Sunday, 7 June 2026
POLITICS NEWS

‘สวนดุสิตโพล’ เผย!! ปชช.มอง ‘บ้านใหญ่’ มีอิทธิพลอย่างมาก!! กับการเลือกตั้งท้องถิ่น

(18 พ.ค. 68) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ เรื่อง “ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในสายตาประชาชน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,104 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ค. สรุปผลจาก 5 คำถามได้ดังนี้

ประชาชนอยากให้นายกเทศมนตรีคนใหม่ดำเนินการเรื่องใดมากที่สุด
อันดับ 1 ปราบปรามอบายมุข ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ 57.25%
อันดับ 2 แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ ปัญหาฝุ่น 48.64%
อันดับ 3 พัฒนาถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปาให้ดีขึ้น 47.46%

จากการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับเทศบาลครั้งนี้ ประชาชนคิดว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่

อันดับ 1 น่าจะทำได้ 37.32%
อันดับ 2 ไม่น่าจะทำได้ 34.51%
อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 28.17%

ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ว่า บ้านใหญ่หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งในพื้นที่

อันดับ 1 เห็นด้วย 78.80%
อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย 21.20%

ปัจจัยใดที่ประชาชนคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บ้านใหญ่หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นยังคงมีอิทธิพลในพื้นที่
อันดับ 1 เข้าถึงประชาชน มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น งานบุญ งานศพ งานประเพณี 45.13%
อันดับ 2 มีฐานเสียงที่มั่นคงและความสัมพันธ์กับชุมชนที่ยาวนาน 43.19%
อันดับ 3 มีระบบอุปถัมภ์ ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 41.89%

ประชาชนคิดว่าหากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองระดับชาติ จะมีผลต่อการบริหาร และพัฒนาพื้นที่หรือไม่

อันดับ 1 ส่งผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังพอบริหารจัดการภายในพื้นที่ได้ 37.50%
อันดับ 2 ส่งผลกระทบมาก เช่น โครงการหรืองบประมาณสนับสนุนจากรัฐกลางลดลง 23.82%
อันดับ 3 ไม่มีผลกระทบ เพราะสามารถพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรท้องถิ่น 19.93%
อันดับ 4 น่าจะเป็นผลดี เพราะจะได้ลดการแทรกแซงจากการเมืองระดับชาติ 18.75%

'เจิมศักดิ์' เตือน!! 'สมศักดิ์' ระวัง!! ไม่มีที่ยืนในสังคม ชี้!! ควรดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา แม้ทักษิณไม่พอใจ

(18 พ.ค. 68) รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความว่า ข่าวว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ตั้งแพทย์จำนวน 10 คนกลั่นกรองและให้ความเห็นว่าคุณสมศักดิ์ควรจะใช้สิทธิ์วีโต้แพทยสภาหรือไม่ กรณีทักษิณไม่ป่วยหนักวิกฤตจริง จนต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ตำรวจ ชั้น 14 นานถึง 181 วัน

หากผมเป็นแพทย์ 10 คนที่รัฐมนตรีสมศักดิ์ตั้งให้ช่วยกลั่นกรองให้ความเห็นเรื่องนี้

พวกผมจะบอกรัฐมนตรีสมศักดิ์ ว่า

อย่าเสียเวลาใช้งานพวกผมเลยเพราะหากพวกผมมีความเห็นแย้งกับมติของแพทย์สภาอันประกอบไปด้วย แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ ก็จะไม่มีใครเชื่อถือความเห็นของพวกผม  หากจะอ้างว่าได้ข้อมูลใหม่จากรัฐมนตรีก็ฟังไม่ขึ้น เพราะทำไมจึงไม่ให้ข้อมูลกับแพทยสภาตั้งแต่เมื่อครั้งมีการพิจารณา ตัวรัฐมนตรีสมศักดิ์ ก็จะนำความเห็นไปอ้าง เพื่อวีโต้ช่วยนักโทษทักษิณได้ยาก เพราะขาดน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือ คนจะเชื่อแพทย์สภามากกว่าความเห็นของพวกผม 10 คน ทำให้ถูกสังคมเย้ยหยัน ทั้งตัวรัฐมนตรีและพวกผมไปเปล่าๆ

หากพวกผมมีความเห็นผมพ้องกับแพทยสภา รัฐมนตรีสมศักดิ์ก็จะยิ่งลำบากใจเพราะถ้าลงนามเห็นชอบตามข้อเสนอโดยไม่วีโต้  คุณทักษิณก็อาจจะ โกรธและด่าคุณสมศักดิ์ อยู่ดี แต่หากคุณสมศักดิ์จะใช้สิทธิ์วีโต้แพทยสภาก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นเพราะ สังคมโดยเฉพาะศาล ก็จะยิ่งเชื่อถือมติแพทยสภา เพราะพวกผมก็เห็นพ้องต้องกับมติแพทย์สภา

แพทย์สภายิ่งต้องยืนยันตามมติเดิมด้วยคะแนนสองในสาม รัฐมนตรีสมศักดิ์ยิ่งไม่มีที่ยืนในสังคม ยกเลิกการแต่งตั้งให้พวกผมกลั่นกรองให้ความเห็น แล้วดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา แม้จะถูกนักโทษทักษิณไม่พอใจแต่ก็คุ้มค่าตัดสินใจครั้งนี้เหมือนแทงพนัน แม้ ท่านจะคุ้นเคย แต่หากไม่ซื่อตรง ก็หมดตัวได้ในคราวนี้

‘เทพไท’ จับตา!! พรรคกล้าธรรม ดูด!! ‘สส.’ เข้าพรรค อย่างคึกคัก!!

(18 พ.ค. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า กล้าธรรม-เพื่อไทย เป็นอะไรกัน?

ช่วงนี้มีหลายฝ่ายจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม ที่กำลังเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างร้อนแรง และเป็นที่สนใจของบรรดานักการเมือง นักเลือกตั้ง มีกระแสการดูดส.ส. ดึงสส.เข้าพรรคอย่างคึกคัก มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การก่อเกิดพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องการเป็นพรรคการเมือง ที่เสียบแทนหรือสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทนบางพรรคการเมืองที่อาจจะถูกปรับออกหรือไม่ หรือเป็นพรรคสาขา พรรคนอมินี ให้กับพรรคเพื่อไทยของคุณทักษิณ ชินวัตรหรือไม่

มีแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาปฏิเสธว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวความคิดจัดตั้งพรรคสาขา และพรรคกล้าธรรมก็ไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย ในขณะเดียวกันแกนนำผู้บริหารพรรคกล้าธรรมหลายคน ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส คุณนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ต่างออกมาปฏิเสธว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคสาขาของใคร พรรคกล้าธรรมให้เกียรติกับทุกคน ที่จะเข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรค แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็สงสัยการตอบคำถามสื่อมวลชน ของผู้กองธรรมนัส เมื่อถูกถามถึงกรณีการดึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กับคุณการุณ โห่สกุล เข้าร่วมพรรคว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกับคุณทักษิณมาก่อนหรือไม่ ผู้กองธรรมนัส ตอบว่าได้พูดคุยกับคุณทักษิณมาก่อนแล้ว ก่อนจะเปิดตัว น.อ.อนุดิษฐ์ และคุณเก่ง การุณ ต่อสื่อมวลชน

จึงเกิดคำถามว่า ถ้าหากพรรคกล้าธรรมกับพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน หรือพรรคกล้าธรรมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ หรือคุณทักษิณไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้กองธรรมนัส ต้องถามว่า ทำไมผู้กองธรรมนัส ต้องไปบอกคุณทักษิณก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ย้อนแย้งมาก ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้จัดตั้งพรรคสาขาและพรรคกล้าธรรมไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย

ถ้าย้อนไปในอดีตก่อนที่จะเลือกตั้งปี 2562 มีการเสนอทฤษฎีแตกแบงค์พัน หรือแตกแบงค์ย่อยของคุณทักษิณ คือมีพรรคสาขา มีพรรคนอมินี จะเห็นในพื้นที่บางแห่ง ที่พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ไม่ได้ ไม่มีคะแนนนิยม ก็มีพรรคประชาชาติ พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง คงเหลือพรรคประชาชาติพรรคเดียว ที่ทำพื้นที่แทนพรรคเพื่อไทยใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้พรรคเพื่อไทยยังขาดพรรคมาเติมเต็มให้กับพรรคเพื่อไทยในบางพื้นที่ ที่พรรคเพื่อไทยเจาะพื้นที่ไม่ได้ ก็เป็นโอกาสของพรรคกล้าธรรม ที่สามารถไปทดแทนในพื้นที่ ที่พรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ เช่น พื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ตอนบน รวมไปถึงในจังหวัดอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยมีข้อจำกัดในการเอาชนะคู่แข่งขันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคภูมิใจไทย จึงจำเป็นต้องมีพรรคกล้าธรรมขึ้นมาทดแทน หรือมาเติมเต็มให้กับพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือสนามเลือกตั้งปี 2570

ใครจะปฏิเสธอย่างไรว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคเพื่อไทยไม่คิดจะตั้งพรรคสาขา ก็ปฏิเสธได้ เพราะถ้ายอมรับว่าจริง จะผิดกฎหมายพรรคการเมือง จึงจำเป็นต้องปฏิเสธไว้ก่อน แต่ว่าความจริงก็คือความจริง ประชาชนรับรู้และเข้าใจได้ว่า นี่คือการเมืองแบบไทยๆ

‘เทพไท’ เตือนรัฐบาล หวั่น!! ปชช.ซ้ำรอย ‘เจ้าคุณแย้ม’ หลัง 'เพื่อไทย’ เร่ง!! ผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิง

(17 พ.ค. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “สะกิดรัฐบาล คิดเปิดกาสิโน ดูเจ้าคุณแย้มเป็นตัวอย่าง” มีเนื้อหาระบุว่า …

มีข่าวจากพรรคเพื่อไทย โดยนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรค แถลงว่า จะเร่งดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ให้เข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นี้เลย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทย ที่จะผลักดันบ่อนกาสิโนให้สำเร็จจนได้ โดยไม่สนใจกระแสคัดค้านจากสังคมใด ๆ ทั้งสิ้น

ในขณะเดียวกัน ที่กระทรวงการคลัง นาย Chris Gordon ประธานบริษัท Wynn Development ของ Wynn Resorts หนึ่งในผู้นำธุรกิจรีสอร์ตครบวงจรระดับโลก ของประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้าหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนในโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในไทย เป็นการดำเนินการแบบคู่ขนานกันไป ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาล

ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยก็เร่งผลักดันกฎหมายให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด ในฝ่ายรัฐบาลก็เร่งเจรจากับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่า โครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่ หรือมีการตกลงอะไรไว้ล่วงหน้ากับกลุ่มทุนต่าง ๆ ตามคำเล่าลือหรือไม่

อยากจะเตือนให้รัฐบาลกลับไปดูบทเรียน หรืออุทาหรณ์ ที่เกิดขึ้นกับพระธรรมวชิรานุวัตร หรือเจ้าคุณแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ที่ถูกจับข้อหานำเงิน 300 ล้านบาทไปเล่นการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นถึงระดับพระราชาคณะ บวชเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปี ยึดถือพระธรรมวินัย 227 ข้อ ยังหลงเป็นทาสการพนันได้ นับประสาอะไรกับชาวบ้านคนธรรมดา ที่ถือศีล5ยังไม่ครบทุกข้อ จะไม่ตกเป็นทาสการพนันบ้าง

ถ้าหากรัฐบาลผลักดันให้เอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ ที่มีบ่อนกาสิโนอยู่ด้วยจนประสบความสำเร็จ ยังนึกไม่ออกว่า สภาพสังคมไทยจะเป็นเช่นไร คนไทยจะติดการพนันกันงอมแงมแค่ไหน และเป็นปัญหาทางสังคมที่เกินกว่าจะเยียวยาได้

‘จีน’ รอคำตอบเรือดำน้ำ ‘ภูมิธรรม’ รับพูดยาก ปัดข่าวเรือที่สร้างแล้ว 80% อาจตกถึงกัมพูชา

(16 พ.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่เยอรมนีปฏิเสธการขายเครื่องยนต์เรือดำน้ำให้ไทย โดยระบุว่าได้รับคำตอบจากรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนีแล้วว่าไม่สามารถขายได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านความมั่นคงภายใต้นาโต แม้จะมีความสัมพันธ์อันดีกับไทย พร้อมขอบคุณสำหรับคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งไทยจะนำไปพิจารณาหาทางออกต่อไป

นายภูมิธรรมยอมรับว่าเรือดำน้ำลำดังกล่าวดำเนินการไปแล้วกว่า 70-80% หากยกเลิกอาจเสียประโยชน์โดยไม่ได้อะไรคืนกลับมา แต่หากเดินหน้าต่อก็ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและเงื่อนไขของสัญญาอย่างรอบคอบ โดยย้ำว่าจะไม่สามารถดำเนินการแบบเดิมได้อีก

สำหรับประเด็นกระแสข่าวว่า หากยกเลิกสัญญา ตัวเรือดำน้ำอาจถูกจีนมอบให้กัมพูชา นายภูมิธรรมระบุว่า “ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้” และไม่ได้มีการพูดคุยกับฝ่ายจีนในประเด็นดังกล่าว แต่ยอมรับว่าทางเอกอัครราชทูตจีนได้ทวงถามคำตอบจากไทยหลายครั้ง โดยไทยได้แจ้งว่าต้องพิจารณาทางออกให้รอบคอบที่สุด

ทั้งนี้ รองนายกฯ ระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรักษาดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน เพราะไทยเป็นประเทศเล็ก และเรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จำเป็นต้องหาทางออกที่เหมาะสมในภาพรวม

รทสช. พร้อมโหวตผ่านร่างงบฯ ปี 69 วาระแรก หนุนรัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน

รทสช. พร้อมโหวตรับหลักการ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 69 หนุนรัฐบาลแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน พร้อมร่วมปรับลดงบที่เกินจำเป็นออกในวาระ 2

(16 พ.ค.68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่จะมีการพิจารณาระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคมนี้ ว่า 

พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมลงมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดินและใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่สำคัญ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณนี้ มีการพิจารณากลั่นกรองของหลายหน่วยงานที่พิจารณาอย่างรอบคอบ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้แล้วเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569

รวมทั้งจากการลงพื้นที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติยังพบว่า พี่น้องประชาชนต่างสนับสนุนให้ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้งบประมาณเหล่านี้ในการพัฒนาประเทศและให้ส่วนราชการได้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งรัฐบาลยังสามารถใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอีกด้วย 

ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 ไม่ผ่านจะส่งผลกระทบกับทั้งการบริหารราชการแผ่นดินในภาวะเช่นนี้ รวมทั้งไม่ส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน การลงมติไม่เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 จึงไม่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนอย่างสิ้นเชิง 

ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมลงมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569  ทั้ง 36 เสียง เพื่อให้สามารถใช้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ให้รัฐบาลได้บริหารประเทศชาติอย่างราบรื่นแต่อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาในวาระที่ 2 ตัวแทนของพรรครวมไทยสร้างชาติในตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณจะพิจารณางบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบ และพร้อมจะปรับลดงบประมาณในส่วนที่เห็นว่าโครงการใดที่ไม่เป็นประโยชน์ ออกจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 

"ตนเชื่อว่าในการลงมติในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถผ่านในวาระที่ 1 รับหลักการ เพื่อให้กรรมาธิการงบประมาณพิจารณาในวาระ 2 ต่อไปได้" นายอัครเดช กล่าว

นายกฯ ยืนยันยังไม่ยกเลิก ‘เงินดิจิทัลเฟส 3’ ขอเวลาคิด พร้อมเปิดรับข้อเสนอเปลี่ยนรูปแบบแจกเงิน

(15 พ.ค. 68) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 สำหรับกลุ่มอายุ 16-20 ปียังไม่ถูกยกเลิก แม้จะมีข่าวว่ารัฐบาลอาจต้องทบทวนเพื่อรับมือกับนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้สูงถึง 36% โดยระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย และจะประกาศข้อสรุปเมื่อได้ข้อยุติ

นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า รัฐบาลยังคงมุ่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยยังไม่ตัดสินใจยกเลิกโครงการใด พร้อมเปิดรับข้อเสนอ เช่น การปรับรูปแบบการแจกเงินให้คล้ายโครงการ 'คนละครึ่ง' เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อถูกถามว่าโครงการจะดำเนินต่อในรูปแบบใด และหากยกเลิกจะกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบในประเด็นนี้ แต่ย้ำว่าทุกนโยบายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และครอบคลุมทุกช่วงอายุ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

'โฆษก พปชร.' ทวงแรงถาม รัฐบาลกลัวอะไร กับ 'กัมพูชา' ร้องเพลงชาติบนปราสาทตาเมืองธม พร้อมแจงมติพรรค พร้อมเดินหน้าตรวจสอบด้านเศรษฐกิจรัฐ ชูนโยบาย พปชร. แก้ปัญหาปากท้องลงมือทำจริง ซัด รบ. แก้ปัญหา ศก.ประเทศติดอันดับรั้งท้ายภูมิภาค

เมื่อวันที่ (13 พ.ค.68) เวลา 14.00 น.ที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน ได้พิจารณา ออกคำสั่ง แต่งตั้งทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ โดยให้นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าทีม หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี  เป็นรองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายอัคร ทองใจสด นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ นางสาวบุณณดา สุปิยะพันธุ์ และนายมนูญ พรหมลักษณ์ ร่วมคณะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งนับ เป็นทีมเศรษฐกิจคนรุ่นใหม่ และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคาร เศรษฐกิจระดับมหภาคและจุลภาค รวมถึงการแก้หนี้ครัวเรือน อย่างเชี่ยวชาญและชัดเจน

ทั้งนี้ ทีมเศรษฐกิจทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์การบริหารราชการ ด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ในการดูแล ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ที่จะนำไปสู่การเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ แก่สังคม รวมถึงการนำเสนอนโยบายสำคัญ ในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพ และความพร้อมของพรรค โดยการขับเคลื่อนของ ทีมเศรษฐกิจ ที่พร้อม ลงมือทำงานได้ทันที อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรดพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 ดังนี้

โดย 1.การติดตามวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในรัฐสภาและภายนอกและทั้งในประเทศและในต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางที่จะแถลงแนวทางในแต่ละเรื่องให้แก่ประชาชนได้รับทราบ โดยบางเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยประชุมรัฐสภาก็จะพิจารณาทำการแถลงข่าวจุดยืนร่วมกับ สส. ของพรรค 2. ประสานให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยรวบรวมข่าวและคำวิจารณ์ในสื่อต่างๆ ในแต่ละวัน เพื่อทีมเศรษฐกิจ จะได้พิจารณาแถลงข่าวเพื่อตอบโต้หรือเสนอแนะได้ทันท่วงที 3. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค

ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย ที่ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งรัฐบาลขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปอย่างเชื่องช้าและไม่ถูกทิศทาง ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ เห็นได้ชัดเจนจากสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดระดับทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นที่น่าตกใจก็คือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลำดับทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่ำกว่าประเทศกัมพูชาและลาว โดยเราอยู่ในลำดับเกือบรั้งท้ายในแถบประเทศอาเซียน

“วันนี้พี่น้องประชาชนกำลังจะอดตาย แต่นายกรัฐมนตรียังปล่อยให้เพิ่มภาษีน้ำมัน สิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการแข่งขันทางด้านธุรกิจและการขนส่ง ในขณะที่ราคาน้ำมันลดลง แต่รัฐบาลกลับตัดแขนตัดขาประชาชนด้วยการเพิ่มภาษีน้ำมัน ทำให้ราคาแพงกว่าที่ประเทศเวียดนาม แล้วเราจะแข่งขันกับเขาได้อย่างไร“ พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว

“นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงความคืบหน้าของกรณีที่นายทหารชั้นนายพล ได้นำชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาร้องเพลงชาติกัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ม และมีการบันทึกภาพและเสียง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ล่วงละเมิดอธิปไตยของไทยในดินแดนของไทย แต่รัฐบาลไม่ดำเนินการประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ หรือดำเนินคดี หรือดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด เป็นลายลักษณ์อักษร หรือให้เป็นพยานหลักฐานในการต่อสู้คดีที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าหากทางประเทศกัมพูชาจะเรียกร้องพื้นที่นี้เป็นอาณาเขตของประเทศตนเอง พร้อมทั้งกล่าวว่า ไม่รู้ว่ากลัวอะไรทางกัมพูชา อีกทั้ง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมยังมีคำสั่งให้ทหารไทยถอยออกจากพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้  ทางพรรคพลังประชารัฐ ได้เคยเรียกร้องให้ทางรัฐบาลดำเนินการประท้วง หรือท้วงติงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐบาลกัมพูชา ในการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 จนถึงวันนี้ เป็นเวลาหลายเดือนแล้วยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลแต่อย่างใด“

“ถ้าทหารและครอบครัวกลุ่มนั้นมาร้องเพลงชาติในห้องนอนของนายกฯ หรือในห้องนอนของท่าน รองนายกฯ ท่านจะยังนิ่งเฉย และสั่งให้คนในบ้านของท่านออกจากห้องนอน หรือออกจากบ้าน ไปอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านหรือไม่ ผมอยากรู้ว่า ท่านจะทำอย่างเดียวกับที่ท่านทำกับประเทศไทยหรือแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักของเราหรือไม่ พรรคพลังประชารัฐต้องขอบคุณพี่น้องทหารหาญทุกท่านและพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและแผ่นดิน วันนี้ประเทศไทยเป็นสุขได้เพราะบรรพบุรุษของไทยทุกคนช่วยกันรักและพิทักษ์ไว้ซึ่งแผ่นดินไทย เราจะไม่ยอมให้ประเทศเพื่อนบ้านเอาแผ่นดินของประเทศไทยไปแม้แต่นิ้วเดียว รัฐบาลไทยกลัวอะไรถึงขนาดนี้ กลัวว่า จะมีการเพิกถอนสัญชาติของญาติท่านบางคน หรือจะเอาญาติของท่านที่ไปแต่งงานกับคนใกล้ชิดท่านนายกฮุนเซน  เอามาคืนหรือ พรรคพลังประชารัฐจะไม่ยอมให้ ผู้หนึ่งผู้ใดนำผืนแผ่นดินไทยไปแลกผลประโยชน์ ส่วนตนและเครือญาติโดยเด็ดขาด” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว

นายกฯ รับเสียดาย ‘ทักษิณ’ พลาดพบ ‘ทรัมป์’ ที่กาตาร์ ยันพ่อป่วยจริง-เตรียมไปศาลตามนัด 13 มิ.ย. นี้

(13 พ.ค. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลไม่อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปกาตาร์ ทำให้พลาดโอกาสพบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจช่วยเปิดทางเจรจาภาษีไทย-สหรัฐฯ ได้ โดยย้ำว่าทักษิณป่วยจริง มีประวัติการรักษามายาวนาน และจะขึ้นศาลตามนัดในวันที่ 13 มิ.ย.นี้

นายกฯ ยืนยันว่าแพทยสภายังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่านายทักษิณป่วยจริงหรือไม่ และไม่เคยมีใครระบุชัดว่าเป็น 'การป่วยทิพย์' พร้อมระบุว่าตนเองไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้โดยตรง เพราะเหตุเกิดก่อนดำรงตำแหน่ง แต่ยอมรับว่ารู้สึกว่ากระทบมาตลอดตั้งแต่มีคำพิพากษาคดีของบิดา

สำหรับประเด็นการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ นายกฯ เปิดเผยว่าได้ส่งรายงานไปยัง สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)  แล้ว และรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อหารืออย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าการที่จีนหรือชาติอื่นคืบหน้ากว่าไทยไม่ได้หมายถึงว่าไทยล่าช้า เพราะมีการพูดคุยกันในหลายระดับแล้ว

ส่วนกรณีข่าวสหรัฐฯ ระงับวีซ่าเจ้าหน้าที่ไทยจากกรณีอุยกูร์ นายกฯ ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่ามีการปลดล็อกหรือไม่ ต้องตรวจสอบอีกครั้ง แต่ย้ำว่าตนไม่เคยถูกแบนวีซ่า และเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาในการเจรจาระหว่างประเทศในอนาคต

'เอกนัฏ' ลั่น รทสช. อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ และผลงาน พร้อมหนุน 'พีระพันธุ์' สู้ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. - ทำผลงานต่อ

(13 พ.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกระแสข่าว สส. ของพรรคย้ายสังกัด ว่า จากการพูดคุยกับ สส. หลายคน พบว่ายังคงลงพื้นที่ทำงานอย่างแข็งขัน ทั้งสนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่นและพบปะประชาชน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงเชื่อมั่นว่าทุกคนยังตั้งใจทำงานร่วมกับพรรค รทสช. ที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาพรรคได้ทำหน้าที่ในกระทรวงอุตสาหกรรมและพลังงานอย่างเต็มที่ แม้จะมีแรงเสียดทานก็ตาม

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช.เตรียมจะย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ได้มีการพูดคุยกับนายสุชาติหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า ไม่ทราบเลยจริงๆ ตนคิดว่าอย่าต้องมากังวลกับผู้บริหารของพรรคเลย ตนเรียนกับทุกคนเลยว่า เมื่อไหร่พรรคการเมืองทุกพรรคยึดมั่นในอุดมการณ์ ทำงานให้ผลงานเป็นที่ปรากฏ ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว มีคนไปก็มีคนมา ตนจะบอกว่าพรรค รทสช.อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์ ไม่ได้อยู่ได้ด้วยการนำผลประโยชน์ กองกำลัง หรือการจับกลุ่มก้อนมาตั้งกองกำลัง ซึ่งไม่ใช่ พรรคต้องอยู่ได้ด้วยอุดมการณ์และผลงานที่ปรากกฎต่อสาธารณชน

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาทางจริยธรรมต่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรณีติดสติ๊กเกอร์บนถุงยังชีพของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งและนำไปแจกขณะลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช นั้น นายเอกนัฏ แสดงความมั่นใจว่า นายพีระพันธุ์พร้อมรับการตรวจสอบและสามารถชี้แจงได้ ไม่มีประเด็นใดน่ากังวล พร้อมยืนยันว่า ตนเองและสมาชิกพรรคทุกคนให้การสนับสนุนนายพีระพันธุ์อย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการทางกฎหมายและการทำงาน โดยเฉพาะความพยายามในการดูแลราคาพลังงาน

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการที่มีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนนายพีระพันธุ์อย่างต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอกนัฏ ย้ำว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเสียเวลาวิเคราะห์ความขัดแย้งทางการเมืองและข้อกล่าวหาต่างๆ เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ มีแต่จะทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย โดยตนเองเลือกที่จะนำเวลามามุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากสงครามการค้าโลก การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม และการจัดการกับการลักลอบกระทำผิดกฎหมายต่างๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top