Sunday, 7 June 2026
POLITICS NEWS

ถ้าวันไหน หัวหน้าพรรค รทสช.ทำประโยชน์ให้ตนเอง ให้พรรคพวกมากกว่า ประโยชน์ส่วนรวม ผมจะเป็นคนแรกที่จะบอกเขาว่า กลับบ้านเถอะ

เมื่อวานนี้ (2 มิ.ย. 68)  นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ขอเตือนสติ เพื่อนๆอาชีพเดียวกัน ศึกนอก หนักหนากว่าศึกใน วันนี้ประเทศไทยต้องการความรัก ความสามัคคี สู้ศึกนอก ห้ามกะพริบตา อย่าเสียสมาธิ เรามีปัญหา ชายแดนกระทบอธิปไตยของประเทศ เรามีปัญหาต่อสู้กับสงครามล่าอาณานิคมเศรษฐกิจ สงครามเศรษฐกิจ ค่าเงิน การค้าระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ บังคับให้ไทยเลือกขั้ว ปัญหาความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งหมดนี้บั่นทอนพลัง อำนาจต่อรองของประเทศไทยที่มีศึกล้อมรอบ ขอให้ตั้งสติให้ดี ยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชน ก่อนประโยชน์ส่วนตน ทุกคนจะรอด

นายจุติ กล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ปัญหาในพรรค รทสช.นั้น ต้องแยกแยะว่าเป็นปัญหาส่วนรวม หรือ ไม่พอใจส่วนตัว หัวหน้าพรรคฯทำงานให้ประเทศมากกว่าพรรคตนเอง ต้องมีข้อบกพร่อง ไม่ถูกใจ แต่ราคาไฟฟ้าไม่ขึ้นและยังลดลง ราคาน้ำมันไม่ขึ้นไม่มีเรื่องทุจริตส่วนตัว หัวหน้าพรรคฯทำงานให้ประเทศมากกว่าพรรค น่าจะดีใจแทนคนไทย และพิสูจน์กันด้วยผลงาน นักการเมืองมาแล้วก็ต้องไป จะอยู่ในตำแหน่งทำไมถ้าทำประโยชน์ให้ประเทศไม่ได้

“ขอให้โฟกัสที่ศึกนอก ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสนับสนุน คนสุจริตให้ทำงานเพื่อส่วนรวม ถ้าวันไหน หัวหน้าพรรค รทสช.ทำประโยชน์ให้ตนเอง ให้พรรคพวกมากกว่า ประโยชน์ส่วนรวม ผมจะเป็นคนแรกที่บอกเขาว่า กลับบ้านเถอะ”นายจุติ กล่าว

นายจุติ กล่าวต่อว่า ทุกคนมีข้อบกพร่อง ไม่มีใครทำถูกใจทุกเรื่อง ถ้าไม่หนักแน่นพอ เราจะพลาด ดังนั้นขอให้โฟกัส หาคนดี คนสุจริต มาทำงานให้บ้านเมือง ทำทีละเรื่อง เรื่องที่สำคัญคือ ค่าครองชีพประชาชน ,อธิปไตยทางเศรษฐกิจ การเมือง ,ปราบคอร์รัปชั่น ,รักษาระบบธรรมาภิบาลให้ต่างชาติมั่นใจ เรื่องใหญ่ลงตัว เรื่องเล็กจะแก้ปัญหาได้เอง ดังนั้นขอให้มีสติ ประเทศไทยต้องมาก่อน ถ้าหลักการเหนือหลักกู ประเทศไทย คนไทยจะยิ้มได้

ดวงเมืองคอน กับ ปรากฏการณ์ข่าวน่าละอาย  สส.ทำร้ายประชาชน!! กระทืบนักธุรกิจ

(3 มิ.ย. 68) ปรากฏการณ์ข่าวใหญ่ในเมืองนครศรีฯ “สส.คนดังเมืองนครศรีฯกร่าง กระทืบนักธุรกิจ” นั้นคือหัวข่าวเบื้องต้น

ต่อมานักข่าวในพื้นที่ และสื่อสังคมออนไลน์สืบค้นพบว่า คนก่อเหตุน่าจะเป็น “แทน-ชัยชนะ เดชเดโช” และคณะ ส.อบจ. อันเป็นการก่อเหตุในงานอุปสมบทลูกชายนายกฯอบต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีฯ

ปฐมเหตุเกิดจากการนั่งร่วมโต๊ะอาหารระหว่างทีมของ สส.แทน กับเสี่ยเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้าง และมีการพูดคุยกันถึงศึกเลือกตั้งนายกฯอบต.ควนพัง ในการเลือกตั้งปลายปี 2568 

แน่นอนว่า การเมืองต้องมีการแข่งขัน และกำลังมีการฟอร์มทีมใหม่ เพื่อลงแข่งกับนายกฯปัจจุบัน ที่สนิทชิดเชื้อกับ สส.แทน จึงมีการเอื้อนเอ่ยเชิงขอร้องไม่ให้มีการส่งทีมลงแข่ง แต่คู่สนทนาที่กำลังฟอร์มทีมสู้ปฏิเสธข้อเรียกร้อง

สุราเม…ออกอาการ เมื่อการพูดคุยไม่รู้เรื่อง ฝ่ามือ 1 ฉาด จึงพุ่งตรงเข้าหน้าของคู่สนทนา และลุกลามถึงขั้นลากไปกระทืบหลังเวทีตามข่าว

กรณีที่เกิดขึ้น ไม่มีใครกล้าพูดกล้าวิจารณ์ พยานในงานบวชก็พากันเงียบกริบ แต่เกิดมวยคู่เอกปรากฏขึ้น “เชาว์ มีขวด” อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถือว่า เป็นคู่กรณี และคนรู้จัก รวมทั้งอาจจะเป็นคู่แข่งทางการเมืองในอนาคตก็ออกโรงขย่ม สส.แทนทันที ทั้งเรื่องจริยธรรม คุณธรรม คดีอาญายอมความไม่ได้ รับอาสาเป็นทนายความให้เหยื่อ เรียกร้องให้โอนคดีให้กองปราบปรามทำแทนตำรวจในพื้นที่ 

แม้คู่กรณีของ สส.แทนจะถอนแจ้งความในวันเดียวกันกับวันแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่าเข้าใจผิด แน่นอนว่า ต้องเกิดจากเหตุไม่ปกติแน่นอน เพราะก่อนหน้านั้น มีข่าวสับสนว่า แจ้งความแล้วยังถูกข่มขู่ให้ถอนแจ้งความ ระดับผู้การฯบอกว่า ไม่มีการแจ้งความ แต่หลักฐานหลุดมาจนได้ “ใบแจ้งความ ใบถอนแจ้งความ” ส่วน สส.แทน ปฏิเสธไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่

ผมสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองคอน เกิดเหตุร้าย เหตุให้ละอาย เหตุภัยพิบัติขึ้นบ่อยครั้ง จึงไปสืบค้นข้อมูลที่น่าสนใจ ขออนุญาตนำมาเสนอต่อจากข่าวนี้
ใครทำอะไรผิด หรือฝ่าฝืนจารีต ถึงทำให้เมืองนครศรีฯตกต่ำ ไม่เจริญก้าวหน้า

คำถามที่ว่าทำไมเมืองนครศรีธรรมราช “ถึงตกต่ำ” หรือ “ไม่เจริญก้าวหน้า” นั้นเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน และอาจมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง โครงสร้างสังคม รวมถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณ เช่นเรื่อง “ดวงเมือง” ที่คุณพูดถึง ซึ่งคนในพื้นที่บางกลุ่มก็มีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง

ต่อไปนี้คือ สาเหตุที่คนทั่วไปหรือกลุ่มนักวิชาการ–นักไสยศาสตร์บางส่วน มองว่าอาจเกี่ยวข้องกับความถดถอยของเมืองนครศรีธรรมราช

 1. ความเชื่อเรื่อง “ลบหลู่ดวงเมือง”
มีความเชื่อในหมู่ชาวนครบางส่วนว่า:
• มีการเปลี่ยนแปลง/เคลื่อนย้าย/ปรับปรุงบริเวณศาลหลักเมือง หรือพระบรมธาตุเจดีย์ โดยไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกฤกษ์
• มีบุคคลบางกลุ่มในอดีต “ไม่เคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือทำพิธีกรรมผิดขั้นตอน
เช่น ความเชื่อว่าถ้ามีผู้ปกครองที่ “ไม่ถูกโฉลกกับดวงเมือง” เมืองจะเจอภัยพิบัติ เศรษฐกิจตกต่ำ หรือการเมืองวุ่นวาย

 2. การเมืองภายในจังหวัดที่แตกแยก
• เมืองนครศรีธรรมราชมีประวัติความขัดแย้งทางการเมืองในท้องถิ่นยาวนาน
• การแข่งขันระหว่างกลุ่มการเมือง/นักธุรกิจ/ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อาจทำให้การพัฒนาเมืองล่าช้า หรือไม่ยั่งยืน

 3. โครงสร้างพื้นฐานไม่ทันยุค
แม้เมืองนครฯ จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ในบางมุมเมืองยังมี:
• ระบบคมนาคมที่ไม่เชื่อมโยงกับศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่
• ระบบบริการสาธารณะที่ไม่ทันสมัยเท่าเมืองอื่น ๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ตหรือสุราษฎร์ฯ

 4. การเปลี่ยนผ่านด้านวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ
• หลังยุคบูมของ “จตุคามรามเทพ” (ราวปี 2549–2550) เมืองมีความหวังใหม่ด้านเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ
• แต่เมื่อความเชื่อเหล่านั้นถูกมองว่า “กลายเป็นเชิงพาณิชย์” ความศักดิ์สิทธิ์ก็เสื่อมลงในสายตาของบางคน
• บางกลุ่มจึงมองว่าดวงเมือง “อ่อนแรง” เพราะความศรัทธาเสื่อม

 5. ปัญหาเชิงระบบ
• การกระจายอำนาจไม่เพียงพอ: งบประมาณพัฒนาท้องถิ่นมีจำกัด
• การศึกษาหรือนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่น

สรุป:
ไม่มีใคร “ทำผิดคนเดียว” ที่จะทำให้เมืองนครศรีธรรมราชตกต่ำหรือไม่ก้าวหน้า
แต่ปัจจัยร่วมกันทั้ง คนในเมือง, การบริหารท้องถิ่น, โครงสร้างอำนาจ และ ความเชื่อ/ศรัทธา ล้วนมีบทบาท
เมื่อศึกษาค้นคว้าลึกลงไปจะพบว่า….

ดวงเมืองนครศรีธรรมราชมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์และผู้สถาปนาเมืองนครศรีธรรมราช พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานทางการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรมของเมือง

การสถาปนาเมืองและดวงเมือง
พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงสถาปนาเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1830 หลังจากอาณาจักรศรีวิชัยล่มสลาย โดยมีการกำหนดดวงเมืองในวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ จุลศักราช 649 ซึ่งตรงกับวันสถาปนาเมือง การกำหนดดวงเมืองนี้เป็นการวางรากฐานทางจิตวิญญาณและการปกครองของเมือง

การส่งเสริมพระพุทธศาสนา
พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงเป็นผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างมาก โดยทรงสร้างพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และทรงจัดระเบียบการปกครองแบบธรรมราชา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการปกครองและหลักธรรมทางศาสนา 

ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดวงเมือง
ดวงเมืองนครศรีธรรมราชยังถูกผูกโยงกับความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์จตุคามรามเทพ ซึ่งเป็นเทพที่ชาวนครศรีธรรมราชเคารพนับถือ การสร้างเสาหลักเมืองและการกำหนดดวงเมืองจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการปกครองและความเชื่อทางศาสนา

สรุป
ดวงเมืองนครศรีธรรมราชถูกผูกโยงอย่างแน่นแฟ้นกับพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผ่านการสถาปนาเมือง การกำหนดดวงเมือง และการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นรากฐานทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของเมืองที่ยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน 
จริงๆมีข้อมูลมากเกี่ยวกับดวงเมืองนครศรีธรรมราช กับปรากฏการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการวางรากฐานทางจิตวิญญาณ ความเชื่อ ศาสนา กับการเมืองการปกครอง

‘ดร.เฉลิมชัย’ รมว.ทส. สั่ง!! ส่งขยะพิษอะลูมิเนียมกว่า 110 ตัน กลับสหรัฐฯ ให้ความสำคัญ ดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของคนไทยทุกคน

(3 มิ.ย. 68) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้มีข้อสั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ประสานงานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกรมศุลกากร (กศก.) ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการตรวจสอบและส่งกลับตู้สินค้าที่สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม หลังจากมีการพบการปนเปื้อนของเสียอันตรายประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ในเรื่องนี้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ออกมาเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบตู้สินค้า 6 ตู้ ปริมาณกว่า 110 ตัน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสารตะกั่ว ซึ่งเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซลฯ และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 การนำเข้าสินค้าอันตรายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากประเทศปลายทาง ถือเป็นการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนี้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาบาเซลฯ ทำให้ไม่มีสิทธิ์ส่งของเสียอันตรายเข้ามายังประเทศภาคีอย่างประเทศไทยได้

ด้วยความมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศ และความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน จึงได้มีข้อสั่งการให้ คพ. ในฐานะศูนย์ประสานงานของอนุสัญญาบาเซลฯ แจ้งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลฯ และประสาน กรอ. เพื่อแจ้งหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เร่งส่งกลับของเสียอันตรายดังกล่าวไปยังประเทศต้นทางโดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งการนำเข้าของเสียผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเด็ดขาด

จากข้อสั่งการที่รวดเร็วและเด็ดขาดของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในการปกป้องประเทศไทยจากการเป็น "ถังขยะโลก" และตอกย้ำวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน

โฆษก รทสช. ขอบคุณคนไทยโหวต ‘พีระพันธุ์’ นักการเมืองบทบาทโดดเด่น ย้ำ!! มุ่งเดินหน้าทำงาน สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติและคนไทย

(3 มิ.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2568” ของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ระบุว่า ประชาชนกว่า 24.06% มองว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นนักการเมืองที่มีบทบาทโดดเด่นมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในเดือนพฤษภาคม 2568

โดยนายอัครเดช กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนนายพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ มาโดยตลอดต่อเนื่อง จนคะแนนความนิยมของนายพีระพันธุ์ พุ่งขึ้นสู่ท็อป 3 ในรัฐบาลและมีแนวโน้มดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันจะมีแรงกดดันจากภายนอกและภายในให้กับนายพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ 

ทั้งนี้ คะแนนนิยมดังกล่าวจากพ่อแม่พี่น้องถือเป็นขวัญกำลังใจและสิ่งที่มีคุณค่าในการทำงานของนายพีระพันธุ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคน ที่จะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานต่อเนื่องให้สมกับความไว้วางใจของพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่ให้การสนับสนุนพรรค โดยเฉพาะในประเด็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างทางพลังงาน ทั้งค่าไฟและราคาน้ำมัน ที่เป็นนโยบายและเป้าหมายหลักของนายพีระพันธุ์

“สิ่งสำคัญในตอนนี้ คือ การเดินหน้าทำงานเพื่อบ้านเมืองและประเทศชาติ โดยพรรคจะยังคงยึดมั่นหลักในการทำงานที่ยึดถือประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับพรรค ขอให้เป็นเรื่องภายในพรรคที่มั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้าประสานความเข้าใจ สร้างความร่วมมือและบรรยากาศที่ดีร่วมกันได้ต่อไป เพื่อเดินหน้าทำงานให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน” นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.หิมาลัย’ โต้ ‘แรมโบ้ เสกสกล’ ปมทวงพรรครวมไทยสร้างชาติคืน ชี้ พรรคเป็นของประชาชนผู้สนับสนุนพรรค ไม่ใช่ของส่วนตัวผู้ใด

(2 มิถุนายน 2568) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เพซบุ๊กว่า ...

ตามหาพรรคให้พี่แรมโบ้อยู่ครับ...

เรียน พี่แรมโบ้ เสกสกล ที่รักและเคารพ 
ผมได้รับทราบ จากสื่อต่างๆ ว่าพี่ออกมาทวงพรรครวมไทยสร้างชาติ คืนจากท่านพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผมในฐานะ ผอ.พรรค ซึ่งมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับพี่ จึงได้รีบดำเนินการตรวจสอบเพื่อนำเสนอท่านหัวหน้าพรรคตามความต้องการของพี่ ผลการตรวจสอบปรากฎดังนี้ครับ

1. พี่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันจึงไม่มีสถานภาพเป็นสมาชิกของพรรค 

2. ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง ตามข้อบังคับพรรคและระเบียบ กกต. ในการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2565 เมื่อ 3 ส.ค.65

3. วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคเป็นตัวแทนของสมาชิกพรรคในการเสนอนโยบายและแนวทางบริหาร ต่อพี่น้องประชาชนทั่วไป ในปัจจุบัน พรรคมีสมาชิกพรรคถึง 40,000 กว่าคน ได้รับเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งหลังสุดถึงสี่ล้านกว่าเสียง ได้รับเงินบริจาคอุดหนุนผ่าน กกต.ในห้วงปีที่ผ่านมากที่สุด

จากการตรวจสอบพบข้อเท็จจริงทั้ง 3 ข้อข้างต้น ผมจึงเข้าใจได้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นของประชาชนผู้สนับสนุนพรรค ไม่ใช่ของส่วนตัวของผู้ใด ผมจึงไม่สามารถหาข้อมูลหรือเหตุผลที่จะนำเสนอท่านหัวหน้าพรรค เพื่อคืนพรรคให้พี่ได้ หากพี่มีหลักฐานอื่นใดที่แสดงว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นของพี่ กรุณาส่งหลักฐานเพิ่มเติมให้ผมได้ที่พรรค เพื่อจะได้ประมวลเรื่องนำเรียนท่านหัวหน้าพรรคตามขั้นตอนต่อไป 

‘ดร.หิมาลัย’ ย้ำชัด ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ยึดมั่นแนวทางการทำงานเพื่อผลประโยชน์ชาติและประชาชน ชี้ สส. จะย้ายพรรคต้องยึดหลักกฎกติกามารยาท

(2 มิถุนายน 2568) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ...จากภาพข่าว การร่วมรับประทานอาหารของ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวนหนึ่ง นำโดยท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีการแถลงข่าวตามสื่อต่างๆในโอกาสต่อมา ว่าเป็นการพูดคุยหาความชัดเจน ในแนวทาง ทางการเมืองของกลุ่ม สส. ดังกล่าว ซึ่งท่านสุชาติฯ พูดไว้ในหลายประเด็น ผมในฐานะผู้น้อยขออนุญาตกราบเรียนท่านในฐานะรองหัวหน้าพรรค และเป็นผู้ใหญ่ของพรรค ดังนี้ครับ 

1. แนวทางการทำงานและอุดมการณ์ของพรรค ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ยังมุ่งเน้นในเรื่องการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะจากการทำงานดังกล่าวมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ การดูแลราคาน้ำมันให้มีเหตุผลมากขึ้น การปรับลดค่าไฟฟ้า ทำให้สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในภาพรวมได้ประมาณ 275,000,000,000 บาท (สองแสนเจ็ดหมื่นห้าพันล้านบาท) การเดินหน้าปลดล็อกโซลาร์เซลล์และแสวงหาอุปกรณ์ราคาถูกสำหรับประชาชน การเดินหน้าร่างกฎหมายพลังงานเพื่อความมั่นคงในราคายุติธรรม การดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของท่าน เอกณัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ในเรื่องมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมตลอดจนการตรวจสอบมลพิษและสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ การลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีภัยพิบัติและอยู่ดูแลจนพ้นวิกฤตตามคำสั่งรัฐบาล ของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ทุกอย่างย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าการทำงานของพรรคตามแนวทางของท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังดำเนินการไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่เปลี่ยนแปลง

2. กรรมการบริหารพรรค จำนวน 9 ท่าน เป็นคนที่ท่านรู้จักดี โดยเฉพาะในรูปที่รับประทานอาหารวันนั้น ก็มีกรรมการบริหารพรรคอยู่ด้วย 1 ท่าน กรรมการบริหารพรรคที่เหลือเป็น สส. 4 ท่าน เป็นพ่อ สส. 1 ท่าน เป็นลูก สส. 1 ท่าน รวมหัวหน้าพรรค อีก 1 ท่าน ดังนั้น 8 ท่านนี้ ท่านรู้จักแน่นอนครับ ท่านอาจจะลืมไปครับ เลยให้สัมภาษณ์ว่าไม่รู้จัก

3. ในจำนวน สส.หลายท่าน ผมได้รับข่าวยืนยันกลับมาว่าเป็นการไปร่วมรับประทานอาหารตามคำเชิญ แต่การตัดสินใจย้ายพรรคหรือไม่นั้น หลายท่านแจ้งว่ายังไม่ถึงเวลาตัดสินใจครับ ดังนั้นจำนวนคงไม่อาจนับได้ในเวลานี้ครับ

4. สส.ที่ไป มี 2 ประเภท คือ 
4.1 แบบเขตเลือกตั้ง ซึ่งแบบนี้คะแนนที่เลือกมีทั้งส่วนตัวและของพรรคร่วมกันอยู่ สส.ในแบบนี้จึงมีภาระผูกพันอยู่กับพรรค เพราะตอนเสนอตัวให้ประชาชนเลือก ท่านเสนอตัวในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านจึงควรเคารพมติพรรคและอยู่ในกติกาของพรรคอย่างมีมารยาท หากเมื่อถึงเวลาแล้ว ย่อมเป็นสิทธิของท่านที่จะพิจารณาหาพรรคที่เหมาะสมกับจริตของท่านต่อไป

4.2 แบบบัญชีรายชื่อ แบบนี้คะแนนเสียงที่เลือก เป็นคะแนนของพรรค เพราะประชาชนเลือกที่พรรคไม่ใช่ตัวบุคคล และบัญชีรายชื่อที่พรรคเสนอ มีลำดับที่ชัดเจน สส.แบบนี้ หากเห็นว่า พรรคที่สังกัดไม่ตรงกับความต้องการของตัวเองแล้ว ควรจะลาออกจากสมาชิกพรรคในทันที เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายชื่อถัดไปได้มีโอกาสมาทำงานตามนโยบายพรรคต่อไป

5. การเข้าพบหัวหน้าพรรค ไม่ได้เป็นเรื่องยาก หากท่านเข้าประชุมพรรค ท่านจะพบว่าท่านสามารถเสนอความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และหลังจากประชุมแล้ว ท่าน สส.ก็สามารถเข้าพบท่านหัวหน้าพรรคที่ห้องได้ตลอดเวลา รวมถึงงานเลี้ยงสังสรรค์หลังประชุม ถ้าท่านหัวหน้าไม่ติดภารกิจสำคัญก็จะไปร่วมงานเลี้ยงด้วยเสมอ ร่วมสนทนาพูดคุยอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง หากท่านมีภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถไปร่วมได้ ก็จะมอบท่านเลขาฯให้ไปดูแลแทน

ผมขออนุญาตกราบเรียนข้อเท็จจริงมายังท่านสุชาติ ชมกลิ่น ด้วยความเคารพครับ หากท่านต้องการทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ผมในฐานะ ผู้อำนวยการพรรค ยินดีเข้าพบและนำเรียนครับ 

และในโอกาสนี้ขอกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้มั่นใจในพรรครวมไทยสร้างชาติภายใต้การนำของท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ว่าประเทศชาติและประชาชนต้องมาก่อน กราบขอบพระคุณทุกท่านครับ

‘อ.เจษฎา’ ย้อน!! คำทำนายของตัวเอง เมื่อ 2 ปีก่อน ‘รวมไทยสร้างชาติ’ จะแตก!! สุดท้าย ‘สุชาติ’ ก็ไป

(1 มิ.ย. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

โพสต์ทำนายเรื่อง "พรรครวมไทยสร้างชาติ" จะแตก ไว้ตั้งแต่ 2 ปีก่อนครับ 

ในที่สุด ก็เรียบร้อย ไปอีกพรรค 

(ป.ล. ที่ในโพสต์ มีพูดถึงภูมิใจไทย เพราะตอนนั้น มีคอมเมนต์กันว่า ถ้ากลายเป็นฝ่ายค้าน พรรคคงแตกแน่)

‘หมอตุลย์’ ปลุก!! ‘แพทยสภา’ 12 มิ.ย. รักษาเกียรติภูมิ ยืนมติ!! ลงโทษ 3 หมอ

(1 มิ.ย. 68) นพ.ตุลย์ สทธิสมวงศ์ สมาชิกแพทยสภา ว. 13796 ทำหนังสือเปิดผนึกถึงกรรมการแพทยสภา สื่อมวลชน และประชาชนที่เคารพ ระบุว่า ในวันที่ 12 มิ.ย. 68 ที่จะถึงนี้ มีการประชุมของแพทยสภาครั้งสำคัญ เพื่อยืนยันมติเดิมเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 68 ที่ถูกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ใช้อำนาจสภานายกพิเศษยับยั้ง ซึ่งหากจะลงมติยืนยันต้องใช้เสียง 2ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด คือ 47 เสียง ฝ่ายที่ต้องการล้มมติคือฝ่ายทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งไม่ใช่แพทย์ที่ถูกลงโทษ) จึงมีความพยายามใช้อำนาจที่มี กดดันกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่ง ไม่ให้ราวมประชุม ไม่ให้ส่งผู้แทน หรือเข้าประชุม แต่ไม่เห็นชอบกับมติเดิม เพื่อไม่ให้เสียงเห็นชอบถึงจำนวนที่กำหนด

ในกรณีมีเหตุจำเป็นกรรมการแพทยสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถส่งตัวแทนเข้าประชุมได้ แต่กรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่ง ประกอบด้วยจาก ก.สาธารณาสุข 3 ตำแหน่ง และ ก.กลาโหม 4 ตำแหน่ง (เจ้ากรมแพทย์ 3 และผอ.วิทยาลัยแพทย์พระมงกุฏเกล้า 1) และ คณบดีคณะแพทย์ทั่วประเทศอีก 28 ท่าน สามารถส่งตัวแทนเข้าประชุมได้

ผมขอเรียนต่อทุกท่าน ณ ที่นี้ว่าแพทยสภามีหน้าที่โดยชอบธรรมที่จะรักษามาตรฐานการรักษาและจริยธรรมของแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมทุกราย การประชุมในวันที่ 12 มิ.ย. 68 ที่จะถึงนี้ จึงมีความสำคัญยิ่ง กรรมการแพทยสภาทุกท่านควรเดินทางมาเข้าร่วมประชุม สำหรับกรรมการโดยตำแหน่ง หากไม่สามารถเข้าประชุมได้ ควรส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม ผมและเพื่อนแพทย์ขอสนับสนุนให้ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันมติเดิม เพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ในการรักษามาตรฐานของวิชาชีพแพทย์ และความน่าเชื่อถือของแพทยสภา อย่าปล่อยให้อำนาจภายนอกมาขัดขวางทำลายความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของวิชาชีพแพทย์

ผมขอให้สื่อมวลชน และปชช.ทั้งหลายได้โปรดติดตาม และขัดขวางไม่ให้ผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจจของตน ขัดขวางการทำหน้าที่ของกรรมการแพทยสภา  และได้โปรดส่งเสียงสนับสนุนให้แพทยสภาทำกน้าที่ของตนให้เสร็จสมบูรณ์ให้จงได้ โดยไม่หวั่นไหวต่ออำนาจมืดใดๆ

ปล. แพทยสภา ดูแลควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสมาชิกแพทยสภา คือแพทย์ทุกคนเท่านั้น ส่วนทักษิณจะติดคุกหรือไม่ เป็นเรื่องของศาลเป็นผู้พิจารณา แพทยสภาไม่เกี่ยว

'สุชาติ' เปิดใจผ่าน!! 'เนชั่นทีวี' รับจ่อขน สส. ซบ 'พรรคโอกาสใหม่'

(1 มิ.ย. 68) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์เปิดใจผ่านรายการทันข่าวเที่ยง ทางช่องเนชั่นทีวี ถึงการนำ 23 สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสังกัดพรรคโอกาสใหม่ ว่า ยอมรับว่าเป็นการพูดคุยกันและหารือถึงอนาคตทางการเมือง โดยมีกลุ่มเพื่อนของตนประมาณ 10 คน และมีกลุ่มของ นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะขณะนี้ผ่านมาครึ่งเทอม ทั้งนี้ในความชัดเจนนั้น ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะไปพร้อมกันหรืออยู่พร้อมกัน เพราะยังไม่เป็นอุดมการณ์เดียวกันทั้งหมด

“ภาพที่ปรากฏออกมา ไม่ได้มาจากผม และภาพที่มีสส.ปรากฏนั้น ยอมรับว่ายังไม่ครบ ซึ่งการคุยกัน คือ ขณะนี้เหลืออีกครึ่งเทอม ในทางการเมืองคิดว่าอยู่ที่เดิมใครไม่มีความสุข ซึ่งผมต้องดีไซน์แนวทางการเมืองกันใหม่ ทั้งนี้โดยมารยาท ผมขอโทษผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ หากทางการเมืองไม่ชัดเจน ผมจะไม่พูด แต่ขณะนี้ผมโฟกัสไปที่กลุ่มของพรรคโอกาสใหม่ เพราะเป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ น้ำยังไม่เต็มแก้ว เติมได้ หากน้ำเต็มแก้ว เติมไม่ได้ เท่ากับว่าไปอาศัยเขาอยู่” นายสุชาติ กล่าว

เมื่อถามถึงเหตุผลลึกๆที่จะย้ายไปคืออะไร นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า “ผมขอโทษผู้บริหารพรรคที่ผมสังกัด ผมไม่ได้ทะเลาะไม่ได้มีปัญหา แต่ทางการเมืองมีทั้งคนเข้าและคนออก วันนี้ต้องมาพูดเรื่องย้ายพรรค นักการเมืองทุกคนต้องเตรียมพร้อมทุกวินาทีทุกเรื่อง”

นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า การเมืองไม่มีสัญญาณอะไร แต่พรรคที่ตนสังกัดเดินมาครึ่งปีแล้ว จะครบสมัย จะไปต่อหรือไม่ โดยที่ไม่มีปัญหากัน แต่เป็นเรื่อง เช่น กรรมการบริหารพรรค ที่มีอำนาจมีบทบาทตามระเบียบของพรรค ซึ่งทั้ง 9 คน ตนไม่รู้จักเลย แต่อนาคตทุกอย่างต้องผ่านการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรคที่มีน้ำหนักมากที่สุด

“ไม่มีความขัดแย้ง ผมเป็นสส. บ้านนอก ติดดิน ต่างจังหวัด มีช่องว่างเพราะกรรมการบริหารพรรคไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้เป็นผู้แทนจึงไม่รู้ปัญหา ทั้งนี้ผมไม่มีอะไรกับหัวหน้าพรรค แต่ทางการเมืองมีคนออกคนเข้า เมื่อผมออกย่อมมีคนเข้า อุดมการณ์ทางการเมืองมีชอบไม่ชอบ ผมไม่ชอบในโครงสร้างมากกว่า สส.ทุกคนเคยอยู่แบบติดดิน ต้องมีคุยกัน ภาษาเดียวกัน ผมบอกเพื่อนสส.ว่า ผมเป็นรัฐมนตรีได้เพราะคนยกมือให้ ผมเป็นคนตัวเล็กที่สุด ไม่ใช่กล้ามโต เพราะเพื่อนสนับสนุนให้โอกาส พวกผมต้องการแบบนี้”นายสุชาติ กล่าว

เมื่อถามว่าหากย้ายพรรคจะยังสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวตอบทันทีว่า แน่นอน เราทำการเมือง เพื่อประชาชน เพื่อประเทศ ดังนั้นพรรคที่ตนจะสังกัดนโยบายและแนวทางพรรคต้องตรงกันเพื่อประเทศบ้านเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ อะไรที่ผิดแปลกไปจากนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้

เมื่อถามถึงจำนวนสส.ที่มีโอกาสย้ายไปด้วย นายสุชาติ กล่าวว่า “ผมมี 10 คน ที่เติมมา มาจากกลุ่มของ สส.พิชชารัตน์ คือ เป็นการหารือกัน ชวนมาคุยกัน 3-4 ขั้ว ถึงออกมาแบบนี้ ทั้งนี้ที่คุยกันหากเอ่ยไปเขาอาจไม่สบายใจ เพราะเขายังไม่ชัดเจน แต่มีแนวคิคล้ายกัน บางคนเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองมากกว่าผม”

เมื่อถามถึงประเมินสถานการณ์การเมือง เสถียรภาพรัฐบาล และการปรับครม. อย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า ปรับครม. เป็นอำนานและสิ่งที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เป็นผู้ตัสินใจ ตนก้าวล่วงไม่ได อย่างไรก็ดีไม่ว่าตนอยู่ตรงไหนพร้อมสนับสนุนรัฐบาล ล้านเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เสถียรภาพรัฐบาล ตนมองว่ามีเสถียรภาพสูงมาก การบริหารประเทศตอนนี้ถือว่าดีที่สุด หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นตนเชื่อว่าเสถรียรภาพรัฐาลเข้มแข็งและอยู่ครบเทอม 

เมื่อถามย้ำว่ามองว่ากระทรวงไหนตอบโจทย์การทำงานของกลุ่ม นายสุชาติ กล่าวว่า “ผมคิดไปไกลไม่ได้ มองได้แค่ที่ผ่านมาต้องทำอย่างไร ขยับอย่างไร พวกผมเป็นนักการเมืองต้องปรับและดูสถานการณ์การเมือง เหมือนเป็นพนักงานบริษัทอยู่ได้ก็อยู่ หากอยู่ไม่ได้ต้องสรางบริษัทเอง พวกผมระลึกถึงประเทศเป็นหลัก และพร้อมสนับสนุนรัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนต่อไป”

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวชี้แจงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 31 พ.ค. 68

เมื่อวานนี้ (31 พ.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวชี้แจงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า

ตนเห็นตรงกับข้อเสนอแนะของทุกท่านว่า กากอุตสาหกรรมคือปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งเรากำลังพูดถึงการปฏิรูปการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้อนรับนักลงทุนดีๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สิ่งที่เราพบเห็น และที่สะเทือนต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และสังคมโลก คือภาพของกองขยะขนาดมหึมา ที่เป็นอนุสรณ์สถานทิ้งไว้เตือนใจให้กับคนไทย ตั้งแต่ตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ทั้งทุนต่างด้าว และกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นคนไทย และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ร่วมขบวนการนี้อ้างตัวว่า เป็นคนรักโลก ทำธุรกิจคัดแยกจัดการขยะของเสีย หรือแปลงสภาพรีไซเคิลกลับมาเป็นของดี แต่สิ่งที่ตนและ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีต รมว.อุตสาหกรรม เห็นเช่นเดียวกันคือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการตามธุรกิจอย่างที่ตนเองสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้ 

อีกทั้ง ตนเองเดินทางไปที่บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่อ.บ้านค่าย ซึ่งเราไปด้วยกันพบว่า บริษัทที่ควรจะทำประโยชน์ให้กับประเทศ แต่สภาพความเป็นจริงไม่เคยนำของเสียไปแปลงสภาพหรือบำบัดเลย กลับทิ้งไว้สร้างปัญหา และมลภาวะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และบริษัท วิน โพรเสส เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดนี้จุดเดียว ยังมีที่จังหวัดอยุธยา และราชบุรี ซึ่งตนให้ความสำคัญมาก และคิดจะทำอุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างการลงทุนที่เป็นเม็ดเงินการลงทุนในธุรกิจดีๆ เข้ามา เราต้องกำจัดพิษ และไล่พิษ เพื่อกำจัดธุรกิจเหล่านี้ที่สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับประเทศไทยออกไป และเคลียร์สภาพปัญหาเหล่านี้ออกไปก่อน ให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า การทำธุรกิจประกอบอุตสาหกรรมต้องไม่ส่งผลกระทบต่อขีวิต และทรัพย์สินของประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมา เพราะถ้าไม่พูดก็คงไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ งบประมาณก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่ารันทดจริงๆ

“ผมสงสารประเทศ ผมสงสารกระทรวง บางทีผมก็สงสารตัวเอง ย้อนกลับไปดูตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2566 เราไม่เคยจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดการสิ่งเหล่านี้ไว้เลย จนกระทั่งมาปี 67 ยุคท่านรัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา ก็ได้เริ่มเห็นความสำคัญ ตั้งงบไว้ 15 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งมูลค่าของปัญหาหลายขนาดรวมกันมูลค่าเป็นพันล้าน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มาปี 68 เราก็เพิ่มจาก 15 ล้านเป็น 18 ล้าน เพิ่มมาอีก 3 ล้านน่าดีใจมาก” นายเอกนัฏ กล่าว

ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะตนสู้เรื่องนี้มาตลอด ไปแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ตนก็ใช้โอกาส ใช้ทุกวินาที ทุกเวทีในการพูดเรื่องนี้ ให้สาธารณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นปัญหาถึง และความสำคัญของเรื่องนี้ จนกระทั่งปีงบประมาณปี 69 เราได้งบประมาณเพิ่มเติมให้กับกรมโรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 17 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท และมีการผูกพันงบประมาณไปในปีหน้าอีกกว่า 400 ล้านบาท จึงขอให้สบายใจว่า งบประมาณมีเพิ่มขึ้น และมีผูกพันไปถึงอนาคต และปัญหาที่เราพบจะได้รับการแก้ไข

นายเอกนัฏ ยืนยันว่า ที่มาของเงิน ไม่ได้มาจากงบประมาณประจำปีเท่านั้น เพราะก่อนหน้าเราไม่มีเงิน เราก็แปลงงบประมาณมาช่วยประชาชนในพื้นที่ก่อนด้วยวิธีต่างๆ และตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาท้้งปีนี้ และปีหน้าจึงขอให้มั่นใจว่าเราเคลียร์ได้ทั้งหมด รวมถึงของบกลางอีกกว่า 40 ล้านบาทในการเข้าจัดการถังสารเคมีเหล่านั้น และอีก 70 ล้านบาทที่จะจัดการปัญหาที่ จ.อยุธยาอีกด้วย 

“เราต้องระมัดระวัง ไม่ให้การนำงบประมาณภาษีของประชาชน นำไปใช้ที่เหมือนเป็นการอุดหนุนจุนเจือกับกลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้ เพราะกลายเป็นว่าแทนที่เราจะนำเงินไปอุดหนุนเกษตรกร ถ้าเขาทำตัวไม่มีความรับผิดชอบ และเอาเงินพี่น้องประชาชนยากลำบากจากภาษีของประชาชนไปให้เขา โดยที่เขาไม่จัดการกับปัญหาของเขาเอง เท่ากับเป็นการไปจุนเจืออุดหนุนกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ฉะนั้นผมให้ความสำคัญกับการจับกุมปราบปรามกลุ่มสีเทาเหล่านี้มาก” นายเอกนัฏ กล่าว

ตนขอให้มั่นใจว่า ต้องการการจับกุมไปจนถึงการดำเนินคดี เราไม่มีการปล่อยปละละเลย ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม เราก็ขยายผลต่อ และไม่เคยละเลยต่อข้อมูลที่ทุกท่านให้มา เมื่อคืนได้ให้อุตสาหกรรมจังหวัดได้ไปแจ้งความเรียบร้อยแล้ว เมื่อเวลา 23.00 น. กับรถยนต์ที่ขนกากอุตสาหกรรมเมื่อวาน และจะนำสำนวนส่งให้กับ DSI ด้วย

ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับผู้กระทำผิดกฎหมายไทย เรามีศัตรูคนเดียวกัน และผมชวนท่านด้วยไม่ต้องไปกลัวใคร ผมทำงานตรงนี้ผมไม่เคยกลัวใคร ถึงจะถูกกดดันจากภายนอกภายในขนาดไหนผมมีภารกิจ มีหน้าที่ที่ต้องทำ ถ้าท่านมีข้อมูลเพิ่มเติมส่งมาได้เลยครับ ไม่ต้องเป็นตัวอักษรย่อ ส. ศ. หรือ ซ. บอกชื่อมาเลยว่ามันผู้นั้นเป็นใคร ใครที่อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ ตนจะจับให้หมด

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ตนก็ไม่ได้ปล่อยปะละเลย ไม่ใช่เอางบประมาณมาเททิ้ง ที่เป็นลักษณะการไปอุดหนุนจุนเจือธุรกิจเหล่านี้ ใบอนุญาตที่ออกไป และถูกนำไปกระทำผิด ตนจะระงับทั้งหมด ปิดประตูซะ ใครที่ทำผิดก็ต้องออกตรวจออกจับทั้งหมด ถ้าท่านยังทำผิดอยู่ หากท่านมีเงินมากขนาดไหน ท่านก็สามารถใช้เงินของท่านได้ในคุก อย่างบริษัทหนึ่งเข้าไปในคุกตายในคุก ก็ไปใช้เงินในนรก เพราะท่านกำลังทำธุรกิจ ที่เป็นพิษ และทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย ตนไม่ปล่อยปะละเลยไว้แน่

ส่วนไหนที่จะต้องใช้เงินเข้าไปจุนเจือตนก็ใช้ และใช้ด้วยความระมัดระวัง และบังคับใช้กฎหมายด้วย ตรงไหนที่ต้องแก้ก็ต้องแก้ จนไปถึงการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม ที่จะเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาจากอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างเข้มงวด และถ้าเรามาช่วยกันก็จะสามารถขจัดพิษเหล่านี้ออกจากร่างกายของประเทศไทยไปได้ และในที่สุดเราก็สามารถต้อนรับกลุ่มธุรกิจนักลงทุนดีๆ เข้าสู่ประเทศ เพื่อทำประโยชน์ให้กับสิทธิของประเทศ และประชาชนคนไทยได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top