Friday, 5 June 2026
POLITICS NEWS

‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ อดีตนายก อบจ.สงขลา มือวางน้ำดีที่ชาวบ้านยังเชื่อมั่น กับอนาคตทางการเมืองคลุมเครือ เบื่อการเมืองจริงหรือเพียงพักชั่วคราว

(30 ต.ค. 68) ผมไม่รู้ว่า 'ไพเจน มากสุวรรณ์' อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) คิดอย่างไรกับการเมืองในปัจจุบัน แม้ผมจะได้ยินจากปากตัวเองว่า “เบื่อๆ กับการเมือง”

แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง น่าจะเป็นความรู้สึกเบื่อไอยากๆมากกว่า เหมือนคนกิน “ข้าวเหนียวทุเรียน” คืออยากจะกิน แต่กินมากก็ “เอือน” แต่ปากก็ยังอยากจะกิน ไหนจะกลัวอ้วนมั่ง กลัวน้ำตาลสูงบ้าง 

ไพเจนน่าจะมีอาการแบบนั้น แต่เห็นจากการเดินสายพบโน้นพบนี้ น่าจะคิดอะไรอยู่เป็นแน่แท้ คิดอะไรบ้าง คิดจะลงสมัคร สส.คิดว่าจะลงเขตไหนดี หรือคิดว่าจะลงสมัครนายกฯอบจ.อีกสมัย ก็ต้องรออีก 3 ปีกว่า อายุก็มากขึ้นทุกวัน หรืออาจจะมีข้อมูลถึงอนาคตของนายกฯสุพิศ พิทักษ์ธรรม ว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเร็วๆเร็วๆ นี้

อุบัติเหตุว่า จะโดนใบแดงหรือไม่ กับข้อร้องเรียนหาเสียงอ้างอิงสถาบัน ก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือยกคำร้อง หรือให้ใบแดง เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ โดยอ้างอิงข้อกฎหมายประกอบ

คำว่า เบื่อๆ กับการเมือง อาจจะมาจากการเมืองที่เข้ามากระแทกแรงๆ เช่น เรื่องสัญญากู้เงิน มีสัญญาจริงหรือไม่ กู้จริงไหม หรือเปล่าการเข้าใจผิด สัญญาถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และเป็นการฉีกทิ้งก่อนหมดวาระ จึงไม่ต้องแสดงในรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินกับ ปปช.หลังพ้นตำแหน่ง เป็นต้น

อยากๆ เห็นได้ชัดว่า นายกฯไพเจนยังเดินทางไปร่วมงานโน้นงานนี้ เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นสำนึกต่อคะแนนเสียงที่เคยมอบให้ หรือยังประสงค์จะก้าวเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง จึงยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

ต้องยอมรับความจริงว่า นายกฯไพเจนยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอยู่ ช่วงหมดวาระก็มีกระแสเรียกร้องสูงให้ลงสมัครต่อ แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างต้องตัดสินใจวางมือ ทั้งๆ ที่เสียงดี มีภาพพจน์ดี ไม่ค่อยมีข่าวในทางลบ

ถ้าให้อ่านใจผมว่า 50:50 ว่าจะลง สส.หรือลงนายกฯอบจ.อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในวันข้างหน้า

ถ้าไพเจนตัดสินใจลงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ก็ภาพสีเทา-ดำ ของสงขลาได้บ้าง

‘ชัชชาติ’ ยังไม่ฟันธง ลงชิงเก้าอี้อีกสมัย ปชน.–เพื่อไทย–ไทยก้าวใหม่ เปิดหน้าไพ่รอจังหวะ โจทย์ใหญ่ชี้ชะตารอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้ว่าฯ แต่คือการเลือกทีม–แผนแก้ PM2.5–ความโปร่งใส

ไทม์ไลน์คร่าว ๆ
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบใหม่คาดว่าจะอยู่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569

โดยกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ว่าฯ พร้อมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ แต่หลายฝ่ายใช้อ้างอิงไทม์ไลน์ดังกล่าวเพื่อการเตรียมตัวของพรรคการเมืองและทีมผู้สมัคร

1) แชมป์เก่าในฐานะ 'ตัวเต็งโดยธรรมชาติ': ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
ช่วงปี 2568 มีทั้งข่าวและคำให้สัมภาษณ์หลายทิศ—บางสำนักพาดหัวว่าเตรียมชิงสมัยที่ 2 แต่ล่าสุดเจ้าตัวระบุจะทำงานให้ครบวาระถึงปี 2569 และยังไม่ฟันธงเรื่องลงสมัครสมัยที่ 2 แปลว่าเขายังเป็น “ว่าที่ผู้สมัคร” ที่ต้องรอดูจังหวะการเมืองใกล้เปิดรับสมัคร
จุดแข็ง: ฐานเสียงกว้างจากแลนด์สไลด์ปี 2565 และภาพลักษณ์ผู้บริหารเชิงนโยบาย
โจทย์หนัก: ความคาดหวังสูง และการผลักดันนโยบายผ่านสภา กทม. ที่ไม่ใช่ทีมของตนทั้งหมด

2) ฝ่ายก้าวหน้า 'พรรคประชาชน' กับแคมเปญ Hackable Bangkok 2026
พรรคประชาชนประกาศจะส่งทีมลงชิงผู้ว่าฯ และ ส.ก. พร้อมธีมปัญหาเมือง—ฝุ่น PM2.5 พื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเปิดงบให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ (“Hack งบกรุงเทพฯ”) แม้ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ อย่างเป็นทางการ แต่ตัวเต็งที่สื่อจับตา ได้แก่ วรภพ วิริยะโรจน์ และชื่อของวิโรจน์ ลักขณาอดิศรยังมีแรงเชียร์ในหมู่แฟนคลับเมือง
จุดแข็ง: ทีมทำงานเชิงประเด็นชัดเจน เนื้อหานโยบายเชื่อมกับ “เมืองโปร่งใส”
โจทย์หนัก: ต้องเปิดชื่อ “ตัวบุคคล” ให้ชัดและเร็ว เพื่อแปลงโมเมนตัมองค์กรเป็นคะแนนนิยมตัวผู้สมัคร

3) เพื่อไทย “วาง 3 แคนดิเดตคนนอกพรรค”
มีรายงานว่าพรรคเพื่อไทยวาง 3 รายชื่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. (คนนอกพรรคทั้งหมด) เตรียมพร้อมหากผู้ว่าฯ ชัชชาติ (ซึ่งพรรคเคารพการตัดสินใจในฐานะอิสระ) ไม่ลง หรือจำเป็นต้องผลักดันตัวเลือกของพรรค ทั้งหมดนี้ยังไม่เปิดชื่ออย่างเป็นทางการ
จุดแข็ง: เครือข่ายพรรคและทรัพยากรสนามใหญ่
โจทย์หนัก: ต้องสื่อสารเหตุผลที่ “คนกรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนมือผู้ว่าฯ” ให้เฉียบ และเปิดตัวคนนอกที่ใช่ให้ทันจังหวะ

4) “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กับพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่ (Thai Kao Mai)”
อดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ปี 2565 จากประชาธิปัตย์ เปิดตัวพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” ในปี 2568 ชูการศึกษาเป็นหัวใจการเมือง ทำให้ชื่อกลับมาอยู่บนเรดาร์เมืองหลวง แม้ยังไม่ประกาศชัดว่าจะลงเองหรือส่งคนของพรรค
จุดแข็ง: บุคลิกเชิงปฏิบัติการ + ไอเดียระบบเมือง/การศึกษา
โจทย์หนัก: โครงสร้างพรรคใหม่ยังต้องเร่งปักฐานใน กทม. ให้เห็นผลเร็ว

5) “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ: คนดังที่สื่อถามถึงบ่อย
ตลอดปี 2568 มาดามแป้งตอบสื่อว่ายังไม่ตัดสินใจและยังไม่ลง หากภาพรวมการเมืองไม่เอื้อ ท่าทีแบบ “เปิดไว้-ไม่ปิดประตู” ทำให้ชื่อเธอยังถูกกล่าวถึงในฐานะแคนดิเดตอิสระที่มีทุนทางสังคมสูง
จุดแข็ง: การยอมรับสาธารณะสูง เครือข่ายกีฬา/เอกชน
โจทย์หนัก: ต้องตอบคำถาม “ทีมบริหาร–นโยบายเมือง” ให้ลึกกว่าภาพลักษณ์

6) ขั้วอนุรักษนิยม/สายอดีตผู้ว่าฯ: พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง
อดีตผู้ว่าฯ จากการแต่งตั้งและผู้สมัครอิสระปี 2565 ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่ง สถานะนี้ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงชิงผู้ว่าฯ ลดลง เว้นจะมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรค

7) ประชาธิปัตย์ “รีบูต” พร้อมการคัมแบ็กของสกลธี
ปลายปี 2568 ประชาธิปัตย์มีความเคลื่อนไหวใหญ่: ผู้นำพรรคกลับมาจับบังเหียน และสกลธี ภัททิยกุลหวนคืนพรรค ทำให้สื่อจับตาว่าดีลผู้ว่าฯ กทม. ของ ปชป. จะวางใครลงสนาม อย่างไรก็ดี ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัคร ณ ตอนนี้

ประเด็นชี้แพ้–ชนะที่กรุงเทพฯ 2569 ต้องเผชิญ
1) สภา กทม. (ส.ก.) = เครื่องทดกำลังผู้ว่าฯ: เลือกผู้ว่าฯ คู่กับ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ใครคุมสมดุลในสภาได้
จะเดินนโยบายลื่นกว่า โดยเฉพาะประเด็นตรวจงบ/โปร่งใส
2) เมืองที่ “หายใจได้” กับวิกฤต PM2.5: คุณภาพอากาศคือประเด็นนำ และตัววัดศักยภาพการบูรณาการหน่วยงาน
3) น้ำท่วม–ระบายน้ำ–ความทนทานของเมือง: ต้องอธิบายโรดแมปลงทุนเชิงระบบและการประสานรัฐบาลกลาง
4) ความโปร่งใสและความเร็วของระบบราชการ กทม.: ผู้สมัครที่โชว์วิธีวัดผล 12–24 เดือนแรก จะได้เปรียบ

สรุป “หน้าไพ่” ณ สิ้นตุลาคม 2568
• ชัชชาติ = ยังไม่ประกาศ แต่หากลงจริงยังเป็นตัวเต็งธรรมชาติจากฐานปี 2565
• พรรคประชาชน = เดินเกม Hackable Bangkok เต็มกำลัง รอเปิดชื่อผู้สมัคร—สื่อจับตา “วรภพ” และไม่ตัดชื่อ “วิโรจน์”
• เพื่อไทย = วางแคนดิเดตคนนอกพรรคไว้ รอจังหวะเปิดตัว
• สุชัชวีร์ + พรรคไทยก้าวใหม่ = เปิดพรรคแล้ว เพิ่มออปชันในกระดาน แต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะลงเองหรือส่งคน
• มาดามแป้ง = ยืนยันยังไม่ลง ณ ตอนนี้ แต่ยังเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงเสมอ
• อัศวิน = ผันบทบาทไปบทบาทอื่น โอกาสลงผู้ว่าฯ ลดลง
• ประชาธิปัตย์ = รีบูตพรรค แต่ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ

เช็กลิสต์สำหรับคนกรุงก่อนเข้าคูหา
• ผู้สมัครคนไหนมีแผน “ลดฝุ่น–น้ำท่วม–การเดินทาง” แบบวัดผลได้ใน 12–24 เดือนแรก?
• ทีม ส.ก. ของเขาคือใคร และจะ “ผ่านด่านสภา กทม.” อย่างไร?
• แผนเปิดข้อมูล: งบประมาณ–สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง–KPI หน่วยงาน กทม. จะทำจริงรูปแบบไหน?

‘เดชอิศม์’ กับ 5 ทางเลือกการเมือง ท่ามกลางสนามการเมืองภาคใต้กำลังเปลี่ยน ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ง่าย – ‘กล้าธรรม’ ก็แน่น พปชร.–โอกาสใหม่–ตั้งพรรคเอง อาจเป็นทางออก

ทางเลือกของนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง

1.อยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไป ไม่มีตำแหน่งอะไร อยู่เงียบๆ ขอจัดการเฉพาะคนของตัวเอง แต่ไม่ง่ายกับบริบทของประชาธิปัตย์เปลี่ยนไปแล้ว กลับไปสู่อุดมการณ์เดิมแล้ว

2.ไปอยู่กล้าธรรม ก็ไม่ง่ายกับการ์ดสูงของ สส. กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ที่เขาอยู่มาก่อน รวมถึงโบ้ท อนุกูล พฤษภานุศักดิ์ ที่ทำงานพื้นที่มานาน และยืนหยัดลงเขต ที่มีน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของนายกฯชายเป็น สส. อยู่ก่อนแล้ว

3.ไปตั้งต้นใหม่กับพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องเฟ้นหาตัวผู้สมัครใหม่ทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เขาก็เดินหน้าสรรหาผู้สมัครมาแล้วไม่น้อยทีเดียว

4.ไปพรรคโอกาสใหม่ ที่มีคณะของฉัตรชัย พรหมเลิศ กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอยู่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง

5.ตั้งพรรคขึ้นมาเอง เช่น ชื่อ 'พรรคทักษิณ' เน้นส่งผู้สมัคร 14 จังหวัดภาคใต้ 60 เขต สู้ในเขตที่สู้ได้ แต่ประเด็นคือ ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก สมมุติเขตละ 20 ล้าน ต้องใช้งบประมาณถึง 1200 ล้านบาท นายกฯชายจะรับได้ไหม ถ้ารับได้ก็เป็นอีก 1 ทางเดิน

‘พีระพันธุ์’ ลั่น! ถ้าได้เป็นนายกฯ จะยกเลิก MOU 43–44 จี้รัฐบาลจัดการปัญหากัมพูชาให้เด็ดขาด

(27 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า หากตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543–2544 ทันที โดยมองว่ารัฐบาลไทยควรจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังและเร่งด่วน เพราะ “ไม่ควรยอมในสิ่งที่อีกฝ่ายทำผิด”

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เข้าหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควบคู่กับการลงประชามติยกเลิก MOU ไทย–กัมพูชา ทั้งสองฉบับ ในวันเลือกตั้งทั่วไป

สำหรับ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นที่สำนักงานกกต. โดยมีนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. เป็นประธานหารือ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมือง หากรัฐบาลสามารถจัดทำประชามติควบคู่กับการเลือกตั้งได้จริง

 

‘สวนดุสิตโพล’ เผย!! คนละครึ่ง ‘สมัยลุงตู่’ ยังครองใจประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง เห็นผลชัด!! ในชีวิตประจำวัน ช่วยพยุง!! ให้ก้าวต่อไป ในช่วงที่ลำบาก

(26 ต.ค. 68) สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘คนไทยกับนโยบายลดค่าครองชีพ’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,216 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 ต.ค.2568

ประชาชนเข้าร่วมโครงการของภาครัฐใดบ้างที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 76.43 ระบุคนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ร้อยละ 42.16 คนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล) ร้อยละ 33.61 เงินหมื่นบาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 28.30 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้อยละ 26.06 เราเที่ยวด้วยกัน/เที่ยวไทยคนละครึ่ง

ทั้งนี้ ร้อยละ 78.04 เห็นว่า โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพได้ จากโครงการช่วยเหลือต่างๆ

โครงการที่ชอบมากที่สุด คือ คนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 69.31 รองลงมา ร้อยละ 33.03 ระบุเงิน 10,000 บาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 30.77 ระบุคนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน)

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเพื่อลดภาระค่าครองชีพ อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสม ร้อยละ 61.92 ขณะที่ร้อยละ 56.79 เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และร้อยละ 49.67 ขยายโครงการคนละครึ่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

หากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมจะได้เปรียบ ร้อยละ 67.43 ขณะที่ร้อยละ 23.25 ระบุไม่ได้เปรียบ

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ของหลายรัฐบาล พบว่า “โครงการคนละครึ่ง” ยังคงครองใจ เพราะใช้ง่าย เข้าถึงจริง และเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐอยู่เคียงข้างประชาชน

ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนคาดหวังทั้งความเร็วในการช่วยเหลือและความยั่งยืนของผลลัพธ์ไปพร้อมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงมากขึ้น เป็นนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุด

โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคสินค้าและการบริการ ช่วยเหลือผู้ประกอบขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้พยุงกิจการให้ดำเนินต่อไปได้ เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมามีความคึกคัก ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น

โครงการคนละครึ่งที่ได้มีการริเริ่มในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผลและโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยการควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสม โดยเข้าไปตรวจสอบและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างเช่นราคาพลังงาน น่าจะลดปัญหาค่าครองชีพและทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ได้เป็นครั้งคราว

จับตา!! เพื่อไทย ประชุมใหญ่ 31 ต.ค. นี้ เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลัง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลาออก ‘จาตุรนต์ – ชลน่าน – จุลพันธ์ - สุทิน’ ติดโผ!! ชิงเก้าอี้

(26 ต.ค. 68) การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ในวันที่ 31 ต.ค. ภายหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้ขณะนี้บรรดา สส.ของพรรคเพื่อไทย ต่างพูดคุยถึงแคนดิเดตของคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จากเดิมที่มี 2 รายชื่อคือนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความโดดเด่น จุดแข็งในเรื่องของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยในเวทีการเมืองมาอย่างยาวนาน นายจุลพันธ์ อมรววิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ที่มีเสียงสนับสนุนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ทำงานช่วยน.ส.แพทองธาร ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง ล่าสุดมีการหยิบยกรายชื่อขึ้นมาอีก 2 รายชื่อคือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นในสภาฯ และเคยเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีบทบาทนำอย่างชัดเจน อีกรายชื่อคือนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากมีความโดดเด่นงานสภาฯ เช่นเดียวกันเพราะเคยทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายสรุปจบในหลาย ๆ ครั้ง

สำหรับแนวโน้มรายชื่อที่จะได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุด ในขณะนี้ก็คือ นายจาตุรนต์ เพราะต่างมองที่จุดเด่นในความเป็นนักประชาธิปไตย ที่เหมาะจะมานำพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรค ในส่วนของนพ.ชลน่านที่มีความโดดเด่นเรื่องความเป็นผู้นำ สส.บางส่วนเห็นว่าควรให้ไปลุ้นเป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯของพรรคที่ต้องเสนอจำนวน 3 รายชื่อ โดยการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ทางผู้บริหารพรรคค่อนข้างเปิดกว้างกว่าครั้งก่อนๆ ทำให้วันที่ 28 ต.ค. ที่จะมีการประชุมสส.พรรค จะเปิดโอกาสให้สส.ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างเพื่อสะท้อนมุมมองให้สมาชิกนำข้อคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจในวันเลือกหัวหน้าพรรควันที่ 31 ต.ค. นี้ 

‘ไอซ์ – ใบตองแห้ง’ ชวนมาฟังแถลง!! MOA พรรคส้ม...หวานจริง หรือขม กลางเวที Hops & Hope!! วันพรุ่งนี้ 1ทุ่มตรง รัชโยธิน

(26 ต.ค. 68) MOA พรรคส้มผ่าทางออก หรือโดนหนูหลอกกินฟรี??

ผ่านไป 1 เดือนกับการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลที่ดูแล้วชักจะแหม่ง ๆ ทั้งสส.ไหลเข้าพรรค ทั้งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงครม. ที่อาจจะมีความเทา ๆ ท้ายที่สุด MOA ของพรรคประชาชนโดนหลอกกินฟรีหรือไม่?

พบกับตัวตึงแห่งยุค "สส.ไอซ์" รักชนก ศรีนอก ทั้งปั่นทั้งชนสุดตัวกับการปราบทุจริต และ "ใบตองแห้ง" พี่ถึก อธึกกิต แสวงสุข นักวิเคราะห์การเมืองที่จะมาร่วมแชร์ความคิดเห็น สถานการณ์เพื่อมองไปยังอนาคต

ชมฟรี Hops and Hope Craft Bar รัชโยธิน วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม นี้ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป 

จองโต๊ะด่วนได้ที่ https://lin.ee/xuxykcn 

'พีระพันธุ์' ย้ำ!! “สถาบันพระมหากษัตริย์คือหลักความมั่นคงของชาติ” กล่าวใน TikTok ยุคใหม่การตลาดของไทย

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ พูดคุยอย่างเป็นกันเอง กับแฟนคลับ ทางช่อง TikTok ช่องยุคใหม่การตลาดของไทย ซึ่งมีผู้ชมทางบ้าน ได้ถามถึง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 โดย ท่านพีระพันธุ์ ก็ได้ตอบไปว่า ...

สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นมากกว่า สถาบัน  
แต่เป็นหลักความมั่นคง ของประเทศไทย

‘กรณ์’ เผย!! คนไทยถูกโกง ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ถึงเวลา ‘ปปง.’ ต้องลงมือจริงจัง ไล่ล่า!! Scammer

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

การประกาศลาออกโดย อดีต รมช. คลัง อย่างไรก็ลดแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

แต่เรื่อง scammer ตอนนี้เป็นประเด็นระดับโลก และเป็นปัญหาใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก เรื่องจึงคงไม่จบลงแค่นี้ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้คุณวรภัคลาออก แต่ต้องการเห็นรัฐบาลปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพอย่างจริงจัง

ซึ่งวิธีดีที่สุดคือการลงมือกับการไล่ล่า ทรัพย์สินเงินทองของ scammer 

และในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่ปรากฏว่าไทยเราได้ทำอะไรไปบ้าง ทั้งๆ ที่ตัวละครสำคัญป้วนเปี้ยนอยู่ในประเทศเราอย่างเปิดเผย ทรัพย์สินเงินทองของประชาชนคนไทยก็ถูกหลอกถูกปล้นไปมาก

ทางอเมริกาเขายึด Bitcoin มูลค่าเกือบ 500,000 ล้านจาก scammer ที่มีแหล่งปฏิบัติอยู่กัมพูชา อังกฤษยึดบ้านที่ดิน และล่าสุดเกาหลีใต้ได้อายัดเงิน 2,000 ล้านของ scammer ที่ฝากเงินไว้ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา ก่อนหน้านี้จีนก็ต้องลงมาจัดการเองกับแก๊งจีนเทาในพม่าและไทย

ปปง. มีหน้าที่ตรง และในเมื่อมีการประเมินว่าคนไทยถูกโกงปีละกว่า 30,000 ล้านบาท (เกือบเท่างบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนโครงการคนละครึ่ง) บวกกับการผูกโยงกับปัญหาความมั่นคงระหว่างเรากับกัมพูชาแล้ว พอสรุปได้ว่า เรื่องเร่งด่วนกว่านี้แทบไม่มีแล้ว

‘พลังประชารัฐ’ วาง!! ‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ นั่ง!! ‘แม่ทัพเมืองหลวง’ เตรียมลุย!! ศึกเลือกตั้ง 2569

(23 ต.ค. 68) การวางแม่ทัพครั้งใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ถูกวางตัวให้เป็น แม่ทัพเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปรับทัพครั้งใหญ่ หวังให้นายธีรชัย เป็นแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง โดยให้วางยุทธศาสตร์ใหม่ในเมืองหลวง เพราะเขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบ เขาคืออดีตเลขาธิการก.ล.ต และนักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เขามีจุดยืนในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการมาของเขาสะท้อนพรรคพลังประชารัฐ ที่เลือกความมีเสถียรภาพเหนือกระแส จากพักที่พึ่งอำนาจของรัฐ ไปสู่พรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือนิยามของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวใหม่ที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top