นและระบบทักษิณก็จะกลับคืนมาครอบงำปกครองประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์

 

 

อ้างอิง: https://mgronline.com/daily/detail/9640000061302


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Osotsapa ว่า...

สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Osotsapa ว่า

พวกเราคือคนรุ่น Limited Edition

# เราเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่เชื่อฟังพ่อแม่ และเป็นคนรุ่นแรก ที่รับฟังลูกหลาน พวกเราคือคนรุ่น Limited Edition

⭕️หลานถามปู่ว่า ในสมัยปู่นั้น คนใช้ชีวิตกันอย่างไรโดยที่... 
⭕️ไม่มีเทคโนโลยี
⭕️ไม่มีเครื่องบินพาณิชย์
⭕️ไม่มีอินเตอร์เน็ต
⭕️ไม่มีคอมพิวเตอร์
⭕️ไม่มีโรงหนัง
⭕️ไม่มีโทรทัศน์
⭕️ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
⭕️ไม่มีรถหรู
⭕️ไม่มีโทรศัพท์มือถือ

????คุณปู่ตอบหลานว่า “เราไม่ใช้ชีวิตอย่างคนรุ่นหลานที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้” นั่นคือ... 
????ไม่มีการสวดมนต์
????ไม่มีน้ำใจให้กัน
????ไม่มีการให้เกียรติกัน
????ไม่มีมารยาท
????ไม่รู้จักละอาย
????ไม่นอบน้อมถ่อมตน
????คนรุ่นปู่ที่เกิดระหว่างปี 2490 ถึง 2510 นั้นช่างโชคดี เพราะการใช้ชีวิตของพวกเราคือของจริงที่พิสูจน์ได้
????เราขี่จักรยานกันโดยไม่สวมหมวกกันน็อก
????หลังเลิกเรียนเราเล่นกันจนค่ำมืดโดยไม่เคยดูโทรทัศน์
????เราเล่นกับเพื่อนตัวเป็นๆ ไม่ใช่เพื่อนทางอินเตอร์เน็ต
????เรากระหายน้ำเราก็ดื่มน้ำจากก๊อกไม่ใช่น้ำบรรจุขวด
????เราไม่เคยป่วย แม้เราจะดื่มน้ำร่วมแก้วเดียวกับเพื่อนถึงสี่คน
????เรากินข้าวเป็นจานๆ ทุกวันโดยไม่มีปัญหาเรื่องอ้วน
????เท้าเราไม่มีปัญหาอะไร แม้จะเดินด้วยเท้าเปล่า
????เราไม่เคยกินอาหารเสริมเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง
????เราประดิษฐ์ของเล่นเอามาเล่นเอง
????พ่อแม่เราไม่ร่ำรวย ท่านจึงให้เราได้แต่ความรัก ไม่ใช่วัตถุ
เราไม่เคยมีมือถือเครื่องเล่น DVD วิดีโอเกมส์ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เรามีแต่เพื่อนที่มีตัวตน
????เราไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านโดยไม่ต้องนัดหมาย แล้วเราก็หาอะไรกินกันอย่างสนุกสนาน
????ญาติพี่น้องอยู่ใกล้ชิดกัน เราจึงมีเวลาให้กันมาก
????ภาพถ่ายเราอาจเป็นขาวดำ แต่ความทรงจำของมันช่างหลากสีสัน
????คนรุ่นเรามีเอกลักษณ์ และเข้าใจกัน เพราะเราเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่เชื่อฟังพ่อแม่ และเป็นคนรุ่นแรกที่รับฟังลูกหลาน
????พวกเรา คือ คนรุ่น Limited Edition จงสนุกไปกับเรื่องราวของเรา เรียนรู้จากเรา และ เก็บเราไว้เป็นสมบัติอันทรงคุณค่าตลอดไป อีกไม่นานเราก็จะจากไป

 

ที่มา: https://www.facebook.com/100001380665898/posts/4239119296144051/


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top