Sunday, 8 November 2026
POLITICS NEWS

‘สวนดุสิตโพล’ เผย!! คนละครึ่ง ‘สมัยลุงตู่’ ยังครองใจประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง เห็นผลชัด!! ในชีวิตประจำวัน ช่วยพยุง!! ให้ก้าวต่อไป ในช่วงที่ลำบาก

(26 ต.ค. 68) สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘คนไทยกับนโยบายลดค่าครองชีพ’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,216 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 ต.ค.2568

ประชาชนเข้าร่วมโครงการของภาครัฐใดบ้างที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 76.43 ระบุคนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ร้อยละ 42.16 คนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล) ร้อยละ 33.61 เงินหมื่นบาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 28.30 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้อยละ 26.06 เราเที่ยวด้วยกัน/เที่ยวไทยคนละครึ่ง

ทั้งนี้ ร้อยละ 78.04 เห็นว่า โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพได้ จากโครงการช่วยเหลือต่างๆ

โครงการที่ชอบมากที่สุด คือ คนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 69.31 รองลงมา ร้อยละ 33.03 ระบุเงิน 10,000 บาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 30.77 ระบุคนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน)

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเพื่อลดภาระค่าครองชีพ อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสม ร้อยละ 61.92 ขณะที่ร้อยละ 56.79 เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และร้อยละ 49.67 ขยายโครงการคนละครึ่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

หากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมจะได้เปรียบ ร้อยละ 67.43 ขณะที่ร้อยละ 23.25 ระบุไม่ได้เปรียบ

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ของหลายรัฐบาล พบว่า “โครงการคนละครึ่ง” ยังคงครองใจ เพราะใช้ง่าย เข้าถึงจริง และเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐอยู่เคียงข้างประชาชน

ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนคาดหวังทั้งความเร็วในการช่วยเหลือและความยั่งยืนของผลลัพธ์ไปพร้อมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงมากขึ้น เป็นนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุด

โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคสินค้าและการบริการ ช่วยเหลือผู้ประกอบขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้พยุงกิจการให้ดำเนินต่อไปได้ เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมามีความคึกคัก ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น

โครงการคนละครึ่งที่ได้มีการริเริ่มในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผลและโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยการควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสม โดยเข้าไปตรวจสอบและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างเช่นราคาพลังงาน น่าจะลดปัญหาค่าครองชีพและทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ได้เป็นครั้งคราว

จับตา!! เพื่อไทย ประชุมใหญ่ 31 ต.ค. นี้ เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลัง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลาออก ‘จาตุรนต์ – ชลน่าน – จุลพันธ์ - สุทิน’ ติดโผ!! ชิงเก้าอี้

(26 ต.ค. 68) การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ในวันที่ 31 ต.ค. ภายหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้ขณะนี้บรรดา สส.ของพรรคเพื่อไทย ต่างพูดคุยถึงแคนดิเดตของคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จากเดิมที่มี 2 รายชื่อคือนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความโดดเด่น จุดแข็งในเรื่องของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยในเวทีการเมืองมาอย่างยาวนาน นายจุลพันธ์ อมรววิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ที่มีเสียงสนับสนุนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ทำงานช่วยน.ส.แพทองธาร ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง ล่าสุดมีการหยิบยกรายชื่อขึ้นมาอีก 2 รายชื่อคือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นในสภาฯ และเคยเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีบทบาทนำอย่างชัดเจน อีกรายชื่อคือนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากมีความโดดเด่นงานสภาฯ เช่นเดียวกันเพราะเคยทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายสรุปจบในหลาย ๆ ครั้ง

สำหรับแนวโน้มรายชื่อที่จะได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุด ในขณะนี้ก็คือ นายจาตุรนต์ เพราะต่างมองที่จุดเด่นในความเป็นนักประชาธิปไตย ที่เหมาะจะมานำพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรค ในส่วนของนพ.ชลน่านที่มีความโดดเด่นเรื่องความเป็นผู้นำ สส.บางส่วนเห็นว่าควรให้ไปลุ้นเป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯของพรรคที่ต้องเสนอจำนวน 3 รายชื่อ โดยการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ทางผู้บริหารพรรคค่อนข้างเปิดกว้างกว่าครั้งก่อนๆ ทำให้วันที่ 28 ต.ค. ที่จะมีการประชุมสส.พรรค จะเปิดโอกาสให้สส.ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างเพื่อสะท้อนมุมมองให้สมาชิกนำข้อคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจในวันเลือกหัวหน้าพรรควันที่ 31 ต.ค. นี้ 

‘ไอซ์ – ใบตองแห้ง’ ชวนมาฟังแถลง!! MOA พรรคส้ม...หวานจริง หรือขม กลางเวที Hops & Hope!! วันพรุ่งนี้ 1ทุ่มตรง รัชโยธิน

(26 ต.ค. 68) MOA พรรคส้มผ่าทางออก หรือโดนหนูหลอกกินฟรี??

ผ่านไป 1 เดือนกับการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลที่ดูแล้วชักจะแหม่ง ๆ ทั้งสส.ไหลเข้าพรรค ทั้งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงครม. ที่อาจจะมีความเทา ๆ ท้ายที่สุด MOA ของพรรคประชาชนโดนหลอกกินฟรีหรือไม่?

พบกับตัวตึงแห่งยุค "สส.ไอซ์" รักชนก ศรีนอก ทั้งปั่นทั้งชนสุดตัวกับการปราบทุจริต และ "ใบตองแห้ง" พี่ถึก อธึกกิต แสวงสุข นักวิเคราะห์การเมืองที่จะมาร่วมแชร์ความคิดเห็น สถานการณ์เพื่อมองไปยังอนาคต

ชมฟรี Hops and Hope Craft Bar รัชโยธิน วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม นี้ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป 

จองโต๊ะด่วนได้ที่ https://lin.ee/xuxykcn 

'พีระพันธุ์' ย้ำ!! “สถาบันพระมหากษัตริย์คือหลักความมั่นคงของชาติ” กล่าวใน TikTok ยุคใหม่การตลาดของไทย

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ พูดคุยอย่างเป็นกันเอง กับแฟนคลับ ทางช่อง TikTok ช่องยุคใหม่การตลาดของไทย ซึ่งมีผู้ชมทางบ้าน ได้ถามถึง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 โดย ท่านพีระพันธุ์ ก็ได้ตอบไปว่า ...

สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นมากกว่า สถาบัน  
แต่เป็นหลักความมั่นคง ของประเทศไทย

‘กรณ์’ เผย!! คนไทยถูกโกง ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ถึงเวลา ‘ปปง.’ ต้องลงมือจริงจัง ไล่ล่า!! Scammer

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

การประกาศลาออกโดย อดีต รมช. คลัง อย่างไรก็ลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

แต่เรื่อง scammer ตอนนี้เป็นประเด็นระดับโลก และเป็นปัญหาใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เรื่องจึงคงไม่จบลงแค่นี้ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้คุณวรภัคลาออก แต่ต้องการเห็นรัฐบาลปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพอย่างจริงจัง

ซึ่งวิธีดีที่สุดคือการลงมือกับการไล่ล่า ทรัพย์สินเงินทองของ scammer 

และในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ปรากฏว่าไทยเราได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งๆ ที่ตัวละครสำคัญป้วนเปี้ยนอยู่ในประเทศเราอย่างเปิดเผย ทรัพย์สินเงินทองของประชาชนคนไทยก็ถูกหลอกถูกปล้นไปมาก

ทางอเมริกาเขายึด Bitcoin มูลค่าเกือบ 500,000 ล้านจาก scammer ที่มีแหล่งปฏิบัติอยู่กัมพูชา อังกฤษยึดบ้านที่ดิน และล่าสุดเกาหลีใต้ได้อายัดเงิน 2,000 ล้านของ scammer ที่ฝากเงินไว้ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา ก่อนหน้านี้จีนก็ต้องลงมาจัดการเองกับแก๊งจีนเทาในพม่าและไทย

ปปง. มีหน้าที่ตรง และในเมื่อมีการประเมินว่าคนไทยถูกโกงปีละกว่า 30,000 ล้านบาท (เกือบเท่างบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนโครงการคนละครึ่ง) บวกกับการผูกโยงกับปัญหาความมั่นคงระหว่างเรากับกัมพูชาแล้ว พอสรุปได้ว่า เรื่องเร่งด่วนกว่านี้แทบไม่มีแล้ว

‘พลังประชารัฐ’ วาง!! ‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ นั่ง!! ‘แม่ทัพเมืองหลวง’ เตรียมลุย!! ศึกเลือกตั้ง 2569

(23 ต.ค. 68) การวางแม่ทัพครั้งใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ถูกวางตัวให้เป็น แม่ทัพเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปรับทัพครั้งใหญ่ หวังให้นายธีรชัย เป็นแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง โดยให้วางยุทธศาสตร์ใหม่ในเมืองหลวง เพราะเขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบ เขาคืออดีตเลขาธิการก.ล.ต และนักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เขามีจุดยืนในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการมาของเขาสะท้อนพรรคพลังประชารัฐ ที่เลือกความมีเสถียรภาพเหนือกระแส จากพักที่พึ่งอำนาจของรัฐ ไปสู่พรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือนิยามของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวใหม่ที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2569

‘พีระพันธุ์’ จัดไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับ ‘อภิสิทธิ์’ ดึง ‘ป้าจุรี’ ดาวติ๊กต๊อก เสริมทัพออนไลน์ สะท้อนทิศทางใหม่ของนักการเมืองไทย ลงมาสื่อสารผ่านโลกโซเชียลมีเดียเอง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่การสื่อสารก้าวข้ามจากยุคสื่อเก่าสู่ยุคสื่อใหม่ ทุกวงการต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่เพื่อรับมือกับยุคใหม่แห่งการสื่อสาร รวมถึงวงการการเมืองด้วย ที่เหล่านักการเมืองที่อยู่มานานแค่ไหนก็ต้องปรับตัว 

ล่าสุด ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ผู้ที่อยู่ในวงการการเมืองมาเกือบ 20 ปี ได้มาร่วมไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับผ่านติ๊กต๊อก เพื่อเพิ่มการสื่อสารในโลกยุคสื่อใหม่ ผ่านการพูดคุยแบบชัดเจนตรงไปตรงมาอันเป็นเอกลักษณ์ของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

หรือประชาธิปัตย์ที่หลังการปรับทัพใหม่โดยแม่ทัพหน้าเก่าคนดีคนเดิมอย่าง ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ก็ได้มีการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านการสื่อสารอย่าง ‘จุรี นุ่นแก้ว’ หรือป้าจุรี ดาวติ๊กต๊อกคนดังแดนด้ามขวาน สะท้อนภาพรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคสื่อใหม่ได้อย่างชัดเจน

ต่อไปเราจะเห็นภาพนักการเมือง วงการการเมือง ปรับตัวอย่างไรบ้าง ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไปในอนาคต

“ส้มสามกีบ” พรรคฝ่ายค้าน พรรคเดียวในโลก ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ฝ่ายรัฐบาล

คนไทย และประเทศไทยมีวิบากกรรมที่ต้องเผชิญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ทุกยุคสมัย เรามักจะได้แต่นักการเมืองเลว ๆ เข้ามามีอำนาจ คอยทุจริต โกงกิน ยุคนี้ก็หนักถึงขั้นขายชาติ และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ตรง ๆ ส่วนนักการเมืองน้ำดีที่มีอยู่น้อยนิดเดียวก็แทบไร้ปากเสียง ไร้ที่ยืน ถ้าที่สุดไม่โอนเอนเข้าไปเป็นพวกเดียวกับ “โจรห้าร้อย” ก็ต้องถอยมาอยู่ในมุมอับเงียบ ๆ อยู่อย่างไร้ปากเสียง ไร้พลัง ยากที่จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลไทยทุกยุคสมัย ไม่เคยไม่มีข่าวเรื่องการ “คอร์รัปชัน” แต่มักจะโดนฝ่ายค้านหยิบมาตีแผ่จนจำนนต่อหลักฐาน และทำให้ประชาชนหูตาสว่างรับรู้ถึงความชั่วของรัฐบาล นับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อมีรัฐบาลเลว เรามักจะมีฝ่ายค้านที่ดี คอยเป็นหูเป็นตา คอยตรวจตราการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ไม่ให้เหิมเกริม กินนอกกินใน หรือรับประเทศชาติเป็นอาหารโดยไร้การเฝ้ามอง

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจ แม้ที่ผ่านมาการที่ประเทศไทยจะมี “ฝ่ายค้านที่ดี” คอยทำหน้าที่ตรวจสอบ “รัฐบาลเลว” แต่การที่ประเทศไทยมีแต่ “รัฐบาลเลว” ไม่ได้หยุด ต่อให้มี “ฝ่ายค้านที่ดี” ประเทศชาติก็ใช่ว่าจะดูดีในความรู้สึกของคนไทย หรือชาวโลก

คำว่า “ประเทศแห่งการคอร์รัปชัน” จึงไม่ไกลเกินจริง

ปัจจุบันยิ่งเลวร้ายหนักกว่าเก่า นอกจากเราจะมีรัฐบาลขายชาติ จนผ่านมาถึงรัฐบาลจ้องจะล้างผิดให้กับคดีความตัวเอง กะล่อนเป็นลิงหลอกเจ้าไปวัน ๆ แถมยังยื้อเวลาเพื่อ “ผลประโยชน์ลับ” ของใครบางคนบรรลุเป้า จึงไม่กล้าตัดสินใจยุติเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียดินแดน ความผิดปกติในระดับนี้สมควรต้องถูก “พรรคฝ่ายค้าน” นำมาพูดถึง ติติง ตักเตือน หรือโจมตีตรง ๆ แต่เสียงจากฝ่ายค้านก็เงียบสนิท ราวกับอยู่ฝั่งเดียวกับฟากรัฐบาลไม่ต่างจากการเป็นฝ่ายค้านสมัย “รัฐบาลชั้น 14” เรืองอำนาจ ครั้งนั้นทำตัวราวกับ “รองเท้าของนักโทษ”

น่าสมเพชเวทนาคน 14 ล้านกว่า ๆ ที่เลือก “พรรคส้มเน่า” เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านในยุครัฐบาลใด ก็ไม่เคยทำสิ่งที่ดีงามเพื่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย “สามกีบที่เน่า” ตื่นเช้ามาก็คิดแก้แต่รัฐธรรมนูญ สาย บ่าย เย็นก็หาประเด็นเล่นข่าวช่วยกลบความชั่วของรัฐบาลเสียทุกที

ไร้สมอง ไร้ฝีมือ ไร้ความเป็นคน ช่างเปลืองเงินภาษีประชาชนเสียจริง ๆ

อธิบายให้ชัด! ทำไมพรรคการเมือง ต้องตอบสังคมจุดยืน "แก้-ไม่แก้" รัฐธรรมนูญปี 60 หมวด 1-2 หัวใจสำคัญของการเมืองการปกครองไทย

บทความฉบับนี้อธิบายอย่างเป็นกลาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจประเด็นว่า เหตุใดหลายฝ่ายจึงต้องการให้ “พรรคการเมือง” อธิบายจุดยืนให้ชัดเจนต่อการแก้ไข หรือไม่แก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ โดยยึดเหตุผลด้านกฎหมาย สังคม และธรรมาภิบาลการเมือง พร้อมเช็กลิสต์การอ่านคำประกาศของพรรคอย่างรู้เท่าทัน

1) หมวด 1–2 คืออะไร และสำคัญอย่างไร
• หมวด 1 'บททั่วไป' วางรากฐานของรัฐไทย เช่น ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกมิได้ และใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงหลักการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

• หมวด 2 'พระมหากษัตริย์' ว่าด้วยสถานะ บทบาท และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ เช่น ฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ องคมนตรี และพระราชอำนาจอื่น ๆ ที่ใช้ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ

หมายเหตุ: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อ 6 เมษายน 2560 (พ.ศ. 2560)

2) กรอบกฎหมายการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เกี่ยวข้อง
• มาตรา 255 กำหนดข้อห้ามโดยหลักว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะกระทำมิได้

• มาตรา 256 วางกระบวนการแก้ไข (ผู้มีสิทธิเสนอ เกณฑ์เสียง ขั้นตอน และในบางกรณีอาจต้องทำประชามติ) ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายไทยเปิดทางให้ปฏิรูปได้ แต่เป็นไปภายใต้ขั้นตอนและเงื่อนไขที่เข้มงวด

สรุป: กฎหมายไทยเปิดช่องให้ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ได้ในหลายหมวด แต่ “ห้าม” แก้ในลักษณะที่ทำให้รูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองเปลี่ยนไป

3) เหตุผลที่หลายฝ่ายอยากให้พรรคอธิบายจุดยืนให้ชัด
1) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ — ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลล่วงหน้าเพื่อการตัดสินใจอย่างรู้เท่าทัน (informed choice)

2) ลดความหวาดระแวงและความเปราะบางทางสังคม — ประเด็นหมวด 1–2 กระทบความเชื่อ/อารมณ์ร่วมของคนจำนวนมาก การประกาศชัดเจนช่วยลดการตีความคลาดเคลื่อน

3) สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย — การยืนยันทำงานภายใต้กรอบที่ห้ามเปลี่ยนรูปแบบรัฐ/ระบอบ สะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองและความเคารพกติกา

4) เสถียรภาพเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ — ความชัดเจนของหลักการพื้นฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4) ข้อท้วงติง/ความเสี่ยงของการประกาศ “ไม่แก้” อย่างแข็งทื่อ
• ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย — อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าการปรับปรุงเชิงเทคนิค/ถ้อยคำ (ที่ไม่แตะรูปแบบรัฐหรือระบอบ) ก็ทำไม่ได้ ทั้งที่ข้อห้ามครอบคลุมเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบรัฐหรือระบอบ

• คุณภาพของการถกเถียงสาธารณะ — หากใช้คำประกาศเป็น “โล่การเมือง” โดยไม่ลงรายละเอียด อาจปิดกั้นบทสนทนาที่มีเหตุผล

• ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง — ถ้าถ้อยคำไม่ชัด อาจเกิดข้อพิพาทเมื่อลงมือปฏิรูปหมวดอื่น ๆ ตามขั้นตอนมาตรา 256

5) แล้วประชาชนควร “อ่าน” คำประกาศของพรรคอย่างไร (เช็กลิสต์เป็นกลาง)
• นิยามให้ชัด — พรรคอธิบายหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่ “ทำไม่ได้ตามมาตรา 255” เทียบกับ “สิ่งที่ยังปฏิรูปได้” ตามมาตรา 256

• ระบุขอบเขต — หากประกาศ “ไม่แก้หมวด 1–2” ได้บอกหรือไม่ว่าหมายถึงส่วนไหนบ้าง พร้อมยกตัวอย่างปฏิรูปที่ยังทำได้

• ขั้นตอนตามกฎหมาย — พรรคสื่อสารขั้นตอนและเกณฑ์เสียงในการแก้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

• ความสม่ำเสมอ — จุดยืนก่อนเลือกตั้งสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงมติ/ยื่นญัตติที่ผ่านมา (ถ้ามี) หรือไม่

• การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ — แม้ไม่เปลี่ยนรูปแบบรัฐ พรรคเสนอการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และการถ่วงดุลในหมวดอื่น ๆ อย่างไร

6) สรุปเข้ม ๆ
• หมวด 1–2 เป็นแกนของรัฐธรรมนูญไทย (รูปแบบรัฐและสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์)

• กฎหมายห้ามแก้ในทางที่เปลี่ยนรูปแบบของรัฐหรือระบอบการปกครอง แต่ยังมีช่องทางปฏิรูปด้านอื่น ๆ ได้ตามขั้นตอนมาตรา 256

• ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงต้องการให้พรรคการเมืองอธิบายจุดยืนให้ชัดเจน — เพื่อความโปร่งใส ลดความสับสน และยืนยันการทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำแข็งทื่อที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด

เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอธิบายเชิงข้อมูลอย่างเป็นกลาง มิใช่การชี้นำให้ลงคะแนนหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ

‘ธีระชัย’ ค้านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้ง AMC แก้หนี้นอนแบงก์ ชี้ อาจฝ่าฝืนกฎหมาย-รอนสิทธิแบงก์พาณิชย์ - เพิ่มภาระคลัง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมาย

(15 ต.ค. 68) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมายตามที่รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ปัญหาลูกหนี้รายย่อยด้อยคุณภาพที่ไม่เกิน 1 แสนบาทโดยจะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้มาบริหารจัดการในเชิงผ่อนปรน โดยในข่าวที่อ้างถึง โครงการจะซื้อหนี้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท โดยเงินทุนที่จะใช้จัดตั้งบรรษัทฯ (AMC) และที่จะใช้ซื้อหนี้ จะมาจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อรับซื้อลูกหนี้ 7 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการบรรษัทฯ (AMC) รวมทั้งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจหรือประกอบอาชีพ นั้น

จึงเห็นว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเข้าข่ายรัฐไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 จึงขอให้สิทธิตาม 50 (2) ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยมีข้อมูล ดังนี้

1. การโอนภาระสะสางหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
สืบเนื่องจากเกิดวิกฤตระบบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับภาระในการช่วยเหลือมิให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลงต้องสูญเสียเงินฝาก เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท อันเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยทุกปี

ต่อมาเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2554 พบว่าถึงแม้เวลาผ่านไปถึง 14 ปี ได้มีการชำระคืนเงินต้นหนี้ดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ยอดหนี้ยังค้างอยู่มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นภาระต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยแต่ละปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงบประมาณด้านอื่นเพื่อบริหารประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาหนี้ 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว จึงได้เสนอให้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อโอนหนี้ 1.1 ล้านล้านบาท ดังกล่าวไปที่กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกำหนดให้เป็นภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯ จะเรียกเงินนำส่งจากบรรดาสถาบันการเงินเพื่อนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นและชำระดอกเบี้ยในแต่ละปี ในหลักการว่า ยามวิกฤตรัฐช่วยสถาบันการเงิน ยามปกติสถาบันการเงินต้องกลับมาช่วยรัฐ จนกระทั่งในปี 2567 ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 5 แสนล้านบาท และปลดภาระประจำปีของกระทรวงการคลังในการจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยไปอย่างสิ้นเชิง

2. การปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากการบริหารประเทศที่ผ่านมาสิบปี หลายรัฐบาลใช้นโยบายที่มีการกระจายรายได้น้อยเกินไป จึงก่อให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่ด้อยคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2567 ตนจึงได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพต่อสาธารณะ โดยเสนอให้รัฐบาลยินยอมปรับลดอัตรานำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ของสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สถาบันการเงินประหยัดเงินเก็บไว้ในมือได้จำนวนหนึ่งสำหรับเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ 

ทั้งนี้ การลดอัตราดังกล่าว กรณีที่หนึ่ง ถ้าหากกระทรวงการคลังมิได้ยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ย่อมไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะสถาบันการเงินยังมีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่กรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่ลดอัตรานำส่งชั่วคราว ย่อมมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะโดยตรง เพราะสถาบันการเงินจะไม่มีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินจำนวนนี้

ต่อมาในปี 2568 กระทรวงการคลังได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ แต่เมื่อสืบค้นไม่พบข้อมูลสาธารณะว่า กระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งหรือกรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สอง ก็มีหน้าที่จะต้องนำเสนอรัฐสภาตามขั้นตอนในกฎหมาย เพราะกำหนดการชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่เดิมเป็นภาระที่มอบไปให้สถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระคืนนั้น บางส่วนจะกลับเป็นภาระที่กระทรวงการคลังจะต้องชำระคืนเอง หนี้สาธารณะจะมิได้ลดลงตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ

3. การนำเงินที่ประหยัดไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เป็นการรอนสิทธิ เนื่องจากหนี้ที่จะนำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลจะนำเอาเงินที่สถาบันการเงินประหยัดจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 ไปช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้จากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) นั้น จะมีปัญหาเป็นการรอนสิทธิ

ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของสถาบันการเงินไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องได้รับคำยินยอมจากสถาบันการเงินเสียก่อน ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สองข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของกระทรวงการคลังเองไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กระทรวงการคลังจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ

นอกจากนี้ สำหรับการที่กระทรวงการคลังจะใช้โครงการนี้แก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นการกวาดฝุ่นลงใต้พรม (white wash) วิธีถูกต้องคือจะต้องสอบสวนเสียก่อนว่ามีการละเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการฉ้อฉลอันทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงและลงโทษตัดคะแนนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่กรณีสมมุติถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เคยดำรงตำแหน่ง อีกทั้งการชดเชยเงินเพื่อแก้ปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังจากกระทำการสอบสวนจนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังควรจัดงบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดังกล่าวโดยตรงโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้และช่วยกันเสนอแนะวิธีป้องกันปัญหาในอนาคต จึงขอให้พิจารณาเพื่อแจ้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลต่อไป

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ หากเป็นหนี้ในรูปของ ธนาคารกับธนาคารจะไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นธนาคารกับหน่วยงานอื่นจะพบปัญหาตามประเด็นข้างต้น ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top