Sunday, 7 June 2026
POLITICS NEWS

แกนนำรัฐบาลเทใจไปเขมร – แกนนำฝ่ายค้านหนุนพม่า สะท้อนภาพสองพรรคการเมืองของไทยทรยศคนร่วมชาติ

เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคน ที่เกิดและเติบโตมาบนผืนแผ่นดินไทย แม้เราจะทะเลาะกันในบางคราว ไม่เข้าใจกันในบางครั้ง และมีหลักการในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละคน แต่คนไทยที่แท้จริงก็จะกตัญญูต่อ 'ชาติ ศาสน์ กษัตริย์' จะไม่มีทางเห็นชนชาติอื่นที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยดีกว่าประชาชนของชาติตัวเอง

ยกเว้น 'นักการเมืองไทยหัวใจคด' บางกลุ่ม บางคน

'นักทรยศคนร่วมชาติตัวเอง' เหล่านี้ ต่างเหยียบเดินบนผืนแผ่นดินไทย ได้รับเงินเดือนจากเงินภาษีอันเหนื่อยยากของประชาชนคนไทย มีหน้าที่การงานที่ดีก็มาจาก 'ความเป็นไทย' แต่กลับตอบแทน 'น้ำใจของชาติ' ด้วยการอิงแอบ สนับสนุน เสริมส่ง สมรู้ร่วมคิด และคอยช่วยเหลือ 'คนชาติอื่น' ที่เข้ามาเบียดเบียน เอาเปรียบ สร้างความเจ็บช้ำและข่มขืนให้กับคนไทย กระทั่งการรุกล้ำอธิปไตยของไทยเราหวังจะฮุบไปเป็นของชาติตนเอง

ยุคก่อนเก่า เราจะเรียกคนเช่นนี้ว่าเป็น 'คนไทยขายชาติ' เพราะนอกจากจะไร้ความปรารถนาดีต่อพี่น้องคนไทยด้วยกัน ยังไร้สำนึกหวงแหนแผ่นดินของตัวเอง ถือว่ามีความผิดร้ายแรง คนไทยผู้รักชาติรักแผ่นดินที่แท้จริง จะไม่มีทางยอม หรือปล่อยให้ 'คนไทยที่น่ารังเกียจ' เหล่านี้อยู่ร่วมชาติเดียวกัน ปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติในภายภาคหน้า

'คนเนรคุณชาติเหล่านี้' ชนชาติอื่นที่มองเข้ามาก็จะเห็นถึงความปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง ไม่จริงใจ และไม่น่าคบค้าสมาคม เพราะแม้แต่ประเทศชาติของตนเองยังกล้าทรยศ หักหลัง ก็ยากที่ชนชาติอื่นจะกล้าเทใจให้อย่างสนิทใจ คงเป็นได้เพียงการยกยอปอปั้น 'คนไทยสายพันธุ์เนรคุณ' เพื่อหลอกใช้ให้สมความปรารถนาในสิ่งที่ต้องการแค่นั้น หาใช่สัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยที่เข้าข่าย 'เนรคุณเพื่อนร่วมชาติ' นาน ๆ จะโผล่มาให้เห็นสักคน แต่ยุคสมัยนี้เรามีเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ พร้อมใจกันมาในคราบ 'นักการเมือง' ที่มีความคิดชั่ว ๆ เหมือนกันทั้งพรรค ออกหน้าสนับสนุนคนชาติอื่นอย่างไม่ละอายใจ ปล่อยแม้กระทั่งแผ่นดินไทยจะถูกเฉือนหั่นให้ต้องเสียดินแดนก็ยอม สะท้อนให้เห็น 'หัวใจที่แสนจะสกปรก' เกินบรรยาย

นักการเมืองไทย 'สายพันธุ์เขมรพม่า' ที่คน 24 ล้านเลือกเข้ามาเพื่อมาทำร้ายน้ำใจคนไทยทั้งชาติ ถือเป็น 'รอยด่าง' ที่สะท้อน 'สติปัญญา' คนมีสิทธิ์กาเลือกนักการเมืองไทยได้ดีที่สุด

หวังว่าถึงวันนี้จะคิดกันได้บ้างแล้วนะครับ

‘ลุงตู่’ ผู้เคยถูกปรามาสเป็นเพียง ‘รปภ.ขับเครื่องบิน’ แต่การตัดสินใจในวันนั้นทำให้ ‘การบินไทย’ ได้ฟื้นอีกครั้ง

(17 มิ.ย. 68) ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยส่งให้เข้าสู่ กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง เพื่อให้การบินไทยอยู่ภายใต้การคุ้มครองของศาล เพื่อฟื้นฟูกิจการ

ทั้งนี้ การตัดสินใจให้การบินไทย เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการโดยไม่เข้าสู่สถานะล้มละลายที่จะทำให้พนักงาน 20,000 คน ถูกลอยแพ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการให้การบินไทยดำเนินการต่อได้ จึงให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองของศาลและเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ โดยศาลจะแต่งตั้งมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการการบินไทย

ในครั้งนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำว่า “ผมคาดหวังว่าเมื่อมีอาชีพเข้ามาบริหารจัดการแล้วการบินไทยจะกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติ เป็นวิธีการเดียวที่การบินไทยจะประกอบกิจการต่อได้ พนักงานการบินไทยจะได้มีงานทำ การปรับโครงสร้างการบินไทยที่ควรสำเร็จมานานก็จะเกิดขึ้นได้ในการการเข้าสู่ระบบ นั่นคือการตัดสินใจของผมและเป็นสิ่งที่รัฐบาลยึดมั่นปฏิบัติกับการบินไทย”

หลังระยะเวลาผ่านไป 5 ปี ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่บริษัทฯ ได้ยื่นคำร้องขอยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามเงื่อนไขของแผนฟื้นฟูกิจการครบทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ 
(1) การจดทะเบียนเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างทุน 
(2) การดำเนินการตามแผนฟื้นฟู โดยไม่เกิดเหตุผิดนัด 
(3) การมี EBITDA หลังหักค่าเช่าเครื่องบินตามงบเฉพาะกิจการย้อนหลัง 12 เดือนประมาณ 40,308 ล้านบาท (เดือน เมษายน ปี 2567 ถึง มีนาคม ปี 2568) ซึ่งสูงกว่าที่กำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ  และมีส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ เป็นบวกจากการปรับโครงสร้างทุน 
(4) ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568  โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าขออนุญาตหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำหุ้นของการบินไทยกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้

แน่นอนว่า ความสำเร็จของการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย ในครั้งนี้ส่วนสำคัญย่อมมาจากความร่วมแรงร่วมใจด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท อดทน และเสียสละของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า อดีตพนักงาน และพนักงานปัจจุบันของบริษัทฯ ทุกคน ความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบัน ตลอดจนพัฒนาการต่างๆ ที่บริษัทฯ ดำเนินการผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการที่ผ่านมา

แต่อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกปรามาสว่าเป็น ‘รปภ.ขับเครื่องบิน’ ไม่ยืนกรานที่จะนำการบินไทยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในวันนั้น การบินไทยก็คงกลายเป็นบริษัทที่ล้มละลายไปแล้ว และคงเป็นเรื่องยากที่จะมีโอกาสได้เชิดหัวเทคออฟอีกครั้ง...

‘ศาสตรา’ ลั่นยังไม่อยากย้ายพรรคไปไหน ยัน แค่ถามแทนชาวบ้านเรื่องราคาพลังงาน

(16 มิ.ย. 68) นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นายศาสตรา ศรีปาน - Sarttra Sripan ระบุข้อความว่า “ผมรักพรรคไม่ต่างจากคนที่ออกมาโต้แทนหรอก”

ขออภัยนะถ้าทำให้พี่ (เสธ หิ) ไม่สบายใจ สิ่งที่ผมโพสต์ก่อนหน้าไปแค่อยากชี้แจงชาวบ้านไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โตบานปลาย จนพี่ออกมาโต้ ผมจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจงครับ 

ผมลงพื้นที่ผมรู้คนคิดอะไร เอาแค่ว่า รีบรื้อรีบทำให้ชาวบ้านถูกใจและทำตามสัญญาไว้กับชาวบ้านเถอะครับ ไม่ต้องออกมาโต้ไปมากับ สส.หรอก อยากแค่ ให้รีบทำให้ชาวบ้าน และกำหนดเวลาให้ชัดเจน 

เป็นคนดี คนเก่ง ไม่มีใครเถียงครับ แต่ชาวบ้านยังบ่นว่าราคาพลังงานแพงมาก นี่คือเรื่องจริงครับ 

“ราคาพลังงานถูกลงตอนนี้แต่ยังไม่ถูกใจชาวบ้าน”

อยากมีผลงานต้องรีบทำให้เสร็จ รีบยื่นรีบโหวต เป็นผลงานพรรค

คนถามทำไมไม่คุยกันเองในพรรค? 

เวลาประชุมหรือมาพูดในพื้นที่ให้ สส. ก็ได้คำตอบว่า ต้นปี กลางปี ปลายปี ผลัดมาเรื่อย ๆ จนเริ่มไม่มั่นใจว่าเรายังเป็นความหวังได้หรือไม่ นี่คือเรื่องที่ผมไม่ ok แถมยังมีองครักษ์ คอยออกมาสวนกลับคนในพรรคตัวเอง แบบนี้ทำให้ผู้บริหารพรรคยิ่งดูเข้าถึงยากไปใหญ่ 

กฎหมายของพรรคเข้าเมื่อไหร่ ผมโหวตให้แน่นอน

และผมไม่อยากย้ายไปไหนครับ

‘สำราญ’ แทงสวนข่าวลือ!! มั่นใจ ‘พีระพันธุ์’ ยังได้นั่งพลังงาน ชำแหละ!! รวมไทยสร้างชาติ เหยื่อเกมปรับ ครม. ของทุนใหญ่

(15 มิ.ย. 68) นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส และผู้ดำเนินรายการ TOP HEADLINE ได้กล่าวในรายการ โดยมีใจความว่า ...

สุดซอยสุดทาง พรรครวมไทยสร้างชาติ เหยื่อเกม ปรับคณะรัฐมนตรี เหยื่อของทุนใหญ่

หลังจากที่มีภาพการนัดพบกันของ 21 สส. ล่าสุดก็ได้มีหนังสือยื่นถึงท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมลายเซ็นของ 21 สส. ในหนังสือ ได้ระบุให้ท่านนายกรัฐมนตรี ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากรัฐมนตรี ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ก็ได้สวนกลับมาว่า ถ้ารัฐมนตรี ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องรวมถึง นายสุชาติ ชมกลิ่น ด้วย

ซึ่งในระหว่างนี้ ก็มีการปะทะคารมณ์ กันระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กล่าวว่า โทรไปหานายสุชาติแล้ว แต่นายสุชาติไม่รับสาย

ทางด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น ก็ได้กล่าวว่า ผมโทรถามเพื่อนผมว่า เลขาขิง โทรหาผมทำไม เพื่อน สส ที่อยู่ใกล้ตัว บอกว่าเขาโทรมาบอกให้รับสาย เลขาขิง ผมบอกว่าจะรับสายได้อย่างไร ความคิดที่เขาจะมาคุยกับผม เป็นความคิดที่ผมนั้นรับไม่ได้ 
เขาว่า ให้จับมือกัน แล้วขับ หัวหน้าพรรคออกไปดีกว่า เดี๋ยวเขาเป็นหัวหน้าพรรคเอง ซึ่งมันแรงไปนะ ผมจึงไม่รับสาย

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จึงโต้กลับมาว่า ผมพูดความจริงก็ได้ เพื่อนเขา เพื่อนคุณสุชาติ มาชวนเอง ถามว่า เลขาขิง คุยกัน รู้เรื่อง ทำไมไม่ขึ้นเป็นหัวหน้าเลย ให้พี่เฮ้ง มาเป็นเลขาธิการพรรค เคยมาชวนผมแบบนี้ แต่ถูกผมปฏิเสธไปแล้ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีความพยายาม ทำให้ หัวหน้าพรรค กับเลขาธิการพรรคแตกแยกกัน 

ซึ่งล่าสุด ทางด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ ก็ได้ออกมาพูดแล้ว โดยกล่าวว่า ครั้งแรกที่พวกเรามา อยู่ร่วมกันในพรรคการเมืองนี้ ก็เพราะ ‘ลุงตู่’ แต่ที่สุดแล้ว เราก็เหมือนไม่ใช่ผู้ก่อตั้งพรรค เราเป็นเหมือนผู้ที่มาขออาศัยเขาอยู่

ซึ่งสุดท้ายแล้ว การปรับคณะรัฐมนตรี ก็จะเป็นคำตอบสุดท้าย ว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้จะอยู่กันอย่างไร ซึ่ง นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็กล่าวไว้แล้วว่า ถ้าเขาหักดิบ ยึดกระทรวงพลังงาน ก็เท่ากับว่าไม่เห็นด้วยกับเรา ไม่รักษาข้อตกลง เขาไม่เอาเรา ผมคิดว่า ท่านหัวหน้าพรรคก็คงไม่เล่นด้วย ถ้าเกมมันไหลไปถึงขั้นต้องเป็นฝ่ายค้านก็ว่ากันไป เราต้องรักษาหลักการ อุดมการณ์ และศักดิ์ศรี

ซึ่งเป็นไปได้สูงว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะเป็นการแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างกลุ่มของนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กับกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น

ซึ่งในส่วนนี้ นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ดำเนินรายการ ได้ฟันธง ว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังได้นั่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยู่เหมือนเดิม แต่สุดท้ายนี้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ต้องอยู่ในอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาในการปรับคณะรัฐมนตรี 

ผมนึกถึงตอนสมัยผมเรียนหนังสือ เพื่อนที่เกเรบางคน ไม่เข้าห้องเรียน แล้วพอสอบตก ก็โวยวายว่า เรื่องที่สอบ ครูยังไม่สอน

(15 มิ.ย. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ...

หนีเรียน แล้วมาด่าครู

ตามที่นาย ศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา ได้โพสต์ข้อความใน fb แสดงข้อข้องใจในความล่าช้า ถึงการร่างกฎหมายเกี่ยวกับพลังงานของท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รวมทั้งตำหนินโยบายการทำงานของท่าน ว่าการลดราคาพลังงานที่เป็นอยู่ เป็นการอุดหนุนโดยใช้ภาษีประชาชน เวลาลงพื้นที่ไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้

ผมอยากจะนำเรียน ข้อมูลดังนี้นะครับ 
1. เรื่องการลดราคาพลังงาน ในการลดราคาน้ำมันนั้น ท่านพีระพันธุ์ฯได้ประกาศลดเงินกองทุนน้ำมันลง และใช้วิธีให้บริษัทน้ำมันแจ้งต้นทุนราคาน้ำมัน ซึ่งท่านพีระพันธุ์ฯ ยังใช้วิธีขอข้อมูล จากกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร มาประเมินร่วมกัน จากความขยันของท่าน ทำให้บริษัทน้ำมัน ให้ความร่วมมือ ในการควบคุมราคา ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นลงตามอำเภอใจเหมือนในอดีต
2. ในเรื่องของ ค่าไฟฟ้า ตอนท่านพีระพันธุ์ฯ มารับตำแหน่ง ค่าไฟจะปรับไปที่ 4.70 ท่านตรึงราคาอยู่ที่ 4.18 และ 4.15 ตามลำดับ จนล่าสุดปรับลงมาที่ 3.98 โดยใช้เงินกองทุนดูแลผู้ใช้ไฟ ที่ต้องนำส่ง กกพ. ซึ่งเป็นกองทุนที่ไม่ควรมี เพราะเก็บจากค่าไฟของพวกเรา ซึ่งตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งสามารถประหยัดเงินให้พวกเราถึงราว 275,000 ล้านบาท ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า จึงไม่ได้ใช้ภาษีของประชาชนมาอุดหนุนครับ

3.ในการร่างกฎหมายนั้น ในแต่ละฉบับมีเป็นร้อยมาตรา ท่านนั่งเขียนของท่านคนเดียวเพื่อให้งานออกมาเร็ว เสร็จแล้วให้ทีมงานช่วยกันตรวจทาน หลังจากนั้นต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกฎหมายแต่ละฉบับตรวจสอบให้ข้อคิดเห็น ซึ่งหน่วยงานแต่ละหน่วยอยู่นอกบังคับบัญชาของท่านเขาก็ตรวจอย่างละเอียดท่านไม่สามารถเร่งรัดได้ หลังจากนั้นยังต้องรับฟังความคิดเห็น แล้วนำมาแก้ไข เพราะกฎหมายใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ จึงต้องละเอียดและรอบคอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ในตอนนี้กฎหมายปลดล็อคโซลาร์รูฟจากที่ต้องขออนุญาตติดตั้งจาก 5 หน่วยงานเป็นติดตั้งเสรี ก็ผ่านขั้นตอนต่างๆ น่าจะนำเสนอ ครม.ได้ภายใน ก.ค.นี้ เพื่อนำเข้าสภาฯต่อไป ต่อไปก็จะเป็น กฎหมายเกี่ยวกับน้ำมัน,ไฟฟ้า และก๊าซ ที่ท่านก็พยายามดำเนินการอยู่

ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ ท่านพีระพันธุ์ฯก็ชี้แจงทุกครั้งที่มีการประชุม ซึ่งเมื่อมีผู้ซักถามท่านก็ตอบทุกครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงตอนสมัยผมเรียนหนังสือ เพื่อนที่เกเรบางคน ไม่เข้าห้องเรียน แล้วพอสอบตก ก็โวยวายว่าเรื่องที่สอบครูยังไม่สอน เหนื่อยใจครับ

‘พีระพันธุ์’โพสต์ภาพสัมพันธ์แน่น ‘เลขาขิง’ ขอบคุณที่ยืนเคียงข้างต่อสู้กับทุนใหญ่ ที่กระหน่ำโจมตีทุกทาง พร้อมจับมือเดินหน้าทำงานเพื่อชาติและประชาชนต่อ

(13 มิ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ผูกพันและเชื่อใจ
การที่มีคนกล่าวหาขิงว่าจะไปขอให้มาโค่นทำลายผมจากหัวหน้าพรรค ผมได้แต่ขำ

ขิงกับผม เราผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมามาก คำพูดแบบนี้จึงเป็นเรื่องขำๆ ของคนที่คิดคำแก้ตัวไม่ออก

ผมกับท่านเลขาฯขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เรารู้จักกันมานาน ตั้งแต่ขิงยังไม่เข้ามาวงการเมือง จนมาทำงานการเมืองร่วมกัน 

ขิงเป็นคนหนุ่มที่มุ่งมั่นทำงานการเมืองเพื่อประชาชนไม่ใช่มาเล่นการเมือง เป็นคนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

เมื่อผมจะทำพรรคการเมือง คนแรกที่ผมคิดถึงจึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก 'ขิง'

ผมหารือกับขิงว่าอยากชวนเขามาทำพรรคการเมืองตามแนวทางที่เราอยากทำอยากให้เป็น คือเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน เข้ามาแก้ไขปัญหาทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อจะมีสถานะหรือมีตำแหน่งทางการเมือง

เมื่อหารือตกผลึกกันแล้วก็ลงมือทำ 'พรรครวมไทยสร้างชาติ' มาด้วยกันตั้งแต่ก้าวแรก ผมเป็นหัวหน้าพรรคและขิงเป็นเลขาธิการพรรค ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาจนถึงวันนี้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจ ไม่หวั่นไหว ไม่ย่อท้อ

ผมกับขิงไม่ได้คบหากันด้วยผลประโยชน์แต่เราร่วมกันด้วยอุดมการณ์และความปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองมีพรรคการเมืองดี ๆ ที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ 

ผมกับขิงตกลงกันว่าเราจะทำพรรคที่ประชาชนอยากได้ อยากมี แต่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นพรรคที่สู้เพื่อประชาชน

แน่นอนระหว่างการลงมือสร้างด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจแรงกาย มันไม่ง่าย เจอปัญหาระหว่างทางมากมาย แต่ด้วยความมั่นคงและมั่นใจ ทำไม่หยุดหย่อน ทำแม้ระหว่างทางมีคนทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ เอาความจริงใจ ความสุจริตและประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลักชัย

วันนี้ผมต่อสู้กับทุนขนาดใหญ่ที่มีทั้งเงินและอิทธิพล จนถูกรุมกระหน่ำจากสมุนทุกแขนง เมื่อขิงยืนเคียงข้างผมอย่างไม่หวาดหวั่นจึงต้องโดนหางเลขไปด้วย ก็เท่านั้น 

ต้องขอบคุณขิงที่แข็งแกร่ง มั่นคง  อดทน ไม่หวั่นไหว และยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ตกลงกันมา  

เราจะสู้กับความไม่ถูกต้องนี้อย่างเข้มแข็งที่สุด

แต่ที่น่าอนาถใจคือการพยายามใส่ร้ายป้ายสีการทำงานของขิงกับทีม 'สุดซอย' ทีมที่ได้รับคำชื่นชมจากพี่น้องประชาชนว่าเก่งกล้าสามารถในการฟันกระบวนการสีเทาที่สร้างความเสียหายให้กับวงการอุตสาหกรรม ก่อมลพิษและทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศ แถมการกล่าวหากลับมาจากอะไรที่เทา ๆ ดำ ๆ เสียเองอีก ตรงนี้ที่น่าอนาถ

การพูดใส่ร้ายคนมันง่าย เพราะลิ้นไม่มีกระดูก แต่การกระทำจะบอกด้วยตัวเองว่าใครกันแน่ที่ยึดประโยชน์ชาติ ใครกันแน่ที่น่าเคลือบแคลงว่ามีเอี่ยวในประโยชน์สีดำสีเทาพวกนี้

ผมอยากจะบอกว่าตอนที่ขิงก้าวมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ผมได้หารือแนวทางการทำงานกันหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องเอาประโยชน์ชาติประชาชนนำหน้าปรากฏว่าขิงทำงานได้ดีกว่าที่บอกกับผมไว้อีก ผลงานที่ปรากฏออกมาเป็นระยะได้รับเสียงชื่นชมจากทุกภาคส่วน ที่สำคัญคือ ไม่เคยมีข้อกล่าวหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการกระทำที่มิชอบใด ๆ เลย 

ผมมั่นใจในตัวขิงเป็นที่สุด
อยู่ ๆ ก็มาบอกว่ามีทีมอะไรที่ไปคอยเรียกเก็บเงิน ถ้ามีจริงทำไมไม่ดำเนินการทางกฎหมายเลย ไปแจ้งความ ไปกล่าวหาให้ตรวจสอบหรือสอบสวนก็ได้ แน่จริงทำไมไม่ทำ 

นี่ถ้าผมกับขิงตามใจผลประโยชน์ วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องแบบที่เกิดขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจ เป็นกำแพงให้พวกผมพิง 

รวมไทยสร้างชาติ ยังเป็นพรรคที่ทำงานให้ชาติให้ประชาชนอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งต่อไปครับ

‘อนุทิน’ แจ้ง ‘รมว.แรงงาน’ เร่งจัดการตามผลสอบมท. หลังชี้ชัดตึก SKYY9 แค่ 3 พันล้าน แต่ ‘ประกันสังคม‘ ซื้อ 7 พันล้าน

จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 มูลค่า 3 พันล้านบาทในราคา 7 พันล้านบาท โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

ล่าสุด คณะกรรมการฯ ชุดนี้ ได้จัดทำรายงานผลตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีข้อสรุปผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคาร SKYY9 เห็นว่า มูลค่าตลาดของอาคาร SKYY9 ในขณะที่ทำการซื้อขายควรมีค่าในช่วงประมาณ 3,428,000,000-3,863,000,000 บาท

ต่อมาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 30 พค.68 เพื่อรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรียน รองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้รับทราบ

จากนั้น นายอนุทิน เขียนคำสั่งด้วยลายมือ แจ้งให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เพื่อทราบและให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พร้อมขอให้รมว.แรงงาน รายงานความคืบหน้าของการดำเนินการต่อรองนายกรัฐมนตรี(อนุทิน) ทุกขั้นตอน และให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด และคำนึงถึง และรักษาประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี  ก่อนหน้านี้ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 มิย. ระบุว่า สุดท้ายผลสอบก็จะออกมายืนยันสิ่งที่ไอซ์ พูดมาตลอด ว่าราคาซื้อขายของตึกควรอยู่ที่ 3,000 ล้าน แต่ประกันสังคม ทุ่มเงิน 7,000 ล้าน ซื้อของราคา 3,000ล้าน

พร้อมเรียกร้องถึงนายอนุทิน ดำเนินการเรื่องต่อไปให้เด็ดขาด และอย่าให้ใครครหาว่าทำเป็นเล่นขายของ

“ถ้าท่านเอาจริงไม่มีอะไรเกินอำนาจบารมีที่ท่านจะจัดการได้ แล้วดิฉัน รักชนก ศรีนอก จะจดจำคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะคนจริงที่น่านับถือ” นางสาวรักชนก โพสต์เรียกร้อง

พปชร.เชื่อมั่นแพทยสภาคงมติตามเดิม รักเกียรติภูมิ ความตรงไปตรงมา ถือหลักการ มาตรฐานวิชาชีพ และประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์ของคนบางคน วอน ปชช.ประณามการเมืองแทรกแซง องค์กรวิชาชีพ

(12 มิ.ย.68) พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า “วันนี้ (12 มิ.ย. 68) แพทยสภาจะมีการลงมติผลการสอบสวนจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เกี่ยวกับการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยให้ลงโทษแพทย์ 3 ราย ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริงและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้วีโต้ผลการพิจารณาและส่งมาให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง ตาม ม.25 พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 วรรคสี่  และแพทยสภาได้พิจารณาและอนุญาตให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะสภานายกพิเศษเข้าร่วมประชุมได้15นาทีในวันนี้นั้น

ในส่วนตัวเชื่อมั่นว่า มติที่ประชุมใหญ่ คงเป็นไปตามเดิม เพราะข้อโต้แย้งของ รมว.ในฐานะสภานายกพิเศษ ไม่มีเหตุผลหรือสาระสำคัญที่จะทำให้มติแพทยสภาเปลี่ยนไป  เหตุผลส่วนใหญ่แย้งเป็นเหตุผลทางธุรการซึ่งกรณีดังกล่าวทางแพทยสภาได้ส่งข้อมูลตอบกลับไปยังสภานายกพิเศษเรียบร้อยแล้ว แม้ว่า นายสมศักดิ์ฯจะขอใช้อำนาจตาม มาตรา 24 เพื่อขอเข้าร่วมประชุมในวันนี้ก็ตาม  ยังเชื่อมั่นว่า มติที่ประชุมใหญ่คงไปตามแนวทางเดิม  ทั้งนี้ เนื่องจาก มาตรา 14 พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ระบุ คณะกรรมการแพทยสภาประกอบด้วย  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมอนามัย เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ นายแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกอีกจำนวนเท่ากับจำนวน

กรรมการโดยตำแหน่งใน ขณะเลือกตั้งแต่ละวาระ และให้เลขาธิการเป็นกรรมการ  ซึ่งในมาตรา 14 บอกไว้ชัดเจนว่าคณะกรรมการแพทยสภาประกอบด้วยใครบ้าง  และที่สำคัญคือไม่มี รมว. เป็นคณะกรรมการแต่อย่างใด  ดังนั้น  ท่านไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนหรือออกเสียงเพราะท่านไม่ได้เป็นคณะกรรมการ   

และในกรณีที่ท่าน รมว.เข้าร่วมประชุมและชี้แจงในครั้งนี้  ทางแพทย์และพี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าท่านมีวัตถุประสงค์อะไร  และไม่เคยมีรัฐมนตรีท่านใดมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน ส่วนข้ออ้างว่าจะไปอธิบายสาเหตุที่วีโต้มติแพทยสภานั้น อันนี้ทางแพทยสภา เห็นหนังสือของท่านและเข้าใจดีอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นการผิดมารยาทอย่างมากเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรวิชาชีพเช่นนี้ มาก่อน“

พล.ต.ท.ปิยะฯกล่าว “หากแพทยสภายืนยันตามผลการพิจารณาเดิม ก็จะส่งผลในการพิจารณาของ ปปช. และศาลฯ ในวันที่ 13 หรือ 23 มิถุนายนที่จะถึงนี้อย่างแน่นอนเพราะ หากมติแพทยสภามีผลครบถ้วนตามกฏหมาย แสดงให้เห็นว่า การออกมาจากเรือนจำของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อทำการตรวจรักษามีลักษณะ“ป่วยทิพย์” หรือเป็นไปโดยทุจริต และมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกมาตรวจรักษาจำนวน 180 วัน ไม่มีการป่วยจริงในภาวะวิกฤต ที่อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้  กรณีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีเหตุจำเป็นจะต้องสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร  กลับไปรับโทษตามกฎหมายตามกำหนดเสียก่อน     

ดังนั้น การอ้างว่าถูกควบคุมตัว หรือรับโทษมาแล้ว 180 วัน หรือ 1 ใน 3 ของโทษที่เหลือนั้น หากไม่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นไปโดยผิดขั้นตอนและระเบียบกฎหมาย  จะส่งผลให้นายทักษิณฯขาดคุณสมบัติหรือเป็นเหตุให้ไม่สามารถขอพระราชทานอภัยโทษในโทษที่เหลือ 1 ปีนั้นได้  เมื่อนายทักษิณฯขาดคุณสมบัติในการขอพระราชทานอภัยโทษ  การขอพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบัญญัติของกฎหมาย จึงจำเป็นต้องกลับไปรับโทษที่เหลือ 1 ปีตามเดิม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ที่จะอันตรายถึงแก่ชีวิต ต่อมาเมื่อภาวะวิกฤติที่จะอันตรายถึงแก่ชีวิตหมดไป  ก็ถือว่า ความจำเป็นที่จะต้องพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำก็จะหมดไปด้วย เป็นหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องตรวจสอบและนำตัวผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นกลับไปยัง โรงพยาบาลในเรือนจำหรือเข้าควบคุมในเรือนจำตามแต่อาการที่ปรากฎ ไม่ใช่ปล่อยให้พักอยู่ รพ. ภายนอกเรือนจำจนหายปกติ แข็งแรง ตีกอล์ฟ เต้นระบำ นวดหน้า ขึ้นเวทีปราศรัย ด่าใครต่อใครได้

อีกประการหนึ่ง กระบวนการการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำ กรณีนี้ เป็นการควบคุม ตัวตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การออกไปรับการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำ จะขออนุญาตศาลฯก่อน หากเป็นกรณีเร่งด่วนไม่สามารถขออนุญาตศาลเพื่อส่งตัว มาทำการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำได้ในทันที ก็ต้องรายงานเพื่อขออนุญาตศาลฯส่งตัวไปตรวจรักษาเพื่อทุเลาโดยเร็วที่สุด ซึ่งในกรณีนี้  ก็ไม่มีการขออนุญาตต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฏหมายแต่อย่างใด  

จากกระบวนการการสอบสวนของแพทยสภา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ทำให้เห็นว่า นายทักษิณฯ ไม่ได้ป่วยเป็นเส้นเอ็นเปื่อยยุ่ย หรือเจ็บป่วยในภาวะวิกฤติที่อันอาจจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต เอกสารการตรวจทางการแพทย์ มีเหตุและข้อควรสงสัยว่า ไม่ตรงความจริง  จึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษดังกล่าว“

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าว “แม้จะมีการพยายามอ้างกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของราชทัณฑ์ หรือกฎหมายของหน่วยงานอื่น ซึ่งเป็นอนุกฏหมาย ไม่อาจมาหักล้างหรือ เทียบเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่ออกโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้  อีกทั้งการปฏิบัติตามกฏหมายย่อย ก็ยังปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วน แสดงถึงข้อพิรุธที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะ เป็นการส่งตัวคนไข้ออกจากเรือนจำโดยแพทย์ผู้รับผิดชอบยังไม่ได้ทำการตรวจคนไข้โดยตรง เพียงแค่สอบถามอาการจากพยาบาลเวรทางโทรศัพท์ เท่านั้น ตลอดจนหลักฐานทางเวชระเบียนพยาบาลที่ปรากฎในคอมพิวเตอร์ และรายการจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้มีรายละเอียดยืนยันการผ่าตัดใหญ่จากเจ็บป่วยร้ายแรง ที่ต้องรับการตรวจรักษาภาวะวิกฤตินานถึง 180 วัน หากกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ มีอำนาจเหนือศาล คำพิพากษาของศาลจะศักดิ์สิทธิ์ลงโทษผู้กระทำผิดตามโทษานุโทษได้อย่างไร เพราะเมื่อถึงขั้นการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษากลับมาการเบี่ยงเบนไปเช่นนี้ ระบบนิติรัฐของประเทศก็จะสูญเสียไป“

'เอกนัฏ' เปิดภาพร่วมโต๊ะ ‘พีระพันธุ์-อัครเดช’ สร้างความเชื่อมั่น ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ต้องไปต่อ

'เอกนัฏ' เปิดภาพทานอาหารเที่ยง ร่วม ‘พีระพันธุ์-อัครเดช’ เพิ่มความเชื่อมั่นรวมไทยสร้างชาติ ย้ำ ‘พีระพันธุ์’ นั่งหัวหน้า ‘เอกนัฏ’ เลขา ‘อัครเดช’ โฆษก เหมือนเดิม

(11 มิ.ย.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภาพทานอาหารเที่ยงร่วมกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ผ่านเฟซบุ๊ก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) ว่า

"ดีลใหม่ แต่ไม่ลับ ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้น ของหัวหน้าฯ
เบอร์เกอร์ ของเลขาฯ #รทสช ไปต่อ
หัวหน้าฯชื่อ พีระพันธุ์
เลขาฯชื่อ เอกนัฏ
โฆษกฯชื่อ อัครเดช
เหมือนเดิมครับ
#รวมไทยสร้างชาติ #เลขาขิง"

‘วินท์ - พลัฏฐ์’ เผยตัวตน ‘หัวหน้าพีระพันธุ์’ ที่ได้สัมผัส การันตี เป็นคนสุดสมถะ แต่ทำงานจริงจังเพื่อชาติ - ปชช.

(11 มิ.ย. 68) นายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) และกรรมการปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า หัวหน้าพีระพันธุ์จากที่ผมสัมผัส

ท่านเป็นรองนายกและรัฐมนตรีพลังงานที่ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจังเสมอ ไม่มีข้อสงสัยเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่เคยมีรถนำขบวน ทานอาหารแบบเรียบง่าย หากมีคนที่จะมาช่วยชาติด้วยกันท่านก็เปิดใจรับ ไม่จำเป็นว่าต้องมีเส้นสายมาจากไหน

การที่ท่านต่อสู้เพื่อลดค่าครองชีพให้คนไทยจากการลดค่าไฟฟ้า/ค่าแก๊ส/ค่าน้ำมัน กลับกลายเป็นต้องถูกโจมตีทางการเมือง

ถึงช่วยอะไรท่านไม่ได้มาก แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้ “พี่ตุ๋ย” สู้เพื่อชาติต่อไป ลดค่าครองชีพคนไทย ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้สำเร็จให้ได้นะครับ

ขณะเดียวกันทางด้านนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …หัวหน้าเป็นคนดีมาก ไม่เคยมีประวัติโกง หรือ หาผลประโยชน์ มีแต่ช่วยคนอื่น 

มี หลายท่าน ให้กำลังใจ และห่วงใย พรรค หัวหน้า และเลขา ต้องกราบขอบพระคุณ ทุกท่านทุกช่องทาง
หลายคนถามว่าทำไม ท่านหัวหน้าไม่ออกมาพูดอะไรบ้าง.

1. เรื่องที่ถูกร้อง ท่านจะไปตอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อตอบแล้วจะได้ความกระจ่างเอง การร้องก็จะยุติไป
2.เรื่องในพรรค ที่มีข่าวทางสื่อมวลชน
2.1 หัวหน้ามีเวลาให้ เพื่อนเสมอ ท่าน สส จะได้พบเมื่อมีการประชุมพรรค ส่วนมากทุกสัปดาห์ น้อยครั้งที่ท่านจะติดภาระกิจ ท่านที่อยากพบส่วนตัว สามารถนัดหมาย หรือ ขอพบหลังประชุมได้ตลอด ข่าวที่ท่านพบยากไม่เป็นความจริง ยกเว้นท่านไม่มาประชุม 

2.2ข่าวอื่นๆที่มีการส่งผ่านทางสื่อ และ Social หากท่านออกมาตอบ ก็จะเป็นการตอบกันไปมา ความจริงจะปรากฏเมื่อถึงเวลา ท่านใช้เวลาทำงานมากกว่าตอบรายวัน การที่ท่านไม่ตอบโต้ ท่านให้เกียรติทุกคน ขอให้เชื่อมั่นเมื่อเวลามาถึง ทุกอย่างก็ชัดเจน ให้เวลากับความจริงทำงานครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top