Friday, 5 June 2026
POLITICS NEWS

สื่อไทย กับนักการเมืองสามกีบ เเยกกันตี ช่วยกันล้มสังคมชาติไทย

(7 ต.ค. 68) มองภาพ “สื่อไทย” จำนวนหนึ่งในห้วงเวลานี้ ดูไปก็เหมือนเรากำลังดูหนัง “ตลกร้าย” เรื่องหนึ่ง นอกจากจะมีรสชาติ “ขำปนเศร้า” ยังมีความรู้สึก “อับอาย” เพิ่มเข้ามาอยู่ในกระแสอารมณ์อีกไม่น้อย อาการเช่นนี้เคยรู้สึกกับ “ชนชาติเขมร” ตั้งแต่ตัวผู้นำลงไปถึงระดับประชาชนรากหญ้าแล้วยังไม่เคยเขินกับคนประเทศไหนอีกเลย ยกเว้น “คนสื่อ” ของประเทศตัวเอง ที่ต่างพากันแสดงมาตรฐานในการสนับสนุนนักการเมืองได้ “ต่ำขำเศร้า” ถึงเพียงนี้ 

ถ้าจะพูดว่า “คนสื่อ” จำนวนหนึ่งของบ้านเราส่วนลึกนั้นแอบไม่ชอบสถาบันเหมือน “นักการเมืองสามกีบ” ที่เขาหลงรัก การจะออกหน้าเชียร์เพื่อให้ “พรรคส้มสามนิ้ว” ขึ้นมาผงาดนั้นผมไม่ติดใจ เข้าใจดีว่าเพราะมี “อุดมการณ์ชิงชังเจ้า” ที่เหมือนกัน 

แต่มันก็ควรจะมีสิ่งอื่นที่ดูดีและน่าเชื่อถือด้วยไม่ใช่หรือ? 

อย่างน้อยก็ไม่ควรมีตำหนิมากมายชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมของ “ความเลวระดับขึ้นหิ้ง” ด้วยนักการเมืองของพรรคนี้พากันสร้างเรื่องชั่ว ๆ ไว้เกินจะเขียนได้หมดในหนึ่งหน้ากระดาษ ทั้งหื่นกาม รุกป่าสงวน ล่วงละเมิดทางเพศ สนับสนุนคนพม่า แบ่งแยกดินแดน เข้าข้างเขมร ก๊อปรูปศิลปินระดับโลกอย่างหน้าด้าน ๆ ดิ้นรนให้ยกเลิก 112 เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ด้อยค่าทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตย หนีการเกณฑ์ทหาร ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ หลอกเด็กสามนิ้วไปติดคุก ชักศึกเข้าบ้าน เป็นเด็กเช็ดรองเท้าให้อเมริกา กล่อมเด็กว่าพ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณกับเรา และอีกมากมายเกินบรรยาย “ชั่วเรียกพี่” ขนาดนี้ก็ยังมี “คนสื่อ” บางคนยกยอปอปั้น หวังให้เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศไทยของเรา

“คนสื่อ” ที่ยังหลับหูหลับตาสนับสนุน “คนโฉด” เหล่านี้ให้มีที่ยืน คอยให้พื้นที่สื่อ หรือแม้แต่ได้ขึ้นไปปรากฏตัวบนเวทีใด ๆ ก็ตาม ก็เท่ากับเป็นการช่วยให้นักการเมืองที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติดำรงอยู่อย่างเท่ ๆ ในสังคมไทย 

บ้านเรา ตราบที่ยังมี “คนสื่อเบาปัญญา” และมี “สามัญสำนึกต่ำเตี้ยเรี่ยดิน” ขนาดนี้ เราคงต้องเหนื่อยกันอีกหลายฤดู ยกเว้นคนไทยที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักความถูกต้องดีงามต้องร่วมใจออกหน้า “กำจัดคนสื่อล้มเจ้า” ไปพร้อมกัน 

อย่าปล่อยให้ “สื่อสามนิ้ว” มีที่ยืน 

‘ดร.สุวินัย’ ขอโทษ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ จากใจ หลังงับ Fake News ทำเข้าใจผิดคิดว่ายืนข้าง ‘ทักษิณ’

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก  "สุวินัย ภรณวลัย" ระบุว่าสนธิไม่ได้กลับใจ: ข่าวเรื่องกลับใจคือ Fake News และบทเรียนว่าด้วยจิตวิทยาการเมืองของความอยากเชื่อ

1. คำขอโทษจากผู้ที่เคยงับ Fake News
ผมต้องเริ่มต้นบทความนี้ด้วยคำ “ขอโทษ” คุณสนธิ อย่างตรงไปตรงมา
เพราะก่อนหน้านี้ ผมเองก็พลาด —
พลาดเชื่อข่าวที่ว่า “สนธิ ลิ้มทองกุลกลับใจ เห็นใจทักษิณ ชินวัตรที่เป็นแพะรับบาป” โดยไม่ได้ตรวจสอบต้นตอของข้อมูลให้รอบด้าน
ต่อมาคนสนิทของคุณสนธิได้ติดต่อมาชี้แจง
พร้อมส่งคลิป TikTok ที่เจ้าตัวพูดเองยืนยันชัดว่า
ข่าวดังกล่าว เป็น Fake News
ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้
ทั้งเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
และเพื่อชวนทุกคนมองปรากฏการณ์นี้ในเชิงลึก
ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมาก — ไม่เฉพาะผม —
จึง “รู้สึก” ว่าคุณสนธิ "กลับใจ" ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

2. Fake News ที่เกิดจากความอยากเชื่อ
ยุคนี้ “ความรู้สึก” มักวิ่งเร็วกว่าความจริง
และหลายครั้ง ข่าวปลอมไม่ได้เกิดจากความจงใจหลอกลวง
แต่มาจาก “ความอยากเชื่อ” ของมวลชนเอง
ในโลกที่อารมณ์เป็นใหญ่เหนือข้อมูล
มนุษย์จะเลือกเชื่อสิ่งที่ สอดคล้องกับอารมณ์ที่ตนกำลังรู้สึก (perception) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
Fake News จึงไม่ต้องการผู้สร้างเก่ง ๆ
แค่ต้องการผู้เชื่อที่กำลังเหนื่อยและอยากเห็นโลกง่ายขึ้น
กรณีข่าว “สนธิกลับใจ” ก็เป็นเช่นนั้น
มันแพร่ไวเพราะผู้คนอาจเหนื่อยหน่ายจากความขัดแย้งเก่า
และอยากเชื่อว่า “ถึงเวลาที่อดีตศัตรูจะคืนดีกันเสียที”
จึงเผลอร่วมสร้างภาพลวงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

3. ทำไมผู้คนจึง รู้สึก ว่าสนธิกลับใจ
หากมองอย่างเป็นธรรม
ต้นเหตุของความเข้าใจผิดไม่ได้อยู่ที่ “คำพูดของสนธิ”
แต่อยู่ที่ “การเปลี่ยนเป้าหมายในการวิพากษ์” ของเขา
จากที่เคยตำหนิทักษิณอย่างรุนแรงในอดีต
วันนี้คุณสนธิกลับหันไปวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บัดนี้กลายเป็นองคมนตรีแล้ว ด้วยน้ำเสียงเข้มข้นไม่แพ้กัน
ในสายตาของผู้ที่คิดแบบ ขาว–ดำ
ภาพนี้ถูกตีความง่าย ๆ ว่า
“เขาคงเปลี่ยนข้างแล้วแน่ ๆ”
แต่ในความจริง สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ผู้มีอำนาจที่ต้องตรวจสอบ”
ไม่ใช่ “จุดยืน” ของผู้ตรวจสอบ
คุณสนธิยังคงยึดหลักเดิม —
ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร

4. ไฟย้ายฟืน: จิตวิทยาของความเข้าใจผิด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ไฟย้ายฟืน”
คือเมื่อไฟแห่งความเกลียดหรือความเชื่อแรงกล้าต่อสิ่งหนึ่งเริ่มมอดลง
จิตมนุษย์ซึ่งคุ้นเคยกับการ “มีศัตรู”
จะหาฟืนใหม่มารองรับเปลวไฟนั้นเสมอ
ไฟไม่ได้ดับ มันแค่เปลี่ยนเชื้อเพลิง
คนที่เคยตั้งศัตรูไว้ชื่อ “ทักษิณ”
เมื่อไม่อยากเกลียดเขาแล้ว
ก็ย้ายความเกลียดไปเผา “ลุงตู่” แทนโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเห็นคุณสนธิพูดถึงลุงตู่ด้วยน้ำเสียงเข้ม
ภาพในใจมวลชนที่รักลุงตู่จึงสรุปโดยอัตโนมัติว่า
“เขากลับใจแน่ ๆ” 
ทั้งที่เจ้าตัวเพียงใช้ไฟดวงเดิม
เพียงเปลี่ยนฟืนเท่านั้นเอง

5. Perception vs Reality : เมื่อภาพในใจชนะข้อเท็จจริง
เราทุกคนกำลังอยู่ใน “ยุคหลังความจริง” (post-truth era)
ซึ่ง "ภาพในใจผู้คน" มีอำนาจเหนือข้อเท็จจริง
ผู้ที่อยากเห็นการปรองดอง
จะมองทุกการพูดอ่อนเสียงลงว่าเป็น “การกลับใจ”
ผู้ที่อยากเห็นศัตรูเก่ากลับตัว
จะตีความความเงียบว่าเป็น “สัญญาณสำนึกผิด”
ในขณะที่ความจริงอาจเป็นเพียง “การพูดด้วยสติ” มากขึ้นเท่านั้นเอง
กรณีคุณสนธิจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม
ว่าเรายังติดอยู่ในจิตแบบ binary politics —
ที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องตีความว่า “อยู่ฝ่ายไหน”
ทั้งที่ในความจริง
จิตที่เติบโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอีกต่อไป

6. บทเรียนแห่งสติ 
เหตุการณ์นี้สอนผมอย่างหนึ่งว่า
“แม้ผู้ที่รู้เท่าทันสื่อ ก็ยังอาจพลาดได้ ถ้าใจอยากเชื่อ”
เพราะต้นเหตุของการหลงไม่ใช่ความไม่รู้
แต่คือความอยากให้โลกเป็นไปตามใจตน
จึงขอให้บทความนี้เป็นทั้งคำขอโทษ
และคำเตือนตัวเองว่า —
ในยุคที่ทุกคนถือไมค์อยู่ในมือ
การนิ่งและตรวจสอบก่อนพูด
คือรูปแบบใหม่ของความรับผิดชอบทางปัญญา
การเปลี่ยนเป้าของการวิจารณ์ ไม่ได้แปลว่าคน ๆ นั้นเปลี่ยนจุดยืน
จิตที่เติบโตจะไม่รีบตัดสินใครจากศัตรูที่เขาวิจารณ์
“โลกไม่ต้องการให้เราเชื่อเร็วขึ้น
แต่ต้องการให้เราเห็นชัดขึ้น”

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกข้อสงสัยปม “กฎหมายโซลาร์เสรี” ถูกตีตก ชี้ ไม่ซ้ำซ้อน–ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเสียประโยชน์

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกประเด็น โต้ข้ออ้างกฤษฎีกาตีตก ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ย้ำกฎหมายไม่ซ้ำซ้อน ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเอกชนจะเสียประโยชน์มหาศาล ลั่นพร้อม “สู้ต่อ!”

(6 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ที่ตนเป็นผู้เสนอในนามกระทรวงพลังงานและผ่านความเห็นชอบแล้วจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจหน้าที่ปัดตกร่างกฎหมายที่ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว เพราะหน้าที่หลัก ๆ ของคณะกรรมการกฤษฎีกามีอยู่ 2 ส่วน คือ การให้ความเห็นปรับปรุงร่างกฎหมายตามมติ ครม. เพื่อให้กฎหมายสมบูรณ์มากขึ้น และการเสนอแก้ไขกฎหมายเก่าที่มีอยู่หรือเสนอยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่มีอำนาจในการล้มล้างร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านมติ ครม. แล้วเว้นแต่ ครม.ชุดใหม่ จะมีมติใหม่เพื่อยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ตนอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ในส่วนข้อกล่าวอ้างของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจผิด โดยนายพีระพันธุ์ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังเคยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอาทิตย์เป็นการเฉพาะ และร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีหลักการและเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น 1) พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2) พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 3) พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง 4) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล 5) พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 6) ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายพีระพันธุ์ระบุว่า กฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ มีหลักการที่แตกต่างกันและอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่ต่างกัน อีกทั้งยังเน้นการ “ควบคุม” ไม่ใช่การ “ส่งเสริม” ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อรองรับหลักการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เจาะจงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ และจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่แทนการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้วทีละฉบับ เพราะกลไกตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานการพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างกฎหมายฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว เช่น ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน กลับไม่โดนปัดตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับความซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายด้านสถาบันการเงินมากมายบังคับใช้อยู่แล้ว หรือ กรณีของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำไมจึงออกเป็นกฎหมายใหม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายอาญาก็สามารถยึดเงินที่ผิดกฎหมายได้เช่นกัน ทำไมไม่เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องออกกฎหมาย ปปง. แบบเดียวกันกับที่ยกมาเป็นข้ออ้างในกรณี ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "มาตรฐานที่ต่างกัน" ในการพิจารณา

สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายนี้กลับให้สิทธิและโอกาสแก่ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบ “ขออนุญาต” ติดตั้งโซลาร์เซลล์  ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐถึง 5 หน่วยงาน มาเป็นระบบ “แจ้งติดตั้ง” เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานมากขึ้น  พร้อมย้ำว่าแสงแดดเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิใช้ได้ มีสิทธิเข้าถึง โดยไม่ควรมีการจำกัด หรือต้อง “ขออนุญาต”

ส่วนประเด็นที่ว่า ร่างกฎหมายนี้จะสร้างภาระให้ประชาชนเกินความจำเป็น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดภาระให้ประชาชนมากกว่าสร้างภาระ เพราะประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงจากการผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังมีมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้กับผู้ติดตั้ง จึงไม่มีส่วนใดที่สร้างภาระให้ประชาชนตามที่กล่าวอ้าง

สำหรับข้ออ้างที่ว่า การส่งเสริมการใช้พลังงานไม่ควรตราเป็นกฎหมาย เพราะธรรมชาติของกฎหมายคือการ “จำกัดสิทธิ” ไม่ใช่การส่งเสริมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ก็เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง โดยนายพีระพันธุ์กล่าวแย้งว่า กฎหมายทุกฉบับต้องออกภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการไม่ให้จำกัดสิทธิของประชาชน เว้นแต่มีความจำเป็นที่ชัดเจน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการไม่จำกัดสิทธิประชาชน  และเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนในการติดตั้งระบบโซลาร์อย่างเสรี

ในประเด็นเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบทลงโทษว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งและผู้อื่นที่อาจได้รับอันตราย แล้วผู้ติดตั้งไม่ยอมแก้ไข ก็จำเป็นต้องมีบทลงโทษให้แก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งเองและผู้อื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยบทลงโทษในร่างสุดท้ายก็ได้มีการปรับลดความรุนแรงลงแล้ว

นายพีระพันธุ์เปิดเผยอีกว่า ผลจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เอกชนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์มหาศาล เพราะการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนลดลง โดย ณ สิ้นปี 2567 กฟผ. มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาท

“หากผมยังอยู่ในรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด และจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้ท้อหรือหมดหวังในการเดินหน้าทำงานการเมือง ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพื่อทำงานรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.สุวินัย’ มองกรณี ‘สนธิ’ หันมาเห็นใจ ‘ทักษิณ’ สะท้อนไฟแห่งอุดมการณ์มอดลงเหลือเพียงเห็นใจศัตรูเก่า

(6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...จิตวิทยาการเมืองของการกลับใจ : บททดลองอธิบาย จุดยืนที่เปลี่ยนไปของ สนธิ ลิ้มทองกุล

1. จุดหักเหของผู้เคย “ศรัทธา” โดยเอาธรรมนำหน้า
ในห้วงเวลากว่ายี่สิบปีที่สังคมไทยสั่นสะเทือนด้วยการเมืองสองขั้ว และสื่อเลือกข้าง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคยลุกขึ้นสู้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ฝ่ายเราคือความถูกต้อง”
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ
เรากลับเห็นภาพแปลกประหลาดชนิดแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง...
ผู้ที่เคยเป็นแกนนำของเหล่า "นักรบแห่งธรรม" กลับหันมาปรบมือให้ศัตรูเก่าอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างไม่เคอะเขิน
กรณี “สนธิ ลิ้มทองกุล” จึงมิใช่เรื่องเฉพาะบุคคลและไม่ใช่กรณีเดียวของ "ผู้กลับใจ"
แต่มันคือกระจกสะท้อน “พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย” ที่หมุนวนในวงจรซ้ำ ๆ
จากศรัทธา → เกลียดชัง → เหนื่อยล้า → เข้าใจ → ปลงตก
และในบางกรณี…ก็กลายเป็นการ “กลับใจ” ชนิดพลิกขั้ว

2. เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์แปรเป็นเถ้าถ่านของความเข้าใจ
จิตมนุษย์ไม่อาจเผาไหม้อยู่ในเปลวไฟแห่งความเชื่อไปได้ตลอดกาลหรอก
สักวันไฟนั้นย่อมมอดลงเองในที่สุด
และเมื่อไฟแห่งความเชื่อดับมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งประสบการณ์ที่เจ็บปวด -ผิดหวัง- ขมขื่น
ความเกลียดชังที่เคยมีต่อฝ่ายตรงข้าม
บางครั้งจึงกลับกลายเป็น "ความเห็นใจ" แบบแปลกประหลาด 
คือแลเห็นเขาเป็น “มนุษย์ที่ถูกกาลเวลาเผาไหม้” เฉกเช่นเดียวกับตนเอง
ทั้งเขาและ ศัตรูของเขาล้วนถูก "กาลเวลา" (พระกาฬ=พระกาล) กลืนกิน เหมือนกัน
ผมจึงมองว่า การกลับใจของคุณสนธิต่อเรื่องทักษิณ มิใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ในอดีตของตนเอง
แต่น่าจะเป็นสัญญาณว่าบ่งชี้ว่าจิตของคุณสนธิเริ่มแก่ชราแล้ว 
คือแก่พอจะเห็นว่า

“การตามจองล้างจองผลาญทักษิณเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน มันหมดความหมายไปมากแล้ว จงหันมาเกลียดตัวความชั่ว แทนคนที่ทำชั่วน่าจะดีกว่า”

แต่สิ่งที่แปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นตามมา หลังจากคุณสนธิเปล่งวาจาเลิกเกลียดทักษิณและกลับมาเห็นใจทักษิณแล้ว คุณสนธิกลับแสดงออกถึงความเกลียดชัง "ลุงตู่"  แทน 

ราวกับว่า เปลวไฟแห่งความเชื่อ (ในธรรม) เปลี่ยนไปเป็น เปลวไฟแห่งความเกลียดชังล้วน ๆ แทน โดยที่ เปลวไฟดวงต่อไปที่จะมาแทน เปลวไฟแห่งความเกลียดชัง ย่อมเป็นเปลวไฟแห่งความเหนื่อยล้า อย่างแน่นอน
เพราะลุงตู่ ท่านเป็นองคมนตรีที่อยู่เหนือความขัดแย้งไปแล้วนั่นเอง

ขณะที่จิตของคุณสนธิยังวนเวียนอยู่ใน วัฏจักรของ "พลวัตทางจิตของคนการเมืองไทย" อยู่เลย

3. ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์: โรคเรื้อรังของคนในยุทธภพทุกยุค
ขอให้เรามองให้ไกลกว่าเรื่องการกลับใจของคุณสนธิ  โดยมองให้เห็นป่าทั้งป่า มองให้เห็นพลวัตแห่งอุดมการณ์ทั้งหลายที่อยู่ใต้กฎแห่งไตรลักษณ์
ทุกยุคสมัยย่อมมี “นักรบทางความคิด” ของยุคตน
พวกเขาจุดไฟเพื่อเผาเงามืดของสังคม
แต่เมื่อไฟนั้นเผานานเกินไป
ไฟนั้นมันย้อนมาเผาใจของผู้ถือคบเพลิงเอง
จนบังเกิดปรากฏการณ์ "ธาตุไฟแตก"
นี่คือโรคเรื้อรังของชนชั้นนำทางความคิดทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนฝ่ายซ้ายในยุคหลังโซเวียตล่มสลาย
หรือผู้ศรัทธาในลัทธิ WOKE ยุคหลังโควิด
พวกเขาต่างต้องเผชิญ "ความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์"
เมื่อพบว่าโลกจริงไม่เคยเดินตามอุดมคติที่ตนเชื่อมั่น
“เราสู้เพื่อโลกที่ดีกว่า
แต่โลกกลับสู้เพื่ออยู่รอดเฉย ๆ”
เมื่อความจริงเจ็บกว่าความเชื่อ
มนุษย์ย่อมหวนกลับมาหา “ความจริงเชิงอารมณ์” แทน
เช่น ความเมตตา ความสงสาร หรือแม้แต่ความเฉยชาต่อทุกฝ่าย
ซึ่งในภาวะนี้ เสียงของอัตตาเริ่มเงียบ
แต่เสียงของปัญญายังไม่ดังพอ
จึงเกิดภาวะกึ่งตื่นรู้–กึ่งสิ้นหวัง

4. การกลับใจ: ปรากฏการณ์ทางจิตในยุค Post-Ideology
กรณีการกลับใจของคุณสนธิ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกหลังยุคอุดมการณ์ (post-ideological world)
นี่ไม่ใช่โลกที่คนไม่มีอุดมการณ์
แต่คือโลกที่ทุกอุดมการณ์ล้วนถูกพิสูจน์แล้วว่า “ไม่สมบูรณ์” ต่างหาก
มนุษย์ยุคนี้จึงเริ่มหันมาหา “อุดมคติส่วนตัว” แทน "อุดมการณ์ลอย ๆ"
เช่น ศรัทธาในความสุขส่วนตัว ศรัทธาในการอยู่รอด หรือศรัทธาในความสมถะ (พอเพียง)
สำหรับบางคน การกลับใจทางการเมือง
จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนน
แต่เป็นการถอนรากออกจาก “ความหลงในโครงสร้าง”
แล้วกลับมาอยู่ใน “ความจริงของชีวิต”
ทว่าถ้ามองลึกในเชิงจิตวิญญาณ
นี่คือจุดที่มนุษย์เริ่มเดินจาก เส้นทางนักรบ
เข้าสู่ เส้นทางผู้สังเกตการณ์  (ผู้ดูจิต)
จาก “ผู้พิพากษาโลก”
กลายเป็น “ผู้ดูโลกอย่างรู้เท่าทัน”

5. วิถีแห่งการกลับใจแบบไร้รอย
ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าได้เห็น การกลับใจของเหล่าเยาวชนชูสามนิ้ว
เพราะมันคือ พลวัตของจิตวิทยาการเมือง แบบเดียวกับการกลับใจของคุณสนธิ นั่นแหละ แค่ต่างกันที่เนื้อหาของการกลับใจเท่านั้นเอง
แต่ในกรณีของเยาวชนชูสามนิ้วที่กลับใจ เราควรมองว่า จิตของพวกเขามีวุฒิภาวะขึ้น มิใช่ จิตชรา แบบกรณีกลับใจของคุณสนธิ
ในเชิง “ไร้รอย” การกลับใจ มิได้หมายถึงการเปลี่ยนข้าง
แต่คือการ “คลายแรงยึด” จากขั้วทั้งสอง
ปล่อยให้จิตกลับคืนสู่ความนิ่งขึ้น กลางขึ้น
เป็นมองเห็นทั้งฝ่ายผิด–ฝ่ายถูก
โดยไม่ถูกดูดกลืนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
น่าเสียดายที่พลวัตการกลับใจของคุณสนธิยังมาไม่ถึงจุดไร้รอยนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
นี่คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า
พลังของความเกลียดชังยิ่งใหญ่ได้ก็จริง
แต่พลังของ "ความว่าง" กลับทรงพลังยิ่งกว่า
การกลับใจแบบไร้รอย
จึงมิใช่จุดจบของการต่อสู้
แต่เป็นวิวัฒนาการของ “จิตนักรบ” สู่ “จิตโพธิสัตว์”
ที่ยังเห็นทุกข์ของโลก แต่ไม่ตกอยู่ในกับดักของอารมณ์ทางการเมืองอีกต่อไป

ผู้ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์สุดโต่ง ย่อมมองผู้กลับใจว่า “ทรยศ”
ผู้ที่ผ่านความเหนื่อยล้าทางอุดมการณ์แล้ว จะมองผู้สุดโต่งว่า “ยังเด็กอยู่”
ส่วนผู้ที่บรรลุไร้รอย จะมองทั้งสองฝ่ายด้วยความเมตตาเท่าเทียมกัน
“เมื่อไฟแห่งอุดมการณ์มอดลง
อย่าดับเถ้าด้วยน้ำแห่งความเย้ยหยัน
แต่จงเป่ามันด้วยลมหายใจแห่งปัญญา”

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

‘ดร.บลู’ ขุนพลหลัก พรรคไทยก้าวใหม่ คนทำงานเพื่อสังคม มุ่งหน้าสู่การเมืองเต็มตัว เน้นปั้น!! นโยบาย ให้ตอบโจทย์ประชาชน ด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

(5 ต.ค. 68) หลายคนอาจคุ้นหน้าจากเวทีวิชาการ หรือโครงการอาสาทั่วประเทศ แต่วันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ ‘ดร.บลู’ ขออาสาลงมาทำงานการเมืองจริงจัง ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ 

“ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อมาผลักดันนโยบายช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษอีกต่อไป” ดร.บลู กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีในงานเยาวชน อาสาสมัคร และกิจกรรมเพื่อสังคม
พร้อมดีกรีด้าน รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาโทและเอก ทำให้ดร.บลู คือ ‘นักการเมืองสายวิชาการ ที่มีหัวใจเพื่อประชาชน’

เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ลาออกจากตำแหน่งรอง ผอ. สถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ
อดีตประธานนักเรียน–นายกสโมสรนักศึกษา เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ได้รับทุนรัฐบาลไปร่วมโครงการในญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตฯ ฯลฯ ทำงานจิตอาสา–กาชาด มากกว่า 25 ปี

วันนี้ ดร.บลู พร้อมเดินหน้าเคียงข้างหัวหน้าพรรค ประธานพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าท่านอื่นๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นี่คือ ‘นักการเมือง’ ที่เข้าใจนโยบาย
นี่คือ ‘นักวิชาการ’ ที่เข้าใจประชาชน
นี่คือ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย!!

“เพราะผมเชื่อว่า การเมืองดี เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” 
ดร.บลู 
ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี  

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 

‘ชื่นชอบ คงอุดม’ ลุยพื้นที่!! ดูแลชาวบ้าน ช่วยผู้ประสบวาตภัย รับ!! ประสานหน่วยงาน เร่ง!! ฟื้นฟูบ้านเรือน ให้เร็วที่สุด

(5 ต.ค. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นบุตรของนายชัชวาลล์ คงอุดม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

จากเหตุวาตภัยเมื่อวันก่อนพี่น้องชาวบางซื่อหลายชุมชนเดือดร้อน บ้านเรือนเสียหายหลายครัวเรือน ผมในฐานะคนบางซื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงพื้นที่ ซ.โชติวัฒน์ ชุมชนบ้านพักรถไฟ ชุมชนตึกแดง 1/2/3 เพื่อให้กำลังใจและประสานหน่วยงานมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนพี่น้องชาวบางซื่อ ผมรับรองว่าผมจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

คุณพ่อชัช สส.ชัชวาลล์ คงอุดมและหัวหน้าพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคได้กำชับให้ดูแลพี่น้องบางซื่อทุกคนที่เดือดร้อนให้เต็มที่ สุดท้ายผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่เขตบางซื่อ เขตสายไหม เขตจตุจักรและเขตบางเขนที่ทำงานแบบจัดเต็มครับ

‘หมอตุลย์’ จี้!! ‘นายกฯ อนุทิน’ แสดงความจริงใจ แก้ปัญหาชายแดน ย้อนถาม!! MOU 43/44 ทำไมไม่กล้ายกเลิกเอง โยนให้ ปชช.โหวต

(5 ต.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นและตั้งคำถามตรงไปตรงมา ถึงความจริงใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะนโยบายที่นำเสนอในที่ประชุม สมช.

คุณหมอ ระบุว่า การที่รัฐบาลผลักดันแนวคิด สร้างรั้วชายแดน นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายเก่าที่ถูกเสนอและถูกขวางมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อนหน้า พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อว่า

1️⃣ MOU 43/44 – ตอนเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินแสดงท่าทีชัดว่าจะยกเลิก แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเลือกให้ทำ “ประชามติ” แทนที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ

2️⃣ ข้อตกลงหยุดยิง 28 ก.ค. 2568 – นายกรัฐมนตรีจะมีมาตรการใดต่อการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อการปกป้องดินแดนไทย

คุณหมอตุลย์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่เพียงการออกนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องเป็นมาตรการที่ เด็ดขาด ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนรัฐบาล!! ประชามติ MOU เสี่ยงขัดกฎหมาย ซ้ำรอย BREXIT จี้!! นายกฯ ตัดสินใจเอง ไม่โยนภาระให้ปชช.

(5 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ผมเห็นข่าวที่รัฐบาลเริ่มแสดงความชัดเจนว่าจะให้ประชาชนลงมติว่าจะยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปรวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงอยากฝากข้อสังเกตให้ท่านนายกอนุทิน และรัฐบาลกลับไปทบทวนดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงประชามติยกเลิก/ไม่ยกเลิก MOU 

1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 14-17 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบด้านผ่านสื่อต่าง ๆ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการประกาศให้มีการออกเสียงซึ่งอย่างน้อยต้องมีเนื้อหาที่ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการทำประชามติ สาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลา ประโยชน์ได้เสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ท้องถิ่น หรือประชาชน รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการพร้อมสรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ซึ่งต้องมุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงและต้องไม่มีลักษณะเป็นการชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงนั้น

ซึ่งกรณี MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลรอบด้านที่เกี่ยวกับMOU 43 และ MOU 44 ดังนั้น ก่อนที่ที่จะถามประชาชนว่าจะยกเลิก MOU 43 - MOU 44 หรือไม่นั้น ต้องถามว่าประชาชนมีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ MOU ดังกล่าวหรือยัง รายละเอียดของ MOU เป็นอย่างไรอะไรคือ กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรคือการแบ่งเขตแดนตามเส้นสันปันน้ำ อะไรคือการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามไหล่ทวีป แผนที่ตามมาตราส่วนเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลจะสามารถทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ได้ทั่วถึงกันหมด ตามที่มาตรา 15 (5) ของ พรบ. ประชามติฯ กำหนดไว้หรือ ภายในกรอบระยะเวลาไม่ถึงสี่เดือน เพราะขนาดนักวิชาการด้านนี้ยังรู้ไม่เท่ากันเลย 

2. MOU 43-44 ถูกทำขึ้นโดยฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมติ ครม. ดังนั้น จึงสามารถยกเลิกได้โดยมติ ครม. ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ ก็เคยแสดงความเห็นอย่างแข็งขันในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าต้องยกเลิก เพราะทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา เนื่องจาก MOU 43 มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” เพราะอัตราส่วนที่หยาบมาก ในขณะที่หากยึดแผนที่ 1:50,000 ตามหลักสากล จะไม่มีคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จะมีแต่ พื้นที่ของไทยที่ถูกกัมพูชาอ้างสิทธิโดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น ส่วน MOU 44 ก็ไปยอมรับ เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี อย่างร้ายแรง

โดยที่ไทยสามารถยกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามกฎหมายจารีตประเพณีเรื่อง In adimplenti non est adimplendum (บุคคลไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญา กับบุคคลที่ละเมิดสัญญา) ซึ่งถูกระบุไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา มาตรา 60 ซึ่งกำหนดว่าฝ่ายที่ถูกละเมิดสัญญาในข้ออันเป็นสาระสำคัญ สามารถเลิกสัญญาโดยฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหลักนี้ใช้กับข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณี ดังนั้นเมื่อกัมพูชามีการละเมิด MOU นับ 400 ครั้ง และครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล ฯลฯ มีผู้เสียชีวิตมากมาย และการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ทำให้ทหารไทยขาขาด และเสียชีวิตในการรบหลายนาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถอ้างเหตุนี้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้ทันทีหากมีความกล้าหาญ อย่าโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็ยกเลิกหรือถอนตัวจากสนธิสัญญาและข้อตกลงที่เขาเห็นว่าทำให้อเมริกาเสียประโยชน์มากกว่าได้ ทันที เช่น ถอนตัวจาก WHO และ ข้อตกลงปารีสเรื่องโลกร้อน 

3. การลงประชามติ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อนที่กระทบประชาชนเป็นวงกว้าง และประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอที่จะรับรู้ข้อมูลอย่างปราศจากนัยเคลือบแฝงทางการเมือง เช่น กรณีการลงประชามติ มติของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาก็คือ “ออก” ปรากฏว่ามีการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผลคือว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 65 ยอมรับว่าการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลที่จะตามมาของการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และผมก็ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ในประเทศไทย

ผมจึงอยากฝากข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปยังท่านนายกอนุทินและคณะรัฐบาล ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ มีความกล้าหาญทางการเมือง (political courage) ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ผลักภาระและโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน ภายใต้สถานการณ์ทางความมั่นคงที่ไม่แน่นอนและต้องใช้ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการตัดสินใจ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนริมชายแดน และรักษาดินแดน อธิปไตย และเกียรติภูมิประเทศต่อไป 

ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top